Sunshine ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST

Sunshine

Ch.1 - Starter


SUNSHINE Chapter 1

      

       ไฟริบหรี่ในสถานที่ที่ผมเองก็คุ้นเคยดี ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆห้องหนึ่ง ข้างตัวผมในตอนนี้มีแต่ขี้ยางลบ และ เศษกระดาษเกลื่อนเต็มโต๊ะไปหมด ดวงไฟที่กะพริบปริ๊บๆอยู่ข้างๆผมก็คือ โคมไฟแบบตั้งโต๊ะสีเงิน ซึ่งดูแล้ว ท่าทางไฟใกล้จะหมด เพราะมันกระพริบถี่เหลือเกิน ดินสอไม้ที่อยู่บนหูของผมร่วงลงมาบนโต๊ะนั่นคือสัญญานที่บ่งบอกว่า ผมคิดออกแล้ว และแล้ว ผมก็เริ่มหยิบดินสอขึ้นมาแล้ววาดรูปลงไปในกระดาษตรงหน้า

 

“ เอ~ เพิ่มลายจุดดีมั้ยน้า~ ” ผมบ่นพึมพำพลางควงดินสอไปด้วย

       

       จากนั้น ดินสอก็ได้ถูกนำกลับไปเหน็บไว้ที่หู และนั่นก็มีความหมายเช่นกันว่า ผมเริ่มลังเลใจ ความคิดอุดตันเกินกว่าจะนึกแล้ว ที่ผมต้องมาวาดรูปอยู่ที่นี่น่ะหรอ แฮ่มๆ ถ้าจะให้เล่าก็คงจะยาวแน่ๆ ตั้งใจฟังกันละกัน

   

     ผมเป็นชายหนุ่มชื่อ โยชิโนะ เรียวกะ หรือ เรียวโนะ เรียวคุง เรียวจัง ( เยอะแยะไปหมด) แล้วแต่จะเรียกกัน  ขณะนี้ผมก็อายุ 17 ปี แล้วล่ะ วัยนี้ก็ใกล้จะต้องเดินทางหาชีวิตของตัวเองได้แล้ว จะบอกให้นะ ผมน่ะมีความสามารถด้านการวาดรูป ซึ่งก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรมาก ก็พอถูไถได้ ประมาณนั้น โดยช่วงปิดเทอมหน้าร้อนที่ผ่านมา ผมเกิดภาวะถังแตกอย่างกะทันหัน ซึ่งธนาคารเคลื่อนที่อย่างคุณพ่อและคุณแม่ก็ดันไปดูงานที่ต่างประเทศซะด้วยสิ (แย่เลยทีเดียว) เพราะฉะนั้น     ความหวังเพียงหนึ่งเดียวในการเบิกเงินออกมาใช้ของผมมีเพียง พี่สาวแท้ๆของผม     โยชิโนะ ซาราโกะ หรือ พี่ซาร่า พี่ซาร่าอายุ (เซ็นเซอร์) ปี ซึ่งพี่ซาร่าเพิ่งจะกลับมาจากต่างประเทศได้ไม่นาน ในการไปศึกษาที่ต่างประเทศนั้นพี่ซาร่าได้ศึกษาเกี่ยวกับการแฟชั่น พึ่งจะจบมาหมาดๆ ก็กลับมาเปิดร้านเสื้อที่โอซากา ซึ่งกระแสตอบรับต่อร้านที่พึ่งเปิดก็ค่อนข้างที่จะดีเลยทีเดียว   พี่ซาร่าเป็นคนที่ฉลาดและเก่งกาจที่สุดในบ้าน อีกทั้ง เป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์พอสมควร ผู้ชายเลยแห่กันมาขายขนมจีบเยอะพอดู และ มีมนุษย์สัมพันธ์ได้กับทุกๆคน (โดยเฉพาะลูกค้า) ที่สำคัญ ความสามารถของพี่ท่านก็มากมายซะเหลือเกิน แต่ที่เด่นๆก็คงจะไม่หลุดพ้นไปจากการออกแบบเสื้อและวาดรูปที่พี่ท่าน เก่งระดับ world class เลยล่ะ

    

    ว่าแล้ว ผมก็รีบคว้าโทรศัพท์มือถือรุ่นโบราณกาล ที่เป็นผลมาจากการต้องประหยัดตังค์มา หมุนเบอร์ต่อสายตรงถึงคุณพี่สาวสุดที่รัก (ทางการเงิน) ทันทีโดยไร้ความลังเล

 

“ชั้นหวง ชั้นมาทวงของฉันคืน~ !” เสียงรอสายช่างประทับจิตจริงๆ ผมกดโทรอีกครั้ง

 

ชั้นแค้นสุดขีด สุดฤทธิ์สุดเดชว่าทำไมๆ ต้องทำร้ายกันอย่างนี้ ~ ” เส้นความอดทนที่ผมจำกัดไว้   ต่ำแทบจะทำให้อยากจะเอานิ้วไปกดปุ่มสีแดงล้มเลิกความตั้งใจอยู่แล้ว เสียงหวานใสที่ดังขึ้น ทำให้ความคิดเหล่านั้นมลายหายไป

 

“สวัสดีจ้ะ เรียวจัง ~ ” ปลายเสียงกรอกเสียงหวานใส่ตามที่รู้จักกันดี

 

“หวัดดีครับพี่ คือว่า...”

 

“คุนน้องคะ! พี่กำลังออกแบบเสื้ออยู่นะคะ! โทรมาได้จังหวะนรกมากเลยค่ะ แล้วนี่ก็กี่โมงกี่ยามแล้วคะ โทรมาเนี่ย น่าจะรู้จักความเกรงใจบ้าง ตายแล้วค่ะ ลืมหมดเลยว่าจะใส่ลายอะไรต่อแล้วนะคะ!!!....”

   

  แล้วก็ถูกด่าสวดสารพัด ยาวนานนับ 5 นาที จนกว่าเจ้าตัวจะหมดอารมณ์

 

“แล้ว...คุนน้องเรียวมีธุระอะไรเหรอคะ?”

 

“อ่า....คือว่าถ้ารบกวนพี่ ผมวางสายก็ได้นะ..เล่นเทศน์ซะยาวเชีย” ผมตอบไปแบบเบื่อๆ

 

“อ้าว~  เรียวจัง งอนพี่ซะแล้วหรอ อย่างอนสิ งอนแล้วจะเครียด เครียดแล้วจะทำให้หน้าเหี่ยวนะจ้ะ” พี่ซาร่าตอบกลับมาด้วยเสียงหวาน ราวกับว่าเป็นคนละคนกับเมื่อกี๊

 

“แหม่..พี่ เมื่อกี๊ยังด่าผมฉอดๆๆอยู่เลย เอ้อ~ ช่างเถอะ พี่สบายดีป่าวอะ” ผมเริ่มเข้าเรื่อง

 

“จ้า~ เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน พอมาเปิดร้าน ลูกค้าก็แห่กันเข้ามาเยอะมากเลยล่ะจ้ะ ช่วงนี้ก็เลยเหนื่อยหน่อยน่ะจ้ะ..”

 

“...อืม แล้วเรียวจังล่ะ ตอนนี้ปิดเทอมแล้วนี่ เป็นไงบ้างจ้ะ”

 

“อ้อ~ ผมก็สบายดีครับพี่..แต่ว่า พี่รู้ได้ไงว่าผมปิดเทอมอยู่อ่า”

 

“ก็มีลูกจ้างที่ร้านคนนึง เค้าเรียนที่เดียวกันกับเรียวจังยังไงล่ะจ้ะ”

 

“มีลูกจ้างที่ร้านด้วยหรอครับ~ โหววว เจ๋งดีแฮะ..”

 

“....อะ..เอิ่ม..พี่..ซา...ซาร่า...คือว่า”

 

“ทำไมหรอจ้ะ”

 

“คือ...ว่า..ผะ..ผม..”

 

“?????”

 

“ขอยืมเงินหน่อยสิครับ!!!!” ผมได้พูดประโยคในตำนานออกไปแล้ว เพราะคำๆนี้ ทำให้ทุกๆอย่างได้เกิดขึ้น หลังจากที่ผมพูดเสร็จ สายก็ถูกตัดไปแบบอัตโนมัติ ผมพยายามที่จะโทรไปหาพี่ซาร่าเพื่อคุยให้จบ แต่ว่าพี่ซาร่า...ก็ไม่รับสาย...

 

    จนกระทั่งเวลา 18.15 นาที ผมกลับมาจากร้านเฟรชมาร์ท (ในสภาพถังแตก) แล้วกำลังจะเข้าบ้าน ขณะที่ผมกำลังไขประตูอยู่นั้น จู่ๆก็มีมือใครก็ไม่รู้มาจับที่ไหล่ขวาของผม!!

 

“ว้ากกกก~~ ใครน่ะเอ็งงง!!!” ผมควักเอาต้นหอมจากถุงเฟรชมาร์ทออกมาป้องกันตัว

 

“พี่เองจ้ะๆ แหม่...เรียวจัง ตกใจซะ” พี่ซาร่านี่เอง พี่ซาร่ามาพร้อมกับชุดกระโปรงยาวทั้งตัวและกระเป๋าถือใบนึง

 

“ตกใจหมด~ พี่ซาร่ามาทำอะไรแถวนี้หรอ” ไม่ใช่ว่าผมจะจำพี่สาวคนเดียวของตัวเองไม่ได้หรอกนะ แต่เพราะช่วงที่กำลังจิตตกเรื่องตังค์แบบนี้ ทำเอาผมคุมสติตัวเองไม่ค่อยไหว

 

“อ๋อ~ พี่ก็มาหาเรียวจังยังไงล่ะจ้ะ” พี่สาวคนเดียวที่ว่าพูดขณะยังยิ้มหวานตามบุคลิคปกติ

 

“งั้นเข้าบ้านก่อนละกันนะครับพี่ นี่ก็มืดละ แมลงเยอะ”

       

           จากนั้นผมและพี่ซาร่าก็เปิดประตูเข้าบ้านไป บ้านของผม (ซึ่งความจริงก็เป็นของทุกคน แต่มีผมนี่แหละที่อยู่ติดบ้านนานสุดน่ะ) เป็นบ้าน 2 ชั้น ซึ่งก็อยู่ในระดับกลางๆนะ ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก อาหารเย็นโดยปกติแล้ว ผมจะกิน นิชินหมูสับ (หรูมาก) แต่วันนี้ได้แรงพี่ซาร่ามาช่วยทำอาหารเย็น เมนูจึงพัฒนาการเป็น สตูว์แกงกะหรี่ เคียงกับหมูชุบแป้งทอด พร้อมข้าวสวยร้อนๆ อีกทั้งยังมีน้ำผลไม้ฝีมือพี่ซาร่ามาช่วยให้กินอาหารได้อย่างคล่องคอขึ้นอีกด้วย พูดได้ในที่นี้เลยว่า คุณพี่ของผมเธอทักษะสูงแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทำอาหาร ทำความสะอาด ดนตรี มารยาท การพูดจา การเรียน การเงิน ความดูดี หล่อนแทบจะเหนือผมทุกทาง(ยกเว้นเรื่องกีฬาที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับผู้หญิง) หากมีสิ่งเดียวที่พอจะเทียบเคียงกันได้ มันก็คงมีอยู่บ้าง คือ....

 

อร่อยมั้ยจ้ะเรียวจัง” การเอ่ยขึ้นของผู้ที่ทำอาหารให้ทาน ได้หยุดความคิดของผมพอดี

 

“เออ..อร่อยๆ” ผมเอ่ยกลับแบบชินปาก จากนั้นค่อยยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นมาดื่ม

 

“อ้อ ค่าอาหารวัตถุดิบวันนี้น่ะ พี่ออกให้ก่อนนะ”

 

   น้ำผลไม้ 1 อึก เกือบจะทะลักออกมาจากปาก เมื่อตีความหมายประโยคดังกล่าวเสร็จ

 

“ตะ..แต่ผมไม่ค่อยมีเงิน” แหงสิ ค่าอาหารแต่ละอย่างชั้นเลิศหรู ถ้าออกเองคงมีหวังกินแกลบหนักกว่าเดิม เมื่อถึงจุดนี้แล้ว...ผมเพิ่งตระหนักบางสิ่งขึ้นได้

 

{พี่ซาร่าน่ะ งก ตัว แม่ !!!}

 

“พี่ไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้นหรอกจ้ะ” ….ใช่ ไม่ใช่ใจร้าย แต่เค็มยิ่งกว่ามหาสมุทร ผมเสริมในใจ คำนินทาในใจหยุดลงด้วยประโยคถัดไป

 

“ค่าอาหารวันนี้ก็ค่อยใช้หลังเงินเดือนออกก็ได้นะ”

 

“หมายความว่า....”

 

“อืม นั่นแหละจ้า”

 

“พะ....พะ...พี่...จะให้ผมยืมเงินจริงๆหรอ ??” ผมตีความ

 

    ชั่ววินาที ปลายส้อมจากฝ่ายตรงข้ามราวกับเทเลพอร์ทมาจ่อที่คอหอยของผมทันที

 

“ไม่จ้ะ” สีหน้าของคนที่จะประทุษร้ายยังคงยิ้ม ยิ้ม และ ยิ้มเสมอ

     

       อีกอย่างที่ผมลืมนึกไป ถ้าบนโต๊ะอาหารเป็นเวลาอันศักดิ์สิทธิ์(ของพี่ซาร่าคนเดียว) มีใครพูดไม่เข้าหู(ยกเว้นพ่อแม่,คนที่อาวุโสกว่า) ช้อนส้อมที่อยู่ในมือจะแปรสภาพเป็นอาวุธชั้นยอดสำหรับหุบปากอีกฝ่ายได้ในทันที และอีกประการที่คนอื่นต้านทานไม่ค่อยทันคงเพราะเขาใช้กันแต่ตะเกียบ มีแต่พี่ซาร่านั่นแหละที่ใช้เพียงช้อนส้อมราวกับไม่ใช่คนญี่ปุ่นอะไรอย่างนั้น

     

       ผมเคยถามว่าทำไมพี่ไม่ใช้ตะเกียบเลยตั้งแต่เด็กยันโตเป็นสาว และคำตอบที่ได้รับคือ [ก็มันใช้จ่อคอคุณน้องได้น่ากลัวกว่าตะเกียบนี่คะ ฮึกๆๆ] จากนั้นผมก็ไม่ได้ถามอะไรพรรคนี้อีกเลย

     

      จะว่าไป มีครั้งหนึ่งที่ผมคิดว่าผมโชคดีอยู่บ้างที่เกิดเป็นคนญี่ปุ่นแถบเอเชีย...ทำไมนะเหรอ?? ก็ถ้าพวกเรา 2 พี่น้องเกิดในแถบยุโรปอเมริกา ก็คงไม่มานั่งมีชีวิตถึงปัจจุบันนี้หรอก!!

 

“แหม กลัวไปได้” เจ้าส้อมมหากาฬถูกลดลง “เข้าเรื่องเราดีกว่าเนอะ”

 

“โถ่~ พี่ ก็เห็นพี่ทำเหมือนจะเลี้ยงข้าวผม ผมก็เลยคิดไปไกล”

 

“ก็ไม่ใช่ว่าพี่ไม่อยากจะให้ยืมหรอกนะ แต่ถ้าเรียวคุงอยากจะยืม ก็คงต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนิดนึงน่ะจ้ะ” พี่ซาร่าตอบกลับมาด้วยปฏิกริยาอันรวดเร็ว(พูดง่ายๆว่าพี่ท่านตีความหมายที่ผมพูดเมื่อกี๊ได้แล้ว ตามประสาพี่น้อง)

 

“ข้อแลกเปลี่ยน ??”

 

“ใช่แล้วจ้ะ~ ข้อแลกเปลี่ยนเล็กๆน้อยๆ...”

 

 

-และนั่นคือเหตุผมที่ผมมานั่งทำงานอยู่ที่นี่-

 




NEKOPOST.NET