The Boy From Urban legend (ตำนานเมือง คำสาปมรณะ) ตอนที่ 7 | Nekopost.net 
NEKOPOST

The Boy From Urban legend (ตำนานเมือง คำสาปมรณะ)

Ch.7 - บทที่ 6 แว่วเสียงความตาย


            “อายุยังน้อยอยู่ ไม่นาน ด่วนจากไปไวเลย”

            หลวงพ่อประจำวัดใกล้ ๆ ที่ถูกนิมนต์มาทำหน้าที่สวดส่งวิญญาณเอ่ยขึ้น หลังจากเสร็จภารกิจ อายุของหลวงพ่อค่อนข้างมากน่าจะเกินหกสิบปีเข้าไปแล้ว แต่ยังเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว หลวงพ่อเดินออกจากตัวบ้านไปโดยมีคนเดินส่งไปติด ๆ แน่ล่ะว่า หลวงพ่อเองก็แอบแปลกใจเล็ก ๆ ที่บางครั้งความตายก็เกิดขึ้นไวนัก คนบางคนเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยทั้งที่ยังมีช่วงชีวิตที่น่าจะรุ่งโรจน์อยู่เบื้องหน้า

            หลังหลวงพ่อกลับไปแล้ว บรรยากาศของงานก็ยังคงทะมึนตึงเงียบเหมือนเดิม

            แน่ล่ะว่า มันเป็นบรรยากาศของงานศพนี่เนอะ จะให้เสียงดังรื่นเริงได้อย่างไร

            เพียงแต่ว่า ปกติแล้วงานศพนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่รวบรวมญาติ ๆ ให้มาร่วมตัวกันเพื่อส่งผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย แน่ล่ะว่า อย่างน้อยมันก็ควรจะมีเสียงอึกทึกหรือผู้คนบ้าง ไม่ใช่เงียบเหมือนป่าช้าแบบนี้

            ไม่สิ คงเพราะ คนที่ตายนั้นเป็นคนที่มีลักษณะเฉพาะตัวกระมั้งจึงไม่ค่อยมีคนมาในงานนี้สักเท่าไหร่

            ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าของรูปถ่ายขาวดำหม่นหมองเบื้องหน้าด้วยใบหน้าทรมาน การจะต้องมายืนอยู่ตรงนี้ภาพถ่ายที่เยื้องไปมีโลงศพที่ใส่ร่างของคนคนนั้นอยู่เป็นอะไรที่ทรมานใจผมเป็นอย่างยิ่ง

            “เทียน ?”

            ไอคาวะ ริน ที่ยืนอยู่ข้างหลังผมส่งเสียงเตือนบอกให้ผมรู้ว่า ตัวเองยืนนิ่งมานานแล้ว และควรจะเดินไปจุดธูปเคารพศพกันเสียที เสียงของเธอทำให้ผมหลุดจากภวังค์แล้วเดินตรงมายืนอยู่ตรงหน้าโลง จุดธูปไหว้ศพเล็กน้อยแล้วเดินออกมาทันที

            “เดี๋ยวสิ เทียน นายจะไปไหน รอก่อน...”

            รินที่ยืนต่อด้านหลังของผมรีบวิ่งตามผมมาทันที เสียงฝีเท้าของเธอไล่ตามผมมาจนถึงบริเวณนอกสถานที่จัดงานศพ ซึ่งเป็นบ้านพักในจังหวัดอื่นที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก สายฝนกำลังโปรยปรายลงมา ขณะผมค่อย ๆ เดินฝ่าท้องถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำอย่างไร้จุดหมาย น้ำตาอุ่น ๆ ไหลออกมามากมาย เพราะตัวเองไม่อาจจะทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไหว

            “เทียน”

            รินกระชากแขนของผมเอาไว้ไม่ให้เตลิดไปไหน น้ำเสียงของเธอรู้ดีว่า ผมรู้สึกยังไง ไม่สิ เพราะ เธอรู้ดีผมทนไม่ไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นเอง

            เพราะคนที่อยู่ในโลงนั้นคือ รุ่นพี่ประจำชมรมวิจัยเรื่องลึกลับของผม

            นี่คือ งานศพของ มิคามิ เรโกะ

            “นายจะไปไหนน่ะเทียน ทำแบบนี้ในงานศพไม่ใช่เรื่องที่ดีนะ รู้ไหม” รินกล่าวตำหนิผม แน่ล่ะว่า ปกติ พวกเราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะ เหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่ทำให้เราสนิทสนมกันมากขึ้นก็ได้ เธอจึงกล้าต่อว่าผมออกมาแบบนี้

            แน่ล่ะว่า มันคือการพูดที่มีเหตุผลอยู่หรอกนะ แต่ผมมีอย่างอื่นที่ครุ่กกรุ่นมากกว่าในใจ

            ผมมีหน้าที่ที่ต้องทำให้ทุกอย่างจบลง

            เพราะงั้นคำตอบของผมก็คือ

            “ฉันมีธุระที่ต้องไปจัดการให้เสร็จน่ะ เพราะงั้น ฝากงานที่นี่ด้วยแล้วกัน”

            ผมเดินจากไปโดยไม่ให้รินปฏิเสธใด ๆ ทั้งสิ้น แม้เจ้าตัวจะทำหน้ายิ้มยากอยู่ก็ตาม

            “ดะ เดี๋ยวสิ....”

            เธอตะโกนเรียกให้ผมหยุด แต่เหมือนจะชะงักไป เนื่องจากรู้ดีว่า ผมพูดถึงอะไร เธอจึงปล่อยให้ผมเดินฝ่าสายฝนมุ่งหน้าไปยังจุดหมายนั้นแต่โดยดี

++++++++++++++

            ย้อนกลับไปเมื่อวานนี้ หลังจากพารุ่นพี่มาส่งที่โรงพยาบาลแล้ว ผมกับรินก็นั่งรอกันอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน ตอนนั้นรินถูกไอ ตำนานเมืองเทเคะเทเคะสิงร่างอยู่ แน่ล่ะว่า เธอใช้มืออันอบอุ่นจากร่างของรินกุมมือของผมเอาไว้พร้อมกับบอกว่า ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นแน่แทบจะตลอดเวลา กำลังใจของเธอทำให้ผมพอจะทำใจขึ้นมาได้บ้าง

            เวลาผ่านไปประมาณยี่สิบนาที แน่ล่ะว่า มันเป็นเวลาที่เร็วมาก แต่สำหรับผมที่เฝ้ารอคอยผลนั้นเรียกได้ว่า เป็นอะไรที่ทรมานอย่างยิ่ง หนึ่งนาทีเหมือนถูกขยายเป็นชั่วโมง ไอเองก็รู้ดี เธอได้แต่ภาวนาให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

            และ

            ประตูฉุกเฉินก็ถูกเปิดออก

            หมอหญิงท่าทางภูมิฐาน ผู้มีผมสั้นสีดำเดินออกมา เธอมองหาพวกเราสองคนที่นั่งรออยู่

            “คุณหมอครับ รุ่นพี่เป็นยังไงบ้าง ?”

            ผมวิ่งพรวดพร้อมกับตะโกนถามเธอทันที แน่นอนว่า สีหน้าของเธอค่อนข้างลำบากใจที่จะพูดเล็ก ๆ  แต่สุดท้ายเธอเอื้อนเอ่ยออกไป

            “คุณเป็นญาติกับคนไข้หรือเปล่าคะ ?”

            “เปล่าครับ เป็นรุ่นน้องในชมรมครับ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

            “คนไข้เสียเลือดมาก จำเป็นต้องผ่าตัดด่วนค่ะ เพราะงั้นต้องให้ญาติของคนไข้มาเซ็นต์ยินยอมให้ผ่าตัดค่ะ”

            “ผมเซ็นต์ไม่ได้เหรอครับ”

            “ไม่ได้ค่ะ ต้องเป็นญาติของผู้ป่วยเท่านั้นค่ะ พอติดต่อญาติของเธอได้ไหมคะ ?”

            “แต่ว่า พวกเราไม่รู้ว่า รุ่นพี่มีญาติหรือเปล่าน่ะครับ เราได้ยินว่าเธออาศัยอยู่คนเดียว” ผมตอบไปแบบนั้น เพราะ รุ่นพี่แทบไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังเท่าไหร่นัก ผมรู้แค่ว่า เธออาศัยอยู่คนเดียวในอพาร์ทเม้นท์ใกล้ ๆ โรงเรียนก็เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น เธอไม่เคยเล่าให้ฟังสักนิด

            “ถ้าไม่ใช่ญาติเซ็นต์ให้ผ่าตัด เราก็ผ่าไม่ได้นะคะ”

            “แล้วถ้าเป็นผู้ปกครองได้ไหมคะ ?”

            มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้น ร่างของหญิงสาวผมสีเงินประดุจหิมะปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเสื้อสูทกับกระโปรงสั้นแบบพนักงานออฟฟิค ท่าทางของเธอคงเหนื่อยไม่ใช่น้อยที่ต้องรีบเดินทางมา ผมเองก็ตื่นตะลึงเมื่อเห็นเธอมายืนอยู่ที่ตรงนี้แบบนี้

            เธอคือ อาจารย์ประจำชั้นของผม โคนะ ยูกิ

            “คุณคือ ?”

            “อาจารย์ประจำชมรมและผู้ปกครองของมิคามิ เรโกะ โคนะ ยูกิค่ะ ถ้าเป็นฉันคงเซ็นได้สินะคะ” อาจารย์โคนะ ยูกิยื่นเอกสารความเป็นผู้ปกครองให้คุณหมอเพื่อยืนยันอย่างพร้อมเพรียง แน่นอนว่า เมื่อมีผู้ปกครองยินยอมแล้ว คุณหมอหญิงก็รับเอกสารแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉินทันที ทิ้งให้พวกเรายืนอยู่ที่ตรงนั้นกันสามคน

            “ว่าแต่อาจารย์มาที่นี่ได้ยังไงครับ ?”

            “ก็นั่งแท็กซี่มาน่ะสิ ได้ยินว่า มิคามิได้รับบาดเจ็บก็ต้องมาดูสิ ฉันเป็นผู้ปกครองของยัยนั่นนะ”

            พออาจารย์บอกมาแบบนั้น ผมก็รู้สึกตกตะลึงขึ้นมาในทันที

            “จะ จริงเหรอครับ ?”

            “จริงสิ ฉันจะโกหกทำไมกันเล่า เอกสารพวกนี้ก็ของจริงนะ มิคามิไม่เคยบอกหรือไง” อาจารย์กล่าวด้วยท่าทางอารมณ์เสียที่ถูกผมตั้งข้อสงสัยเอาแบบนี้

            “ไม่เคยครับ”

            คำตอบของผมทำให้เจ้าตัวถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย

            “นั่นสินะ ยัยนั่นไม่ใช่พวกชอบพูดเรื่องครอบครัวนี่นะ คงไม่มีเรื่องน่าพูดเท่าไหร่นักหรอก”

            “ครอบครัวของรุ่นพี่น่ะเหรอครับ ?”

            คำพูดของอาจารย์สะกิดต่อมอยากรู้ของผมขึ้นมาทันที

            “ใช่ พ่อแม่ของยัยนั่นประสบอุบัติเหตุตั้งแต่เด็ก ไร้ญาติขาดมิตร คนรอบข้างก็สนใจแต่จะเอาสมบัติของเธอทั้งนั้น โชคดีนะที่ฉันรู้จักกับเจ้าตัวพอดี และเป็นญาติห่าง ๆ กันเลยต่อสู้จนได้สิทธิดูแลมาก็แค่นั้น ส่วนทรัพย์สินของพ่อแม่ที่เจ้าตัวได้มรดกมาก็กลายเป็นสินทรัพย์ในการใช้ชีวิตไปหมดแล้วล่ะนะ เพราะงั้นถึงได้มาอยู่คนเดียวยังไงล่ะ”

            “แล้วทำไมรุ่นพี่ถึงสนใจพวกเรื่องวิญญาณล่ะครับ”

            ผมถามอาจารย์เรื่องนี้ เพราะสงสัยว่า ทำไมตัวรุ่นพี่ถึงสนใจเรื่องนี้ และคำตอบนั้นก็คือ

            “เพราะ อยากเจอพ่อแม่อีกยังไงล่ะ นั่นคือสิ่งที่เจ้าตัวต้องการ”

            อาจารย์โคนะ ยูกิ ตอบคำถามของผมด้วยท่าทีเบื่อหน่าย ทว่าสายตาของเจ้าตัวก็มองเห็นบางอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวข้องกับตัวของผมเข้าจนได้

            “นี่ เทียน”

            เธอเรียกชื่อผมห้วน ๆ ด้วยความสนิทสนม

            “มีอะไรเหรอครับ ?”

            “นายกับไอคาวะสนิทกันขนาดนี้เลยเหรอ ?”

            “ครับ ?”

            ผมก้มหน้ามองตามสายตาของอาจารย์ไปที่มือของผมกับไอคาวะที่จับแนบแน่นไม่ห่างไปไหนราวกับเป็นคู่รัก พอถูกสายตาของคนอื่นมองแบบนี้นั้น รินก็รีบปล่อยมือของผมพร้อมกับทำหน้าแดงแป้ดด้วยความอาย

            “ขะ ขอโทษนะ”           

            ผมรีบส่งเสียงแก้ตัวออกไป เพราะไม่อยากให้อาจารย์เข้าใจผิดเรื่องความสัมพันธ์ของผมกับรินนัก เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้ แน่ล่ะว่า ตัวของรินเองก็เข้าใจเช่นกัน

            “มะ ไม่เป็นไร ฉันถือวิสาสะจับมือเทียนเอง ไม่ต้องขอโทษหรอก”

            ทว่า ท่าทางนั้นกลับทำให้อาจารย์ดูยิ่งสงสัยหนักไปอีก

            “จะมาเล่นละครเอาป่านนี้ก็ช้าไปแล้วล่ะ พวกนายสองคนดูยังไงก็กำลังคบหากันชัด ๆ เรียนกันมาตั้งนาน มาปิ๊งปั๊งกันตั้งแต่เมื่อไหร่หา ?”

            “ปะ เปล่านะครับ อาจารย์ยูกิ ผมกับไอคาวะ ไม่ได้เป็นอะไรกันนะครับ”

            “ใช่ค่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ นะคะ”

            “ขนาดปฏิเสธยังพร้อมกันขนาดนี้ แก้ตัวไม่ขึ้นหรอกนะ”

            แต่เหมือนอาจารย์จะไม่เชื่อสิ่งที่พวกเราพูดเลยสักนิด

            “ไม่ใช่นะครับ พวกเราก็แค่...”

            ผมพยายามแก้ตัว แต่ไม่รู้จะแก้ตัวยังไง อาจารย์ยูกิจึงเอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน

            “เอาเถอะ นายจะคบหากับใครหรือยังไง มันไม่ใช่เรื่องกงการอะไรจะสอดหรอกนะ แต่ถ้าเรื่องไปถึงหูพี่สาวตัวแสบของนายล่ะยุ่งแน่ ๆ นายก็รู้นะว่า ยัยนั่นเป็นพวกรับมือยากแค่ไหน เพราะงั้นจะทำอะไรก็คิดให้ดีซะก่อน เข้าใจไหม ?”

            “ครับ / ค่า”

            เราสองคนพยักหน้ารับคำพูดของอาจารย์พร้อมกันอย่างจำยอม ส่วนอาจารย์ยูกิก็รู้สึกได้ว่า มีโทรศัพท์เข้าพอดี เธอจึงขอแยกตัวไปก่อนทิ้งให้ผมกับไอที่อยู่ในร่างรินยืนอยู่ลำพังอีกครั้ง

            “เราเหมือนคู่รักกันขนาดนั้นเลยเหรอ เทียน ?”

            ไอถามผมอย่างข้องใจ แน่นอนว่า ผมเองก็รู้สึกไม่เข้าใจที่อาจารย์พูดแบบนั้นเหมือนกัน

            “นั่นสินะ อาจจะเพราะ เธออยู่ในร่างของไอคาวะก็ได้มั้ง มันเลยดูแปลกน่ะ ปกติ ยัยนี่ไม่ได้สนิทกับฉันขนาดนั้นนะ”

            ไอทำสีหน้าแปลกใจขึ้นมา

            “เอ๊ะ จริงเหรอ ?”

            เสียงของเธอทำให้ผมหันควับสงสัย

            “มีอะไรหรือไง ?”

            ไออยากจะพูดออกมา แต่เหมือนร่างกายมีปฏิกิริยาบางอย่าง มันเหมือนแรงต้านที่เริ่มแสดงออกมา เธอรู้ทันทีว่า เจ้าของร่างที่หมดสติไปตั้งนานกำลังจะฟื้นขึ้นมาแล้ว

            เพราะ สิ่งที่เธอพูดเมื่อครู่ เป็นเสมือนสวิตย์เปิดให้เธอได้สติ

            “เกิดอะไรขึ้นเหรอ ไอ ?”

            ผมสังเกตเห็นปฏิกิริยาแปลก ๆ ของเธอเลยถามไป ไอก็พยักหน้ารับแล้วบอกผมว่า

            “รู้สึกว่า เจ้าของร่างจะได้สติแล้วสิ คงอยู่ยังงี้ไม่ได้แล้วล่ะ”

            “จริงเหรอ ?”

            “อื้อ แถมสิงนานกว่านี้เธอคนนี้จะแย่เอาด้วย เพราะงั้น ขอตัวกลับไปรอที่ห้องพักของนายก่อนนะ มีอะไรค่อยไปคุยกัน”

            “เข้าใจล่ะ ขอบใจที่อยู่เป็นเพื่อนนะ”

            “ไม่เป็นไร”

            ไอในร่างรินยิ้มให้เป็นการบอกลา พลันนั้นร่างของรินก็ล้มลงอย่างไร้น้ำหนักจนผมต้องประครองเธอเอาไว้มือ ไม่นานนักเปลือกตาอันหนักอึ้งของรินก็ค่อย ๆ เปิดขึ้นเผยให้ดวงตาสีครามอันงดงามอีกครั้ง เธอกระพริบตาสองสามครั้งเมื่อมองเห็นผมตรงหน้า

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?”

            รินเอ่ยถาม

            “เธอเป็นลมไปน่ะสิ”

            “เป็นลมเหรอ ได้ยังไงกัน ก็ฉันแวะไปเอาเอกสารที่ห้องเพื่อจะประชุมคณะกรรมการนะ แล้วพอออกมาก็....”

            รินพยายามนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เหมือนความทรงจำจะสับสนไปหมด เธอจำอะไรไม่ได้เลยสินะ

            “ก็...จำไม่ได้เลย”

            “นั่นแหละ ถึงบอกว่า เธอเป็นลมไง เข้าใจแล้วใช่ไหม”

            “เหรอ ?” รินยังทำท่าเหมือนไม่ยอมรับนัก “แล้วงานกรรมการนักเรียนล่ะ”

            “จบไปแล้วล่ะ ไม่มีอะไรขัดข้องทั้งนั้น”

            “งั้นเหรอ ถ้าไม่มีอะไรก็ดีแล้วล่ะ” รินทำหน้าเศร้าทันทีเพราะคิดว่า ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่นั่นเองที่ทำให้เธอรู้ว่า ตัวเองมาอยู่ที่ไหน

            “นี่ เทียน ที่นี่คือ ?”

            “โรงพยาบาลน่ะ”  ผมตอบไป

            “ดะ เดี๋ยวสิ นี่ฉันป่วยหนักจนต้องมาเข้าโรงพยาบาลเลยเหรอ ?”

            “ปะ เปล่าไม่ใช่หรอกนะ พอดีมเรื่องนิดหน่อยน่ะ”

            “เรื่อง ?”

            ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ ให้รินฟัง เธอตั้งใจฟังผมอย่างดี และได้รู้ว่า เกิดเรื่องที่โรงเรียนทั้งไฟไหม้อาคารหลังเก่า รวมทั้งเรื่องที่รุ่นพี่มิคามิ เรโกะ ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสด้วย สีหน้าของเธอดูตกใจเข้ามาก ๆ เลยทีเดียว แต่ก็ยังพอคุมสติได้

            “งั้นรุ่นพี่ที่นายว่าก็อยู่ในห้องฉุกเฉินงั้นเหรอ ?”

            ผมพยักหน้ารับ รินจึงพยักหน้าตามแล้วบอกผมเหมือนต้องปลอบใจ

            “ไม่เป็นไร ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนายเอง”

            ถึงจะไม่เหมือนกัน แต่ผมก็รู้สึกดีที่รินบอกแบบนั้น พร้อม ๆ กับที่ประตูห้องฉุกเฉินเปิดขึ้นอีกครั้ง ผมลุกขึ้นยืนพร้อมมีรินยืนขึ้นตาม อาจารย์ยูกิเองก็คุยโทรศัพท์เสร็จพอดี เราสามคนยืนอยู่ตรงหน้าของหมอที่ทำสีหน้ายิ้มยากออกมา เธอเหมือนพูดไม่ออกจนผมสังเกตได้ว่า มันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ

            และมันก็เป็นอย่างที่คาดเมื่อคำพูดของเธอเอื้อนเอ่ยมันออกมา

            “เสียใจด้วยนะคะ คนไข้เสียชีวิตแล้วค่ะ”

 

            “เทียน กลับมาแล้วเหรอ ?”

            ไอเอ่ยถามผมทันทีที่เห็นผมเปิดประตูห้องเข้ามา แน่ล่ะว่า ผมได้แต่เดินก้มหน้าจนไม่ได้มองว่า เธอกำลังทำอะไรอยู่ในตอนนี้ ผมคิดว่า เธอน่าจะกำลังเปิดโทรทัศน์อยู่เพราะได้ยินเสียงรายการขายสินค้ายามดึกส่งเสียงดังอยู่ กระนั้นผมก็ไม่ได้มีอารมณ์จะพูดโต้ตอบเธอ

            “เทียน รุ่นพี่ของนายเป็นไงบ้าง”

            ไอถาม

            “เทียน”

            ผมไม่ได้ตอบ จนไอต้องถามซ้ำ

            “เทียน ?”

            “…”

            “เกิดอะไรขึ้น เทียน”

            ไอเน้นเสียงขึ้นถามผม เธอลอยตัวมาดักหน้าผมไม่ให้ไปไหน เธอรู้ดีว่า มันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ ผมถึงไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลย ทั้งที่สัญญาไว้ว่า จะบอกถ้ามีอะไรเกิดขึ้น

            “เทียน ?”

            ผมเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างมากมาย มันเป็นน้ำตาแห่งความเสียใจ น้ำตาแห่งความปวดร้าวที่เกิดขึ้นจากหัวใจ ความรู้สึกราวกับฟ้าถล่มล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา หัวใจของผมไม่อาจจะพูดอะไรได้นอกเสียจากร่ำไห้ออกมาเท่านั้น

            “หรือว่า รุ่นพี่ของนายจะ”

            ผมพยักหน้ารับ เข่าทั้งสองข้างทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ถ้อยคำที่อยู่ภายในค่อย ๆ เอื้อนเอ่ยออกมาอย่างฟูมฟายประดุจดั่งแม็กม่าที่ระเบิดออกมาจากหัวใจข้างใน

            “รุ่นพี่ตายแล้ว”

            “...”

            “รุ่นพี่ตายแล้ว รุ่นพี่ตายแล้ว ไอ รุ่นพี่ตายแล้ว”

            ผมปล่อยโฮออกมาเสมือนเด็ก ๆ ท่าทางของผมอ่อนแอยิ่งกว่าที่เคยเป็น จิตใจแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ไม่หลงเหลือที่ยึดเหนี่ยวอันใด ความรู้สึกทุกอย่างแตกละเอียดหมดสิ้น

            “ฉันช่วยรุ่นพี่ไม่ได้ ฉันช่วยรุ่นพี่ไม่ได้”

            ผมพูดซ้ำไปซ้ำมา

            “ทั้งที่ไม่อยากให้ใครตายต่อหน้าแท้ ๆ ทั้งที่ไม่อยากให้ใครตายอีกแล้วแท้ ๆ อ้ากกกก”

            ความโศกเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังและความคลุ้มคลั่ง ผมตะโกนร้องลั่นเหมือนกับเด็กที่ไม่พอใจเวลาพ่อแม่ไม่ซื้อขนมให้ ผมใช้มือทุบกำแพงอย่างบ้าคลั่งหลายครั้งจนกระทั่งมือเกิดบาดแผล

            “เทียนหยุดนะ อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้สิ”

            “ฉันมันอ่อนแอ ฉันมันไร้ความสามารถ”

            ผมยังคงทุบกำแพงต่อไปโดยไม่สนใจคำพูดของไอ ต้องบอกว่า ผมไม่ได้สนใจอะไรเธออีกแล้ว แม้กระทั่งตอนนี้ผมยังไม่ได้มองหน้าเธอสักนิด

            ผมยังคงทุบกำแพงต่อไปจนเลือดค่อย ๆ ไหลซึมออกมา

            นั่นเองทำให้ไอตัดสินใจทำบางอย่าง

            “เพียะ”

            ฝ่ามือของไอตบลงบนใบหน้าของผมเต็มแรงจนทำให้ผมชะงักไป ผมกลับมาได้สติอีกครั้งเพราะ รอยเจ็บแปล๊บ ๆที่ไอทำเมื่อครู่นี้ ผมหันหน้ามองเธอ ผมมองเห็นสีหน้าทรมานของเจ้าตัวที่กำลังร้องไห้ออกมาจากดวงตาอันงดงามคู่นั้น มือข้างที่ตบผมสั่นเครือคล้องกับเสียงที่พรั่งพรูออกมาพร้อม ๆ กัน

            “นายคิดว่า ทำแบบนี้นายจะได้อะไร เทียน !!”

            “…”

            “นายคิดว่า นายทำร้ายตัวเองแบบนี้ มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เหรอ นายคิดว่า ทำแบบนี้รุ่นพี่ของนายจะดีใจเหรอ รุ่นพี่เขาคงไม่อยากให้นายทำแบบนี้หรอก”

            “แล้วให้ทำยังไง ฉันปกป้องใครไม่ได้เลย มีคนตายต่อหน้าฉันอีกแล้ว ฉันมัน ฉันมัน มันกระจอก กระจอกเหลือเกิน ถ้าฉันไม่ให้รุ่นพี่มายุ่งตั้งแต่แรกมันคงไม่เป็นแบบนี้หรอก รุ่นพี่ต้องตายเพราะ ฉัน เพราะฉันแท้ ๆ”

            “เพียะ”

            ไอตบผมอีกครั้งก่อนจะกระชากคอเสื้อของผมเข้ามาใกล้แล้วตะโกนดังลั่น

            “เลิกพูดแบบนั้นสักที นายจะเอาแต่โทษตัวเองไปถึงไหนกัน ถ้านายมัวแต่โทษตัวเองแบบนั้นมันจะได้อะไรเล่า นายควรจะหาทางอื่นมากกว่า”

            “ทางอื่นน่ะทางไหนเล่า”

            “ก็หาคนที่ฆ่ารุ่นพี่นายให้ได้ยังไงล่ะ รุ่นพี่ของนายพูดไว้ไม่ใช่หรือว่า มีเบาะแสน่ะ ลองสงบใจแล้วไปตามที่บอกดูสิ”

            ผมจ้องตาของไอที่ตะโกนบอกผม ขอบตาของเธอค่อย ๆ ปริ่มด้วยน้ำตา ขณะที่มือทั้งสองข้างที่จับบนคอเสื้อของผมนั้นสั่นเทาด้วยความโกรธ ความผิดหวัง และ ความเสียใจที่เห็นผมเป็นเช่นนี้ เธอเองก็รู้ดีว่า ตัวเองลากให้คนอื่นต้องมาตายด้วยเหมือนกัน

            “ไอ ?”

            มือที่จับคอเสื้อของผมคลายออก ไอดึงผมเข้ามากอดไว้อีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เธอโอบกอดผมด้วยตัวตนของเธอจริง ๆ ไม่ใช่ร่างกายของคนอื่น แม้ร่างกายของไอจะเย็นเพราะเป็นเพียงวิญญาณ ทว่าผมกลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นได้อย่างชัดเจน ผมโอบกอดไอกลับ ใบหน้านั้นซุกลงหน้าอกของเธออย่างพอดิบพอดี แม้ว่า หน้าอกของไอจะไม่ใหญ่นักแต่ก็นิ่มพอดิบพอดีจนผมรู้สึกผ่อนคลาย

            “???”

            ตอนแรกไอเหมือนตกใจที่ผมกอดเธอกลับแบบนั้น แต่เธอก็ตั้งสติได้แล้วใช้มือของเธอลูบศีรษะของผมไปมาราวกับพี่สาวที่กำลังปลอบประโลมน้องชายขี้แย เธอยิ้มที่มุมปากแล้วก้มลงกระซิบคำพูดบอก

            “จะนอนกอดแบบนี้ทั้งคืนก็ได้นะ ถ้าเทียนต้องการ”

            ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับนอกจากกอดเธอเอาไว้แบบนั้นกระทั่งหมดสติไปทั้งแบบนั้น

            จนตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมก็พบว่า ตัวเองกลับมานอนอยู่บนเตียงในห้องตัวเองเป็นที่เรียบร้อย แน่ล่ะว่า เสื้อผ้าที่ผมสวมอยู่นั้นถูกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว แถมร่างกายก็แห้งสนิท ผ้าห่มสีขาวถูกคลุมเอาไว้อย่างดี  ผมลุกขึ้นมานั่งเพียงครึ่งท่อนพร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งจับศีรษะที่มึนงงเอาไว้พร้อมกัน

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?”

            พอขยับตัวเล็กน้อยก็ทำให้ผ้าที่ห่มอยู่ร่นออกจนเผยให้ร่างหนึ่งนอนเคียงข้างผมอยู่พร้อมกับรอยยิ้มอันแสนสดใสประดุจดวงตะวัน ที่สำคัญกว่านั้นเธออยู่ในสภาพเปลือยทั้งตัวอีกต่างหาก

            ไอนั่นเอง

            “ไง เมื่อคืนหลับสบายดีไหม ?”

            ไอเอ่ยทักผม แน่ล่ะว่า มันทำให้ผมส่งเสียงร้องดังลั่นออกมา

            “เฮ้ย ไง เธอถึงมาอยู่บนเตียงได้ฟ่ะ”

            “ท่าทางแบบนั้น มันอะไรกัน ทั้งที่เมื่อคืนนายกอดฉันแน่นไม่ยอมให้ไปไหนแท้ ๆ”

            “กอดเหรอ ?” ผมงุนงงกับสิ่งที่ไอพูดเมื่อครู่นี้ “ฉันกอดเธอเหรอ ไอ”

            “ใช่” ไอพยักหน้า “นายกอดฉันไปร้องไห้ไปด้วยนะ ท่าทางอย่างกับเด็ก ๆ แน่ะ แถมยังสะอื้อสะอื้นเรียกชื่อใครสักคนออกมาด้วยนะ”

            ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อไอเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

            “ฉันเรียกชื่อใครเหรอ ?”

            “หืม ? ก็เรียกพี่ก้านธูป พี่ครับ พี่ครับยังไงล่ะ นายกอดฉันไปเรียกชื่อนี้ตลอดเลยนะ”

            ไม่ต้องบอกนะว่า ตอนนี้ผมหน้าซีดขนาดไหน เอาเป็นว่า ถ้าตัดคอผมไปถวายเจ้าในวันตรุษจีนแทนไก่ต้มได้คงไม่ต้องพูดอธิบายอะไรอีกแล้ว

            “ใจร้ายจังนะ เทียน ทั้งที่กอดฉันแต่เรียกชื่อ ผู้หญิงคนอื่นแบบนี้น่ะ”

            “ถึงงั้นก็เถอะ มันชินน่ะสิ ปกติฉันน่ะไม่เคยกอดผู้หญิงแล้วหลับไปทั้งแบบนี้มาก่อนเลยนะ นอกจากพี่สาวของฉันน่ะ”

            ผมจำยอมที่จะต้องบอกเรื่องนี้ให้ไอฟัง เพราะเหมือนว่า เจ้าตัวจะไม่ยอมละจากเรื่องนี้ หากผมไม่ยอมเล่าเรื่องให้เธอฟัง ผมหันไปคว้าเอาภาพถ่ายที่เก็บไว้ในลิ้นชักใกล้ ๆ กันนั้นขึ้นมาแล้วยื่นมันให้กับเธอไป

            “นี่ คือ ?”

            “ภาพครอบครัวฉันน่ะ”

            ในมือของไอนั้นคือ ภาพครอบครัว ต้องบอกว่า เป็นภาพถ่ายที่ถูกถ่ายขึ้นก่อนจะย้ายมาเรียนที่นี่ได้สักหนึ่งเดือนละมั้ง มันเป็นภาพครอบครัวที่มีเหลืออยู่ตอนนี้ ภาพของผมตอนอายุน้อยกว่านี้กำลังยืนคู่กับหญิงสาวผู้มีสีดำสั้นจนถึงต้นคอที่กำลังชูนิ้วให้ตากล้องสองนิ้วด้วยความร่าเริงพร้อมกับใช้แขนข้างหนึ่งโอบคอของผมเอาไว้อย่างแนบแน่น เธอคนนี้ก็คือ พี่สาวของคนโตของผม

            พี่ก้านธูป

            “คนนี้คือ พี่สาวของเทียนเหรอ ?”

            ผมพยักหน้ารับ ขณะที่ไอมองดูภาพไปยิ้มไป

            “เป็นพี่สาวที่ดูร่าเริงดีนะ พี่ของเทียนน่ะ”

            “ร่าเริงเหรอ เป็นตัวปัญหามากกว่า พี่น่ะเป็นพวกไฮเปอร์อยู่ไม่นิ่ง ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง เป็นพวกมีพลังกายล้นเหลือจนไม่น่าเชื่อเลยล่ะ ถ้าเธอเจอกับพี่ล่ะก็คงต้องคิดเหมือนฉันแน่ ๆ”

            “เหรอ ? ฟังแล้วชักอยากเจอพี่สาวของเทียนซะแล้วสิ”

            ไอกล่าวติดตลกแล้วถามต่อเมื่อสังเกตคนอีกคนในรูปถ่ายเข้าพอดี

            “นี่ เทียน แล้วเด็กคนนี้ล่ะ ท่าทางน่ารักดี เป็นน้องสาวของเทียนเหรอ ?”

            “หืม ?”

            ผมมองไปในภาพถ่ายก็เห็น ทางด้านซ้ายมือของพี่สาวมีเด็กสาวผมสีดำสนิทที่มีผิวซีดเหมือนกับไข่ต้มยืนอยู่ด้วยสีหน้าลำบากใจ เธอมีรูปร่างเล็กกว่าผมและพี่สาวค่อนข้างมากจนเรียกว่าเป็นเด็กก็ได้ เธอสวมชุดเสื้อผ้าสไบที่มัดเกาะร่างกายไว้แบบพวกนักรบไทยหญิงโบราณที่ดูเข้ากับเส้นผมยาวจนถึงแผ่นหลังของเธอได้อย่างดี

            “อ๋อ...พี่ชบา พี่สาวอีกคนของฉันน่ะ”

            “พี่สาว ?” ไอมองไปที่รูปอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ “เทียนล้อเล่นหรือเปล่า เด็กคนนี้นี่นะ ดูยังไงก็อายุน้อยกว่านายด้วยซ้ำ ทั้งตัวเล็ก ทั้งน่ารักแบบนี้จะเป็นพี่สาวได้ยังไง”

            “ไม่ได้ล้อเล่นนะ พี่ชบาเป็นพี่สาวของฉันจริง ๆ อายุมากกว่าที่พี่ก้านธูปซะนะเห็นแบบนั้นน่ะ”

            “จริงเหรอ เด็กคนนี้นี่นะ” ไอส่งเสียงลั่นเพราะไม่อยากกับสิ่งที่ผมพูด นั่นทำให้ผมต้องบอกกับเธอล่วงหน้าไว้ก่อน

            “อื้อ ถึงเจ้าตัวจะไม่อยู่ตรงก็ไม่เป็นไรหรอก แต่อย่าไปเรียกว่า พี่ชบาว่า เด็ก น่ารัก หรือ ตัวเล็กอะไรเด็ดขาดนะ เจ้าตัวยิ่งกังวลกับเรื่องนี้อยู่ด้วย เวลาพี่เขาโกรธเรื่องนี้ช้างสารก็หยุดไม่อยู่หรอกนะ”

            “จริงเหรอ พี่สาวของเทียนนี่น่ากลัวจัง”

            ไอส่งเสียงครวญออกมาเหมือนจะรู้สึกกลัวเจ้าตัวขึ้นมาบ้างแล้ว หลังดูรูปจนพอใจแล้ว ผมก็ขอรูปคืนจากไอแล้วเก็บมันลงในลิ้นชักเช่นเดิม

            “แล้วที่เทียนติดสนิทนิสัยชอบกอดพี่สาวเวลางอแงเนี่ยมาจากพี่สาวสองคนของนายสินะ”

            “คงงั้น ”

            “เป็นครอบครัวที่อบอุ่นจังนะ”

            “อบอุ่นเหรอ ต้องบอกว่า ชีวิตฉันเท่าที่จำได้มีแต่พี่มาตลอดน่าจะดีกว่านะ”

            ผมยิ้มแหยะ ๆ แล้วนั่งลงที่ข้างเตียงที่ที่ไอกำลังนอนเท้าคางบนเตียงคุยกับผมโดยใช้ผ้าห่มคุมร่างตัวเองไว้ต่างเสื้อทำให้ปกปิดร่างกายของเธอเอาไว้จนหมด  กระนั้นก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวดูเซ็กซี่กว่าเดิมเสียอีก เส้นผมสีแสดของเธอพลิ้วไว้ตามกระแสลมในห้อง เธอเอียงคอมองผมด้วยดวงตางดงามประดุจพลอยไพลินอันงดงาม

            “แล้วรู้สึกดีขึ้นบ้างยัง ?”

            เธอถามผมเพราะรู้ดีถึงสภาพจิตใจของผมที่เกิดขึ้นหลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้  การตายของรุ่นพี่มิคามิ เรโกะ ทำให้สภาพจิตใจของฉันไม่อยู่กับเนื้อกับตัวต้องบอกว่า แหลกสลายไปน่าจะดีกว่า

            ตอนที่ผมได้ยินว่า รุ่นพี่ตายแล้ว ผมแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนคุณหมอย้ำว่า เธอเสียชีวิตแล้วจริง ๆ ทำให้ผมวิ่งพรวดเข้าไปในห้องฉุกเฉินทันที

            และนั่นเองที่ได้เห็นร่างอันไร้วิญญาณของเธอนอนนิ่งอยู่ บนใบหน้าอันสวยงามนั้นมีผ้าสีขาวคลุมเอาไว้บ่งบอกว่า เธอได้เสียชีวิตแล้วนั่นเอง

            ผมพยายามใช้ดวงตามรณะมองไปรอบ ๆ หมายจะเห็นวิญญาณของรุ่นพี่สักนิดก็ยังดี แต่ก็ไม่พบอะไรเลย มีแต่วิญญาณคนอื่นเดินไปมารอบห้อง แต่ไม่มีวิญญาณของรุ่นพี่ด้วยซ้ำ

            “รุ่นพี่ รุ่นพี่แกล้งผมเล่นใช่ไหมครับ”

            ผมถามรุ่นพี่ที่นอนอยู่ทันที

            แน่ล่ะ ไม่มีเสียงตอบกลับมา

            “รุ่นพี่จะแกล้งผมแล้วลุกขึ้นทำให้ผมตกใจใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้น รุ่นพี่ทำได้แล้ว เพราะงั้นฟื้นขึ้นมาสิครับ อย่าทำแบบนี้”

            ทุกอย่างยังคงนิ่งต่อไป ผมเองก็รู้ดีว่า นี่คงไม่ใช่การกลั่งแกล้งกันแน่ ๆ

            “รุ่นพี่ตื่นสิครับ ไหนบอกว่า จะช่วยผมยังไงล่ะครับ แล้วทำไมมานอนเล่นแบบนี้เนี่ย รุ่นพี่ผิดสัญญาแบบนี้ไม่ได้นะครับ รุ่นพี่”

            เพราะเห็นผมคลั่งจนแทบคุมสติไม่ได้แล้ว อาจารย์โคนะ ยูกิก็วิ่งปรี่เข้าดึงร่างของผมออกไปพร้อมกับส่งเสียงดังบอกผมย้ำทั้งน้ำตา

            “ตั้งสติหน่อยสิ เจ้าบ้า มิคามิตายแล้ว ยัยนั่นตายแล้ว ไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้อีกแล้ว เพราะงั้น นายต้องตั้งสติไว้ นายกำลังทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนรู้บ้างหรือเปล่า เจ้าบ้าเอ๊ย !!”

            “แต่ว่า แต่ว่า”

            ผมพยายามจะพูดออกไป ลำคอตีบตัน สติแทบจะหลุดลอยออกไปทั้งอย่างนั้น

            “ไอคาวะ ช่วยพาเพื่อนร่วมชั้นของเธอออกไป สภาพของหมอนี่ไม่พร้อมจะรับมือกับอะไรแบบนี้หรอก”

            “ค่ะ อาจารย์ยูกิ”

            ไอคาวะฉุดแขนของผมให้เดินตามมา อาจจะเป็นเพราะ ผมไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงใด ๆ แล้ว เธอจึงสามารถพาตัวผมไปได้อย่างง่ายดาย และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ก่อนที่ตัวผมจะได้รับการปลอบประโลมด้วยอ้อมกอดของไอที่ทำให้จิตใจและร่างกายของผมมีแรงขึ้นอีกครั้ง

            “แล้วจะเอายังไงต่อเหรอ เทียน”

            “หมายถึงยังไง ?”

            “ก็เรื่องหาท่อนล่างของฉันไง เหลือแค่สองวันเองนะ นายจะหามันได้เหรอ ถ้าไม่ได้ ฉันจะเลื่อนให้ได้นะ”

            “ไม่ต้องหรอก”

            ผมปฏิเสธความหวังดีของไอ แล้วตอบเธอไปทั้งรอยยิ้ม

            “ฉันหาท่อนล่างให้เธอได้แน่นอน ไม่ต้องห่วง”

            “จริงเหรอ แต่ว่า...”

            “ไม่ต้องห่วงขนาดนั้นก็ได้น่า ยังไงฉันก็จะทำตามสัญญาของเธอให้ได้ ท่อนล่างของเธอน่ะฉันจะหาไปพร้อม ๆ กันนั่นล่ะ”

            ผมลุกขึ้นยืนเดินตรงไปที่ประตูห้อง หัวใจของผมลุกโชนไปด้วยความหวัง อาจจะเพราะ ตัวเองใจเย็นลงและตั้งสติได้แล้ว พร้อมกับความมั่นใจ

            ผมนึกย้อนถึงคำพูดสุดท้ายของเธอ

            “เบาะแสในห้องฉัน ที่นั่นมี...”

            ถ้าไปที่ห้องของรุ่นพี่แล้วล่ะก็ มันจะต้องมี แน่นอน เบาะแสที่จะเชื่อมโยงทุกสิ่งทั้งหมด ที่นั่นต้องมีคำตอบอยู่แน่นอน

            คำตอบอยู่ที่นั่น

++++++++++++++++

            ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่ถึงชั่วโมง ผมก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจเอาไว้ ภาพของอพาร์ทเม้นท์ขนาดสี่ชั้นปรากฏขึ้นในสายตา บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านของช่วงวันหยุด ผมเงยหน้าขึ้นมองที่นี่ด้วยความฉงนใจ โอเค มันเป็นอพาร์ทเม้นท์ที่สร้างด้วยคอนกรีตที่ดูดีกว่าอพาร์ทเม้นท์ไม้ของผมอยู่หน่อย กระนั้นก็ไม่ใช่อพาร์ทเม้นท์มีระดับเท่าไหร่นักเห็นได้จากที่ตัวผมสามารถสอดแทรกเดินเข้าในนี้ได้ โดยไม่มีใครสนใจ ถ้าเป็นอพาร์ทเม้นท์หรือหอพักหรู ๆ ล่ะก็ ถ้าไม่มีบัตรผ่านก็คงเข้าไปถึงข้างในไม่ได้แหง่ม ๆ

            ผมเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสามของอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ ตามที่อยู่ที่รู้มา เมื่อมาถึงบริเวณหน้าห้องริมสุดของชั้น ที่นั่นเองมีคนคนหนึ่งมาคอยท่ารออยู่ก่อนแล้ว

            ไอนั่นเอง

            “มาช้าจังนะ”

            ไอกล่าวตำหนิผมทั้งที่กำลังยิ้มอยู่ เห็นได้ชัดว่า เธอแกล้งพูดไปงั้น ๆ นั่นล่ะ

            “ไม่ได้ช้าสักหน่อย มาก่อนเวลานัดกันตั้งครึ่งชั่วโมงแน่ะ” ผมยกนาฬิกาให้เธอดู ซึ่งเจ้าตัวก็เหมือนจะเข้าใจอยู่ตั้งแต่ต้นแล้ว ผมจึงข้ามประเด็นนี้ไปทันใด

            “แล้วได้เข้าไปในห้องหรือเปล่า”

            แน่ล่ะ ไอปฏิเสธ

            “ยังสักหน่อย แล้วได้กุญแจห้องมาไหม ?”

            เธอถามถึงกุญแจห้องทันที ผมก็ส่ายหน้าตอบจนเจ้าตัวถอนหายใจออกมาทันที

            “เฮ้อ...กะแล้วว่า ต้องเป็นแบบนี้ เดี๋ยวจะเข้าไปปลดล็อคให้นะ”

            ไอกล่าวแล้วลอยทะลุผ่านประตูหน้าห้องเข้าไปแบบที่ผีทั่วไปเป็น ผมยืนรอเจ้าตัวอยู่ได้ครู่หนึ่ง ก็มีเสียง แกร่ก ดังขึ้นมาจากข้างใน ประตูโลหะถูกผลักออกมาอย่างช้า ๆ พร้อมกับใบหน้าอันสดใสของไอ

            “เอาล่ะ เข้ามาได้แล้ว”

            ไอถอยหลังเข้าไปข้างใน ขณะที่ผมเดินข้ามธรณีประตูเข้าไป เสียง ปึง ของประตูดังขึ้นบ่งบอกว่า ผมได้เข้ามาในตัวห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            ภายในห้องค่อนข้างมืด เพราะ ไม่ได้เปิดไฟ แถมหน้าต่างของห้องก็ถูกปิดจนสนิททำให้ไม่มีแสงสว่างส่องผ่านเข้ามาเลย ผมค่อย ๆ เดินตามทางเดินแคบ ๆ ที่นำทางไปสู่ห้องภายในโดยมีไอนำทางผมอยู่

            ห้องพักของรุ่นพี่นั้นเป็นห้องขนาด 1LDK1 แบบมาตรฐานทั่วไปที่มีพื้นที่ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และ ห้องทานอาหารไว้ใกล้ ๆ กัน แน่ล่ะว่า พื้นที่ส่วนนี้ถูกทิ้งร้างสนิทไม่มีการใช้งาน ตู้เย็นยังคงถูกเสียบไว้ในสภาพเดิมพร้อมกับของสดในตู้ ทั้งนมสดกล่องใหญ่ ผลไม้ กระทั่งขนมขบเคี้ยว ผมไม่ได้สนใจพวกนี้เท่าไหร่นัก เพราะ สิ่งที่ผมต้องการไม่ได้อยู่ในห้องพวกนี้

            แต่อยู่ในห้องนอนของรุ่นพี่

            ห้องนอนตั้งอยู่เยื้องกับห้องนั่งเล่นไม่มากนัก มันเป็นห้องที่ถูกเขียนด้วยชื่อว่า ห้องของมิคามิ ผมค่อย ๆ ใช้มือหมุนลูกบิดแล้วผลักมันออกไป เผยให้เห็นห้องขนาดย่อม ๆ ที่ตั้งอยู่ด้านใน

            “ว้าววว”

            ภายในห้องประกอบไปด้วยเตียงสำหรับนอน ตู้หนังสือที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือจำนวนมากทั้งการ์ตูน วรรณกรรมไปจนถึงหนังสือความรู้ด้านวิญญาณและปรากฏการณ์ลึกลับ ไม่ไกลกันนักมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คตั้งไว้อย่างนิ่งสนิทกับเอกสารจำนวนมากบนโต๊ะไม้ที่คงเป็นโต๊ะทำงานของรุ่นพี่ ยิ่งกว่านั้นคือ บนฝาผนังนั้นมีโปสเตอร์หนังสยองขวัญหลายติดเอาไว้

            และหนึ่งในนั้นก็โปสเตอร์เก่ากึกของ Evil Dead (ผีอมตะ) หนังสยองขวัญในตำนานเรื่องหนึ่งที่ผมก็ชอบเหมือนกัน บนพื้นเองก็มีดีวีดีหนังวางทิ้งไว้เต็มหมด

            ที่บอกว่า รุ่นพี่ชอบหนังสยองขวัญด้วยก็เป็นเรื่องจริงสินะ

            “ว้าว หนังเยอะแยะไปหมดเลย”

            “นั่นสินะ”

            “ดูสิ เทียน รุ่นพี่มี Superia ด้วย ว้าว ๆ หนังแปลก ๆ อย่าง Salo ก็มีด้วย”

            ไอส่งเสียงดังขณะเดินดูแผ่นหนังและหนังสือในห้องนี้อย่างสนใจ ซึ่งผมเข้าใจนิสัยพวกคนที่ชอบหนังหรือหนังสือพวกนี้ดีนะว่า การมาเจอของพวกนี้เยอะตรงหน้ามันไม่ได้ต่างกับการเจอขุมสมบัติสักเท่าไหร่นักหรอก ผมเองก็มีคนรู้จักที่บ้าหนังพวกนี้อยู่เลยพอเข้าใจได้

            ว่าแต่ ไอ้เบาะแสที่รุ่นพี่บอกมันอยู่ไหนกันหว่า ?

            ผมลองค้น ๆ ตามที่ที่น่าจะมีสิ่งสิ่งนั้นอยู่ทันที ทั้งในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ใต้หมอน กระเป๋านักเรียนของรุ่นพี่ หรือทุกซอกทุกมุมในห้องที่น่าจะมีสิ่งนั้นอยู่ แต่ก็ไม่มีอะไรที่น่าจะเป็นเบาะแสเลยสักอย่าง

            “ให้ตายสิ รุ่นพี่ เอาเบาะแสไปไว้ไหนกันเนี่ย”

            ผมนั่งลงบนเตียงแล้วพยายามครุ่นคิดว่า เบาะแสที่ว่านั่นจะเอาไปไว้ไหนได้ ส่วนไอกำลังนั่งอ่านการ์ตูนสยองขวัญเก่ากึกของจุนจิ อิโต้อยู่อีกทางหนึ่ง

            “ยังไม่เจอเหรอ เทียน ?”

            “ยังเลย ว่าแต่ไอ้นั้นน่ะสนุกเหรอ ?”

            “ไม่มีอะไรเป็นพิเศษน่ะนะ งานช่วงแรกของอาจารย์จุนจิ อิโต้น่ะเลยไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์เท่าไหร่น่ะนะ แค่พออ่านได้”

            “อ๋อ เหรอ ?”

            ผมพยักหน้ารับความเห็นของไอ ก่อนจะถามเธอบ้างว่า

            “นี่ ไอ ถามอะไรหน่อยสิ”

            “อื้อ มีอะไรเหรอ ?”

            “ถ้าเธอจะซ่อนเบาะแสหรือเอกสารสำคัญอะไรพวกนี้ไม่ให้คนเจอ เธอจะซ่อนที่ไหนเหรอ ?”

            ไอปิดหน้าหนังสือพร้อมกับพยายามนึกถึงคำถามนี้ สีหน้านิ่วคิ้วขมวดของเธอยืนยันได้ว่า คำถามนี้คงจะยากเกินไปสำหรับเธอจริง ๆ กระนั้นเองเจ้าตัวก็เหมือนจะนึกขึ้นมาได้เฉย ๆ

            “ถ้าเป็นฉันจะซ่อนของในที่ที่คนทั่วไปไม่คิดว่าจะไปซ่อนนะ”

            “ยังไงเหรอ ?”

            “ก็...ปกติเราจะซ่อนของในที่ที่อย่าง ตู้ ใต้เตียง ใต้หมอน ในลิ้นชัก ใช่ไหมล่ะ แต่จริง ๆ แล้วมีวิธีซ่อนของสำคัญเอาไว้ได้โดยไม่มีใครรื้อค้นหรือสังเกตด้วยล่ะ แถมถ้าไว้นาน ๆ ก็จะลืมไปอีก ที่นั้นแหละปลอดภัยที่สุด”

            “ที่ไหนเหรอ ?”

            “ก็…” ไอมองไปที่ตู้หนังสือ และ กองหนังดีวีดีที่วางไว้บนพื้น

            “กล่องดีวีดีกับหนังสือพวกนี้ไงล่ะ ถ้าซ่อนเบาะแสไว้ในนี้ ก็ไม่มีใครสนใจหรอกจริงไหม แถมคาดไม่ถึงด้วย” ความคิดของไอทำให้ผมรู้สึกว่า มันจะง่ายไปไหน แต่ก็เคยได้ยินพี่สาวบอกว่า เจอแบงค์พันในหนังสือการ์ตูนที่ไม่ได้หยิบมาอ่านแล้วดีใจเป็นวรรคเป็นเวร ทั้งที่มันเคยเป็นเงินที่ตัวเองทำหล่นหายไปนานแล้วก็คิดว่า เรื่องแบบนี้ก็มองข้ามไม่ได้จริง ๆ แหละ ปัญหาใหญ่ต่อมาก็คือ

            รุ่นพี่เอาเบาะแสนั่นใส่ในหนังสือหรือหนังอันไหน ?

            นั่นคือเรื่องที่ต้องมาคิดต่อจากนี้ จากปริมาณดีวีดี และ การ์ตูนและหนังสือจำนวนมากในห้องนี้บอกได้แค่ว่า งานนี้หินแน่ ๆ

            จะให้เปิดทุกอันก็คงเสียเวลาอยู่ ผมเคยจัดหนังสือกับดีวีดีของพี่สาวดูและพบว่า มันใช้เกือบสองวันกว่าจะเสร็จ ดังนั้นต้องมาเดาว่า รุ่นพี่จะเอาเบาะแสพวกนั้นไว้ไหนง่ายกว่าเยอะ

            “แล้วเธอคิดว่า รุ่นพี่จะเอาเบาะแสที่ว่านั่นไว้ไหนเหรอ ?”

            ผมถามความเห็นไออีกหน เจ้าตัวก็หันมามองผมเล็กน้อย

            “อืม... ไม่รู้เหมือนกัน เทียนคิดไงล่ะ”

            “....ก็คงต้องเป็นอะไรที่เปิดบ่อย ๆ น่ะนะ พวกหนังสือที่อ่านบ่อย หรือ หนังที่ชอบดูบ่อย ๆ ล่ะมั้งนะ”

            “ทำไมนายถึงคิดงั้นล่ะ ?”

            “ก็ถ้าเปิดบ่อย ๆ จะได้ไม่ลืมยังไงล่ะ ขืนใส่ไว้ในพวกหนังสือหรือหนังที่ไม่ค่อยได้ดูล่ะ ได้ลืมมันไปหมดแน่ ๆ เพราะงั้นคงต้องใส่ไปในหนังหรือหนังสือที่ใช้งานบ่อย ๆ แน่นอน”

            ไอพยักหน้าหงึก ๆ เหมือนเข้าใจความคิดของผม

            “เป็นสมมติฐานที่น่าสนใจนะนั่น”

            “ใช่ไหมล่ะ”

            ผมยิ้มด้วยความภูมิใจกับสมมติฐานนี้ไม่ใช่น้อย ส่วนไอก็ถามผมกลับอีกครั้งว่า

            “แล้ว รุ่นพี่นายชอบหนังสือหรือหนังแบบไหนล่ะ”

            คำถามนี้พาให้ผมติดสตั้นไปทันที เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็ในห้องนี้มีทั้งหนังสือและดีวีดีเต็มไปหมด แถมผมเองก็ยังไม่รู้ว่า แผ่นไหนหรือหนังแบบไหนที่รุ่นพี่ชอบอีกต่างหาก

            เวรแล้วไงเล่า

            ไอมองผมด้วยความคาดหวัง ผมเองก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้นจนในที่สุดก็ตัดสินใจใช้วิธีพื้นเบสิคที่สุดแทน

            นั่นคือ รื้อมันทุกเรื่องเลยแล้วกัน

            คำตอบของผมทำให้ไอถอนหายใจพร้อมกับพึมพำออกมาด้วยความผิดหวังเล็ก ๆ

            “กะแล้วว่าต้องแบบนี้”

            เราสองคนช่วยกันรื้อค้นหนังสือทุกเล่ม หนังทุกแผ่นที่มีอยู่แต่ก็ไม่เจออะไรที่เบาะแสซ่อนอยู่สักนิด เราใช้เวลาอยู่ในห้องรุ่นพี่นานมาก ๆ เปิดเช็คทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แต่ก็หาไม่เจอแม้ว่า จะค้นหามากเท่าไหร่ก็ตาม

            ไม่มีเบาะแสอะไรทั้งสิ้น

            ไอนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงของรุ่นพี่พร้อมกับเปิดอ่านมังงะเกี่ยวกับสาวน้อยเวทย์มนต์สุดสยองฆ่าเวลา ขณะที่ผมยังนั่งหาเบาะแสที่เหลืออยู่ต่อไป

            “นี่ เทียน ยังจะหาอีกเหรอ ?”

            “อื้อ ฉันคิดว่า เรายังหาไม่ทั่วน่ะ เลยลองหาดูอีกรอบหนึ่งน่าจะหาเจอนะ”

            ไอมองตามผมที่ยังเพียรหาเบาะแสที่ว่านั้นต่อไป ผมไม่รู้หรอกว่า เธอคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ สิ่งที่ผมทำได้ก็เพียงแค่ลองมาหาสิ่งที่เป็นไปได้นี้อีกครั้ง

            ผมลองหยิบกล่องดีวีดีเรื่อง Final Destination ขึ้นมาเปิดตัวปกด้านในกล่องดูก็เจอแผ่นกระดาษใบหนึ่งซ่อนเอาไว้

            “เจอแล้ว”

            เสียงของผมทำให้ไอที่กำลังอ่านหนังสือรีกุลีกุจอมาใกล้ ๆ ทันที เธอคงไม่คาดคิดว่า รุ่นพี่จะใช้วิธีนี้ใส่เอาไว้ในกล่องหนังแบบที่เห็น

            ผมค่อย ๆ คลี่กระดาษลายมือด้านในเขียนบางสิ่งอันน่าตื่นตาตื่นใจเอาไว้

            และเบาะแสนั้นก็นำไปสู่บทสรุปในค่ำคืนนี้

+++++++++++++++

            ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัดหลังรถไฟรอบสุดท้ายได้จากไปของสถานีรถไฟใต้ดิน ที่ซึ่งพนักงานและเจ้าหน้าที่สถานีได้เดินออกจากสถานีแห่งนี้ไปหมดแล้ว แสงไฟของสถานีถูกปิดลงจนมิดมิด ทว่าในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งนี้กลับมีร่างหนึ่งเดินฝ่าความมืดนี้มาด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ร่างนั้นก้าวเท้าข้ามที่กั่นเข้ามาในตัวสถานีพร้อมกับคว้าเอามือถือขึ้นมาส่องเพื่อดูทาง ขณะที่เจ้าตัวทำสีหน้าว้าวุ่นใจออกมาทันทีเมื่อมาถึงบริเวณด้านในสุดของสถานี

            ณ ริมชานชาลารถไฟ

            “เอาล่ะ”

            เจ้าตัวรีบกดมือถือเพื่อโทรไปหาคนคนที่ทำให้ตัวเองต้องมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้ ทั้งที่เวลานี้ตัวเองควรจะนอนอยู่บ้านสบาย ๆ ไปแล้ว แต่เพราะ มือถือบ้า ๆ ที่โทรและบอกให้มาที่นี่ เนื่องจากเจ้าของปลายสายบอกว่า

            เขารู้ความลับที่เจ้าตัวซ่อนไว้ ถ้าไม่อยากให้บอกใคร ให้มาที่นี่ตอนเที่ยงคืน

            นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอต้องแวะมาที่นี่แบบนี้

            ทันใดนั้น

            “พรึ่บ !!”

            จู่ ๆ ไฟในสถานีที่ดับสนิทจนมืดก็พลันสว่างขึ้นทันทีทันใด ความมืดมิดถูกขับไล่ออกจนหมดและทำให้เผยร่างของบุคคลคนนั้นที่ยืนอยู่เพียงลำพังได้ชัดเจน

            เธอคือ หญิงสาวผมสีแดงยาวแบบหยักศกเป็นลอนปลายกับแว่นตากลมกำลังยืนละล้าละลังบนพื้นด้วยความสับสนงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า นี่มันอะไรกัน

            เธอสวมชุดกะลาสีสีขาวบริสุทธิ์อันเป็นชุดประจำโรงเรียนมัธยมโตเกียวที่ 8 มาอย่างเรียบร้อย สีหน้าของเธอตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            นั่นสินะ ใครจะไม่ตื่นตระหนกกันเล่า เจอแบบนี้เข้าน่ะ

            เธอคนนื้คือ น้องสาวของนางาโนะ ไอ

            นางาโนะ ยู

            ยูมองซ้ายมองขวาแล้วเดินชิดติดกับกำแพงพร้อมกับตะโกนลั่นหาผู้อยู่แอบมองเธออยู่ในเงามืดตอนนี้

            “ใครน่ะ อย่าเล่นบ้า ๆ แบบนี้นะ ออกมา เดี๋ยวนะคะ”

            ไม่มีเสียงตอบ

            “นี่ ฉันไม่สนุกด้วยนะ ฉันจะกลับบ้านแล้ว มีอะไรก็รีบออกมาสักที”

            ไม่มีเสียงตอบกลับทำให้ยูเริ่มสติแตก

            “แกต้องการอะไร ทำแบบนี้ทำไม นึกว่า ขู่แบบนี้จะทำให้ฉันกลัวได้เหรอ ฉันไม่กลัวแกหรอก”

            ยูส่งเสียงดังอาละวาดไปทั่ว เธอคงหวังจะให้ใครได้ยินแล้วมาช่วยกระมัง แต่เธอคาดไม่ถึงว่า จะไม่มีใครได้ยินมันทั้งนั้น

            เนื่องจากทุกอย่างถูกเตรียมเอาไว้แล้ว

            “ก๊อก ก๊อก”

            เสียงเดินด้วยรองเท้าที่ลงด้วยส้นหนัก ๆ ดังขึ้นมาจากทางรางรถไฟ แสงไฟทำให้ยูจับจ้องไปที่ร่างนั้นได้อย่างชัดเจน และเธอก็ได้เห็นรูปร่างหน้าตาของเจ้าของเสียงนั้นได้อย่างแจ่มชัด

            “นาย ?”

            เธอคงคาดไม่ถึงว่า คนที่เรียกตัวเธอมาจะเป็นเด็กหนุ่มชาวต่างชาติที่เธอพึ่งได้พบเมื่อหลายวันก่อน เด็กหนุ่มที่ชื่อสั้น ๆ ว่า เทียน ที่เธอได้ยินจากปากของหญิงสาวคนนั้น

            เด็กหนุ่มนั้นก็คือ ผมที่ยืนจ้องมองเธออยู่ตรงนี้

            “สวัสดีครับ ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะครับ คุณนางาโนะ ยู”

            ผมยิ้มให้เธอเล็กน้อย ขณะเดินตรงมาหาเธอที่ยืนอยู่ชิดกำแพงตอนนี้

            “นายเป็นคนเรียกฉันมางั้นเหรอ”

            “ครับ”

            “ด้วยการข่มขู่แบบนั้นน่ะเหรอ”

            “ใช่ครับ”

            “เพื่ออะไร ?”

            “เพราะผมแน่ใจไงครับ ?”

            “แน่ใจ ?”

            “ครับ ผมแน่ใจมากเลยว่า คุณนี่ล่ะคือ จิ๊กซอว์สำคัญในการไขปริศนาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันมานี้ ไม่สิ ต้องบอกว่า คุณคือ คนที่มีส่วนที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ยังไงล่ะครับ”

            ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพร้อมกับชี้นิ้วตรงไปยังเธอเสมือนนักสืบที่กำลังจะประกาศชื่อของคนร้ายในคดีนั้นออกมา ในวินาทีที่กำลังพูดออกไปนั้นเอง หัวใจของผมก็เต้นระรัวสอดคล้องกับเสียงที่ส่งผ่านออกมาจากปอด

            “นางาโนะ ยู คุณคือคนร้าย !!”

+++++++++++++++++++

 

 




NEKOPOST.NET