The Boy From Urban legend (ตำนานเมือง คำสาปมรณะ) ตอนที่ 9 | Nekopost.net 
NEKOPOST

The Boy From Urban legend (ตำนานเมือง คำสาปมรณะ)

Ch.9 - บทส่งท้าย : To the Beginning


               ท่ามกลางมวลหมู่ก้อนศิลาที่ถูกสลักชื่อของคนตายเอาไว้จนนับร้อยพัน ซึ่งตั้งอยู่เรียงรายเอาไว้หลังวัดบ้านนอกแห่งหนึ่งในจังหวัดอันห่างไกล ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าตั้งแต่เช้าจนผ่านเลยเกือบถึงช่วงตะวันลอยบนหัวก็ยังไม่จางหาย เมฆาสีดำสนิทปิดบังผืนฟ้าจนไม่มีแดดเล็ดรอดลงแม้แต่น้อย เสียงเปาะแปะของเท้าที่เหยียบลงบนน้ำขังดังขึ้นเป็นจังหวะช้า ๆ พร้อมกับเผยให้เห็นร่างของเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนกาคุรันสีดำยืนอยู่ตรงหน้าหลุมศพโดยไม่ได้กางร่มเลยสักนิด

                เด็กหนุ่มยืนจ้องมองป้ายสุสานนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า หยาดน้ำฝนหล่นร่วงบนเสื้อจนชุ่ม เส้นผมสีดำถูกชโลมด้วยน้ำจนราบเรียบ สีหน้าของเด็กหนุ่มไร้อารมณ์ขณะจับจ้องไปบนชื่อที่ถูกสลักบนหิน

                มิคามิ เรโกะ

                รุ่นพี่ของผม

                ผมเคยคิดว่า ถ้ารุ่นพี่ไม่ได้มายุ่งกับผม เธออาจจะไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ก็ได้ ไม่สิ เธอไม่ควรจะลงมานอนอยู่ตรงนี้ทั้งที่ชีวิตของเธอควรจะโลดแล่นมากกว่านี้

                ผมแอบคิดเล่น ๆ ถ้าผมไม่ปรึกษาเธอ เรื่องราวมันจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม รุ่นพี่อาจจะเป็นแค่หนอนหนังสือที่นั่งวรรณกรรมสยองขวัญกับดูหนังพวกนั้นไปวัน ๆ จนกระทั่งชมรมปิดตัวลงไป และไปใช้ชีวิตในมหาลัย ก่อนจะจบออกมาทำงานออฟฟิค แล้วแต่งงาน มีลูกสองคนในบ้านหลังเล็ก ๆ และรอสามีกลับมาจากทำงาน

                รุ่นพี่ควรจะได้ใช้ชีวิตแบบนั้น

                ไม่ใช่ต้องมาตายแบบนี้

                “รุ่นพี่”

                ขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความเศร้าหมองนั้นเอง หูของผมก็แว่วได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น น้ำเสียงอันแสนคุ้นเคยที่ตัวผมอยากจะได้ยินมันมานานแล้ว

                “นี่ ยืนตากฝนนาน ๆ แบบนั้น เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอานะ”

                เสียงของผู้หญิงที่ผมอยากจะพบกับเธอที่สุด

                ผมหันหน้ากลับไปยังด้านหลัง ที่ที่มีร่างของหญิงสาวในชุดนักเรียนกะลาสีของโรงเรียนมัธยมปลายโตเกียวที่ 13 ยืนอยู่ เส้นผมสีดำของเธอปลิวไสวไปกับแรงลมที่พัดผ่านมา เธอเอียงคอเล็กน้อย ขณะใช้มือข้างหนึ่งทัดเส้นผมไว้หลังหูอย่างเรียบร้อย รอยยิ้มอันอบอุ่นของเธอแยบแย้มผ่านริมฝีปากสีชมพูนุ่มนวลอันทรงเสน่ห์

                ในมือข้างหนึ่งของเธอนั้นถือ ร่มสีดำเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝน เสียงของฝนตกกระทบกับร่มร้องดังเป็นจังหวะทำนองอันแสนไพเราะเคล้าด้วยเสียงร้องของพวกกบที่ดังล้อมรอมบริเวณนี้เอาไว้

                “ไม่เจอกันนานนะครับ รุ่นพี่”

                ผมยิ้มรับเมื่อเห็นเธอมาปรากฏตัวตรงหน้า ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่คาดคิดจะได้เจอกับเธออีกแล้ว ขณะที่รุ่นพี่เดินตรงมาเข้ามาใกล้พร้อมกับยื่นร่มสีดำคันนั้นให้กับผม ดวงตาของเธอจับจ้องมานั้นยังคงงดงามเป็นประกายดั่งอัญมณีเหมือนเช่นเคย

                “อ่ะ ร่มถือเอาไว้”

                “ครับ”

                ผมรับร่มจากมือของรุ่นพี่ไป ขณะที่เธอเดินตรงไปนั่งยอง ๆ ที่ป้ายหลุมศพตัวเองแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดีออกมา

                “รู้สึกแปลก ๆ นะที่มานั่งมองหลุมศพตัวเองแบบนี้”

                “นั่นสินะครับ”

                รุ่นพี่หันหน้ามองไปข้าง ๆ ที่ที่มีป้ายหลุมศพของพ่อแม่เธอตั้งอยู่ สีหน้าของเธอดูเศร้าในทันที

                “อืม...ถึงจะเคยคิดว่า ถ้าตายไปแล้วจะได้เจอกับพ่อแม่ที่ไปก่อนล่วงหน้าแล้วก็เถอะ พอตายจริง ๆ ก็ถึงรู้ว่า มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น พ่อแม่ของฉันก็ไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้วด้วย เพราะงั้นจะตายตอนนี้หรือตอนหน้าก็ไม่เจออยู่ดีนั่นล่ะ”

                “แสดงว่า รุ่นพี่ออกไปตามหาพ่อแม่มาเหรอครับ ในช่วงก่อนหน้านี้”

                รุ่นพี่เงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบผมกลับมา

                “อืม...ก็นะ พอตายไปตอนแรกก็รับไม่ได้หรอก เลยหนีออกจากโรงพยาบาลมาที่ที่บ้านน่ะนะ จากนั้นพอตั้งสติได้ก็คิดว่า ลองออกไปตามหาพ่อแม่ดูก่อน แต่ก็อย่างที่แหละ ว่า เหลวไม่เป็นท่าเลย”

                รุ่นพี่ลุกขึ้นแล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ที่สายฝนกำลังร่วงหล่นมาไม่ขาดสาย ณ ตอนนี้ น่าแปลกที่แม้จะเป็นวิญญาณไปแล้ว สายฝนก็ตกกระทบลงบนร่างของรุ่นพี่จนเสื้อผ้าที่สวมอยู่เปียกชุ่มจนมองเห็นผิวสีชมพูอุ่น ๆ แนบเนื้อขึ้นในทันทีทันใด รวมทั้งหน้าอกหน้าใจที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ทำเอาผมถึงกับต้องรีบหันหน้ามองไปทางอื่นเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านไปให้มากกว่านี้ ขณะที่รุ่นพี่สะบัดผมที่เปียกน้ำออกอย่างมีเสน่ห์ เธอคว้าเอามือทัดเส้นผมเอาไว้หลังหูแล้วมองมาที่ผมซึ่งกำลังหน้าแดง

                “เป็นอะไรไปเหรอ เทียน ?”

                “ปะ เปล่าครับ ก็แค่...”

                “หืม ?”

                รุ่นพี่เลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผมตอนนี้ เธอเท้าเอวหรี่ตาลงแล้วเดินตรงเข้ามาใกล้ ๆ

                “อะไรกัน เทียน หน้าแดงเพราะ เห็นหน้าอกของคนตายแบบนี้ด้วยเหรอ ?”

                “ปะ เปล่านะครับ ผมก็แค่...” ผมพยายามหันหน้ามองไปทางอื่น ทว่ากลับโดนมืออันเย็นเชียบของรุ่นพี่จับเอาไว้ให้จ้องมาที่หน้าอกของเธอโดยไม่อาจจะขยับไปไหนแล้ว ภาพหน้าอกสีชมพูอันงดงามปรากฏอยู่ตรงหน้าตอนนี้

                “มองสิ”

                “อย่านะครับ”

                “มองไปเถอะน่า ฉันตายไปแล้ว จะมองก็มองไปเถอะ ไม่เสียหายอะไรสักหน่อย”

                “ไม่ได้นะครับ รุ่นพี่เป็นผู้หญิงนะครับ ผมน่ะ”

                ท่าทางของผมทำให้รุ่นพี่ถึงกับหัวเราะออกก่อนจะดึงมือกลับปิดปากตัวเองที่กำลังหัวเราะอยู่อย่างขำขัน

                “เป็นผู้ชายที่ซื่อตรงเสมอต้นเสมอปลายเลยนะ ขนาดฉันเป็นผีก็ยังจะปฏิบัติตัวแบบนี้อีก เชื่อเขาเลย ทั้งที่ไอ้ก้อนเนื้อนี่น่ะ มันไม่มีความรู้สึกอะไรอีกแล้วนะ”  

                รุ่นพี่เอามือจับหน้าอกตัวบีบสองสามครั้งเหมือนต้องการพิสูจน์ให้รู้ว่า สิ่งนี้มันไร้ค่าไป ถึงกระนั้นผมเองก็พยายามมองที่อื่นอยู่ดี

                “ถึงแบบนั้นก็เถอะครับ รุ่นพี่เป็นผู้หญิงอยู่ดี เพราะงั้นเลิกแกล้งผมซะทีเถอะครับ”

                “จ้า จ้า โอเค ไม่แกล้งแล้ว”

                รุ่นพี่ยกสองมืออย่างจำยอม  ทำให้ผมถอนหายใจแล้วคิดว่า ขนาดตายไปแล้ว รุ่นพี่ยังชอบแกล้งผมแบบนี้อยู่อีกนะ จากนั้นเจ้าตัวก็เดินเข้ามายืนอยู่ใต้ร่มของผมแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

                “ดะ เดี๋ยวสิครับ ทำไมถึงเข้ามาในนี้ล่ะครับ”

                “ก็มาหลบฝนน่ะสิ ถามได้ ดูสิตกหนักกว่าเดิมอีกเห็นไหม”

                “ไอ้นั่นก็เข้าใจน่ะครับ แต่รุ่นพี่เป็นวิญญาณนะครับ ฝนไม่น่าจะโดนตัวได้ไม่ใช่เหรอ”

                รุ่นพี่พยักหน้ารับสิ่งที่ผมพูด

                “นั่นสินะ แต่ว่า ฉันพึ่งเป็นวิญญาณได้ไม่ ยังไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้เท่าไหร่หรอก เพราะงั้นขอหลบฝนไปก่อนแล้วกันนะ”

                รุ่นพี่เบียดตัวเข้าใกล้จนไหล่ของเธอชนกับตัวของผม ถึงจะไม่รู้สึกความอบอุ่น ผมก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันที่ยืนอยู่ด้วยกับเธอแบบนี้

                “ถ้างั้นไปหลบกันที่ใต้ศาลาก่อนแล้วกันนะครับ”

                “อื้อ”

                รุ่นพี่พยักหน้าแล้วมือควงแขนของผมเอาไว้ ท่าทีของเธอทำให้ผมหน้าแดงแป้ดที่ถูกผู้หญิงควงแขน ถึงจะเป็นวิญญาณก็เถอะ มันก็รู้สึกเขินอยู่ดี

                เมื่อเราสองคนมายืนหลบฝนกันใต้หลังคาของศาลาวัดนั้น รุ่นพี่ก็ปล่อยแขนของผมแล้วยืนพิงกับผนังศาลาพร้อมกับมองไปบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย

                “นี่ เทียน แล้วหลังจากนั้นเป็นไงบ้าง”

                “หลังจากนั้นนี่คือ ?”

                ผมถามกลับขณะกำลังพับร่มเก็บอยู่

                “ก็หลังจากที่ฉันตายน่ะ เรื่องราวเป็นยังไงต่อเหรอ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

                “อ๋อ จากนั้นเหรอครับ อืม...ผมก็ไปที่ห้องของรุ่นพี่น่ะครับ”

                ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้รุ่นพี่ฟัง ทั้งการค้นหาคำบอกใบ้ของรุ่นพี่ก่อนตายที่ทำให้ได้เจอเบาะแสที่ซ่อนอยู่ด้านในกล่องดีวีดี มันคือ จดหมายที่รุ่นพี่เขียนบอกใบ้เอาไว้ทั้งหมด ที่ทำให้ผมรู้ว่า ใครคือคนร้าย รวมทั้งทฤษฏีที่รุ่นพี่ตั้งเอาไว้ก็กลายเป็นเบาะแสที่ทำให้ผมเจอคำตอบในคดีทั้งหมดนี้ว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นจากฆาตกรคนเดียวกับที่ฆ่านางาโนะ ไอ เมื่อหลายปีก่อน

                ฆาตกรคนนั้นก็คือ นางาโนะ ยู น้องสาวของไอ

                ด้วยความรักและความกลัวที่พี่สาวอาจจะทิ้งเธอไปเมื่อมีคนรักใหม่ได้กลายเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เธอก่ออาชญากรรม ยิ่งไปกว่านั้นจิตใจอันมืดดำของเธอได้กลายเป็นเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดความวิญญาณอาฆาตนับร้อย ๆ ดวงให้เข้ามาอยู่ในร่าง ก่อให้เกิดก้อนวิญญาณอันน่าสะพรึงขึ้น

                และวิญญาณพวกนั้นได้ชักจูงให้เธอก่อคดีฆาตกรรมอีกสองครั้ง คือ การฆาตกรรม อิชิยามะ อิโนะ เพื่อนสนิทของไอ และ ตัวของรุ่นพี่มิคามิ เรโกะ เองก็ด้วย

                และทุกอย่างก็จบลงไปเมื่อคืนนี้ ด้วยฝีมือของผม ซึ่งเรื่องนี้ผมได้เล่าให้รุ่นพี่ฟังทั้งหมด รวมทั้งการที่ผมนั้นคือ ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหมอผีเก่าแก่ในประเทศผมด้วย

                “ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหมอผีชื่อดังในไทยเหรอ ก็สมกับเทียนดีเนอะ”

                “ไม่ตกใจเลยเหรอครับ ?”

                “ไม่หรอก เท่าที่นี้ก็ไขปริศนาเรื่องที่เทียนมองเห็นตำนานเมืองเทเคะเทเคะรวมทั้งตัวฉันได้แล้วนี่ แถมยังกำราบวิญญาณร้ายพวกนั้นได้ด้วย ฟังแล้วยอดไปเลยนะ เหมือนกับในไลท์โนเวลเลยที่พวกตัวเอกต้องมีความลับซ่อนไว้ ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่จะเอาเรื่องเทียนไปเขียนนะ เอาชื่อเรื่องว่า ชายหนุ่มลึกลับกับตำนานเมืองสยองขวัญดีไหม มันต้องขายดีแน่ ๆ เลยว่าไหม”

                “เหรอครับ จะขายออกเหรอ ?”

                “ออกสิ คนชอบแนวนี้เยอะจะตายยิ่งเป็นแนวสยองขวัญยิ่งขายได้นะ ฉันเชื่อเลยว่า ต้องขายดีแน่ ๆ”

                “ครับ...”

                “แล้ว นางาโนะ ยู น่ะเป็นยังไงเหรอ ?”

                “อ๋อ หลังจากนั้นสินะครับ เธอก็ไปมอบตัวกับตำรวจน่ะครับว่า ตัวเองเป็นคนฆ่าน่ะครับ ส่วนหลักฐานนอกจากการรับสารภาพแล้ว ก็คงเป็นพวกลายนิ้วมือทั้งหมดก็ตรงมาที่เธอด้วย คิดว่า คงเป็นเพราะ วิญญาณพวกนั้นหายไปแล้ว ความจริงก็เลยปรากฏน่ะครับ”

                “อื้อ งั้นเหรอ”

                “แล้วรุ่นพี่ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอครับ”

                ผมถามเธอเมื่อเห็นปฏิกิริยาของรุ่นพี่ที่มีต่อนางาโนะ ยู ดูเฉยชาอย่างไรพิกล ทั้งที่ปกติวิญญาณที่ถูกฆ่าตายนั้นต้องมีความอาฆาตแค้นอยู่ อย่างน้อยก็ต้องมีปฏิกิริยาความเกลียดปรากฏขึ้นมาบ้างก็เถอะ แต่แบบนี้มันแปลกเกินไปหน่อย

                “รู้สึกอะไรเหรอ ?”

                “ก็ไม่แค้นหรือโกรธบ้างเลยเหรอครับ”

                รุ่นพี่เอียงคอพร้อมกับใช้นิ้วแตะปลายคางเล็กน้อยก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำตอบออกมา

                “อืม...มันก็รู้สึกบ้างน่ะนะ แต่ว่า พอได้ยินว่า ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะความแค้นและความมืดในใจ พี่ก็เลยทำใจได้น่ะจ้ะ แถมคนทำก็รับโทษไปแล้ว พี่เลยไม่รู้สึกแบบนั้นน่ะนะ”

                “เหรอครับ ?”

                “แล้วก็เรื่องท่อนล่างของเธอคนนั้น เทียนคงรู้แล้วสินะ ว่าอยู่ที่ไหนน่ะ”

                “ครับ คืนนี้ผมนัดกับเธอคนนั้นเอาไว้แล้วครับ”

                “อื้อ ถ้างั้นฉันก็ไม่มีห่วงอะไรแล้วล่ะนะ รุ่นน้องของฉันเป็นถึงนักปราบผีชั้นยอด แถมทุกอย่างก็จบลงด้วยดีซะด้วย เยี่ยม ๆ คงได้เวลาแล้วล่ะ”

                รุ่นพี่กล่าว พร้อม ๆ กับที่แสงสีขาวปรากฏขึ้นจากด้านล่างของเธอ มันเป็นแสงสว่างที่ทำให้ผมรู้ทันทีว่า รุ่นพี่กำลังจะไปสู่สุคติ

                การไปสู่สุคติก็คือ การไปจากโลกมนุษย์ไปยังโลกอีกโลก ถ้าตามความเชื่อของทางพุทธก็คือ การไปสู่โลกใหม่ไปสู่ห้วงแห่งการเกิดใหม่หรือเวียนวายตายเกิดอีกครั้งหนึ่ง แน่ล่ะว่า วิญญาณมากมายต้องใช้เวลาเพื่อไปถึงจุดนี้ และรุ่นพี่ก็กำลังจะไปตามทางนั้น

                พอรู้ว่า รุ่นพี่จะไม่อยู่แล้ว น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง

                “อ้าว ไง ถึงร้องไห้เล่า นายเป็นผู้ชายนะ ร้องไห้ทำไม”

                รุ่นพี่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นผมร้องไห้ออกมาแบบนี้ เธอคงแปลกใจที่เห็นผมหลั่งน้ำตาต่อหน้าต่อตาเธอ

                “ขอโทษนะครับ ขอโทษที่ผมปกป้องรุ่นพี่ไม่ได้ ขอโทษที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้นะครับ ถ้าผมไม่ดึงรุ่นพี่เข้ามายุ่งเรื่องนี้ล่ะก็ ทุกอย่างก็คง...”

                “ไม่ต้องขอโทษหรอก”

                รุ่นพี่เดินตรงมาหาผมพร้อมกับใช้มือจับที่ศีรษะของผมแล้วลูบไล้ไปมาด้วยความเอ็นดู เธอยิ้มให้แล้วเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนเสมือนครั้งแรกที่เราได้เจอกันอีกครั้ง

                รอยยิ้มตอนที่พบกันครั้งแรกในห้องชมรมวิจัยเรื่องลึกลับตอนนั้น

                รอยยิ้มที่ยังคงตราตรึงเอาไว้ในความทรงจำของผมมิรู้ลืม

                “ถึงฉันจะตาย แต่ก็สนุกมากเลยนะ ตั้งแต่ได้เจอกับเทียนน่ะ โลกของฉันเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลย การได้วิ่งวนไปมากับเธอ ได้รู้สึกว่า ชีวิตอันน่าเบื่อที่มีแค่ตำรา หนังสือ กับ หนังมันดูมีค่ามาก ๆ เทียนคิดสิว่า โลกที่เราสามารถเป็นคนสำคัญของใครสักคนได้นี่ มันสวยงามขนาดไหน เทียนทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นได้รู้ตัวไหม ?

                “ที่จริง วางแผนไว้แล้วว่า จะไปดูหนังกับเทียนสองคนหลังจากจบเรื่องนี้นะ หนังสยองขวัญเรื่องใหม่กำลังเข้าพอดี เสียดายเหมือนกันแหละที่ไม่ได้ดู แต่ช่างมันเถอะนะ เพราะตอนนี้มีอย่างอื่นที่อยากทำมากกว่านั้นซะอีก”

                รุ่นพี่เว้นจังหวะไปขณะที่เธอค่อย ๆ รวบรวมความกล้าเอ่ยความกล้าเอื้อนเอ่ยออกมา

                “พี่ชอบเทียนนะ”

                “…”

                ผมยืนเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจก่อนจะยิ้มทั้งน้ำตา

                “ขอบคุณครับ รุ่นพี่ ผมก็...”

                รุ่นพี่รีบเอามือปิดปากของผมเหมือนไม่ต้องการให้ผมตอบเธอกลับ

                “ไม่ต้อง ไม่ต้องหรอก แค่รับความรู้สึกเอาไว้ก็ดีแล้วล่ะนะ”

                รุ่นพี่ดึงนิ้วกลับไปแล้วขยับตัวออกห่างผมไปเล็กน้อย  เธอประสานมือเอาไว้เบื้องหลังพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใสประดุจสาวน้อยโลกสวยที่มองเห็นสีชมพูบนโลกอันโหดร้ายนี้

                ร่างของเธอกำลังจางหายไปทีล่ะน้อย

                ผมเห็นดังนั้นแอบคิดว่า ตัวเองควรจะตอบรับความรู้สึกของเธอแล้วรั้งให้เธออยู่ต่อไป แต่ว่า นั่นอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวของผมเองต่างหาก

                ทั้งที่ผมยังมีเรื่องอีกมากมายที่อยากจะพูด อยากจะคุยกับเธอ ผมนึกถึงภาพในห้องชมรมที่รุ่นพี่นั่งอ่านหนังสือแล้วเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ผมฟัง ท่ามกลางแสงแดดสายลมอันสดใสนั่น

                ภาพนั่นคือ สิ่งตราตรึงเอาไว้ในความทรงจำ

                รุ่นพี่ยกมือขึ้นกลางอากาศ เสมือนต้องการบอกว่า ลาก่อน

                ร่างของเธอกำลังจะหายไป

                ผมหันมองแล้วตัดสินใจพูดบางสิ่ง ไม่ใช่คำตอบรับคำสารภาพของเธอ แต่เป็นคำที่อยากบอกเธอที่ทำให้ทุกอย่างคลี่คลายลง ณ ที่นี้

                “รุ่นพี่ครับ”

                เธอมองผมด้วยความสงสัย แล้วผมก็เอื้อนเอ่ยออกไป

                “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ แล้วเจอกันใหม่”

                รุ่นพี่นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้ารับก่อนเอื้อนเอ่ยตอบผมทั้งน้ำตาที่หลั่งรินออกมาจากหัวใจของเธอ ความรู้สึกทั้งหมดพรั่งพรูออกมาในชั่ววินาทีสุดท้ายนี้

                “แล้วเจอกันใหม่นะ เทียน ถ้าชาติหน้ามีจริง จะมารอคำตอบนะ”

                คำพูดของรุ่นพี่พัดผ่านมาประดุจดั่งสายลมกรรโฉกพัดผ่านไปพร้อม ๆ กับที่แสงสว่างสีขาวได้หอบเอาร่างของเธอให้หายไปพร้อมกัน

                และสายฝนก็หยุดลงพร้อมกับที่แสงสว่างได้มาเยือนโลกใบนี้อีกครั้ง

+++++++++++++++++

                ท่ามกลางความวุ่นวายสับสนของบรรดาผู้คนที่เดินไปมาควักไขว่ในบริเวณสถานีรถไฟแห่งนี้นั้นบ่งบอกได้ถึงความปกติที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าส่วนหนึ่งของสถานีจะพังเพราะ เหตุบางอย่าง ที่ทางข่าวระบุว่าเกิดจากแก็สใต้ดินระเบิดเมื่อวานนี้ก็เถอะ ทว่าทุกอย่างก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป ส่วนที่พังได้รับการตรวจสอบแล้วกั่นขวางเอาไว้ด้วยเทปสีเหลืองเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ยังคงใช้ได้ตามปกติทำให้ผู้คนยังมาใช้บริการเหมือนไม่อะไรเกิดขึ้น

                รวมทั้งตัวผมด้วย

                วันนี้เองก็เป็นวันสุดท้ายในการตามหาท่อนล่างของนางาโนะ ไอ แล้ว

                ด้วยเหตุนี้แหละ ผมจึงมาอยู่ที่นี่ทั้งที่ไม่มีธุระด้วยซ้ำ

                เพื่อมาพบกับเธอ

                “ไง เทียน ทางนี้ ทางนี้”

                ไอยกมือขึ้นโบกกลางอากาศเพื่อส่งสัญญาณให้ผมเห็นว่า เธอรอผมอยู่ที่ไหน เธอนั่งอยู่ที่ม้านั่งไม้ด้านในสุดของสถานีรถไฟนี้ รอยยิ้มอันร่าเริงและน้ำเสียงสดใสทำให้ผมคิดว่า เธอคงกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมแล้ว

                ตอนแรกผมก็คิดว่า เรื่องของน้องสาวจะทำให้สภาพจิตใจของเธอย่ำแย่ลงไปบ้าง แต่เหมือนว่าจะไม่มีอะไรทำร้ายเธอคนนี้ได้เลย ไอยังคงเป็นเด็กสาวที่เหมือนกับดวงตะวันในฤดูร้อนเช่นเคย

                ผมหย่อนก้นลงบนม้านั่งที่อยู่ห่างจากสายตาของผู้คนสักเล็กน้อย ไอคงจงใจเลือกตรงนี้เพื่อให้เราสามารถคุยได้สะดวกขึ้นกระมังนะ

                “เป็นยังไงบ้าง วันนี้ ได้ข่าวว่า โดนอาจารย์สวดเอายับเลยเหรอ ?”

                “ก็คงงั้นแหละ” ผมหันมองไอด้วยความประหลาดใจ “เดี๋ยวสิ รู้ได้ไงว่า ฉันโดนอาจารย์ยูกิสวดเอาน่ะ”

                “ก็ต้องรู้สิ อย่าดูถูกเครือข่ายข่าวสารของเทเคะ เทเคะนะ”

                ไอโอ้อวดตัวเองอย่างใหญ่โต ทำเอาผมถึงกับหัวเราะออกมา แล้วนึกย้อนไปก่อนหน้านี้ หลังจากเคลียร์เรื่องของรุ่นพี่เสร็จแล้ว อาจารย์ยูกิก็เรียกให้ผมไปพบพร้อมกับสวดผมยับเรื่องที่ผมเอาตัวเข้าไปเสี่ยงไม่เข้าเรื่องแบบนี้ เธอพูดประมาณว่า ถ้าพี่สาวของผมรู้ว่า ผมไปยุ่งย่ามกับเรื่องวุ่นวายแบบนี้ล่ะก็ เธอคงถูกตำหนิแน่ ๆ ผมก็บอกเธอว่า ผมไม่บอกพี่สาวอยู่แล้วเรื่องนี้ เธอจึงเบาใจและปล่อยผมมาอย่างที่เห็น

                มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างนอกจากนี้เหรอ ก็คงเป็นเรื่องของผมกับ ริน กระมังนะที่เจ้าตัวดูจะเข้ามาพูดคุยกับผมมากขึ้น เธอบอกผมว่า จะต้องย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศเนื่องจากงานของที่บ้านด้วย และเธอก็บอกให้ผมรู้ในฐานะเพื่อนร่วมห้องด้วย

                แน่นอนการที่รินจะต้องย้ายโรงเรียนไปก็ทำให้ไอทำหน้าตาเสียดาย เธอบอกผมประมาณว่า แบบนี้ก็ไม่มีใครให้สิงแล้วสิ แย่จริง อุตส่าห์อยากชวนผมไปดูหนังสยองขวัญเรื่องใหม่ที่พึ่งเข้าโรงด้วยกัน อืม...ว่าแต่ว่า ไอ้หนังสยองขวัญที่ว่านี่ทำไมมีคนอยากดูกันจังนะ รุ่นพี่ก็คนหนึ่งล่ะ

                “เอาล่ะ มาจบเรื่องของเรากันดีกว่านะ”

                ผมรีบตัดบททันที เพราะรู้ดีว่า เวลาใกล้หมดไปทุกทีแล้ว ไอก็เห็นด้วยเหมือนกัน

                “นั่นสิ เพราะงั้น เทียนช่วยบอกฉันทีสิ” ไอขยับตัวเข้ามาใกล้ ๆ จนตัวของเขาแทบชิดกัน ใบหน้าของเราก็ด้วย “ท่อนล่างของฉันอยู่ที่ไหน”

                และคำตอบก็คือ

                “เมื่อหลายปี ก่อนหน้านั้นที่นีไม่ได้มีโครงสร้างสถานียาวขนาดนี้ใช่ไหม รู้สึกปลายชานชาลาจะอยู่ห่างจากตรงนี้ไปไกลเหมือนกันนี่เนอะ”

                “แล้วไงต่อ”

                “นั่นสินะ หลังจากที่เธอเสียชีวิตก็มีการปรับปรุงชานชาลาแห่งนี้ใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแบบที่แล้วมาอีก ชานชาลาเองถูกขยายขึ้นเพื่อรองรับผู้คนและการขยายตัวคนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ดังนั้นก็ไม่แปลกหรอกว่า อะไรหลายจะเปลี่ยนไป รวมทั้ง

                จุดที่เธอถูกรถไฟทับด้วย”

                ไออ้าปากค้างเพราะรู้แล้วว่า ผมกำลังจะพูดอะไรออกมา ผมพยักหน้าแล้วชี้นิ้วลงบนพื้นเพื่อบอกเธอ

                “ไอ ท่อนล่างของเธอน่ะ ฝังอยู่ใต้สถานีนี้ ตรงจุดที่เรานั่งกันอยู่นี่ยังไงล่ะ”

                ผมชี้นิ้วลงบนที่ที่เรานั่งอยู่ ไอก้มหน้าลงมองแล้วส่ายหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ

                “ไม่จริงน่า ถ้ามันอยู่ตรงนี้ ฉันต้องรู้สิ”

                “ไม่หรอก เธอเองก็จำอะไรไม่ได้มากไม่ใช่หรือไง คงเพราะ หัวกระแทกหรือการช็อคจากตอนตายนี่ล่ะ ทำให้เธอสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมทั้งสถานีที่ขยายต่อมามันก็กลบความคุ้นเคยจนหมดด้วยไงล่ะ เพราะงั้นจะหาไม่เจอก็ไม่แปลก”

                ไอจ้องตาผมคล้ายอยากให้มั่นใจว่า ผมพูดจริงหรือเปล่า

                ซึ่งผมก็ยืนยันเช่นเดิม

                “ท่อนล่างของเธออยู่ข้างล่าง ตรงพื้นนี่ล่ะ ฉันรับรองได้”

                ไอพยักหน้าแล้วหายเข้าไปในใต้พื้น เธอคงอยากจะพิสูจน์ทฤษฏีของผมว่า เป็นจริงไหม ซึ่งที่จริงแล้วคนที่หามันเจอคือ รุ่นพี่มิคามิที่เขียนบอกไว้ว่า เธอคิดว่า ท่อนล่างของไอน่าจะกระเด็นไปไกลอยู่จากแรงฉีกของรถไฟที่ชนลงมา ท่อนร่างน่าจะกระเด็นในส่วนที่หาไม่เจอ และถูกกลบฝังในกาลต่อมา

                นั่นคือ ชานชาลาแห่งนี้นั่นเอง

                ไม่แปลกหรอกถ้าไอจะหามันไม่เจอตลอดเวลาที่ผ่าน

                และ ไอก็กลับมา

                “ไง เจอ...”

                ไม่ทันพูดจบ ไอก็โผเข้าซบอกของผมแล้วร้องไห้ออกมาอย่างมากมาย น้ำตาอุ่นไหลจากดวงตาอันงดงามนั้นประดุจเขื่อนแตก แขนทั้งสองของเธอโอบผมแน่นแล้วบอกผมด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น

                “เจอแล้ว...”

                “ในที่สุดก็หาเจอ หาเจอจนได้”

                ไอร้องไห้ออกมาอย่างมากมาย มันคือ น้ำตาแห่งความยินดีที่ในที่สุดการตามหาท่อนล่างของเธอก็ได้สิ้นสุดลงเสียที แม้ว่าจะไม่สามารถเอามันออกมาได้ แต่การได้เจอกับมันก็เป็นสิ่งที่น่ายินดีและคุ้มค่าสำหรับการร้องไห้ครั้งนี้เสียเหลือเกิน

                และผมก็เลือกจะโอบกอดเธอกลับด้วยความเต็มใจ

 

                “น่าเสียดายจังเลยนะ”

                ไอกล่าวขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย หลังสงบสติอารมณ์ได้แล้ว

                “เสียดายอะไร ?”

                “ก็เสียดายที่เทียนดันหาท่อนล่างของฉันเจอน่ะสิ อุตส่าห์คิดว่า เทียนจะหาไม่เจอแล้วต้องมาก้มหัวขอร้องว่า อย่าฆ่าผมเลยนะ ช่วยต่อเวลาออกไปนาน ๆ หน่อยได้ไหม ฉันก็อุตส่าห์คิดแผนเอาไว้แล้วเชียว”

                “ฟังแล้วรู้สึกไม่ดียังไงไม่รู้สิ ไอ้แผนการนั่นน่ะ”

                “น่า ๆ ไม่ใช่แผนเลวร้ายอะไรหรอก แค่อยากจะเล่นกับนายให้มาก ๆ เท่านั่นเองแหละ”

                เล่นเหรอ ?”

                “อื้อ อยากเล่นมาริโอ้คาร์ทด้วยกัน อยากไปเดินเที่ยวด้วยกัน อยากเรียนหนังสือด้วย อยากทำกิจกรรมชมรมด้วยกัน มีอะไรหลายอย่างที่อยากทำเต็มไปหมดเลยนะ เสียดายที่ไม่มีโอกาสแบบนั้นอีกแล้วเนี่ย”

                “ถ้าอยากทำแบบนั้นก็ตั้งโจทย์ใหม่ก็ได้มั้ง”

                ผมบอกเธอเพราะ คิดว่า แค่เที่ยวเล่นกับแม่นี่ก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก แค่ทำตามที่ยัยนี่ต้องการได้ก็ไม่ถูกฆ่าอยู่ดี นั่นคือ พลังของเทเคะ เทเคะ ที่จะตามติดเหยื่อไปตลอดจนกว่าจะคลี่คลายความต้องการนั้น ๆ ได้

                ทว่า

                “ไม่หรอกน่า ฉันไม่ได้อยากบังคับเทียนหรอกนะ แต่อยากให้เทียนทำมันด้วยความจริงใจมากกว่า” ไอยิ้มน้อย ๆ ตอบ “รวมทั้งเรื่อง...นั้นด้วย”

                ใบหน้าของไอแดงระเรื่อเมื่อเอ่ยถึงสิ่งที่เธออยากทำตอนที่สิงอยู่ในร่างของริน คำปรารถนาที่ชื่อว่า จูบ ที่คนรักทำกัน และคาดหวังให้ผมลองดู

                จะว่าไปชั่วชีวิตนี้ผมไม่เคยจูบใครมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ประสบการณ์ด้านนี้ของผมก็ทารกพอกันนั่นล่ะ

                เอาว่ะ ลองดูก็ได้

                “หลับตาหน่อยสิ”

                ผมบอกไอให้หลับตา เธอก็ปิดตาทั้งสองข้างลง มือทั้งสองข้างกำแน่นลุ้นระทึกอยู่ตรงนี้ กลิ่นหอมของเธอเย้ายวนนัก หัวใจของผมเต้นระรัว ขณะที่ใบหน้าค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหาเธออย่างช้า ๆ

                และก็

                “จุ๊บ”

                ไอลืมตาขึ้นทันที สีหน้าของเธอดูไม่ค่อยพอใจนักที่ผมจูบเธอแบบนี้

                “เดี๋ยวสิ ไง นายทำแบบนี้ล่ะ”

                “ทำ ทำอะไร”

                “ก็นายมาจูบหน้าผากฉันทำไม ? เล่า”  ไอส่งเสียงลั่นด้วยความไม่พอใจ

                “ก็เธอบอกจูบแบบคนรักยังไงล่ะ ก็จูบหน้าผากมันถูกแล้วนี่ ฉันเคยเห็นพ่อกับแม่ฉันทำกันก่อนไปทำงานน่ะนะ”

                “ใช่ที่ไหน ตาบ้า หมายถึงจูบปากต่างหาก เข้าใจอะไรยากจริง ๆ คนเขาอุตส่าห์บอกใบ้ยื่นหน้าซะขนาดนี้ เพราะคิดว่า จะจูบแบบนาน ๆ แล้วแท้ ๆ อีตาบ้า บ้า ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่รู้ด้วยแล้ว ไปตายที่ไหนก็ไปเลย”

                แล้วร่างของไอก็หายไปทิ้งให้ผมงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน

                ทว่าหลายวันต่อมา ขณะกำลังจะไปทำงานพิเศษนั้น ผมก็ได้เจอกับไออีกครั้ง ท่าทางว่า เธอคงมาดักรอผมอยู่พอดี ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เธอยังคงร่าเริงและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ ตัวผมจึงได้มานั่งคุยกับเธอที่นี่และเป็นกิจวัตรประจำวันที่จะต้องมานั่งคุยกับเธอโดยมีของฝากมาให้ ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นพวกขนมชื่อดังบ้าง อาหารอร่อย ๆ บ้าง ตามแต่สะดวก และไอก็จะเล่าเรื่องสัพเหระให้ผมฟัง เรื่องที่เธอได้ยินมาจากคนแถวนี้บ้าง หรือ บรรดาเรื่องเล่าน่าสนใจ อย่างข่าวลือเป็นต้น

                และครั้งนี้ก็เช่นกัน

                หลังจากยื่นแซนวิชชื่อดังที่ซื้อติดตัวมา เธอก็รับมันไปทานอย่างเอร็ดอร่อย

                ก่อนจะถามผมว่า

                “นี่ เทียน นาย รู้จัก ตำนานเมืองที่ชื่อว่า สาวปากฉีกไหม ?”

+++++++++++++++++

To Be Continue .




NEKOPOST.NET