The Boy From Urban legend (ตำนานเมือง คำสาปมรณะ) ตอนที่ 8 | Nekopost.net 
NEKOPOST

The Boy From Urban legend (ตำนานเมือง คำสาปมรณะ)

Ch.8 - บทที่ 7 เพราะว่ารัก เพราะว่ารัก ยังไงล่ะ ?


               “นายเรียกฉันมาที่นี่ เพราะเรื่องไร้สาระแบบนี้เหรอ ?”

                นางาโนะ ยู ทำท่าเหมือนจะหัวเราะกับสิ่งที่ผมพึ่งพูดออกมาเมื่อสักครู่ สีหน้าของเธอดูขำขันกับเรื่องนี้จนออกนอกหน้าจนผมรู้สึกยิ้มไม่ออกทีปฏิกิริยาตอบสนองของเธอแบบนี้

                “จะว่าไร้สาระได้นะครับ แต่ผมมั่นใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นคนร้ายอย่างแน่นอน”

                “มีหลักฐานหรือไง นายจะมาเดาสุ่มมั่ว ๆ เลียนแบบนักสืบแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ ถ้านายมั่นใจว่า ฉันคือ คนร้าย ไหนล่ะหลักฐาน”

                เจ้าตัวยิ้มกริ่มอย่างหัวหมอ แน่ล่ะว่า ผมเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่า ยังไงเจ้าตัวก็คงไม่ยอมรับเป็นแน่แท้ ดังนั้นผมจำเป็นต้องเล่นกับเธอดู

                “ก่อนจะถึงเรื่องนั้น ลองฟังทฤษฏีของผมดูหน่อยไหมครับ”

                ผมกล่าวด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อนกลับไปทำให้เจ้าตัวเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย

                “ว่ามาสิ”

                “ก่อนอื่นก็เรื่องราวในอดีตที่คุณเคยเล่ามาดีกว่า ก่อนหน้านี้คุณเคยเล่าว่า ในวันที่พี่สาวของคุณเสียชีวิต คุณมองเห็นมีมือผลักพี่สาวของคุณตกรางรถไฟแห่งนี้ไปสินะครับ และก็คุณได้บอกเสริมว่า เพื่อนสนิทของพี่สาวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้พี่สาวของคุณถูกทำร้ายหลาย ๆ ครั้ง รวมทั้งเรื่องที่ได้ฟังว่า พี่สาวคุณถูกข่มขืนด้วย ที่ผมพูดมา ถูกต้องใช่ไหมครับ”

                “ใช่แล้วไง”

                “คุณโกหกครับ”

                “โกหก ?” นางาโนะ ยู หัวเราะลั่นทันทีที่ผมพูดแบบนี้ เสียงหัวเราะของเธอนั้นช่างเย้ยหยันและเต็มไปด้วยความมั่นใจ สายตาของเธอที่มองมายังผมนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยการดูถูก

                “นายคิดว่า ฉันโกหกเหรอ ตรงไหนล่ะ”

                “เกือบทั้งหมดครับ อย่างน้อยสิ่งที่ผมมั่นใจก็คือ พี่สาวของคุณไม่ได้ถูกข่มขืนหรือรังแกอะไรทั้งนั้น”

                “เหรอ ?”

                “อย่างน้อยก็จากที่ผมได้มาจากเทปสัมภาษณ์ของรุ่นพี่มิคามิในมือของผมนี้ยังไงล่ะครับ” ผมหยิบที่บันทึกเทปขึ้นมาพร้อมกับกดเล่นเทปขึ้นมา ภายในนั้นประกอบไปด้วยบทสัมภาษณ์เพื่อนร่วมชั้นเก่าของไอหลายคน รุ่นพี่ในชมรมกีฬา อาจารย์ในโรงเรียนไปจนถึงหมอที่ทำการตรวจร่างกายเธอและยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า เจ้าตัวไม่มีร่องรอยการทำร้ายหรือข่มขืนแต่อย่างใดทั้งสิ้น

                “เอาลมปากของคนพวกนี้มายืนยันว่า ฉันโกหกเหรอ ?”

                “อย่างน้อยถ้าเอาไปสู้ในชั้นศาลก็มีน้ำหนักมากกว่าคำพูดของคุณอยู่แล้วล่ะ”

                แน่ล่ะว่า นางาโนะ ยู ไม่ยอมรับ สีหน้าของเธอตอนนี้กำลังเปี่ยมไปด้วยไม่พอใจ สีหน้าของเธอกระตุกเล็กน้อย เหงื่อกาฬไหลออกมา ดวงตาคลุกคลิกไปมาอย่างไม่มั่นคง เธอหายใจแรงหลายครั้งทีเดียว

                “คนพวกนี้เกลียดพี่สาวของฉัน พวกนั้นต้องบอกแบบนี้อยู่แล้ว”

                “ครับ นั่นหมายถึงว่า เรื่องที่คุณบอกว่า เพื่อนของพี่สาวของคุณผลักพี่สาวคุณตกไปบนรางรถไฟด้วย นั่นก็เป็นเรื่องโกหกครับ”

                “อะไรนะ”

                เธอส่งเสียงดังลั่น ตาสีดำเบิกโพล่งอย่างตื่นตะลึง

                “คงไม่เชื่อใช่ไหมครับ”

                “ไม่เชื่อหรอก ฉันเห็นจริง ๆ ยัยนั่นฆ่าพี่สาวฉันเพื่อแย่งผู้ชายคนนั้นมา ฉันเห็น ฉันเห็นมันจริง ๆ”

                “ครับ ถ้าเป็นเป็นปกติ ผมคงเชื่อนะครับ แต่ว่า คนคนนั้นมีหลักฐานที่อยู่น่ะสิครับ”

                ผมควักภาพถ่ายที่อัดมาเรียบร้อยให้กับนางาโนะ ยู เอาไปดู ในนั้นคือ ภาพกล้องถ่ายวงจรปิดที่มีร่างของอิชิยามะ ชิโนะ เดินอยู่ในร้านแฮมเบอร์เกอร์ใกล้ ๆ โรงเรียน ในเวลาไล่เลี่ยกับที่นางาโนะ ไอ เสียชีวิต เมื่อมองจากช่วงเวลาที่ถ่ายและระยะทางแล้วเป็นไปไม่ได้ที่เธอคนนี้ไปอยู่ในสถานีรถไฟในชั่วเวลานั้นได้เลย

                “ไม่จริงเป็นไม่ได้”

                นางาโนะ ยู ส่ายหัวเพราะ ไม่อยากเชื่อกับสิ่งทีเห็นตรงหน้า ผมจึงต้องรุกไล่ใส่เธอให้มากกว่านี้

                “ของยังงี้ปลอมกันได้”

                “เหรอครับ ถ้างั้นผมก็มีภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดจากสถานที่ต่าง ๆ มาด้วยเหมือนกัน ภาพพวกนี้มาจากกล้องของรัฐเพราะงั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องการตัดต่อหรอกครับ เอ้า ดูซะครับ”

                ผมยื่นภาพถ่ายกองใหญ่ให้กับเธอไป ทว่า เจ้าตัวกลับไม่ยอมรับไปพร้อมกับกัดฟันกรอด ๆ บ่งบอกถึงอารมณ์ที่ครุ่นกรุ่นรุนแรงเนื่องจากความจริงถูกเปิดเผยขึ้นมาทีล่ะน้อย

                ได้เวลาน็อคแล้ว

                “แล้วก็นี่คือ ภาพถ่ายจากในสถานีรถไฟครับ มันเป็นภาพที่ผมได้มาเป็นกรณีพิเศษ ภาพถ่ายที่เผยความจริงทั้งหมด”

                ผมชูภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดขึ้นให้กับนางาโนะ ยู ได้เห็นเต็ม ๆ ตา สีหน้าของเธอซีดไปในทันทีทันใด ผมรับรู้ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสมือนหมัดน็อคของนักมวยที่ต่อยเข้าปลายคางของคู่ต่อสู้จนล้มลงไปกองกับพื้น เธอพยายามเบือนหน้าหนี จนผมต้องพูดอธิบายสิ่งที่อยู่ในภาพนี้ให้เธอได้ยินชัด ๆ

                มันคือภาพของเด็กสาวผมสั้นคนหนึ่งถูกร่างเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังใช้มือผลักอยู่ ภาพอาจจะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็แน่ใจได้ เมื่อภาพถ่ายต่อมาคือ ภาพของ เด็กสาวผมสั้นคนนั้นล้มลงไปนอนบนรางรถไฟ

                ก่อนที่รถไฟจะพุ่งชนใส่เธอ

                ร่างของเด็กน้อยคนนั้นยืนมองชะตากรรมของเธอคนนั้นไม่ยอมหนีไปไหน

                เด็กน้อยคนนั้นสวมแว่นในชุดนักเรียนของโรงเรียนประถมที่มีกระเป๋าสีดำสวมใส่ไว้เบื้องหลัง

                เด็กคนนี้ก็คือ นางาโนะ ยู

                “เธอคนฆ่าพี่สาวของเธอ นางาโนะ ยู เพราะ ฉะนั้น เธอคือคนร้าย”

                ผมประกาศก้องด้วยความมั่นใจ ต่างจากนางาโนะ ยูที่พยายามอุดหูปฏิเสธความจริงทั้งหมดอยู่เนื่อง ๆ เธอส่งเสียงดังพยายามกลบคำพูดของผม

                “ไม่จริง ไม่จริง ไม่จริง ไม่จริง ไม่จริง ทำไมฉันต้องฆ่าพี่สาวของฉันด้วยล่ะ นายพยายามสร้างเรื่องโกหกเพื่อปั่นหัวฉันเล่นใช่ไหม เลวที่สุด”

                “ผมไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องหรอกนะ เพราะคนที่สร้างเรื่องจินตนาการขึ้นมาคือ เธอต่างหากล่ะ นางาโนะ ยู เธอสร้างเรื่องคนร้ายปลอม ๆ ขึ้นมา สร้างเรื่องราวปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกตัวและคนอื่นว่า ผีสาวของเธอถูกคนอื่นฆ่าตาย พี่สาวถูกคนอื่นข่มเหงรังแก พี่สาวของเธอถูกเพื่อนหักหลักก็เพื่อหันเหความทรงจำของตัวเองที่ฆ่าพี่สาวตัวเองยังไงล่ะ”

                “ไม่ใช่”

                ผมเดินตรงเข้าไปใกล้เจ้าตัวพร้อมกับเร่งเสียงกดดันเธอขึ้นอีก

                “ถ้าไม่ใช่ก็ลองแก้ต่างสิ ว่า เธอไมได้ผลักพี่ของเธอจริง ๆ ลองอธิบายกับภาพพวกนี้ดูสิ เอ้า อธิบายเลย”

                ผมโยนภาพนี้ลงกับพื้น สายลมที่พัดผ่านมาทำให้มันปลิวกระจายออกกลางอากาศราวกับฝุ่นผงไร้ค่า ขณะที่นางาโนะ ยู นั่งคุกเข่าก้มหน้าลง มือทั้งสองของเธอกดใบหูแน่นไม่ต้องการฟังที่ผมพูดใด ๆ อีก

                “ฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่ได้ทำ”

                นั่นเองที่ทำให้ผมตัดสินใจจับตัวของเธอขึ้นแล้วผลักเข้ากับกำแพงเต็มแรง ผมกดมือทั้งสองข้างของเธอไว้บนผนัง เธอพยายามดิ้นรนให้หลุดจากแขนของผมอย่างสุดชีวิต ทว่าผมก็ไม่คิดจะปล่อยเจ้าตัวให้หลุดไปทั้งนั้น อาจจะเพราะร่างกายที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักทำให้ผมสามารถล็อคเจ้าตัวเอาไว้ได้สบาย ๆ แม้เธอจะขัดขืนมากแค่ไหนก็ตาม

                “มองตาผม แล้วฟังที่พูดดี ๆ นางาโนะ ยู”

                “ไม่นะ...”

                “ทำไมเธอถึงฆ่าพี่สาวตัวเองกัน เธอรักพี่สาวของตัวเองมากไม่ใช่หรือไง ?”

                “ฉันไม่ได้ฆ่า”

                “ตอนนี้ยังจะปฏิเสธอีกเหรอ เพราะ เธอไม่ยอมรับความจริงยังไงล่ะ ถึงทำให้มีคนตายอีกหลายคน รู้ไว้ซะ”

                ผมเริ่มทนไม่ไหวกับการปฏิเสธความจริงของเธอคนนี้มากขึ้นทุกที จนในที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะพ่นสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเข้ามาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากนี้เสียที

                “รุ่นพี่ต้องมาตายเพราะ การไม่ยอมรับความจริงของตัวเองรู้ไว้ซะด้วย”

                ร่างของนางาโนะ ยู ที่ดิ้นไปมาตอนแรกนั้นได้นิ่งลงทันที เมื่อผมกล่าวถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของเธอที่ถูกเคลือบไปด้วยคราบน้ำตา หยาดเหงื่อรินไหลออกมาราวกับน้ำพุ ดวงตาของเธออิดโรยขึ้นในชั่ววินาทีนั้นขณะจ้องมองมาที่ผมอย่างไร้อารมณ์

                ผมรู้สึกได้ว่า บรรยากาศของเธอแปลกไป

                ราวกับเป็นคนล่ะคน

                เธอยิ้มกริ่มภายใต้เลนส์แว่นกลมที่จับจ้องมองมาทางผมไม่เว้นวาง

                เสียงหัวเราะแสบแก้วหูดังขึ้นผ่านริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่ม ฟังดูชั่วร้ายจนพูดไม่ออก

                “คิกคิกคิกฮาฮาฮาฮาฮ่าฮ่า”

                ดวงตาสีอัญมณีของเธอจ้องเขม็งมาที่ผมพร้อมกับคำกล่าวอันน่าสยดสยอง

                “ใช่แล้ว ฉันฆ่าพี่สาวเอง”

                ผมปล่อยมือที่ล็อคตัวของนางาโนะ ยู ออกทันที เมื่อตัวเองไร้ซึ่งพันธนาการใด ๆ แล้ว นางาโนะ ยู ก็บิดขี้เกียจไปมาด้วยความเมื่อยล้า แว่นตาที่สวมอยู่ถูกโยนทิ้งลงพื้นราวกับขยะไร้ค่า สีหน้าของเธอดูไร้อารมณ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยความชั่วร้าย

                เธอคนนี้คือ

                “นางาโนะ ยู สินะ ?”

                “ถูกต้อง” เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วตอบผมกลับด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งจองหองราวกับนางพญาแห่งความชั่ว “ฉันนี่ล่ะที่ฆ่าพี่สาวตัวเองและรวมทั้งรุ่นพี่ของนายด้วย”

                เจ้าตัวยอมรับด้วยสีหน้าสบาย ๆ ประดุจการฆ่าเป็นเพียงเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งก็เท่านั้น

                “ทำไมถึงฆ่าพี่สาวของเธอ”

                “เพราะรักไงล่ะ !!”

                คำตอบของเธอทำให้ผมงุนงงไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

                “อะไรนะ ?”

                “เข้าใจยากจริงนะ ความหมายตรง ๆ นั่นล่ะ เพราะรักไงล่ะ รักถึงต้องฆ่าให้ตายด้วยมือของฉันเองไง”

                “บ้าแล้ว รักแบบไหนกัน ถึงต้องฆ่ากันเนี่ย”

                สีหน้าของนางาโนะ ยู ตอนนี้เสมือนว่าได้ถูกปลดปล่อยออกจากภาระทั้งหมด เธอกางแขนขึ้นกว้างขณะสูดอากาศเข้าไปในปอดจนหน้าอกของเธอพ่องขึ้นก่อนปล่อยมันออกอย่างรวดเร็ว เจ้าตัวคงกดความรู้สึกเอาไว้จนเมื่อปล่อยออกมา เจ้าตัวถึงได้รู้สึกดีขนาดนี้

                “ก็เพราะรักยังไงล่ะ” นางาโนะ ยูย้ำพร้อมแสยะยิ้มอย่างขนลุก “เพราะรักเลยไม่อยากให้พี่กลายเป็นของอื่นยังไงล่ะ”

                “หมายความว่ายังไง”

                นางาโนะ ยู เบะปากออกอย่างไม่พอใจ  เมื่อผมยังไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดสักนิดแบบนี้

                “สืบได้ซะขนาดนั้น แต่ไม่เข้าใจที่ฉันพูดเลยแบบนี้ นายเป็นนักสืบภาษาอะไรกันเนี่ย ต้องให้คนร้ายอธิบายให้ฟังแบบนี้ ไม่ฉลาดเอาซะเลย” เธอแสดงสีหน้าเอือมระอาแล้วพูดต่อ “ นายไม่รู้หรือไงว่า ที่จริงแล้ว พี่สาวฉันไม่ใช่คนที่สารภาพรักกับรุ่นพี่หรอกนะ แต่เขาต่างหากที่มาสารภาพรักกับพี่เอง แต่พี่บอกว่า ยังตัดสินใจไม่ได้ ถึงจะชอบรุ่นพี่ก็ตาม เพราะเธอเป็นห่วงฉัน หากต้องคบกับเขาคนนั้นก็จะมีเวลาให้ฉันน้อยลง พี่ก็เลยยังไม่ให้คำตอบ เลยมาปรึกษาฉัน

                “พี่ถามว่า พี่จะคบกับเขาดีไหม สีหน้าของพี่ตอนนั้นน่ะเป็นสาวน้อยในห้วงรักที่ถ้าไม่มีฉันก็คงตอบตกลงไปตั้งแต่แรกแล้ว เพราะงั้น ฉันถึงทนไม่ได้ ทนไม่ได้หากจะต้องเสียพี่ไปทั้งแบบนี้ นายคิดดูสิว่า พี่จะต้องไปสนใจผู้ชายคนนั้นแทนฉัน ทั้งที่เรามีกันแค่สองคนแบบนี้นี่นะ ยังไงฉันทนไม่ได้หรอก

                “วันที่พี่บอกว่าจะไปตอบรับคนคนนั้นน่ะ ฉันรู้สึกยังไงรู้ไหม เหมือนฟ้าผ่ากลางอกเลย รู้หรือเปล่าล่ะ เวลาได้ยินคนที่เรารักกำลังจะมีคนอื่นน่ะมันเป็นแบบนี้ นายเข้าใจ ฉันพยายามคัดค้านเรื่องนี้บอก พี่ไปว่า พี่คิดให้ดีนะคะ เขาอาจจะไม่ได้รักพี่ขนาดนั้นนะ พี่ก็บอกว่า ไม่เป็นไร พี่มั่นใจ ฉันก็บอกว่า เขาอาจจะไม่ชอบหนูก็ได้ พี่สาวก็แก้ต่างให้ไอ้เวรตะไลนั่นด้วยว่า เขาต้องดีใจที่มีน้องสาวน่ารักแบบยูแน่ รู้ไหมตอนนั้นฉันคิดอะไร ฉันคิดว่า ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ฉันจะต้องเสียพี่สาวไปจริง ๆ ดังนั้นนี่คือ ความรักของฉันยังไงล่ะ”               

                “เพราะงั้นเลยฆ่าพี่สาวตัวเองนี่โรคจิตสุด ๆ เลยนี่”

                “หึ” เธอหัวเราะในคอ “คนอย่างนายจะไปเข้าใจอะไรล่ะ นายไม่เข้าใจหรอกว่า การที่จะต้องสูญเสียพี่สาวไปน่ะ มันเป็นยังไง อีกอย่างพี่สาวคนที่สนใจคนอื่นกว่าน้องสาวตัวเองน่ะ มันไม่ใช่พี่สาวของฉัน พี่สาวของฉันไม่ใช่แบบนี้ พี่สาวของฉันต้องไม่ใช่แบบนี้ พี่สาวของฉันต้องรักฉันคนเดียวเท่านั้น รักฉัน รักฉัน รักฉัน รักฉัน รักฉัน รักฉัน รักฉัน รักฉัน รักฉัน รักฉันคนเดียวเท่านั้น”

                “แล้วทำไมถึงฆ่าอิชิยามะ อิโนะ กับรุ่นพี่ล่ะ พวกนั้นไม่เกี่ยวอะไรเลยไม่ใช่หรือไง”

                “อ๋อ สองคนนั้นน่ะเหรอ อิชิยามะ อิโนะ แค่ปิดปากเรื่องนี้ ส่วนรุ่นพี่ของนายน่ะก็แค่ยัยตัวจุ้นที่เสือกเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้เองเลยต้องตายก็เท่านั้นเองแหละ”

                “แก...”

                ผมเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นเมื่อเธอทำท่าไม่ยีหระเลยกับการฆ่าคนแบบนี้

                “อ๋อ ลืมไป ตอนที่ฉันไปที่ห้องชมรมของพวกนายน่ะ รุ่นพี่ของนายตกใจมากเลยนะ เขาคงคิดว่า คนที่ไปคือ นายกระมัง เพราะงั้นตอนที่เอามีดกระซวกยัยนั่นรัว ๆ น่ะ สนุกที่สุดเลยรู้ไหม ยัยนั่นเอาแต่เรียกชื่อนายตลอดเลยล่ะ ท่าทางว่า เจ้าตัวคงอยากให้นายมาช่วยล่ะมั้ง แต่ว่า นายไม่มานี่สิ ฉันถึงกระซวกยัยนั่นไปหลายแผลเลยล่ะ เสียดายอย่างเดียว ยัยนั่นดันหนีไปได้ ฉันเลยเผาตึกนั้นซะเหี้ยน เสียดาย เสียดายจริง ๆ”

                เจ้าตัวยิ้มเยาะแทบจะตลอดเวลาด้วยความฟินต่างจากผมที่อดทนแทบไม่ไหว

                “เอาล่ะ ในเมื่อทุกอย่างเปิดเผยหมดแล้วจะเอายังไงล่ะ จะจับฉันเหรอ ?”

                “เปล่าหรอก ที่จริงแล้ว ฉันเรียกเธอมาที่นี่ก็เพราะ มีอีกเรื่องอยากจะถามน่ะ”

                ผมบอกเจ้าตัวแบบนั้นพร้อมกับจ้องมองไปที่ดวงตาของหญิงสาวที่เอียงคอมองผมราวกับขยะไร้ค่าคนนี้ แน่ล่ะว่า ผมมั่นใจว่า มันต้องเป็นแบบนี้แต่ก็ต้องการความแน่ใจก็เท่านั้น

                ความแน่ใจที่ว่า

                “เธอเป็นใคร ?”

                “หา ? ถามบ้าอะไร ฉันก็คือ นางาโนะ ยู น่ะสิ”

                “ก็ใช่นะ ถ้ามองจากภายนอก แต่ที่ฉันถามน่ะหมายถึงไอ้สิ่งที่อยู่ข้างหลังเธอมาตลอดต่างหากเล่า สิ่งที่คอยบงการความคิดของเธอมาตั้งแต่เหตุการณ์นั้น สิ่งที่ทำให้เธอฆ่าพี่ของตัวเอง ไอ้เงาสีดำด้านหลังนั่นน่ะคืออะไร ?”

                นางาโนะ ยู นิ่งไปในทันที ท่าทางของเธอในตอนนี้กลายเป็นเหมือนกับหุ่นกระบอกที่ถูกชักใยด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น ผมพยายามใช้ดวงตามรณะจับจ้องมองไปยังสิ่งที่อยู่ข้างหลังนี้ให้ชัดแจ้งที่สุด และเมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ ร่างของสิ่งนั้นก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของผม

                มันทำให้ผมแทบหยุดหายใจ !!

                ร่างของก้อนเนื้อบางอย่างต้องบอกว่า เป็นร่างก้อนพลังงานขนาดยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ราวกับลูกโป่งปรากฏขึ้นจากเบื้องหลังของนางาโนะ ยู ก้อนเนื้อนั้นมีสีแดงฉานเหมือนเนื้อสดในตลาด แถมยังส่งกลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งออกมาเต็มไปหมด แต่นั้นยังไม่สิ่งที่ทำให้ผมต้องผวา เพราะ เมื่อสังเกตดี ๆ สิ่งที่เป็นก้อนเนื้อนั้นไม่ใช่เนื้อธรรมดา

                แต่เป็นวิญญาณ !!

                วิญญาณจำนวนนับสิบนับร้อย ๆ ดวงเกาะกันแน่นจนกลายเป็นเนื้อเดียว พวกมันสีโปร่งใส่กับเสียงร้องครวญครางทรมานระงมไปทั่ว ที่สำคัญกว่านั้นวิญญาณพวกนี้ต่างรวมตัวกันกลายเป็นก้อนวิญญาณขนาดใหญ่ที่ครอบงำเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าคนนี้

                ไม่สิ ต้องบอกว่า เด็กสาวคนนี้เป็นตัวเรียกพวกมันมาต่างหาก

                วิญญาณอาฆาตนับร้อยเข้าครอบงำร่างของเธอทีล่ะตัวสองตัวอันเกิดขึ้นจากความอาฆาตที่ซุกซ่อนอยู่ภายในดึงดูดให้พวกมันเข้ามา

                และกลายเป็นก้อนเนื้อปีศาจอย่างที่เห็นนี้

                “ตายซะ !!’

                ทันใดนั้น นางาโนะ ยู ที่เหมือนหมดสภาพไปแล้ววิ่งปรี่ตรงเข้ามาหาผมพร้อมกับมีดอีโต้เล่มยาวที่ไม่รู้ว่า เอามาจากไหน เธอใช้มันเหวี่ยงเข้าหาผมหมายปลิวชีวิตในดาบเดียว

                “ฮึ่ย !!”

                ผมเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของเจ้าตัวไปได้หวุดหวิด คมมีดนั้นคมมากจนทำให้เสื้อเชิ้ตของผมขาดไปเล็กน้อย ผมเงยหน้าขึ้นมองไปบนหัวของยูและพบว่า เจ้าเส้นด้ายที่มองไม่เห็นนั้นกำลังชักใยเธอคนนี้อยู่และสั่งการให้เธอทำร้ายผมอย่างที่เห็นตอนนี้

                เจ้าก้อนวิญญาณนั่น

                ผมพยายามหลบการโจมตีของนางาโนะ ยูอย่างสุดความสามารถ ทว่ายิ่งนานเข้า เจ้าตัวก็ยิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิมจนผมเริ่มหนีไม่ทัน และคิดว่า คงต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว

                ผมต้องสู้ !!

                “ฮึ่ย ย้ากกกกกกกกกกก”

                ผมอาศัยจังหวะที่ยูวิ่งมาพอดีนั้นกระแทกไหล่ใส่เธอจนชะงัก จากนั้นก็ใช้มือล็อคแขนของเธอเอาไว้ก่อน เท้าถีบไปที่ข้อพับทางด้านหลังจนเข่าอ่อน ผมใช้มือตบเข้าที่ต้นแขนของเธอเพื่อให้ปล่อยมีดออกหลาย ๆ ครั้ง ผมเองก็รู้สึกสงสัยว่า ทำไมกันหน่อ มือของเธอถึงได้เหนียวซะขนาดนี้ ใช้เวลาได้ไม่นานนัก มีดที่อยู่ในมือก็หลุดออกมา ผมจับมีดเล่มนั้นแล้วใช้มันฟันไปบนเส้นดายที่มองไม่เห็นเหนือศีรษะของเธอทันที

                “ฉวะ”

                เหมือนกับหุ่นกระบอกที่ถูกตัดเชือกออก ร่างของนางาโนะ ยู ก็ล้มลงอย่างไร้น้ำหนักบนอ้อมกอดของผม ตัวของเธอเย็นมากบ่งบอกว่า เจ้าตัวไม่มีสติเหลืออยู่เลยจากเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ส่วนเจ้าก้อนเนื้อที่ควบคุมเธออยู่นั้นก็ผงะถอยออกไปพร้อมกับส่งเสียงร้องดังคำรามออกมา

                “อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

                เจ้าก้อนเนื้อนั่นคงทรมานมากที่ถูกตัดอวัยวะเชื่อมจิตตัวเองกับเด็กสาวคนนี้ออกไป ผมมองเห็นบรรดาร่างของวิญญาณอาฆาตทั้งหลายที่เกาะรวมกันเป็นก้อนกำลังส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

                วิญญาณพวกนั้นคงถูกเชื่อมด้วยอะไรสักอย่างทำให้มันรู้สึกเจ็บปวดได้พร้อม ๆ เยี่ยงนี้ ผมอาศัยจังหวะนั้นแบกร่างอันไร้สติของนางาโนะ ยูไว้บนบ่าเพื่อเตรียมจะหนีไปจากที่นี่

                แต่เหมือนผมจะช้าเกินไป

                ตูม !!

                เจ้าก้อนวิญญาณพุ่งตัวเข้าชนใส่ผมเต็มแรงราวกับคลื่นสึนามิที่ถาโถมซัดเข้าชายฝั่ง ถึงจะเป็นเพียงวิญญาณ แต่ความหนาแน่นของมวลวิญญาณที่รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวก็มหาศาลพอจะทำลายทุกสิ่งได้

                รวมทั้งสถานีรถไฟนี่ด้วย

                โชคดีที่ผมหลบมันไปได้หวุดหวิด ทว่าแรงกระแทกนั่นก็ทำลายสถานีรถไฟแห่งนี้จนพังไปแทบหนึ่ง เจ้าวิญญาณที่เปลี่ยนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายก็ส่งเสียงคำรามลั่นเมื่อเห็นว่า ตัวผมยังไม่ตาย

                มันจึงออกไล่ล่าผมทันที

                “บ้าชะมัดเลย ตามมาแล้ว”

                ผมวิ่งลงไปตามรางรถไฟที่เคยมาเดินสำรวจกับรุ่นพี่ก่อนหน้านั้น ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังจำทางได้อยู่ดี ผมจึงรีบวิ่งสุดชีวิตโดยยังแบกตัวของนางาโนะ ยูเอาไว้ ขณะเจ้านั่นไล่ตามมาติดพร้อมเสียงคำรามไล่ลั่น

                “กาซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ”

                หนอนยักษ์ ไม่สิ ก้อนเนื้อวิญญาณที่รวมตัวเป็นจนกลายสภาพเหมือนกับหนอนยักษ์ในหนังสยองขวัญสักเรื่องไล่หลังมาติด ผมเองก็ไม่คิดว่าตัวเองต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ได้เหมือนกัน กระนั้นสิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้ก็คือ ใส่เกียร์มารีบวิ่งไปถึงบริเวณทางขึ้นไปยังผืนดินที่อยู่ไม่ไกลจากนี้ให้ได้

                แรงสะเทือนของมันที่ไล่ตามมาทำให้ผืนดินของอุโมงค์รถไฟเก่าแห่งนี้เริ่มไม่มั่นคง เศษดินหินเริ่มตกลงมาที่ล่ะน้อย นับวินาทีมันยิ่งก้อนใหญ่ขึ้นกว่าเดิมซะอีก

                ผมมีเวลาไม่มากแล้ว

                “ฮึ่ย ย้ากกกกกกกกกกกกกก”

                ผมเร่งฝีเท้าไปจนถึงอุโมงค์หน้าสุด ที่ที่มีบันไดที่ใช้ขึ้นยังข้างบนนี้ ผมแบกร่างของนางาโนะ ยู เอาไว้ด้านหลังก่อนจะไต่ขึ้นบันไดเหล็กนี้ด้วยความเร่งรีบ

                โอเค ถ้าถามว่า ผมรีบขนาดไหนก็ต้องบอกว่า ผมรีบจนไม่มีเวลาสังเกตว่า หน้าอกอันนุ่มนิ่มของนางาโนะ ยู กำลังสัมผัสกับแผ่นหลังผมอยู่ ซึ่งถ้าเป็นปกติล่ะก็ผมคงรู้สึกฟินหน้าแดงไปแล้ว

                แต่นี่ไม่ใช่ !!

                เจ้าหนอนปีศาจ (ขอเรียกยังงี้แล้วกันนะ) ส่งเสียงไล่หลังมาจนถึงอุโมงค์นี้ ผมหันหน้ามองไปเบื้องหลังเล็กน้อยแล้วเห็นเจ้านั่นในร่างหนอนกำลังอ้าปากด้วยความเจ็บ มันจึงใช้หัวของมัน (มั้ง) ตีเข้ากับอุโมงค์นี้เต็มแรง

                “ก๊อง”

                “ก๊อง”

                “ก๊อง”

                มันกระแทกใส่ผนังสองสามที แรงกระแทกของมันนั้นก็หนักหน่วงพอจะทำให้ผมต้องยึดบันไดเหล็กเอาไว้แน่นเสียยิ่งกว่านักมวยปล้ำที่กำลังปีนบันไดไปเอาแชมป์ซะอีก แน่ล่ะว่า ผมรู้ดีว่า เจ้านั่นคิดจะทำให้ผมร่วงตกลงไปข้างหลังให้ได้ ฉะนั้นสิ่งที่ผมทำได้ก็คือ เกาะเอาไว้ให้แน่นที่สุดก็เท่านั้น

                “กาซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ”

                เจ้าหนอนส่งเสียงไม่พอใจ เพราะ ผมไม่ยอมร่วงลงมา มันจึงค่อยเปลี่ยนสภาพตัวเองกลายเป็นอย่างอื่นแทน ร่างกายของมันปราดเปลี่ยวขึ้นและมีขนาดยาวขึ้นเพื่อใช้ในการไล่ตามผมต่อ

                มันกลายเป็นงูยักษ์ไปแล้ว

                “ฟ่ออออออออออออออออออออออออออออออ”

                “แปลงร่างได้แบบนี้ ขี้โกงนี่หว่า”

                ผมรีบไต่บันไดต่อไป ขณะที่เจ้านั้นกำลังพุ่งตัวขึ้นมาไล่ตามผมที่บัดนี้ขึ้นมาบริเวณด้านบนสุดแล้ว และที่นั่นเองก็มีร่างของคนคนหนึ่งรอผมอยู่ตามที่นัดหมายกันเอาไว้

                “เทียนเร็วเข้า”

                ไอส่งเสียงเรียกผมด้วยสีหน้าเป็นห่วง ขณะที่ผมไต่ขึ้นมาจนด้านบนสุดนี้ได้สำเร็จ ซึ่งเธอนี่ล่ะเป็นคนเปิดฝาท่อรอเอาไว้แล้ว

                ผมขึ้นมายืนอยู่บนผืนดินได้สำเร็จ จากนั้นก็สั่งให้ไอดันฝ่าท่อปิดมันลงซะ

                “ไอ ปิดมันซะ”

                “อื้อ”

                ไอดันฝ่าท่อปิดลงทันที ส่วนผมก็คว้าเอายันต์ของศาลเจ้าใกล้ ๆ นี้ขึ้นมาแล้วแปะมันลงบนฝ่าท่อเพื่อปิดผนึกวิญญาณชั่วพวกนี้ไม่ให้ออกมา

                พลันที่ยันต์แตะลงบนฝ่าท่อนั้น เจ้าวิญญาณก็ส่งเสียงร้องลั่นออกมาด้วยความเจ็บปวด

                “อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

                ควันสีขาวโพยพุ่งขึ้นมาจากรอบท่อ ท่าทางว่า ยันต์จะใช้ได้ผลดีทีเดียว

                และเสียงร้องของมันก็เงียบไปจนได้

+++++++++++++++++++

                “ไม่บาดเจ็บนะ เทียน ?”

                ไอถามผมอย่างเป็นห่วง หลังจากที่ผมได้เปิดโปงคนร้ายได้แล้ว และอย่างที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะ จิตใจอันมืดดำของมนุษย์ที่ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายและบิดเบี้ยวจนเรียกให้วิญญาณร้ายครอบงำและทำเรื่องที่เลวร้ายลงไป

                นั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องสาวของเธอ ซึ่งนอนสลบอยู่บนพื้นไม่ไกลจากชานชาลาเก่าแห่งนี้นัก

                เธอหยิบอุปกรณ์พันแผลที่ติดตัวมาแล้วใช้มันทำแผลให้ผม ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากนางาโนะ ยู ที่ทำร้ายผม แม้จะมีบาดแผลไม่มากนัก ไอก็ยังยืนยันจะทำแผลให้ผมอยู่ดี

                “อุ๊ยส์”

                ผมส่งเสียงขึ้นมาเมื่อแผลถูกสำลีชุ่มน้ำยาล้างแผลแตะลงแบบนั้น ไอยิ้มให้ผมพร้อมกับพูดประมาณว่า “ทนสักหน่อยสิ”

                ผมยิ้มตอบเธอ

                “ขอโทษนะ พอดีมันเจ็บน่ะ”

                “อื้อ จะพยายามให้เบามือหน่อยนะ”

                ไอหัวเราะแล้วเอาพลาสเตอร์ปิดลงบนแผลของผมเป็นอันเสร็จพิธี ผมจึงลุกขึ้นยืนแล้วบิดตัวไปมาเล็กน้อย ขณะที่ไอถามผมต่อ

                “แล้ว จะทำยังไงต่อล่ะ”

                “เรื่องอะไรเหรอ ?”

                ไอมองไปที่น้องสาวของเธอที่นอนสลบไม่สติอยู่ไม่ไกลกันนัก สีหน้าของเธอดูค่อนข้างกังวลไม่ใช่น้อยทีเดียว บ่งบอกได้ว่า เธอยังเป็นห่วงน้องสาวคนนี้ไม่เสื่อมคลาย

                แม้ว่า น้องสาวของเธอจะเป็นตัวการที่ทำให้เธอต้องตายก็ตามที

“ก็คงต้องว่าไปตามกฎหมายน่ะนะ ถึงเธอจะไม่เอาเรื่อง แต่เจ้าตัวก็รับสารภาพหมดนะว่า ฆ่าคนอื่นด้วย โดยเฉพาะรุ่นพี่ ทุกอย่างก็เป็นไปตามกฎหมายแหละ”

                “แต่ว่า เขาไม่ได้ตั้งใจนะ เทียนก็รู้นี่ว่า มันเป็นเพราะวิญญาณอาฆาตพวกนั้น”

                ไอพยายามเถียงแทนน้องสาวตัวเองสุดชีวิต แน่ล่ะว่า ผมเห็นต่างโดยสิ้นเชิง

                “ถึงจะแบบนั้นก็เถอะ แต่อย่าลืมว่า วิญญาณพวกนั้นถูกดึงดูดเข้ามาหลังจากฆ่าเธอนะ ไอ ความอาฆาตและจิตใจมืดดำที่ซ่อนอยู่ของน้องเธอทำให้เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น ยังไงเจ้าตัวก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี”

                “เหรอ ?”

                ไอทำหน้ายิ้มยากออกมา เธอคงลำบากใจทีเดียวไม่ใช่น้อย ในฐานะพี่สาวคงไม่อยากเห็นน้องตัวเองไปติดคุกแน่ ๆ

                “เอาจริงแล้วแต่เธอนะ ไอ เรื่องของน้องสาวเธอน่ะ”

                “หืม ? หมายความว่ายังไง”

                ผมถอนหายใจแล้วพูดสิ่งที่อยากบอกเธอออกไป

                “เรื่องของน้องสาวเธอน่ะ เธอตัดสินใจเถอะ จะให้น้องสาวเธอเป็นยังไง เธอตัดสินใจเอาเองแล้วกัน”

                “ฉันตัดสินใจ ?”

                “ใช่ เธอตัดสินใจ มันน่าจะดีที่สุดแล้วล่ะนะ”

                ผมรู้ดีว่า เรื่องนี้ควรให้ไอตัดสินใจน่าจะดีกว่า ซึ่งไอก็คงงง ๆ กับความคิดของผม เธอมองน้องสาวอีกครั้งแล้วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

                เธอคงกำลังคิดทางเลือกที่ดีที่สุดอยู่ในตอนนี้

                ส่วนผมก็ได้แต่คาดหวังอยู่ห่าง ๆ นี้ กระทั่ง

                “เทียน”

                ไอส่งเสียงดังเรียกผม สีหน้าของเธอนั้นดูเหมือนจะตัดสินใจได้แล้ว

                “ว่าไง ?”

                “ฉันคิดว่า....”

                ยังไม่ทันอ้าปากพูดจบ จู่ ๆ เราสองคนก็รู้สึกได้ถึงเสียงสะเทือนบางอย่างดังก้องมาจากอีกฟากหนึ่งของถนน เสียงสะเทือนนั้นค่อย ๆ ดังเข้ามาใกล้ขึ้นทุกทีทุกที ก้อนหินกระเด้งขึ้นไปมาตามจังหวะ เหล่าฝูงปักษาที่หลับใหลต่างพากันลืมตาตื่นขึ้นร้องระงมทั่วผืนป่า พวกมันต่างพากันโบยบินขึ้นหนีไปบนฟ้า ไม่วายกระทั่งบรรดาหรีดริ่งเรไรที่พากันหนีเอาตัวรอดกันหมด

                “มันมาแล้ว”

                ผมจ้องมองไปยังเบื้องหน้า ที่ที่ต้นไม้หักโค่นเป็นแทบ ๆ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของผมและไอที่มองมันด้วยสายตาตื่นตะลึง

                ร่างของสัตว์ขนาดยักษ์ปรากฏตัวขึ้น  ดูจากสายตา มันน่าจะใหญ่สักประมาณตึกสี่สามชั้นได้ มันมีรูปร่างเหมือนก้อนเนื้อสีดำที่มีเส้นระโยงระยาวเหมือนปลาหมึก กระจายไปทั่ว  ดวงตาของมันมีสีแดงฉานและจับจ้องมายังผมกับไอพร้อมกับร้องคำรามออกมาอย่างน่าสะพรึง

                แน่ล่ะว่า การมาของมันทำให้บริเวณโดยรอบของป่าค่อย ๆ ตายไปที่ล่ะน้อย อย่างน่าตื่นตะลึง

                “นี่มันตัวอะไรน่ะ ?”

                ไอเอ่ยขึ้นเมื่อได้เผชิญหน้ากับเจ้านี่เป็นครั้งแรก เธอคงไม่คาดคิดว่า จะมีอะไรน่ากลัวกว่าเธอมาปรากฏตัวได้แบบนี้ในตอนนี้

                “พวกวิญญาณอาฆาตน่ะ”

                ผมบอกเธอด้วยสีหน้าเฉยเมย

                “วิญญาณอาฆาต”

                “อื้อ ก่อนหน้านี้ต้องบอกว่า น้องสาวของเธอเป็นเสมือนกล่องที่เก็บรวบรวมวิญญาณพวกนี้เอาไว้ในร่างกาย อย่างที่เห็นนั่นล่ะ ไม่ได้มีแค่ดวงเดียวแต่นับร้อย ๆ ดวง วิญญาณพวกนี้ไม่ได้มีสติหรืออะไรมากหรอก แต่พอรวม ๆ กันก็กลายเป็นมีสติรวมกันจนกลายเป็นอย่างที่เห็นนั่นล่ะนะ กลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบนี้ได้เนี่ย น่าตกใจจริง ๆ”

                “แล้วมันมาที่นี่ทำไม ?”

                “ก็คง...อยากได้น้องสาวเธอไปสิงต่อน่ะสิ ถามได้”

                “ว่าไงนะ”

                ไอตกใจกับคำตอบของผม เธอหันหน้ามองไปกลับไปยังน้องสาวที่อยู่ข้างหลังอีกครั้ง สีหน้าของเธอดูจะเป็นกังวลกับคำพูดของผมมากทีเดียว แม้ว่า น้องสาวจะเป็นคนฆ่าเธอก็เถอะ ไอก็ไม่โกรธเกลียดอะไรน้องสาวสักนิด

                ช่างเป็นพี่สาวที่ประเสริฐราวกับแม่พระแท้ ๆ

                “โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

                เจ้าก้อนเนื้อเข้าโจมตีใส่พวกเราอย่างบ้าคลั่ง หนวดของมันตวัดฟาดใส่พวกเราอย่างหนัก และมาถี่มาก ๆ ถึงจะมีขนาดใหญ่ก็ตาม ความเร็วของมันไม่ได้เชื่องช้าอย่างที่คิด ผมวิ่งหลบหนวดของมันเท่าที่พอจะทำได้ ขณะที่ไอปรี่ไปยังร่างที่นอนสลบอยู่ของยู น้องสาวแล้วแบกร่างของเธอหนีไปพร้อมกัน

                แน่ล่ะว่า อย่างที่ผมบอกเจ้าวิญญาณนั่นหมายตายูเอาไว้จริง ๆ และมันก็สนใจไอด้วย

                มันคงอยากได้ไอเข้าไปเป็นคอลเลคชั่นวิญญาณอาฆาตของพวกมันด้วยล่ะมั้งนะ

                ไอพยายามหนีพร้อมกับแบกร่างน้องสาวไปด้วย นั่นเองที่ทำให้การเคลื่อนไหวของเธอช้าไปสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นเธอปกติแล้วคงหลบหนวดพวกนั้นไปได้ไม่ยากนักหรอก

                กระนั้นสภาพของเธอที่แบกร่างน้องสาวเอาไว้กลับเป็นตัวถ่วงของเธอแทนซะงั้น

                และ

                “ตูม”

                เธอพลาด !!

                หนวดนั่นไม่ได้โจมตีเพียงเสต็ปเดียว มันเร่งจังหวะมากขึ้นทำให้ไอที่พยายามพาน้องสาวหนีพลาดท่าถูกมันเล่นงาน ร่างของเธอถูกหนวดนั้นฟาดเข้าเต็มแรงจนกระแทกกับพื้น

                “อั่ก”

                เธอส่งเสียงร้องดังออกมา ขณะที่ร่างของยูกระเด็นไปคนล่ะทาง หนวดของเจ้านั้นค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ ๆ ก่อนจะใช้โคนของมันรัดแขนของยูที่นอนอยู่บนพื้นทันที

                ส่วนไอถูกหนวดนั่นมัดเอาไว้จนขยับไปไหนไม่ได้

                “อย่า...”

                ไอส่งเสียงร้องดังขึ้นขณะที่ร่างอันไร้สติของน้องสาวกำลังถูกเจ้าหนวดยุบยับนั่นพันธนาการร่างอย่างช้า ๆ น้ำเหลว ๆ สีขาวถูกพ่นออกจากหนวดนั้นจนเปียกปอนร่างของยูไปหมด ดูท่าทางว่า เจ้าน้ำเหนียว ๆ นั่นจะเป็นหนึ่งกระบวนการของมันในการทำให้วิญญาณตนอื่นกลายเป็นหนึ่งเดียวกับมันกระมังนะ

                “ยู....”

                ไอส่งเสียงเรียกน้องสาวตัวเองให้ได้สติ  พร้อม ๆ กับที่เจ้าหนวดอันหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาแล้วสอดใส่เข้าไปในปากของเธอ หนวดนั้นชอนไชเข้าไปในร่างของยูอย่างรุกเร้าและรุนแรงอย่างไม่มความปราณีใด ๆ ทั้งสิ้น ร่างกายของยูที่นิ่งสนิทมีปฏิกิริยาเล็กน้อย

                “อื้ออออออออออออออออออ”

                ยูส่งเสียงครางออกมาอย่างมีความสุข เจ้าน้ำเหนียว ๆ นั่นละลายเสื้อผ้าบนตัวออกอย่างช้า ๆ จนเผยผิวหนังสีขาวนวลอันงดงามขึ้น หนวดของเจ้านั่นชอนไชเข้าไปในตัวของยูแทบทุกส่วนของร่างกายแม้กระทั่งช่วงล่างของเธอเองก็ถูกรุกไล่เข้าใส่เช่นกัน

                “เทียนช่วยยูด้วย”

                ไอส่งเสียงบอกผมให้ช่วยน้องสาวของเธอ ใจจริงไม่ต้องให้ไอบอกผมก็กะจะช่วยอยู่แล้ว แต่ทางผมเองก็ค่อนข้างวุ่นวายไม่ต่างกันแหละ เพราะเจ้าวิญญาณร้ายนั่นแทบไม่ได้ลดการ์ดของตัวเองลงเลยสักกระนิด ผมยังโจมตีผมอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ผมเข้าใกล้ตัวของมันได้

                บ้าเอ๊ย ยุ่งยากชะมัด

                ผมสบถคำกับตัวเอง ขณะเงยหน้าขึ้นมองร่างของนางาโนะ ยู ที่กำลังหนวดพวกนั้นเล่นงานราวกับหลุดมาจากหนังสือการ์ตูนแนว 18 + สายหนวดที่ไหนสักเรื่อง แถมการรุกไล่ของเจ้าหนวดพวกนั้นก็ไม่ใช่เพื่อความสะใจของมันอย่างเดียว

                มันกำลังเปลี่ยนสภาพของยูต่างหาก

                เส้นผมของยูที่มีสีสันสวยงามประดุจเพลิงค่อย ๆ เปลี่ยนสีกลายเป็นขาวอย่างรวดเร็ว สีผิวของเธอเองก็ค่อยเปลี่ยนสีกลายเป็นสีแทนน้ำผึ้งดูเย้ายวน มิหน่ำซ้ำพวกวิญญาณที่มีรูปร่างเป็นหนวดนั้นก็กำลังค่อย ๆ หายไป ไม่สิ มันกำลังเข้าในตัวของยูต่างหาก

                ถ้าหากมันทำสำเร็จ ยูจะถูกครอบงำด้วยวิญญาณชั่วร้ายพวกนี้ไปตลอดกาล และ ไม่มีทางใดที่จะกลับมาเป็นปกติได้อีกแล้ว

                ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจที่จะทำบางอย่าง

                “เทียน !! ระวัง”

                ไอส่งเสียงร้องดังเมื่อเห็นหนวดอันหนึ่งกำลังฟาดมาทางผมที่ยืนอยู่ ทว่า ไม่ทันที่หนวดนั่นจะมาถึงตัวนั้น ก็มีบางอย่างเข้ามาป้องกันผมเอาไว้พอดี แถมยังทำให้เจ้าหนวดนั่นหายไปอีกด้วย

                “กะ เกิดอะไรขึ้น ?”

                ไองุนงงกับภาพตรงหน้าท่ามกลางเสียงร้องคำรามของเจ้าก้อนวิญญาณนั่น สายลมเย็น ๆ พัดผ่านมาพร้อมกับเผยให้เห็นสิ่งป้องกันหนวดนั่นร่วงหล่นลงมาอย่างไร้ค่า

                มันคือ ยันต์ที่ถูกเขียนบนกระดาษเหลืองด้วยภาษาโบราณที่ไออ่านไม่ออก

                ยันต์นั่นสลายหายไป เจ้าหนวดนั่นเองก็ส่งหนวดนับสิบ ๆ ของมันเข้ามาหาผมที่ยืนจ้องตามองอย่างไม่กลัวเกรงในตอนนี้

                ทว่า

                “ฉวะ ฉวะ ฉวะ ฉวะ ฉวะ”

                พริบตานั้นหนวดทั้งหมดก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น เจ้าก้อนเนื้อส่งเสียงร้องดัง เมื่อเห็นว่า อาวุธของมันถูกทำลายลงแล้วด้วยกระดาษที่ผมควักออกมาจากกระเป๋าเมื่อครู่นี้

                “ยัง…ยังไม่จบ”

                ผมถีบเท้าพุ่งตัวเข้าหาเจ้าก้อนเนื้อนั่น ดวงตามรณะปรากฏขึ้นแจ่มชัด ผมกำลังใช้งานมันเพื่อมองหาทางหยุดยั้งเจ้าวิญญาณชั่วร้ายนี้ให้ได้ แน่ล่ะว่า การใช้มันนั้นย่อมหมายความว่า ผมจะต้องทนทุกข์กับคำสาปของดวงตาบ้านี่มากขึ้น แต่ก็ช่างมันเถอะ

                แค่ทำให้ความต้องการของไอเป็นจริงก็พอ

                “ย้ากกกกกกกกกกกกกก”

                ผมเหวี่ยงยันต์เข้าใส่หนวดจับตัวไอเอาไว้ เมื่อไร้ซึ่งพัฒนาการแล้ว ไอจึงกลับมาขยับได้อีกครั้ง เมื่อขยับตัวแล้ว ไอก็ตรงเข้ามาหาผมพร้อมกับถามด้วยความงุนงันว่า

                “เทียน นายทำแบบนั้นได้ยังไงกันน่ะ ?”

                ผมมองหน้าไอเล็กน้อยแล้วคิดในใจว่า ถ้าให้อธิบายจริง ๆ ก็คงยาวอยู่ แถมสถานการณ์แบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดอะไรแบบนี้ด้วย

                เพราะงั้น

                “เอาไว้อธิบายทีหลังแล้วกันนะ ไอ”

                ผมบอกไอแล้วมองไปบนอากาศที่ที่ร่างของยูกำลังถูกหนวดพันตัวเอาไว้ ดูจากสายตาแล้ว ผมคงกระโดดขึ้นไปไม่ถึงแน่ ๆ

                เพราะงั้น

                “ไอ มีเรื่องอยากให้เธอช่วยหน่อย”

                “ช่วยเหรอ ?”

                “ใช่ ช่วยพาฉันขึ้นบนอากาศหน่อยได้ไหม”

                ไม่ต้องตอบออกมา ไอพยักหน้ารับ ขณะที่หนวดของก้อนเนื้อวิญญาณนั่นเข้าโจมตีเราอีกหนหนึ่ง กระนั้นเองครั้งนี้ ผมกับไอแยกกันไปคนล่ะทางเพื่อหลบหลีการโจมตีของมันไปพร้อม ๆ กัน

                และจุดหมายของเราก็อยู่ตรงหน้านี้

                “เทียนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน”

                ไอส่งเสียงดังเป็นสัญญาณ เธอกุมมือเข้ากันเป็นเสมือนฐานดันตัวของจรวด ผมวิ่งตรงแล้วเหยียบที่ฝ่ามือของเธอ แล้วไอก็ใช้มือนั้นผลักผมขึ้นไปสุดแรงเกิด

                “ไปให้ถึงนะ”

                ร่างของผมทะลุฝ่าอากาศขึ้นมาด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาลนั่น หนวดจำนวนมากพุ่งพรวดเข้าใส่ประดุจดั่งปลาหมึกยักษ์ที่พยายามจับเหยื่อ ผมเหวี่ยงยันต์ที่มีอยู่ออกไปทั้งหมดราวกับกระสุนปืนเพื่อป้องกันตัว

                “อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

                หนวดทั้งหมดถูกทำลายไปและทำให้ผมทะลุขึ้นมาจนถึงบริเวณที่ยูถูกจับอยู่ ผมพยายามคว้าเอายันต์ที่มีอยู่มาใช้ แต่ทว่า

                ยันต์ดันหมดแล้ว

                “ซวยแล้วไง !!”

                ผมส่งเสียงร้องลั่น เมื่อรู้ว่า ยันต์ที่เตรียมมาหมดแล้ว แน่ล่ะว่า เจ้าหนวดนั่นก็รู้และพุ่งเข้ามาม้วนมัดผมเอาไว้กลางอากาศ ผมพยายามขณะที่เจ้าหนวดนั่นกำลังเคลื่อนตัวของผมเข้าไปใกล้ ๆ กับร่างของยูที่บัดนี้กำลังหลวมรวมเป็นหนึ่งเจ้าก้อนเนื้อนี้แล้ว

                เธอเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยดวงตาอันว่างเปล่า น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้นมาอย่างน่าสะพรึง โดยมีฉากหลังคือ ดวงตาสีแดงอันโตของก้อนเนื้อยักษ์

                “เกมจบแล้ว เจ้ามนุษย์โง่เง่า ร่างกายนี้จะเป็นของพวกข้า เจ้าไม่มีทางหยุดยั้งเราได้ เจ้าต้องตายที่นี่”

                “งั้นเหรอ ?”

                ผมยิ้มกริ่มทำเอาสีหน้าของเจ้าก้อนเนื้อนั่นถึงกับแปลกใจ

                “ยิ้มทำไม”

                “ก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญนักหรอก ก็แค่อยากจะบอกแกว่า พวกแกพลาดแล้วที่ปล่อยให้ฉันเข้ามาใกล้ได้ขนาดนี้น่ะนะ ทั้งที่ปล่อยฉันตกลงไปข้างล่างน่าจะดีกว่า แต่ดันจับฉันเอาไว้นี่สิ”

                “...”

                “ได้เวลาจบเกม”

                ผมควักบางอย่างออกมา บางอย่างที่มันไม่เคยมีอยู่ตรงนั้น แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นในชั่วกาล เสียงฟ้าร้องคำรามไปทั่วผืนปฐพี สายฟ้าสีขาวฟาดลงอย่างโมโหร้าย สายลมกรรโฉกแรงอย่างน่าสะพรึง

                และไม่นานฝนก็เริ่มโปรยเม็ด

                ในมือของผมถือบางสิ่งเอาไว้             

                แสงสีขาวในมือเปลี่ยนสภาพจนมีลักษณะแบนและยาว สีของมันค่อย ๆ ขุ่นลงจนมีสีเงิน แสงสว่างสะท้อนกับผิวของมันได้อย่างชัดแจ้ง ด้านคมของมันบางราวกับจะผ่าหินได้ทั้งก้อน

                มันคือ ดาบ

                ดาบโบราณที่เรียกฟ้าผ่า พายุ และ สายฝนได้

                มันคือ ดาบฟ้าฟื้น

                ดาบในตำนานที่ว่ากันว่า สุดยอดนักรบคนหนึ่งเคยใช้มันกวัดแกว่งการดงข้าศึกและมีพลังในการสังหารวิญญาณชั่วร้าย มันเป็นสมบัติที่สืบทอดต่อกันมาในตระกูล เกษมเมฆไตรรัตน์ของผม

                ตระกูลของผมคือ ตระกูลหมอผีที่ทำหน้าที่ปกป้องผู้คนจากผีร้ายมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ ที่จริงแล้ว สายเลือดของเรายาวนานกว่านั้นเสียอีก แน่นอนว่า เมื่อนานไปสายเลือดหมอผีเข้มข้นของเรานั้นก็ค่อย ๆ จางไปทีล่ะน้อย จนมาถึงรุ่นของผมที่แทบไม่มีสัมผัสด้านนี้เลย ไม่สิ ไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้เลยดีกว่า

                ต่างจากพี่ก้านธูปที่ทั้งสัมผัสและพรสวรรค์จนกลายเป็นหมอผีดาวรุ่งที่เก่งกาจที่สุดในรอบหลายสิบปี ส่วนผมถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ได้ดวงตามรณะนี้มาก็คงไม่มีทางได้ยุ่งกับเรื่องนี้หรอก

                ดาบเล่มนี้ พี่สาวมอบให้ผมแล้วบอกว่า จงใช้ปกป้องตัวเองและคนที่ต้องการจะปกป้องซะ

                คำพูดของพี่ยังย้ำเตือนในสมองของผม แม้กระทั่งคำพูดที่ว่า เมื่อใดที่ชักดาบเล่มนี้ออกมา ชีวิตของผม ชีวิตอันปกติที่ผมวาดฝันเอาไว้จะไม่มีวันเหมือนเดิม

                ผมตัดสินใจแล้ว

                ผมจะช่วยไอและน้องสาวของเธอเอาไว้ให้ได้

                เพราะงั้น ดาบนี้จึงถูกชักออกจากฝัก

                “ย้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

                ผมชูดาบขึ้นกลางอากาศ เสียงฝ่าร้องคำรามดังลั่นเมื่อผมเอ่ยท่องมนตราปลดผนึกพลังของมันด้วยภาษาโบราณที่มีแค่ผมและพี่สาวเท่าที่เข้าใจมัน

                “...ข้าแด่ท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่ในโลกแห่งความตาย ข้านั่นช่างต่ำต้อยนัก ตัวข้าเป็นเพียงเศษธุลีไร้ค่าบนจักรวาลทั้ง 3 เหนือภพแห่งความเป็น ใต้ภพแห่งความตาย ประจักษ์พิภพแห่งการจุติ ข้าขอสังเวยโลหิตแห่งข้าเพื่อแลกกับพลังอนันต์อันไร้ที่สิ้นสุด พลังที่จะมอบให้ข้ากำราบความชั่วร้ายและศัตรูเบื้องหน้าอย่างราบคาบ

                ในนามแห่ง ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเกษมเมฆไตรรัตน์ ราชาแห่งภูตผีจงมอบพลังให้กับข้าด้วยเทอญ...

                เจ้าก้อนเนื้อรีบคลายหนวดของมันที่รัดร่างของผมออกอย่างรวดเร็ว หวังให้ผมตกลงไป เอาจริง มันก็ควรจะทำมาตั้งแต่แรกแล้ว

                บอกตามตรงเลยว่า สายเกินไป !!

                “ไปลงนรกซะ !!”

                ผมเหวี่ยงดาบที่มีประจุสายฟ้าออกเป็นแนวกว้าง แสงสีขาวถูกปลดปล่อยออกประดุจดั่งลูกกระสุนปืนใหญ่ มันพุ่งเข้าใส่ร่างของเจ้าก้อนเนื้อนั่นเข้าเต็ม ๆ จนไม่อาจจะป้องกันเอาไว้ได้

                “อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

                เจ้าก้อนเนื้อวิญญาณส่งเสียงร้องครวญครางออกมา เมื่อถูกแสงสีขาวกลืนกินร่างของมัน วิญญาณที่เกาะกุมกันอยู่ค่อย ๆ สลายไปที่ล่ะน้อย แสงนั่นไม่ได้ทำลายพวกมัน แต่เป็นแสงสว่างอันอบอุ่นที่ใช้ขึ้นเพื่อส่งวิญญาณอาฆาตไปสู่สุคติ

                เพราะหน้าที่ที่แท้จริงของหมอผี ไม่ใช่ การฆ่าวิญญาณ

                แต่เป็นการทำให้วิญญาณไปสู่สุคติ

                นั่นคือสิ่งที่พี่สาวสอนเอาไว้และผมเลือกจะปฏิบัติตามมาตลอด

                ผมเคยได้ยินมาว่า มีนักบวชหญิงคนหนึ่งที่เพียงสวดภาวนาต่อพระเจ้าก็สามารถส่งวิญญาณไปสู่สุคติได้ ถ้าเป็นเธอคนนั้น เจ้าวิญญาณพวกนี้คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เปลืองแรงแบบนี้ก็ได้กระมัง

                “อูวซ์”

                วิญญาณในก้อนเนื้อค่อย ๆ จางหายไปที่ล่ะน้อย หนวดที่พันธนาการร่างของยูก็จางหายไปพร้อม ๆ กัน ร่างของเธอลอยละล่องร่วงลงมาบนพื้นอย่างไร้น้ำหนัก และถูกรับเอาไว้ด้วยอ้อมแขนของพี่สาวเธอ

                ตอนนั้นเอง ยูได้สติกลับมาและเมื่อเธอลืมตาขึ้นนั้น เธอก็ได้พบกับบุคคลที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เจอกันอีกครั้งอย่างไอเข้า

                “ไง”

                ไอเอ่ยทักน้องสาวของเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้มร่าเริงประดุจดวงตะวันฤดูร้อนอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเธอ  เมื่อเห็นพี่สาวของเธออยู่ตรงหน้า ยูก็ถึงกับไปไม่เป็น น้ำตาอุ่น ๆ ไหลออกมาพร้อม ๆ กับที่เธอกระโจนเข้าโอบกอดพี่สาวตัวเองราวกับเด็กพร้อมเอ่ยคำพูดเดิมซ้ำ ๆ ออกมา

                “ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ”

                ไอลูบหัวน้องสาวพร้อมกับเอ่ยคำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้ออกมา

                “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอกนะ ยู”

                ไอกับน้องสาวของเธอกอดกันกลม โดยที่ผมมองทั้งสองคนด้วยสายตาอบอุ่น ขณะที่เสียงคำรามร้องสุดท้ายของก้อนวิญญาณได้ดังขึ้นดึงดูดความสนใจของพวกเราสามคนให้หันมองไปที่นั่นพร้อม ๆ กัน

                พวกเราสามคนมองดูภาพของก้อนเนื้อวิญญาณที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตกำลังล่มสลายด้วยกัน ก้อนวิญญาณชั่วที่ถูกดึงดูดจากจิตใจอันมืดมิดที่ทำให้ผู้คนมากมายต้องกลายเป็นเหยื่อนั้นค่อย ๆ หายไปในแสงสว่างสีขาว ทีล่ะดวงสองดวง

                และในที่สุดวิญญาณทั้งหมดก็หายไปหมดสิ้น

                ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับมาปกคลุมผืนป่านี้อีกครั้งหนึ่ง

+++++++++++++++




NEKOPOST.NET