NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.61 - ร่วมตัวที่เวนิส


วันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2042 เวลา 18: 35 น. ตามเวลาท้องถิ่น เวนิส

ณ ร้านเหล้า

“ให้เธอนอนที่นี้ก็แล้วกัน ทำตัวดีๆหน่อยนะคุณหนูผู้ดี”  ริสตี้วางโดโรธีที่เมามายลงบนโซฟาพร้อมกับอมยิ้มเพราะท่านอนของสาวใช้ที่นอนตะแคงซ้ายกอดเข่า แถมสีหน้าก็ยังเหมือนเด็กขี้แง ถ้ากล้องของแท็บเล็ตเธอไม่เสียคงแอบถ่ายไว้แบล็คเมล์เห็นที่ต้องหลอกให้กินเหล้าบ่อยๆจะได้มีโอกาสแอบถ่ายอีก

“แต่จะว่าไปเหล้าก็ค่อนข้างแรงจริงๆนั่นแหละ” ริสตี้เอามือเคาะหัว เพราะเธอรู้สึกมึนๆเล็กน้อย ทั้งที่ปกติเหล้าดีกรีประมาณนี้เธอเองเวลาดื่มก็รู้สึกเหมือนน้ำเปล่าใส่แอลกอฮอล์ แต่อันนี้มันแรงจริงสงสัยเจ้าของร้านติดฉลากเหล้าผิด

“ตายละต้องรีบไปเปลี่ยนเสื้อ ทรงผมเองก็ยังไม่ได้จัดเลย” ริสตี้ที่เหลือบไปเห็นนาฬิกาที่วางไว้บอกเวลา 19 : 16 น. เธอคงจะยืนมองโดโรธีจนลืมเวลา

ตอนที่เธอกำลังอุ้มโดโรธีกลับร้านมีคนของทามะมิเอาบัตรเชิญมาให้เธอ 2 ใบ เดียว 2 ใบ ตายละต้องพาโดโรธีไปด้วยนี้หว่า ริสตี้หันหลังก็พบว่าเธอเดินออกมาจากร้านแล้ว เห็นทีต้องพาสาวใช้ไปแต่งตัวด้วย รู้งี้น่าจะไปแต่งชุดตามคำเชิญของผู้ติดตามทามะมิตั้งแต่แรก ไปๆกลับๆแบบนี้เหนื่อยฟรีจริงๆ

ณ ห้องแต่งตัวโรงแรมห้าดาว

“คุณหนูมีผมที่งดงามมากเลย” ช่างทำผมหญิงของทามะมิใช้หวีซอยผมของเจที่พลิ้วไหวด้วยไดร์เป่าผมอย่างช่ำชอง

“ใช่ไหมละ ผมของเจนะสวยที่สุดแล้ว” เจที่นั่งเล่นตุ๊กตาสองตัวพูดตอบอย่างไม่ใส่ใจอะไร เพราะทุกครั้งที่มีคนทำอะไรสักอย่างกับหัวของเธอทุกคนต่างก็บอกว่า ผมของเธอสวยมาก

“ผมไม่ใส่ครับ!!”

นิลตะโกนเสียงดังจนทำให้จังหวะการสอยผมของช่างทำผมสะดุ้ง เธอรีบเก็บหวีที่กำลังตกพื้นทันควัน หวีหยกราคาแพงถ้าเกิดตกแตกได้โดนโทโทะด่าจนหูแตกตาย

“พี่นิลเป็นอะไรไหมค่ะ” เจหันไปยังทิศเสียงโดนไม่สนใจที่ดัดผมที่ดัดจนนิ้วของช่างที่ยังเสยผมอยู่เกี่ยวมันหลุดหมด ทำให้ช่างทำผมถอนหายใจเพราะคงต้องทำผมทรงใหม่ทั้งหมด

“เขาไม่เป็นไรหรอก คงจะให้ใส่เสื้อที่ไม่ถูกใจเลยบ่นเฉยๆ หนูก็เคยใช่ไหม”

“ใช่คะ ปกติหนูชอบใส่เสื้อลายลูกไม้แบบนี้ คนอื่นๆอย่างให้ใส่แบบอื่น หนูก็ร้องไห้อย่างเดียว” เจอธิบายพร้อมกับใช้นิ้วไล่ไปยังเสื้อผ้าสไตล์โกธิค แต่คำตอบนี้สำหรับช่างตัดผมแบบเธอได้ฟังถึงกับเครียด เพราะเสื้อโกธิคของเด็กน้อยนั่นเป็นลายดอกเบญจมาศสีขาวที่อยู่บนฉากหลังสีทองแสดงถึงความสูงศักดิ์ไม่พอตัวกลีบบนเสื้อยังทักเป็นรูปดอกคาร์เนชั่นสีขาวอีกตั้งหาก เสื้อแบบนี้มันสำหรับชนชั้นสูงมีกะตังชัดๆ เห็นแบบนี้ก็น่าสงสารดูถ้ากลุ่มสการ์เล็ตคงต้องใช้เงินจำนวนมากในการดูแลเด็กคนนี้

“เอ้ แต่ คงไม่มั้ง” ช่างทำผมส่ายหัวไล่ความคิดเพราะถ้าขืนใช้ชื่อตระกูลยูเรียลเอาดื้อๆนักล่าค้าหัวและสายลับทั่วโลกคงมาลักพาตัวเธอไป ที่ขั้วอำนาจอื่นๆไม่กล้าโจมตีกลุ่มสการ์เล็ต เอาเป็นว่าผู้คนต่างก็เกรงกลัวอำนาจของตระกูลยูเรียลมากกว่า

มีข้อความใหม่คะ

ช่างทำผมดูมือถือที่มีคนส่งข้อความด่วนมาให้เธอ เธอดูหัวของเจสสิก้าก่อนที่จะดูข้อความ ถึงต้องทำผมใหม่หมดก็คงทันเวลางานสบายๆ จะมีคนส่งข้อความด่วนก็น่าจะทันอยู่กดกดกด

“เออ มีแขกด่วนพิเศษให้ทำผมคะ” ข้อความนี้ทำให้เธอเครียดเพราะผู้หญิงในภาพสองคนดูแล้วค่อนข้างมอมแมมโดยเฉพาะคนที่เหมือนกำลังหลับอยู่มีคราบอ้วกเลอะเต็มหน้าและผม

“รู้แล้วส่งไปอาบน้ำก่อนเลย ไปเรียกไอ้พวกที่หลับอยู่ให้ตื่นขึ้นมาให้หมดเดียวนี้ ไม่งั้นทำผมไม่ทันแน่” ช่างทำผมส่งข้อความเสร็จก็โยนมือถือจนมันกระจุยเป็นชิ้นๆแบบไม่เสียดายของ

 

เวลา 17: 42 น. ตามเวลาหมู่เกาะไอแลนด์ ราชอาณาจักรซุนสเซต

ในเครื่องบินส่วนตัวของราชอาณาจักรซุนสเซต

“นิลจะเป็นยังไงบ้างนะ” คีรีสนั่งไขว่ห้างในเครื่องบินส่วนตัวพร้อมกับกินช็อกโกแลตบราวนี่ที่วางในถาดด้านข้าง วันนี้ที่เวนิสมีงานคาร์นิวัลในเขาจึงได้รับคำเชิญในฐานะตัวแทนแห่งราชอาณาจักรซุนสเซต วันนี้เขาจึงใส่ชุดคลุมสีทองที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองมาด้วย

“ท่านครับ เครื่องกำลังจะออกแล้ว เราจะถึงเวนิสตอนเวลา 3 ทุ่มตรงตามเวลาท้องถิ่น” กัปตันพูดผ่านทีวีที่ติดอยู่ตรงสุดทางเดิน

“เอาเครื่องขึ้นได้เลย ไม่งั้นคงไม่เหลือเวลาไปเยี่ยมน้องชายของฉัน” คีรีสสะกิดที่วางมือก่อนที่จะมีคำว่า ‘ออกเครื่องทันที’ ส่งให้กับกัปตันโดยตรงจะได้ไม่เสียเวลารอคำอนุญาตของราชอาณาจักร

“ท่านพี่ท่านคิดว่าพี่มีนเน่จะทำหน้ายังไงเวลาเจอพวกเรา” องค์หญิงน้อยในชุดราตรีสีขาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างหลังคีรีสพูดพร้อมกับใช้มีดหันเนื้อสเต็ก A5 อย่างดีให้เป็นลูกเต๋าจะได้กินกับไวน์แดง

ประโยคนั่นขององค์หญิงคนนั่นทำให้คีรีสหรี่ตาพร้อมกับใช้นิ้วโป้งกดจมูก

“เขาความจำเสื่อม คงจำเราทั้งสองคนไม่ได้หรอก อีกอย่างตอนนี้เขามีชื่อว่า ‘นิล’ ” คีรีสเอาหยิบไม้จิ้มฟันปาไปด้านหลังของตัวเองจิ้มเข้ากับเนื้อสเต็กที่องค์หญิงกำลังจะกิน

“พี่ใหญ่คีรีสขี้โกงหนูงอนแล่ว!” องค์หญิงน้อยวางมีดส้อมพร้อมกับเอามือกอดอกงอน

“รู้แล้ว อย่างอนพี่เลย พี่กินแค่ก้อนเดียวเอง เดียวพี่ให้บราวนี่ของพี่นะ” คีรีสลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนที่จะเอามือลูบหัวน้องสาวคนเล็กของตัวเอง

คีรีสกินเนื้อสเต็กที่ถูกจิ้มด้วยไม้จิ้มฟันพร้อมกับวางบราวนี่ที่ห่อด้วยกระดาษทองอย่างดี “ทำจากช็อกโกแลตนำเข้าจากแอฟริกาใต้ กินคู่กับเมเปิ้ลไซรัปของแคนาดา สินค้าสองเจ้านี้เข้ากันอย่างดีจนขาดไม่ได้เลยละ” คีรีสคลี่กระดาษทองให้เห็นช็อกโกแลตบราวนี่กับซองพลาสติกที่บรรจุเมเปิ้ลไซรัปสีอำพัน ซึ่งสำหรับคนอื่นๆมักจะกินบราวนี่คู่กับไซรัป แต่เขาชอบกินแยกกันมากกว่าแบบบราวนี่ก็กินเดียวๆ ส่วนไซรัปก็ดูดเปล่าๆจากซองไปเลย

“ยกโทษให้ก็ได้” องค์หญิงน้อยยิ้มเสร็จก็ฉีกซองไซรัปราดลงบนบราวนี่ มื้อนี้มีของหวานแล้ว

“แต่โคลมไม่กลัวอ้วนหรือเดียวมีมื้อดึกที่เวนิสอีกน่ะ” คีรีสเตือนน้องสาวของตัวเองไม่งั้นแคลอรี่คงบานเบอะ ถ้าจะเผาผลาญแคลอรี่ที่กินไปทั้งหมดก็ต้องออกกำลังเป็นชั่วโมงดีไม่ดีขั้นต่ำอาจ 3 ชั่วโมง

“ไม่เป็นไรเดียวค่อยลดทีหลัง” โคลมไม่สนใจเรื่องไขมันแม้แต่น้อย เพราะเธอวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว นานๆทีจะได้กินเยอะแบบนี้ก็คงไม่เสียหายอะไร

“งั้นก็ดี เพราะถ้าน้องเกิดเบี้ยวไม่ออกกำลังท่านพ่อคงไม่พอใจมากแน่ๆ” คีรีสหัวเราะ เพราะพ่อของเขาไม่ชอบให้ลูกๆของตัวเองกับขุนนางคนอื่นๆที่มีรูปร่างอ้วน ท่านอยากให้คนอื่นๆดูกระฉับกระเฉงกระตือรือร้น มากกว่าคนอ้วนที่ดูทำอะไรเชื่องช้า

“ไม่ต้องกังวลเรื่องท่านพ่อหรอก หนูยังเด็กกินเยอะนิดน้อยท่านไม่ว่าอะไรแน่ๆ” โคลมกินเนื้ออย่างไม่คิดมาก

คีรีสยิ้มก่อนที่จะกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตัวเองอีกครั้ง เขาหลับตาพลางนึกถึงเมื่อสมัยก่อนตอนที่เขาเพิ่งจะได้รับตำแหน่งเป็นมกุฎราชกุมารใหม่ๆ องค์ชายคนหนึ่งที่มีผู้คนมากมายต่างจ้องตาเป็นมัน ผู้คนมากมายต่างก็อยากใช้ประโยคจากเขาทั้งนั่นซึ่งเขาก็รู้ดีถึงเขาจะเป็นที่ใกล้เคียงกับบัลลังก์มากที่สุด แต่ก็เป็นเพียงแค่ในนาม ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจใครก็พร้อมที่จะถูกเขี่ยทิ้งได้ทุกเมื่อ

จนกระทั้งวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงเมื่อ 8 ปีก่อน วันที่เขาเจอกับเด็กคนหนึ่งที่ได้เป็นน้องชายบุญธรรมเพราะท่านพ่อถูกใจแม่ของเด็กคนนั่น และผู้หญิงคนนั่นกำลังตั้งครรภ์ลูกของท่านพ่อ การพบเจอในวันนั่นทำให้เขากลายเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ที่โด่งดังจนไม่มีใครคิดจะต่อกรกับเขาอีก

คีรีสมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนที่หน้าเขาจะเปลี่ยนสี เขาเคาะที่วางมือก่อนที่จะลุกขึ้นเดินไปที่ท้ายเครื่อง

“พี่จะไปไหนเหรอ” โคลมถามพี่ชายของตัวเองขณะที่ใช้ผ้าเช็ดปากเช็ดคราบซอสที่เลอะแก้ม “พี่จะไปเข้าห้องน้ำเดียวมา” คีรีสสะบัดมือก่อนที่จะเดินไปท้ายเครื่อง

คีรีสเดินไปที่ห้องเก็บของท้ายเครื่องเพื่อเช็คว่าคนที่เขาเห็นตอนอยู่ข้างนอกใช่เจ้าสัตว์ร้ายหรือไม่ เขาเดินและหยุดอยู่ใจกลางห้องเก็บของ

“ถ้ามีอะไรจะคุยก็ออกมา ไม่เช่นนั่นจะหาว่าไม่เตือน” คีรีสถอดเสื้อนอกออกและพับอย่างเรียบร้อย แต่มีบางอย่างพุงใส่เขาด้วยความเร็วสูง

คีรีสบิดตัวออกเล็กน้อยและใช้เสื้อนอกป้องกันการสีระหว่างชายโครงเขากับสิ่งที่โจมตี

“คุณนาระมีอะไรกับผมหรือเปล่า” คีรีสพูดเสร็จก็ใส่เสื้อนอกในทันที

“องค์รัชทายาทแห่งซุนสเซตยังคงว่องไวและนอบน้อมเช่นเคย” นาระพูดพร้อมกับโชว์ฟัน

“คุณเองก็ยังทำตัวเหมือนสัตว์ร้ายที่คิดจะฆ่าเพียงอย่างเดียว” คีรีสหมุนหัวไหล่ตอนนี้เขากับนาระกำลังสู้กันในห้องเก็บของเล็กๆพวกเขาทั้งสองคนอยู่ห่างกันไม่ถึง 5 เมตร “ถ้าคุณคิดจะสู้กับผมก็เตรียมใจที่จะตายเอาไว้ด้วยนะครับ” คีรีสพูโ

เมื่อได้ยินดังนั่นนาระก็กอดอกก่อนที่จะนั่งขัดสมาธิ “ก็แค่มีอะไรอยากจะถาม ก่อนถามก็อยากจะทดสอบฝีมือตัวเองซ่ะหน่อย” คีรีสพูดพร้อมกับดูเล็บของตัวเอง

“แต่ถ้าผมพลาดท่าคุณก็คงฆ่าผมทิ้งอยู่ดี” คีรีสพูออย่างรู้นิสัย นาระนั่นชื่นชอบการฆ่ามากกว่าการเอาตัวรอด เขาเป็นคนที่แทบจะไม่กลัวอะไรเลยเว้นเสียแต่สายเลือดของยูเรียลที่มันเกรงกลัวมากที่สุด

นาระแลบลิ้นเดิมทีเขาก็คิดที่ทำลายระบบขับเคลื่อนของเครื่องบินทิ้ง แต่เจ้าคีรีสก็ดันรู้ตัวก่อน แถมการลอบโจมตียังพลาดอีกคงจะฆ่าคีรีสทิ้งไม่ได้แล้ว เอาเถอะเขามาที่นี้เพราะมีบางอย่างจะถามเท่านั่น

“นิลคือมีนเน่หรือเปล่า” นาระถาม เพราะท่าทีของดีนอฟที่มีต่อนิลนั่นค่อนข้างแปลก เขาเลยลองหาข้อมูลเปรียบเทียบดู วันนี้จึงมาเพื่อให้แน่ใจ

“ใช่นิลคือมีนเน่” คีรีสยอมรับ

“ไม่กลัวว่าเออร์เรียจะใช้ประโยชน์เหรอ” นาระนึกสนุกเพราะถ้าความจริงว่านิลคือมีนเน่หลุดไป รับรองได้เลยว่าทั้งตระกูลยูเรียลและเวอร์มิลเลี่ยนไม่อยู่เฉยแน่

“ถ้าทุกอย่างลงที่ฉัน ฉันก็ไม่สนใจหรอก”

“แต่มันจะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 4 น่ะ” นาระพูดพร้อมกับยิ้ม ถ้าเกิดสงครามได้ก็ดี โลกจะได้กลับสู่ยุคที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่ทุกวันจะมีขั้วอำนาจต่างๆก่อสงครามกันเมามันส์

“คุณสนุก แต่ผมไม่สนุก ถ้าเกิดคุณนาระคิดก่อสงครามผมก็ต้องตัดฟันเสียตั้งแต่ต้นลม” คีรีสเดินเข้าไปหานาระก่อนที่จะเอามือคว้าคอของนาระเอาไว้

“คนทั้งตระกูลแกมีความสามารถแบบนี้ทุกคนหรือไง” นาระกัดฟัน ทุกครั้งที่เขาเจอคนตระกูลนี้ ร่างกายมันขยับไม่ได้แม้แต่นิด พลังที่ไม่รู้ว่าจะใช้ตอนไหนและต่อต้านไม่ได้แบบนี้ขี้โกงมาก

“ผมกับคนอื่นๆมี แต่นิลไม่มี” คีรีสแสดงคำพูดตัวเองด้วยเสียงเข้ม ก่อนที่จะปล่อยมือของตัวเองออกจากคอของนาระ เพราะเขารู้สึกขยะแขยงที่สัมผัสร่างแบบนั่น ร่างที่เคยถูกเคยเป็นสิ่งมีชีวิตมาก่อน

“จะบอกว่ามันเป็นผู้ปลดปล่อยตัวจริงงั้นหรือ” นาระบิดคอตอนนี้เขาขยับได้แล้ว ความรู้สึกกลับคืนสู่ร่างกายอีกครั้งโดยเฉพาะคอที่ปวดสุดๆ

“โลกถึงยุคนั่นแล้วสินะ” นาระลูบคอตัวเองที่มีรอยมือ ถ้าเรื่องที่คีรีสเล่ามาเป็นเรื่องจริงรับรองงานนี้ได้สนุกกว่าสงครามโลกอีก

“แต่ขอเตือนไว้ก่อน ถ้าเกิดคุณอาละวาทผมก็จะไม่ปล่อยคุณไว้” คีรีสพูดคำขาด เพราะสำหรับเขาแล้วนาระเป็นตัวอันตรายที่ไม่อยากร่วมมือด้วย แต่ดันมีเรื่องที่มีเพียงนาระเท่านั่นที่จัดการได้อย่างเรียบร้อยที่สุด เขาก็เลยร่วมมือกับมัน ถ้ามันอาละวาทเขาก็จะจัดการมันตอนไหนก็ได้ ถึงอย่างนั่นคนที่จะจัดการนาระก็ไม่ควรจะเป็นเขา

มันเลยกลายเป็นเป็นปัญหาใหม่ว่าใครที่มีทั้งพลังและเหมาะสมที่จะจัดการมัน




NEKOPOST.NET