[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 244 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.244 - ตอนที่ 244


244.


เอ็นโจจ้องมองฉันแล้วส่งยิ้มให้
 
"สวัสดีครับ คุณคิโชวอิน นักต้มตุ๋นมาแล้วครับ"  
 
กรี๊ด! อะไรมันจะหูผีขนาดนั้น ซุยรันเนี่ยเป็นโรงเรียนคนมีกะตังค์ที่สร้างขึ้นด้วยความหรูหราอลังการทั้งปวงไม่ใช่เหรอ ไหงกำแพงถึงได้บางนักล่ะ
 
"สวัสดีค่ะ ท่านเอ็นโจ ดิฉันไม่ทราบเลยค่ะว่าเป็นท่านเอ็นโจ จึงได้พลั้งเผลอพูดออกไปโดยมีเจตนาจะล้อเล่นเพียงเล็กน้อย ต้องขออภัยด้วยนะคะ"
"อื้อ ผมก็ล้อเล่นเหมือนกัน ไม่ต้องใส่ใจหรอกนะ"  
 
พวกเราสบตากันพลางหัวเราะโฮะโฮะโฮะ หึหึหึให้กันไปมา
ก็บอกแล้วไงว่าล้อเล่นจริงๆ นา ไม่ได้คิดว่าดูน่าหวาดระแวงเหมือนนักต้มตุ๋นเลยซักนิดน้า เพราะงั้นนะ เอ็นโจ เลิกยิ้มแบบรูปปั้นกรีกโบราณที่อ่านใจจริงไม่ออกได้แล้ว! แค่คิดว่าจะโดนเล่นงานคืนยังไงก็สันหลังลุกวาบๆ แล้วนะ!

เพียงแค่รอยยิ้มเอ็นโจก็กำราบฉันให้ระย่อไปชั่วครู่ ก่อนจะถามขึ้นมา "ว่าแต่ทำไมถึงล็อกกุญแจไว้ล่ะ"   

"อ้อ พอดีเมื่อกี้นี้มีคนนอกบุกเข้าห้องมา เลยล็อกประตูไว้"
 
จริงด้วย
 
"ท่านคาบุรากิ เมื่อครู่นี้เป็นคนกำหนดเองแท้ๆ ว่าจะไม่เปิดประตูให้คนที่ไม่บอกรหัสไม่ใช่หรือคะ แล้วเหตุใดถึงได้เปิดประตูให้คนที่ไม่เพียงแต่ไม่เอ่ยรหัส ยังไม่ยอมแม้แต่จะเอ่ยชื่อแนะนำตัวอีกด้วยเล่าคะ"

จิตสำนึกเรื่องการป้องกันอาชญากรรมจะต่ำไปหน่อยละมั้ง คนที่โดนหลอกลวงก็พูดกันทั้งนั้นแหละ ว่าคิดว่ามีแต่ตัวเองเท่านั้นที่ไม่มีทางถูกหลอก
 
"รหัส?"
 
เอ็นโจโคลงศีรษะ ฉันเลยบอกไปว่าคาบุรากินำระบบรหัสเข้ามาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นนอกเหนือจากพวกเราเข้ามาในห้องนี้  ทั้งนี้ เพราะไม่อยากถูกมองว่ายัยนี่ก็ระริกระรี้อยากเล่นอะไรเป็นเด็กๆ ต่อรหัสอะไรกันนี่ ฉันเลยเสริมไปอย่างหนักแน่นว่าออกเสียงคัดค้านแล้วนะว่าไม่เห็นต้องใช้รหัสอะไรนั่นเลย แค่ส่งเมล์บอกว่ามาถึงหน้าประตูแล้วก็พอ
ใช่แล้ว ส่งเมล์บอกคนที่อยู่ในห้องว่ามาถึงแล้วก็พอ

"ฉันคือคุณโดรี่ ตอนนี้อยู่หน้าห้องของคุณแล้วนะ"
 
เท่านี้เป็นอันใช้ได้
 
"งี้นี่เอง มาซายะชอบอะไรแบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นะ"
 
เอ็นโจยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจแล้วพยักหน้า

"อะไรแบบนั้นนี่อะไรคะ"
"อื๋อ? ก็พวกคำเข้ารหัสไม่ก็แก้รหัสน่ะ ชอบมาตั้งแต่สมัยเด็กแล้วล่ะ"

แสดงว่าคาบุรากิไม่ได้โตขึ้นจากสมัยเด็กเลยสินะคะ ทราบแล้วค่ะ

"แล้วรหัสว่าไงล่ะ"
"เห็นว่าเอาเป็น"พบแล้ว" "อะไรล่ะ" "ชั่วนิรันดร์" ค่ะ"
"อ้อ ฤดูกาลในนรกสินะ"

เอ็นโจมองออกในทันที แล้วต่อว่า "มาซายะชอบบทกวีนี่นะ"  ท่านจักรพรรดิทรงโปรดปรานบทกวี เรื่องนั้นฉันรู้จนอืดเอือมเลยล่ะ ตอนอกหักจากท่านยูริเอะก็อ่านบทกวีของไฮเน่มีอารมณ์ร่วมสุดๆ จนต้องมายัดเยียดให้ฉันอ่านด้วยเลยไม่ใช่หรือไงคะ หา
จะบอกว่าดวงความรักฉันตกต่ำลงอย่างน่าใจหายเพราะหนังสือบทกวีแฝงจิตวิญญาณความพ่ายแพ้ของคาบุรากิมาตกอยู่กับฉันก็ไม่เกินเลยไป รบกวนกันจริงๆ ให้ตาย ครั้งนี้เป็นแรงโบลด์ แสดงว่าข้ามผ่านความอกหักในครั้งนั้นมาได้ พ้นยุคของไฮเน่ไปแล้วสินะ  
 
อ้อ จะว่าไป พูดถึงแรงโบลด์...

"ท่านเอ็นโจก็ชอบบทกวีด้วยหรือเปล่าคะ"
"ผมน่ะเหรอ ก็ไม่ได้ถึงกับชอบเป็นพิเศษหรอกนะ แต่บางทีก็อ่านอยู่เหมือนกัน ในค่ำคืนอันยาวนานของฤดูใบไม้ร่วง บางครั้งก็นึกอยากอ่านบทกวีคลาสสิคขึ้นมาเหมือนกันนะ"
"แหม งั้นหรือคะ! สมกับเป็นท่านเอ็นโจ ช่างมีรสนิยมสูงส่งเสียนี่กระไร จะว่าไปพูดถึงฤดูใบไม้ร่วง บทกวีของเวอร์แลนก็โด่งดังอยู่นะคะ ท่านเอ็นโจชอบบทกวีของเวอร์แลนหรือเปล่าคะ"
 
มุมปากฉันทำท่าจะยกขึ้นด้วยความคาดหวัง เอ็นโจหรี่ตาลงอย่างหวาดระแวง

"ก็ไม่ได้เกลียดนี่..."
"แหม งั้นหรือคะ งั้นหรือคะ ท่านเอ็นโจชอบเวอร์แลนสินะคะ เช่นนั้นเองสินะคะ"
 
ฮุฮุฮุ ได้พยานปากคำล่ะ คาบุรากิโปรดปรานแรงโบลด์ เอ็นโจโปรดปรานเวอร์แลน เท่านี้ก็ได้เหยื่อชั้นดีโปรยให้เหล่านักเรียนหญิงผู้มีจิตใจไม่ใสสะอาดทั้งหลายได้จิ้นอะไรกันเตลิดเปิดเปิงไปในทางมิงามแล้ว! อา! มัวเมา! เสื่อมศีลธรรม! สุนทรียนิยม! แอบเล่าให้พวกเซริกะจังฟังดีกว่า ต้องกรี๊๊ดกร๊าดดีใจกันมากแน่ๆ ฉันก็ไม่ได้จะพูดอะไรโจ่งแจ้งซักหน่อยนี่นา แค่ให้ข้อมูลว่าพวกเขาชอบนักกวีสองคนที่มีความสัมพันอื้อฉาวกันเท่านั้นเอ๊ง แล้วจะไปตีความยังไงต่อก็เป็นเรื่องของคนฟังนะคะ

ท่านคาบุรากิกับท่านเอ็นโจดูราวกับหันหลังให้ดวงตะวันและจันทราเลยนะคะ...

ผู้ปกครององค์กรขนาดใหญ่ก็ต้องหมั่นนำเสนอความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อซื้อใจผู้ใต้ปกครองกันไว้บ้าง

"คุณคิโชวอิน คิดอะไรเหลวไหลอีกแล้วใช่ไหมนะ"
 
เอ็นโจยิ้มสะพรึงวางมือลงบนบ่าของฉัน อุ หนักจัง รู้สึกถึงแรงกดดันอันไร้คำพูดที่บ่า!
 
"หามิได้นะเจ้าคะ แค่คิดว่าท่านเอ็นโจที่ทอดถอนใจขณะอ่านบทกวีของเวอร์แลนในวันฤดูใบไม้ร่วงคงจะดูประหนึ่งรูปภาพทีเดียวเท่านั้นเองนะคะ"
"เหรอ ถ้าผมคิดมากไปเองก็แล้วกันไปเถอะ"
"คิดมากไปเอง ใช่แล้วค่ะ ท่านคาบุรากิชอบแรงโบลด์ ท่านเอ็นโจชอบเวอร์แลน ทั้งสองท่านสนิทสนมกันอย่างยิ่ง แค่อยากเช็กในจุดนี้ให้แน่ชัดเท่านั้นเองค่ะ ไม่ได้มีเจตนาเป็นอื่นเลยจริงๆ นะคะ ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว"

ฉันหัวเราะโฮะโฮะโฮะ เอ็นโจหัวเราะหึหึหึ รู้สึกว่าแรงกดดันบนบ่าทวีความหนักอึ้งขึ้นทุกที

"ระวังให้มากเข้าไว้อย่าไปปล่อยข่าวลือมั่วซั่วเชียวนะ ไม่งั้นอาจจะมีโทรศัพท์ไปหาผู้ปกครองแจ้งว่า "ผมเป็นทนายความ ตอนนี้ลูกสาวของคุณโดนฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาท กรุณาโอนค่าเสียหายมาโดยด่วน" ก็ได้นะ น่ากลัวจังเนอะ อย่างกับคดีต้มตุ๋นผมเองๆ เลยเนอะ"

ฮึย! ฉันเห็นแววเอาจริงในสายตาของนักต้มตุ๋นที่ยิ้มเยื้อนอยู่! ไม่พูดแล้วค่ะ ไม่พูดแล้ว ไม่พูดกับใครแล้วเจ้าค่า!

"เฮ้ย พวกนายน่ะ อย่ามัวแต่เล่นกันอยู่ รีบๆ นั่งลงได้แล้ว จะเข้าเรื่องละนะ!"

คาบุรากิที่ลงนั่งประจำที่ไปก่อน ดูเหมือนจะหมดความอดทนโวยวายออกมา
"คร้าบๆ" เอ็นโจว่าพลางนั่งลงตรงข้ามกับคาบุรากิ ส่งฉันนั่งลงตรงกลางกลายเป็นสามเหลี่ยม ...ปวดไหล่ชะมัด

"แล้วไงต่อ เข้าเรื่องนี่เรื่องอะไรล่ะ"
"ก็แน่อยู่แล้ว เรื่องแผนการเดทของพวกเราไงล่ะ"

คาบุรากิหยิบเอานิตยสารรวมสกู๊ปที่มีโพสต์อินติดเต็มออกมา

"ก่อนอื่นเริ่มจากการไปกินโอโคโนมิยากิที่นี่"

อ้อ ก็เห็นสนใจโอโคโนมิยากิออกนอกหน้ามาพร้อมๆ กับราเม็งแล้วนี่นะ

"ฉันอยากไปร้านในรูปนี่ เพียงแต่ว่าดูเหมือนตอนนี้ร้านจะยังปิดอยู่ วางกลยุทธ์เดทคอร์สครั้งต่อไปอยู่ที่นี่ รอให้ร้านเปิดตอนช่วงดินเนอร์ไทม์แล้วค่อยไปกัน"
"เอ๋ คิดจะไปวันนี้เลยเหรอคะ"
"แหงอยู่แล้ว"

ฝันไปเหอะ

"กลิ่นโอโคโนมิยากิจะติดทั้งเสื้อผ้าทั้งผม ไปทั้งชุดเครื่องแบบนี่ไม่มีทางหรอกค่ะ ถ้าเกิดพ่อแม่ฉันรู้ขึ้นมาจะรับผิดชอบยังไงคะ"

คาบุรากิทำปากเชิดงอนๆ ถึงจะทำหน้าแบบนั้น แต่ไม่ได้ก็คือไม่ได้!

"อ้อ คุณคิโชวอินเก็บงานอดิเรกเรื่องทัวร์บริโภคเป็นความลับกับทางบ้านนี่นะ"

เอ็นโจเผยยิ้มหัวเราะอย่างแฝงความนัยลึกๆ  อุ่ก อีตาคนอึมครึมดีแต่ตอกย้ำจุดอ่อนของคนอื่นเอ๊ย
 
"ค่ะ แหม... ก็มีเรื่องสายตาคนภายนอกด้วย ทางครอบครัวก็ช่างเป็นกังวลเกินเหตุ... ถ้ามีใครรู้เข้าคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ดังนั้นต้องขอให้ทั้งสองท่านช่วยปิดบังเรื่องนี้เป็นความลับยิ่งยวดด้วยนะคะ"
 
ฉันถลึงตาจ้องเขม็งพลางย้ำว่าขอความร่วมมือด้วยนะคะ ตอกตะปูกำราบสองคนนั้นซ้ำอีกรอบ เอ็นโจกับคาบุรากิตกลงรับคำแต่โดยดี
 
"แล้วก็ขอแก้ไขความเข้าใจผิดซักเล็กน้อยนะคะ ฉันไม่ได้มีงานอดิเรกทัวร์บริโภคแต่อย่างใด แค่ลงไปคลุกคลีกับวัฒนธรรมการกินในฐานะที่เป็นหนึ่งในการสำรวจตลาดเพื่อการเรียนรู้ทางสังคมเท่านั้นเองค่ะ กรุณาทำความเข้าใจให้ถูกด้วยนะคะ งานอดิเรกของฉันไม่ใช่การทัวร์บริโภคโดยเด็ดขาด"  

งานอดิเรกของสาวน้อยวัยใสเป็นการทัวร์บริโภคอะไรนั่น ฉันไม่ยอมรับเด็ดขาด ต่อให้เป็นความจริงก็เหอะ
เวลาให้สัมภาษณ์ออกสื่อ ต้องบอกว่างานอดิเรกของดิฉันคืองานฝีมือและการทำขนมนะคะ

"นั่นสิเนอะ คุณคิโชวอินแค่หมั่นเพียรขยันหาความรู้เท่านั้นเองนี่เนอะ"

ฉันเมินเฉยต่อเสียงสนับสนุนของเอ็นโจที่ดุจดั่งคำประชดปราศจากเศษเสี้ยวความจริงใจ คาบุรากิยังจ้องหน้าสกู๊ปโอโคโนมิยากิอย่างอาลัยอาวรณ์ พอแนะนำว่า "ถ้าอยากไปวันนี้ขนาดนั้น ก็ไปกันเองโดยไม่มีฉันก็ได้นี่คะ" แล้วก็โดนย้อนกลับมาว่า "...บอกมาซะว่าสะดวกวันไหน" พอไม่มีคนคอยตามรับรองแล้วก็ใจฝ่อสินะ ตาใบ้เอ๊ย  
ฉันหยิบนิตยสารที่วางกองอยู่บนโต๊ะขึ้นมา รู้สึกจะเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนอีกนะ อ๊ะ เล่มนี้เล่มล่าสุดนี่นา โอ้ เป็นฉบับรวมสกู๊ปอควอเรียม

"เดทครั้งต่อไปลองไปอควอเรียมดูเป็นไงคะ ถ้าชอบพิพิธภัณฑ์ก็น่าจะมีความสนใจพวกปลาแปลกๆ ในอควอเรียมด้วยนะคะ"
"อควอเรียมงั้นหรือ..."

คาบุรากิแสดงความสนใจกับข้อเสนอของฉัน

"ฉันเคยไปอควอเรียมแห่งนี้นะคะ ดีมากเลยทีเดียวค่ะ มีปลาหลากหลายประเภท ใหญ่โตโอ่โถง อยู่ทั้งวันก็ไม่เบื่อ แต่ไกลไปหน่อยนะคะ กลับกันแล้ว อควอเรียมนี้อยู่ใกล้ไปมาง่ายกว่า แต่ขนาดก็จะเล็กหน่อย แน่นอนว่าถึงเล็กแต่ก็คุณภาพอัดแน่น สนุกสนานได้มากอยู่นะคะ บริเวณใกล้เคียงก็มีคาเฟ่มากมาย เหมาะจะไปดื่มชาหรือทานลันช์หลังออกจากอควอเรียมด้วยค่ะ"
"โฮ่"
"รู้ละเอียดจังเลยนะ คุณคิโชวอินชอบอควอเรียมเหรอ"
"ค่ะ ก็ไปค่อนข้างบ่อยเหมือนกัน อควอเรียมก็เป็นสถานที่ที่นิยมในเดทคอร์สนะคะ"
"หืม แล้วเธอไปคนเดียวหรือไง"
"หา!? ไม่ใช่ซักหน่อยนะคะ!"

ฉันปฎิเสธคำกล่าวหาเสียมารยาทของคาบุรากิไปในทันควัน
คุยกันว่า "อควอเรียมก็เป็นสถานที่ที่นิยมในเดทคอร์สนะคะ" อยู่ดีๆ ไหงมาหาว่า "แล้วเธอไปคนเดียวหรือไง" ได้ล่ะยะ! ตานี่ เห็นว่าฉันเป็นลูกบ้านหมู่บ้านคานทองแน่ๆ สินะ! แค้นนัก! ถึงจะเป็นผู้ใหญ่บ้านเลยก็เหอะ!
 
ไม่ได้การ ถ้าขืนมามีน้ำโหตรงนี้มีหวังถูกมองว่าร้อนตัวเพราะแทงใจดำแหงๆ ใจเย็นไว้ ตัวฉัน!
ฉันปั้นยิ้มแสดงท่าทีว่าไม่ได้ติดใจอะไรพลางอ่านนิตยสารต่อไป แล้วก็ชี้นิ้วอควอเรียมแห่งหนึ่ง รำพึงว่า "แหม คิดถึงจัง"

"ฉันขอแนะนำอควอเรียมแห่งนี้ด้วยนะคะ ตอนพวกเราไปเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อนพอดีก็เลยออกจะคนแน่นอยู่ แต่หมีขาวดำผุดดำว่ายน่ารักมากเลย  อ้อ จริงด้วย ใกล้ๆ ตรงนี้มีร้านเครื่องประดับแสนวิเศษด้วยนะคะ ฉันยังถูกใจเครื่องประดับผมน่ารักที่มีคนซื้อให้เป็นของขวัญจนถึงทุกวันนี้ ถ้ามีโอกาสก็ลองแวะไปดูสิคะ"
 
ฉันแอบใส่คำว่า "พวกเรา" ลงไป ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ไปคนเดียวนะยะแบบเนียนๆ หนำซ้ำตรงที่ว่า "มีคนซื้อให้เป็นของขวัญ" ก็เป็นเทคนิคชั้นสูงใบ้ให้เห็นแว้บๆ ว่าคนที่ไปด้วยกันเป็นผู้ชาย ว่าไงล่า!
ขอบคุณนะคะ ท่านอิมาริ เครื่องประดับผมนั่นมีประโยชน์กับฉันมากในหลายๆ ความหมายเลยละค่ะ!
 
"มีหมีขาวอยู่นี่ดีนะ"
 
...สนใจตรงเนี้ยเรอะ

สงสัยจะเกิดสนใจในอควอเรียมเดทขึ้นมา คาบุรากิเลยขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้จะได้นั่งดูนิตยสารด้วยกัน แล้วก็ขยับไหล่เข้ามาใกล้ชะโงกหน้าดูนิตยสาร ...จะใกล้ไปหน่อยไหมคะ
คาบุรากิวิพากษ์วิจารณ์พวกสิ่งมีชีวิตในนิตยสารไปต่างๆ นานา อยากดูฉลามวาฬเหรอคะ งั้นเหรอคะ ความแตกต่างระหว่างปลากระเบนกับปลากระเบนราหู เอ ฉันก็ไม่ทราบสิคะ ว่าแต่ที่ระยะของพวกเรามันประชิดกันจนสัมผัสอุณหภูมิร่างกายได้นี่มันยังไงอยู่นะคะ...  

แม้จะไม่ได้เจตนา แต่ปรกติฉันก็สังกัดอยู่ในแผนกม.ปลายหญิงล้วนที่ไม่น่าจะมีอยู่ในซุยรันอยู่แล้ว  ถูกบังคับให้เข้าระบบหญิงชายไม่อาจร่วมนั่งปะปนกันเมื่ออายุเจ็ดขวบเป็นต้นไป พอเริ่มรู้สึกถึงระยะประชิดแบบนี้แล้วก็เลิกคิดไม่ได้ล่ะ

พอฉันขยับเก้าอี้เลื่อนกระเถิบๆ เพื่อเว้นระยะรักษาพื้นที่ส่วนตัวที่เหมาะสมสำหรับต่างเพศ คาบุรากิก็เงยหน้าขึ้นจากนิตยสารมาเห็นพฤติกรรมผิดประหลาดของฉัน มองมาด้วยสายตาคล้ายจะถามว่ามีอะไร เปล่าค่ะ คือระยะมันใกล้เกินน่ะค่ะ
แล้วคาบุรากิที่เงยหน้ามาก็ทำหน้าสะกิดใจคล้ายสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จ้องมองฉันเขม็งด้วยใบหน้าจริงจัง ...เอ๋ เอ๋ อะไรเหรอ?  
 
ฉันโดนจับจ้องด้วยดวงตาดำขลับราวกับนิล ร่างแข็งทื่อด้วยความประหม่า คาบุรากิผู้ไม่อาจรู้ได้ว่าในใจฉันกำลังหวั่นไหวจนน้ำลายฟูมปากร้อง "อื๋อ?" จ้องมองฉันราวกับจะตรวจสอบอะไรบางอย่าง ใกล้ไป ใกล้ไป ใกล้ไป! เมื่อกี้ในห้องสโมสรฉันเพิ่งกินแอลมอนด์นูแกตต์ที่โปรดปรานไปตั้งหลายชิ้น ก็เลยกลัวจะหน้ามันน่ะ! นายนี่มันผิวสวยเสียของน่าอิจฉาจริงๆ!

"คิโชวอิน"
 
คาบุรากิเรียกชื่อฉันโดยไม่ถอนสายตาออกไป
 
"...อะ อะไรคะ"
 
ฉันระย่อกับแววตาแข็งกล้าของคาบุรากิ อุ หัวใจเต้นตึกตักๆ ใหญ่เลย... คิดจะพูดอะไรกันน่ะ คาบุรากิ!
 
"คิโชวอิน นี่เธอ เวลานั่งแล้วตัวสูงนะ"
"....หา?"
 
...นั่งแล้วตัวสูง?
นั่งแล้วตัวสูง?! หมายความว่าไงยะนั่งแล้วตัวสูงนี่!?
 
"หาาาาาา!?"
 
นี่้ต้องพูดออกมาดังๆ ด้วยเรอะว่าฉันนั่งแล้วตัวสูงน่ะหา!?
 
"หมายความว่าไงคะ!"
"เปล่านะ แค่คิดว่าเธอกับฉันความสูงต่างกันตั้ง 20 ซม. แต่พอนั่งลงแล้วระดับสายตาตรงกันพอดีเป๊ะ"
 
หมายความว่าไงยะ! จะว่าฉันตัวยาวขาสั้นหรือไง! เออ คงคันปากอยากพูดมากสินะ! อย่าเอาหัวแม่มือกับนิ้วชี้มากะระยะความสูงท่อนบนของฉันด้วยระยะสายตาเชียวนะ!
รู้อยู่หรอกน่า สังเกตเห็นอยู่หรอกน่า พอใส่กางเกงแล้วก็พอเห็นอยู่ลางๆ น่า เอ๋? ตำแหน่งก้นของฉันมันอยู่ต่ำกว่าผู้หญิงคนอื่นเขาหรือเปล่าเนี่ย? เพราะงั้นถึงได้พยายามใส่แต่กระโปรงไงเล่า เวลาใส่กางเกงก็พยายามเอาชายเสื้อมาปิดๆ บังๆ อยู่น่า ทำถึงขนาดนี้แล้วยังบังอาจมองปมด้อยลับๆ ของฉันออกอีกนะ...!
 
ความเก็บกดทั้งมวลระเบิดตูม!

ฉันเตะเก้าอี้ลุกพรวดขึ้น ชี้นิ้วใส่หน้าคาบุรากิ

"ความใส่ใจ! สามัญสำนึก! ความละเอียดอ่อน!"
"หา?"
"สามประการที่ท่านคาบุรากิขาดไปยังไงละคะ! ความใส่ใจ! สามัญสำนึก! ความละเอียดอ่อน! เอ้า ท่องตามเดี๋ยวนี้เลยค่ะ! สลัก 3 ประการที่ยังขาดอยู่นี่ให้ลงไปในใจที่ตายด้านนั่นลึกๆ เลย! รีพีทอาฟเตอร์มี! ความใส่ใจ! สามัญสำนึก! ความละเอียดอ่อน!"

ความเฉียบขาดของฉันทำให้คาบุรากิเงยหน้าขึ้นมามองอึ้งๆ

"ครั้งนี้มาซายะผิดเองนะ ขอโทษนะ คุณคิโชวอิน เอ้า มาซายะก็ขอโทษด้วยซะสิ"

เอ็นโจไกล่เกลี่ยด้วยรอยยิ้ม แต่ช้าไปแล้วย่ะ! อย่ามาทำเป็นพูดว่า "ถึงขั้นวัดนี่ไม่ไหวนะ" ปัญหามันมากกว่านั้นนะ! บอกให้ท่องยังไงละยะ คาบุรากิ! ความใส่ใจ! สามัญสำนึก! ความละเอียดอ่อน! ให้ตายสิ หน้าไหนๆ ก็ไม่ได้เรื่องซักคน!
 
"...ไปขอเป็นลูกศิษย์ท่านอิมาริซะไป๊"
 
เสียงพึมพำต่ำๆ ของฉันที่หลุดรอดจากก้นบึ้งของจิตใจออกมาดังไปถึงหูคาบุรากิ
 
"ท่านอิมาริ? ท่านอิมาริที่ว่านี่หมายถึงคุณอิมาริของตระกูลโมโมโซโนะงั้นหรือ"
 
ชิ ได้ยินด้วยเรอะ ฉันโมโหจัดจนเผลอหลุดคำพูดห้วนๆ ออกมาจนได้
 
"...ค่ะ ใช่แล้วค่ะ รุ่นพี่ Pivoine ท่านโมโมโซโนะ อิมาริค่ะ ท่านอิมาริมีความรู้ด้านความในใจของสตรีละเอียดลึกซึ้ง ลองไปเรียนวิธีการปฎิบัติตัวต่อสตรีจากท่านอิมาริมาบ้างเป็นไงคะ!"

คาบุรากิลูบคาง แสดงท่าทีครุ่นคิดว่า "มีโอกาสจะได้พบหน้าคุณอิมาริในงานปาร์ตี้ของทางบ้านเร็วๆ นี้พอดี..."

"อื~ม ให้เรียนจากคุณอิมารินี่ยังไงกันน้า..."

เอ็นโจยิ้มอย่างลำบากใจ พูดจาแสดงความเป็นห่วงเพื่อนสนิท แต่ถ้านับถือท่านอิมาริเป็นอาจารย์แล้ว แม้แต่คาบุรากิผู้ไร้ซึ่งความใส่ใจ สามัญสำนึก ความละเอียดอ่อนก็น่าจะกลายเป็นเจนเทิลแมนผู้เข้าใจหัวใจผู้หญิงขึ้นมาได้ซักนิดไม่ใช่เหรอ! คาบุรากิเอ๋ย ไปเข้าหมู่บ้านคาสโนว่าหาประสบการณ์ซะบ้างไป๊!


---อีกไม่กี่วันให้หลัง คาบุรากิก็โผล่มากุมหัวคร่ำครวญว่า "ไม่ไหว... ฉันไม่มีวันทำแบบนั้นได้หรอก...!"
ไปเจออะไรมาน่ะ คาบุรากิ แล้วก็ไปทำอะไรมาน่ะคะ ท่านอิมาริ...

---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.
แอลมอนด์นูแกต์ (almond nougat)

 

นักกวีชาวฝรั่งเศสสองคนที่ปรากฎชื่อในตอนนี้คืออาตูร์ แรงโบด์  (Arthur Rimbaud) (ตอนที่แล้วอ่านชื่อผิดไป มีผู้ท้วงติงมา แก้ไขแล้วนะครับ ขอบคุณมาก) และพอล แวร์เลน (Paul Verlaine) สองคนนี้มีความสัมพันธ์สวาทที่ออกจะอื้อฉาวมากในสมัยนั้น  นั่นคือแวร์เลนทิ้งลูกเมียของตัวเองไว้ที่ปารีสหนีตามกันไปกับแรงโบด์ถึงลอนดอน มีภาพยนตร์ที่บอกเล่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้คือเรื่อง Total Eclipse (รักนี้โลกห้ามยาก) และชื่อหนังเรื่องนี้ในภาษาญี่ปุ่นก็คือ "หันหลังให้ดวงตะวันและจันทรา" นั่นเอง


อันนี้แถม

ตัวอย่างรอยยิ้มแบบรูปปั้นกรีกโบราณหรือ Archaic smile

ดังนี้เป็นต้น เพื่อความสงบสุขในการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน ขอขอบคุณที่ช่วยกันรักษามารยาทในการสนทนานะครับ :)

 




NEKOPOST.NET