เด็กสาวกับเรื่องราวของพวกเธอ ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST

เด็กสาวกับเรื่องราวของพวกเธอ

Ch.2 - ความรักและเธอ...ใต้ต้นชมพู


II

‘ไม่ต้องปิดบังผู้ใด แต่ก็มิได้แพร่งพรายออกไปหากไม่มีใครไต่ถาม เขาพยายามอย่างมากดังเช่นทุกครั้ง เขาพยายามอย่างเหลือแสนเพื่อให้เป้าหมายบรรลุ เขาพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ฉันรู้สึกประทับใจ เห็นใจ สะเทือนใจและหลงไหลตัวเขามากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม เขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเธอคนนั้น เพื่อเธอเพียงผู้เดียว เสียงจอบกระทบดินดังสับฉับดังขึ้นท่ามกลางราตรีที่แสนหวานราวกับเป็นเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ให้จังหวะ  เขายังคงขุดต่อไปตามลำพังเช่นเดียวกับต้น???ที่ตั้งตระหง่าน คงจะดีไม่น้อยหากเขาทำเพื่อฉันได้แบบนั้นบ้าง แต่ถึงเขาไม่ได้คิดทำเพื่อฉันแม้แต่น้อย ก็ช่างมันปะไร เพราะถึงยังไงฉันก็ได้อยู่เคียงข้างเขาเป็นคนสุดท้ายอยู่ดี...’

 

ความฝันครั้งนี้เป็นความฝันที่ประหลาดและกำลังจะเลือนหายไปในไม่ช้า ฉันกลิ้งลงจากที่นอน แล้วเดินไปจดบันทึกสิ่งที่ฝัน พร้อมบรรยายความรู้สึกลงไปด้วย ครั้งนี้ดูเหมือนว่าฉันนั้นจะไปหลงรักคนมีเจ้าของ ทั้งยังมีแนวคิดที่เหมือนนางร้ายในละครหลังข่าวที่ยอมการเป็นที่สองรองจากคนอื่น ถึงแม้ฉันจะไม่ได้เข้มแข็งอะไรมากมายนักแต่เรื่องพรรค์นั้นไม่วันเสียล่ะ

 

กิจวัตรประจำวันเหมือนเช่นเคย วันนี้แม่ออกไปทำงานช้ากว่าเมื่อวานเล็กหน่อย เราจึงได้คุยกันบ้าง แม่ถามถึงเรื่องเพื่อนผู้ชายที่โรงเรียน ฉันตอบไปตรงๆว่า ก็พอมีที่เข้ามาหาบ้างแต่ฉันไม่ได้สนใจ ดูเหมือนแม่จะสบายใจที่ได้ยินอย่างนั้น และพูดสอนว่า อย่าพึ่งทำอะไรเกินเลยในช่วงวัยนี้ เพราะความรับผิดชอบยังไม่มากพอทั้งสองฝ่าย และถึงมีความรับผิดชอบมากพอแล้ว เรื่องความรักมันไม่ใช่เรื่องของคนสองคนเท่านั้นอยู่ดี

 

แม้คำพูดแม่จะฟังดูไม่หนักแน่น แต่ประสบการณ์ตรงของแม่เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี แม่เคยเล่าให้ฟังว่า แม่มีผู้ชายที่รักใคร่ชอบพอกันอยู่ แต่แม่ก็ไม่สามารถอยู่กินกับเขาได้เพราะแม่ถูกจองตัวให้แต่งงานกับพ่อของฉัน หลังจากแต่งงานกันแล้ว

 

พ่อของฉันกลับมีผู้หญิงอื่นซึ่งนั่นทำให้แม่ช้ำใจเป็นอันมาก สาเหตุที่ดูสมเหตุสมผลคงเป็นเพราะการแต่งงานระหว่างแม่กับพ่อนั้นเพื่อไปเพื่อผลประโยชน์ของคุณตาและคุณยายที่ช่วงนั้นฐานะการเงินมีปัญหา ในท้ายที่สุดแล้วพอทั้งสองสมปรารถนามีเงินทองใช้สอยคล่องมือได้ตามปกติ ชีวิตคู่ของคุณแม่ก็กลายเป็นสิ่งที่นอกสายตาไป มิหนำซ้ำยังมีการยุยงอยู่เป็นระยะให้ฟ้องหย่าเพื่อจะได้แบ่งสินสมรสมาเป็นสินส่วนตัว(ของคุณตาคุณยาย)  จนในที่สุดแม่ของฉันทนชีวิตคู่ที่ลุ่มๆดอนๆและพฤติกรรมลอบรักลับๆล่อๆของพ่อต่อไปไม่ไหว จึงขอหย่าแต่ไม่ยกทรัพย์สินส่วนนั้นให้ใครทั้งนั้น ท่านเอาไปบริจาคมูลนิธิสันติสุขเพื่อเด็กด้อยโอกาสแทน ซึ่งนั่นทำให้แม่ถูกขับไล่ไสส่งทั้งจากตระกูลคุณตาและตระกูลคุณปู่ในฐานะสะใภ้ร้ายบริสุทธิ์และลูกสาวอกตัญญู

 

ถึงคนอื่นที่รู้เรื่องนี้แล้วจะรู้สึกหดหู่ แต่ฉันกลับรู้สึกเฉยๆเนื่องจาก ถ้าไม่มีเหตุการณ์นั้นฉันคงไม่ได้อยู่อย่างสบายใจเฉิบกับคุณแม่สองคนแบบนี้ แถมตอนนี้เราสองแม่ลูกยังอยู่กันอย่างมีความสุขตามอัตภาพอีกด้วย ...จนกระทั่งแม่เกริ่นให้ฟังถึง เรื่องผู้ชายคนหนึ่งที่แม่กำลังคบหาอยู่ ฉันฟังคำแนะนำตัวของผู้ชายคนนั้นผ่านปากของแม่อย่างผ่านๆ ไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่นักเพราะฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังจะไม่เป็นที่ต้องการ ไม่เป็นที่รักอีกต่อไป ภาพลำดับเหตุการณ์ จากการมาเยี่ยมบ้านครั้งแรกของผู้ชายคนนั้น การห่างเหินระหว่างฉันกับแม่ และลงท้ายด้วยแม่แยกไปอยู่กับคนรักโดยทิ้งฉันไว้คนเดียว

 

ฉันเออออตามแม่ไปโดยไม่ได้ตั้งใจฟังสาระที่แม่ต้องการจะสื่อ ฉันตอบไปอย่างไม่ใส่ใจว่า ขอเวลาสักหน่อย ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่า เวลาที่พูดไปนั้นเป็นเวลาสำหรับอะไร เวลารอคอยความสุขของแม่ หรือเวลารอคอยการลาจากของเราสองแม่ลูกกันแน่

 

 ก่อนจะออกจากบ้าน แม่บอกให้ฉันรู้อย่างหนึ่งก่อนว่า คืนนี้แม่อาจจะกลับดึกหน่อย ฉันไม่ได้ถามซอกแซ่กอะไรอีก ตามปกติธรรมดาแม่ออกจากที่ทำงานอย่างช้าห้าโมงและมาถึงบ้านราวหกโมง หากจะกลับดึกก็คงจะมีเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือ ผู้ชายคนนั้น...

 

ฉันนั่งฆ่าเวลาในห้องสมุดที่โรงเรียนตั้งแต่หมดชั่วโมงเรียนคาบสุดท้าย ฉันนั่งอยู่ในมุมลึกสุดของห้องสมุดซึ่งเป็นมุมที่ไม่ค่อยมีใครเดินผ่านเข้ามานัก เว้นแต่บรรณารักษ์ที่เดินเข้ามาบอกเวลา เพื่อให้รู้ว่า ห้องสมุดกำลังจะปิดแล้ว ฉันเดินคอตกออกจากเก้าอี้ที่นั่งแช่มาเกือบสองชั่วโมง อันที่จริงแล้วฉันไม่ได้ชอบห้องสมุดนักหรอก ฉันก็แค่อยากหาที่เงียบๆอยู่เท่านั้นเอง เพื่อจะได้นั่งคิดทบทวนเรื่องที่แม่เล่าให้ฉันฟังเมื่อเช้า แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ควรจะวางตัวอย่างไร การมีฉันอยู่นั้นมันทำให้ผู้ชายคนนั้นต้องลำบากใจหรือเปล่า ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวลใจมากยิ่งขึ้น แทนที่การหมกตัวในห้องสมุดจะช่วยให้ฉันสงบจิตใจสงบใจลงได้แต่มันกลับยิ่งทำให้ฉันยิ่งฟุ่งซ่านวุ่นวายมากขึ้นไปอีก

 

ฉันทอดน่องออกจากโรงเรียนด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยเป็นที่สุด บรรยากาศข้างทางที่แสนจำเจ ห้างร้านเดิมๆ กลับชวนให้แวะพักแวะนั่งมากกว่าที่เคยเป็นมา ลึกๆแล้วฉันนั้นไม่อยากกลับบ้าน เพราะรู้สึกสับสนและกระวนกระวายใจจนไม่รู้ควรจะทำอย่างไรต่อไปดีหากกลับไปถึงบ้านแล้ว แต่เนื่องจากฉันไม่เคยทักทายเจ้าของหรือลูกจ้างร้านข้างทางเลย จู่ๆจะเข้าไปแสดงเจตนาขอแวะพักแวะผ่อนทั้งที่ยังอยู่ในชุดนักเรียนคงทำไม่ได้ แถมตอนนี้ฟ้าเริ่มจะมืดแล้วด้วย

 

ฉันคงต้องจำใจกลับไปนั่งซึมคนเดียวที่บ้าน แต่ระหว่างทางกลับบ้านนั้นฉันกลับได้กลิ่นหอมเย็นฟุ้งขจรมาจากที่ไหนสักแห่ง ในสวนหย่อมแห่งนั้นนั่นเอง ฉันประหลาดใจมากเพราะทุกเช้าที่เดินผ่านสวนแห่งนั้นฉันไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อน มันเป็นกลิ่นที่ถูกลมพัดโชยเข้ามาต้องจมูก ร่างกายของฉันนั้นสั่นสะท้านจากการได้กลิ่นดังกล่าว กลิ่นอันเย้ายวน เย็นเยียบจนน่าขนลุก ยิ่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศตอนหัวค่ำที่ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ก็ยิ่งชวนให้ฉันนั้นตื่นตัวต่อเสียงต่างๆมากกว่าปกติ ดังนั้นฉันจึงเลือกที่จะสาวเท้าเดินกลับไปให้ถึงบ้านโดยเร็วโดยไม่ชำเลืองมองสวนหย่อมเหมือนอย่างทุกที

 

เมื่อกลับมาถึงบ้านเปล่าๆที่ไม่มีใครอยู่ ฉันเลือกที่จะชำระล้างคราบเหงื่อไคลที่เกาะเนื้อตัวตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียนก่อนจะเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืด กางเกงขาสั้น แล้วนอนเล่นที่โซฟาห้องรับแขกพลางเปิดทีวีไปด้วย อาจเป็นเพราะวันนี้ฉันพยายามออกแรงอย่างหนักในชั่วโมงพละเพื่อไม่ให้ตัวเองคิดถึงเรื่องว่าที่พ่อคนใหม่ ฉันจึงรู้สึกง่วงตั้งแต่ทุ่มกว่าๆ หนังตาเริ่มปรือหนัก ทั้งที่เสียงผู้ประกาศข่าวยังคงดังเข้ามาในโสตประสาท แต่ดูเหมือนว่าสมองฉันจะรับรู้มันน้อยลงทุกทีทุกทีจนในที่สุดเสียงจากทีวีก็จมหายไปพร้อมกับความมืดโดยสมบูรณ์

 

“สัมผัสหญ้าอ่อนนุ่มที่ปลายเท้า บอกให้ฉันรู้ว่า ฉันอยู่ในสวน กลีบดอกสีชมพูอ่อนร่วงโรยราวกับฝนที่เริ่มโปรยปราย มันตกลงมาไม่หยุดหย่อน ตกลงมาจนทำให้พื้นหญ้าถูกกลืนกินไปด้วยสีชมพู หลังต้นไม้มีเงาสั่นไหวอยู่รางๆ ฉันค่อยๆเดินวนขวาเพื่อไขข้อข้องใจว่า เงาที่ฉันเห็นนั้นเป็นเงาอะไร และเมื่อเดินมายังตำแหน่งที่เห็นเงาเคยอยู่นั้นกลับไม่พบเจออะไรนอกจากรอยหยดสีแดงเข้ม ราวกับว่าฉันกำลังยืนอยู่ในช่องผสมสีสีชมพูที่มีเม็ดสีแดงปนเปื้อนอย่างไรอย่างนั้น แต่ไม่ทันจะได้คิดถึงที่มาของหยดสีแดงนั่นฉันก็รู้สึกว่า ภาพรอบกายเริ่มเคลื่อนยกระดับขึ้นอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งฉันได้เห็นโคนต้น???ได้อย่างชัดเจนนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่า ตัวฉันเองต่างหากที่ถูกพื้นดึงดูดให้ต่ำลงกว่าระดับความสูงปกติ ความเย็นแผ่ซ่านมาจากปลายเท้าค่อยๆลามเหมือนถูกฝูงแมลงไต่ ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆจากตาตุ่มสู่หัวเข่า จากหัวเข่าสู่ท้องน้อย จากท้องน้อยสู่กระบังหน้าอก จากกระบังหน้าอกสู่คาง จากคางสู่ความมืดมิด ฉันไม่เห็นอะไร ไม่ได้ยินอะไร ไม่รับรู้อะไรอีกเลย...”

 

ฉันสะดุ้งขึ้นมาทันทีพร้อมกับเหงื่อที่โทรมกายโดยไม่รู้ตัว เสียงลมหายใจที่หืดหอบและเสียงหัวใจเต้นตุบตับในช่องอกดังจนฉันไมได้ยินเสียงของทีวีที่เปิดทิ้งไว้ หลายวันมานี้นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกดีกับการตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองพึ่งตื่นจากฝัน

 

ฉันเดินไปเปิดประตูตู้เย็นเพื่อหยิบน้ำมาดื่มดับกระหาย ตาเหลือบมองดูนาฬิกาดิจิตอลบนข้างฝาที่แสดงเวลา สามทุ่มยี่สิบแปดนาที ฉันรู้สึกเป็นห่วงแม่จึงเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือเพื่อที่จะโทรถามแม่ดูว่า ตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว หน้าจอแสดง การโทรเข้าที่ไม่ได้รับสายและหนึ่งข้อความ เป็นข้อความจากแม่ที่บอกให้ฉันรู้ว่า คืนนี้แม่อาจจะกลับดึกมาก

 

อันที่จริงฉันอยากนอนต่อเพื่อที่จะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นในตอนเช้า แต่ภาพในความฝันล่าสุดนั้น มันยังไม่ยอมเลือนหายไป แค่เพียงหลับตาความรู้สึกแย่ๆก็ก่อตัวขึ้นมาทันใด ฉันจึงตัดสินใจลองออกไปทำในสิ่งที่ปกติไม่มีโอกาสได้ทำในเวลากลางคืน นั่นคือ การออกไปที่ร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงซึ่งอยู่หน้าปากซอย

 

บรรยากาศตอนกลางวันกับตอนกลางคืนผิดกับลิบลับ อากาศในตอนกลางคืนนั้นทั้งเย็นและชื้นกว่า ระหว่างทางฉันแอบเหลือบมองที่ประตูทางเข้าสวนหย่อมด้วยความหวังเล็กๆว่ามันจะยังเปิดให้ฉันได้แวะเข้าไปเยี่ยมชม แต่ฉันก็ได้ความผิดหวังเป็นสิ่งตอบแทน พอมาถึงที่ร้านฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรดี เลยยืนอ่านหนังสือที่มีหน้าปกดึงดูดความสนใจแต่เนื้อหาข้างในกลับน่าผิดหวังเสียยิ่งกว่าประตูสวนหย่อม

 

ท้ายที่สุดฉันจึงออกจากร้านโดยมีนมเปรี้ยวติดมือมาขวดเดียว และเดินตรงดิ่งกลับไปนอนต่อที่บ้าน มันควรจะเป็นอย่างนั้น หากดวงตาจอมซุกซนของฉันไม่เหลือบไปเห็นประตูสวนหย่อม มันมีอะไรบางอย่างแปลกไป สิ่งที่ควรมีแต่กลับไม่มี...

 

ใช่แล้ว แม่กุญแจที่เคยล่ามคล้องโซ่พลันหายไปเพียงแค่ช่วงเวลาที่ฉันแวะร้านสะดวกซื้อ เหมือนกับมีแรงดึงดูดบางอย่างให้ฉันก้าวเข้าไปในสวนหย่อมนั่นโดยไม่ลังเล เมื่อฉันได้ไปยืนตรงหน้าต้นไม้เดียวดายกลางสวนหย่อม มันให้ความรู้สึกต่างไปจากการมองผ่านรั้วตาข่ายโดยสิ้นเชิง ฉันสัมผัสได้ทั้งความร่มรื่นและเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากต้นไม้นั่น ฉันเดินเข้าไปใกล้ๆลำต้นแล้วลองใช้มือสัมผัสเปลือกไม้อย่างระมัดระวัง มันแข็งและแห้งราวกับไร้ชีวิต ผิดกับใบสีเขียวสดที่อยู่บนกิ่งและยอดที่สูงขึ้นไป ฉันเดินวนรอบโคนต้นโดยที่ตายังคงจับจ้องอยู่บนปลายยอด และฉันก็สะดุดกับอะไรบางอย่าง ในทีแรกฉันคิดว่ามันเป็นรากไม้ แต่ความจริงแล้วมันเป็นขาของใครบางคน...

 

ใครบางคนที่นั่งพิงต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ ใครบางคนที่นั่งสงบโดยไม่เคลื่อนไหว ใครบางคนที่มีผิวสีขาวซีดเหมือนคนตาย ฉันใช้มือทั้งสองป้องปากตัวเองไว้เพื่อไม่ให้เสียงกรีดร้องเล็ดออกมา ฉันพยายามที่จะก้าวถอยหลังแต่กลับกลายเป็นขาซ้ายเจ้ากรรมไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง ร่างกายทั้งท่อนหงายตึงลงกับผืนหญ้าแต่ฉันยังพอตั้งสติได้บ้างจึงพยายามพลิกตัวเพื่อคลานหนี ฉันพยายามลุกขึ้นเพื่อเตรียมจะวิ่งแต่ทว่ากลับมีอะไรบางอย่างฉวยข้อเท้าซ้ายของฉันไว้ สัมผัสเย็นเยียบแต่เปี่ยมไปด้วยแรงกดของนิ้วชี้และนิ้วโป้ง ตามมาด้วยนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย

 

ในตอนนั้นฉันมั่นใจแล้วสัมผัสเย็นๆที่กำลังฉวยข้อเท้าฉันไว้นั่นเป็นมือคนแน่ๆ และเมื่อหันไปดูฉันก็เห็นแต่แขนขาวซีดยื่นออกมาจากมุมหนึ่งของต้นไม้ เสียงกรีดร้องของฉันดังก้องอยู่ในหัวทั้งที่ปากอ้าค้างนิ่ง นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันรับรู้เกี่ยวกับตัวฉันเอง...




NEKOPOST.NET