Jinx Pech
Ch.9 - Diceria (ข่าวลือ)
ภาพแรกที่เขาเห็นหลังจากตื่นขึ้นมาอีกครั้งคือเพดานสีขาวในห้องพยาบาลก่อนที่จะตามด้วยใบหน้าที่คุ้นเคยของฟีอาที่บัดนี้กำลังมองเขาด้วยสายตาที่ไร้อารมณ์ แต่กระนั้นเขากลับรู้สึกถึงอารมณ์ที่น่าดีใจอะไรสักอย่างที่กำลังแผ่ออกมารอบตัวเธอในตอนนี้
น่าสงสัยชะมัด
นั้นคือความคิดที่แสนจะเหม็นเน่าของชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าขยะสังคมที่คิดมาในตอนแรกหลังจากที่เขาได้ถูกช่วยด้วยมือของเธอผู้นี้ถึงตอนแรกเขาจะเกือบตายเพราะเธอผู้นี้ก็ตาม
คำว่าสำนึกคงไม่มีเลยสินะ
“นี่ฉัน...”
“ก็แบบเดิมๆนั้นแหละ” ฟีอาเอ่ยตอบอย่างพอจะเดาออกว่าจิงคจะพูดอะไร
“งั้นเหรอ แย่จริงๆเลย” จิงคบ่นพึมพำออกมาเบาๆ
“แต่มันดีสำหรับฉันนะ” ฟีอาเอ่ยสวนเสียงค่อยจนทำให้จิงคต้องเหลือบสายตามองเธออย่างสงสัย
อ่านะ มันคงจะดีจริงๆนั้นแหละ แต่สำหรับเธอนะ เพราะสำหรับฉันมันเลวร้ายสุดสุดเลย จิงคคิดในใจอย่างสุดเซ็ง แต่กระนั้นเขาก็แสร้งคลี่ยิ้มออกมาอย่างไม่อยากทำลายบรรยากาศดีดีในตอนนี้
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะ “
คำพูดนั้นของจิงคทำเอาหญิงสาวผมดำผู้นี้เริ่มออกอาการที่ยิ้มร่าอออกมาอย่างยินดีเป็นอย่างมากจนทำให้ชายหนุ่มต้องรีบเบือนหน้าหนีทันทีอย่างไม่กล้าที่จะมอง
เพราะเขากลัวว่าถ้าเผลอมองไปชีวิตเขามันคงจะอันตรายยิ่งกว่าเดิม
เอาเป็นว่าเธอคนนี้แค่ยืนอยู่เฉยๆก็ทำให้ผู้ชายหลายคนรวมถึงเขาเสียสมดุลทางหัวใจได้แล้ว แต่กระนั้นสมญานามของเธอมันก็ยังสามารถยับยั้งอารมณ์ด้วยเหตุและผลไว้ได้อยู่เพราะความรู้สึกกลัวตายมันยังคงมีผลเป็นใหญ่
แต่ทว่ารอยยิ้มนั้นของเธอรู้สึกว่ามันจะเป็นอะไรที่อยู่นอกเหนือกฏทางฟิสิกส์และแถมยังอยู่นอกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้ข้ออ้างที่เคยยับยั้งความรู้สึกนั้นหายไปได้อย่างง่ายดาย
เอาเป็นว่ามันมีฤทธิ์ในการล้างสมองขั้นสูงสุดแบบประมาณว่าสามารถพาให้ผู้ชายหลายคนยอมฆ่าตัวตายด้วยความคิดง่ายๆที่ว่า ขอแค่ให้ได้จับพอเป็นบุญมือถึงต่อจากนั้นจะเป็นอะไรก็ช่างมันแล้ว
“นี่ฟีอา”
“หืม?”
“สรุปแล้วเรื่องข่าวลือที่ว่าใครที่มาจับตัวเธอแล้วต้องตายนี่มันจริงหรือเปล่า?” จิงคอดเอ่ยถามออกมาไม่ไหวหลังจากเจอสภาพสุดน่ารัก น่าฟัด และน่ากอดติดต่อกันมาเป็นคริติคอลแล้ว
“จิงคสงสัยงั้นเหรอ?” ฟีอาเอียงคอถามเขาด้วยท่าทางที่ไร้อารมณ์
“พอสมควรเลยล่ะ แล้วสรุปว่ามันจริงมั้ยล่ะ?”
“ก็ไม่ปฎิเสธหรอกนะว่าไม่จริง แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นอย่างนี้ก็ตามแต่ผลของสิ่งนั้นรู้สึกมันจะจำกัดผลเฉพาะผู้ชายเท่านั้นเอง”
คำตอบนี้ของฟีอาเล่นทำเอาจิงคต้องอ้าปากหวอออกมาน้อยๆกับข่าวใหม่ที่เขาพึ่งได้รับรู้มาว่า ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ มันเป็นฉายาที่ใช้ได้เฉพาะกับผู้ชายเท่านั้นส่วนผู้หญิงไม่มีผล
แล้วนี่มันยังไงกันล่ะเนี้ย?
แต่จะว่าไปหลายคืนที่ผ่านมาฟีอาก็นอนกับไดอาน่ามาตลอดแล้วที่สำคัญชุดที่ฟีอาใส่นอนมันก็น้อยชิ้นพอสมควร เอาเป็นว่าถ้าเขาไม่ติดว่ากำลังรู้สึกอดสูที่ตัวเองโดนสาปเป็นร่างหญิงอยู่ เขาคงมองฟีอาในทุกคืนด้วยสายตาที่หื่นกระหายแน่นอน
บางทียัยเทพธิดาซาตานนั้นก็อาจจะคิดถึงเรื่องนี้ไว้แล้วกระมั้ง แต่ว่าทำเป็นอย่างอื่นแทนก็ได้นี่หว่าไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นอันที่จริงเขาเองก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าควระทำยังไง
ที่สำคัญไดอาน่าถึงจะแต่งตัวรัดกุมกว่าฟีอาก็เถอะ แต่มันก็ยังมีส่วนเนื้อหนังโผล่มาบ้างอยู่ แล้วแบบนั้นเธอจะไม่ได้สัมผัสฟีอาเลยงั้นเหรอ
มันคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
งั้นก็คงแสดงว่าทุกอย่างมันคงเป็นเหมือนที่ฟีอาบอกจริงๆสินะ
แล้วทำไมมนตราคุ้มกายที่ทำให้ฟีอาได้สมญานามว่า ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ ถึงเล่นงานเฉพาะกับผู้ชายเท่านั้นล่ะ?
คำถามใหม่ได้ผุดขึ้นมาในมโนความคิดของเขาอีกครั้ง เพราะความรู้สึกต่อมนตรานั้นมันดูแล้วมันมีอะไรที่ดูลักลั่นพอสมควรเลยราวกับว่ามนตรานั้นมีไว้แค่ปกป้องตัวเธอจากผู้ชายเท่านั้น ไม่ใช่มนตราแห่งความตายอะไรอย่างที่เขาคิดในตอนแรกเลย
แต่เดี๋ยวสิ ถ้าอย่างนั้น...
“ถ้าอย่างนั้นถึงฉันโดนตัวของเธอเมื่อคืนนี้ฉันก็ไม่น่าจะเป็นอะไรใช่มั้ย?” จิงคเอ่ยถามขึ้นอย่างฉุดคิดขึ้นได้
“เรื่องนั้นฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ก็น่าจะเป็นแบบนั้นล่ะมั้ง” ฟีอาเอ่ยตอบเสียงเรียบจนทำให้จิงคต้องถลนตามองเธอทันทีด้วยความรู้สึกที่เกินจะกล่าว
แล้วสรุปเมื่อคืนเขาต้องทนเจ็บปางตายแถมยังต้องเป็นหนี้บุญคุณไอ้ท่านนักบุญหญิงบ้าๆนั้นไปเพื่ออะไรกัน ถ้าถึงโดนตัวฟีอาก็ไม่เป็นไรแบบนี้
ให้ตายเถอะ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี้ย!!!
แต่ถ้ารู้อย่างนั้นแล้วยัยแม่มดสาวนี่ก็ไม่น่าจะต้องใช้เวทลมผลักตัวเขาไปแบบนั้นเลยนี่นา
ชักไม่เข้าใจแล้วสิว่ายัยนี่คิดยังไงกับเขากันแน่?
แต่ดูเหมือนว่าฟีอาจะอ่านสีหน้าของชายหนุ่มที่นอนอยู่บนตักของเธอออกเธอจึงรีบเอ่ยออกมาอย่างร้อนรนทันที
“แต่ตอนนั้นฉันไม่แน่ใจนี่นาฉันก็เลยเลือกทางที่ปลอดภัยไว้ก่อนน่ะ”
ทางที่ปลอดภัยงั้นเหรอ?
ซี่โครงหักสองซี่ กระดูกแขนหักทั้งสองข้าง เอ็นขาขวาซีกขาด ระบบประสาทได้รับความเสียหาย แถมมีบาดแผลฉกรรจ์อยู่ที่ศีรษะและแผ่นหลัง แบบนั้นนะน่ะที่เรียกว่าทางที่ปลอดภัยน่ะ
ให้ตายเถอะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ก็คงไม่เคยอยู่บนทางที่อันตรายแล้วล่ะ
เพราะพูดกันตามตรงแล้วสภาพที่เขาโดนเธอเล่นตอนนั้นมันทำให้เขาตายไปได้มากกว่าหนึ่งหนเสียด้วยซ้ำ
“งั้นเอาเป็นว่าคราวหน้าฉันขออยู่บนทางที่ตั้งอยู่ในความเสี่ยงบ้างก็ได้นะ” จิงคพยายามเอ่ยออกมาอย่างถนอมน้ำใจคนฟังมากที่สุด
เพราะถึงอย่างไรเธอก็ได้สำแดงมนตราของเธอให้เขาเห็นกับมาตาแล้วว่าขนาดที่เธอออมแรงอย่างสุดมือยังทำให้เขามีสภาพแบบนั้นได้ แล้วถ้าเขาเผลอไปทำตัวให้เธอเอาจริงเพียงเพราะเขาไปพูดอะไรที่ทำให้เธอขัดใจแล้วล่ะก็
ต่อให้สิบไดอาน่าก็คงลากเขากลับมาจากนรกไม่ได้แน่ๆ ขอรับประกันเลย
แต่ถึงกระนั้นคนรับฟังก็พยักหน้ารับคำพูดของเขาแต่โดยดีแบบไม่เอ่ยขัดแต่อย่างใด
“ว่าแต่นี่ฉันมาอยู่ห้องพยาบาลนานเท่าไรแล้วล่ะ?” จิงคเอ่ยถามอย่างเปลี่ยนประเด็น
“ก็ตั้งแต่คาบแรกตอนนี้ก็พักเที่ยงแล้วล่ะ”
ประมาณสี่ถึงห้าชั่วโมงสินะ
น่ายินดีจริงๆที่อานุภาพรองเท้าหนึ่งคู่ในตอนนี้มันเทียบเท่ากับอนุภาพรองเท้าข้างเดียวเพราะอย่างน้อยเขาก็สลบและตื่นตามเวลาปกติอยู่เหมือนทุกครั้ง ไม่สิ ถ้าคิดในแง่กลับกันแล้วบางทีมันอาจจะเป็นเพราะร่างกายของเขามันทนทานได้เพิ่มมากขึ้นหรือเปล่า
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาเองก็เริ่มหวั่นใจแล้วสิกับสภาพตัวเขาที่เริ่มชินชากับเหตุการณ์พวกนี้ขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถึงยังไงก็ขอบ่นหน่อยเถอะว่ารองเท้านานาเอลกับใบหน้าของเขาเนี้ย มันเป็นอะไรกันนักหนา ถ้าใบหน้าเขาแปลงตามสภาพกับสิ่งที่เคยสัมผัสได้แล้วล่ะก็ ไอ้คุณนานาเอลคงไม่ต้องหารองเท้าพวกนั้นมาใส่เวลาเดินออกจากห้องแล้วล่ะ เพราะแค่เธอเหยียบใบหน้าของเขาและสั่งว่าต้องการรองเท้ารูปแบบไหนก็คงจะได้เกือบครบทุกรูปแบบแล้ว
ให้ตายดิ้นคิดบ่นทีไรอนาถใจทุกที
“ว่าแต่หลังจากที่ฉันสลบไปแล้วมีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า?” ชายหนุ่มถามต่อด้วยความรู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับสาวเจ้าที่เขานั่งหม้ออยู่หลังจากเขาคิดถึงเธอขึ้นมาได้
“ไม่นี่นา” ฟีอาตอบกลับสั้นๆ
“จริงอ่ะ” จิงคเอ่ยถามย้ำอีกทีเพื่อความมั่นใจ
“ก็จริงนะสิ” ฟีอาตอบรับด้วยเสียงที่มั่นใจสุดขีดจนทำให้จิงคเริ่มเบาใจลงไปได้มาก
เพราะถึงอย่างไรฟีอาก็เป็นคนเพียงคนเดียวในสถาบันนี้ที่เขาพอจะไว้ใจได้มากที่สุดหลังจากที่ได้คบกับเธอมาได้เกือบสัปดาห์แล้ว ถึงแม้ว่าเธอจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่เธอก็ไม่เคยที่จะทำอะไรให้เขาลำบากและที่สำคัญเธอยังคอยช่วยเขาทุกครั้งที่ต้องพลาดท่าเพราะการเล่นหนักๆของยัยเทพธิดามหาประลัยนั้นด้วย
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
แค่ชั่วพริบตาหลังจากที่จิงคเดินออกมาจากห้องพยาบาลโดยทิ้งให้ฟีอายืนคุยเรื่องยาทาแผลของเขากับนักศึกษาทุนชั้นปีสามที่ประจำห้องพยาบาลเขาก็พบว่าหญิงสาวผู้นั้นแทบที่จะยืนเกร็งทันทีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เมื่อเธอพบว่าตัวเธอต้องมาคุยกับว่าที่ผู้นำตระกูลที่มีศักดิ์ราวกับจอมมารของโลกนี้ก็ไม่ปานแต่เพียงลำพัง โดยที่ไอ้ชายหนุ่มที่เจ็บหนักมันดันขอเดินกลับห้องเรียนไปก่อนและเหล่าเพื่อนฝูงก็ทิ้งเธอไปกันหมดสิ้นราวกับนัดกันไว้โดยพร้อมเพรียง
อันที่จริงเขาเองก็พอจะเข้าใจอยู่ถึงความรู้สึกของรุ่นพี่คนนั้นอยู่ ก็ตอนแรกที่เขาเจอฟีอาเขาก็ทำท่าไม่ต่างจากเธอคนนั้นเสียเท่าไรหรอกนะ
เผลอๆอาจจจะหนักกว่าเสียด้วย
แต่ว่าเขาไม่อยากอุดอู้อยู่ในห้องพยาบาลนานมากกว่านี้แล้ว เพราะจะว่าตามตรงเขาเองก็เริ่มเบื่อบรรยากาศในห้องพยาบาลเต็มทน ถึงแม้มันจะดูหรูหราและสะอาดสะอ้านเพียงไหนก็เถอะ แต่ถ้าเข้าบ่อยครั้งหรือถี่เกินมันก็ทำให้เขารู้สึกว่าสิริมงคลในชีวิตมันจะหายไปเรื่อยๆยังไงก็ไม่รู้ เพราะจะว่าไปตั้งแต่เขาเข้ามาเรียนในสถาบันนี้ ห้องแห่งนี้ก็กลายเป็นห้องที่เขาเข้าบ่อยเกือบที่สุด ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนตอนที่เขาเรียนอยู่ที่โรงเรียนอื่นเขาก็ใช้ห้องนั้นอยู่บ่อยครั้งเพราะดวงอันมหาเฮง(ซวย)ของเขาก็ตาม
แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังไม่บ่อยถึงขนาดนี้เพราะนี่แค่สัปดาห์กว่าๆเขามานอนที่นี่ได้สองหนแล้วเฉลี่ยแล้วมากกว่าคนทั่วไปที่สุขภาพระดับเดียวกับเขาถึงสองสามเท่าเลยก็ว่าได้ ทั้งที่ผลการแลกจากการเข้าห้องพยาบาลแต่ละครั้งมันจะดูคุ้มค่าก็ตามสำหรับผู้ชายหลายคน
แต่สำหรับเขามันเป็นเรื่องบ้าชัดๆ!!!
ขอดวงซวยแบบปกติดีกว่าต้องมาเจออะไรแบบนี้ มันไม่ฮาเลยแถมตอนนี้มันยิ่ง....
“ฟีอา... ไหนบอกว่าไม่มีอะไรไงล่ะ?” จิงคกัดฟันกรอดๆสบถออกมาเสียงค่อย
เพราะสายตาหลายคู่ของหลายบุคคลที่ยืนอยู่ระเบียงแถวนี้มันได้จับจ้องมาที่เขาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกว่าปกติ แม้ว่าจะมีอารมณ์ริษยา ชิงชัง โกรธแค้นเหมือนเช่นทุกวันก็ตาม แต่แบบนี้มันมีอะไรที่ดูแล้วไม่เหมือนกับทุกทีอยู่
แล้วมันอะไรกันล่ะ?
จิงคเดินก้มหน้าฝ่าสายตาของเหล่ามวลชนที่ให้ความรู้สึกเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทงนั้นไปอย่างไม่กล้าเอ่ยถามเรื่องนี้กับใคร เพราะว่าแต่ละคนมันดูไม่เป็นมิตรทั้งนั้นโดยเฉพาะพวกผู้ชายด้วยแล้วดูเหมือนว่าเขาจะพึ่งไปสร้างความโกรธแค้นอะไรใหญ่หลวงให้พวกนั้นก็ไม่ปาน
“จริงเหรอ?”
“ขนาดนั้นเชียว”
“ไม่น่าเชื่อ”
“ไอ้นักต้มตุนเฮงซวย”
“ใช้ทริคอะไรของมันเนี้ย...?”
และอีกหลายประโยคคำพูดที่ผ่านเข้ามาในโสตประสาทรับฟังของจิงคที่เดินผ่านพวกเขาไป แม้ว่าเขาจะจับใจความสำคัญของเรื่องที่พูดคุยไม่ค่อยได้ แต่ถ้าฟังน้ำเสียงของอารมณ์ผู้พูดในแต่ละประโยคที่เขาได้ยินมาแล้ว ขอบอกตามสัญชาตญาณที่เขามีอยู่เลยว่า
‘มันไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ’
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ระหว่างสี่ชั่วโมงที่ฉันสลบไป ใครจะให้คำตอบฉันได้บ้างไหมเนี้ย?” จิงคพึมพำออกมาเบาๆ
ในขณะที่เท้ายังคงก้าวเดินต่อข้างหน้า แต่ดวงตากลับเหม่อลอยเพื่อคิดหาเหตุผลมาตอบคำถามที่ชวนฉงนของเขาในตอนนี้อย่างบ้าคลั่ง และเพราะแบบนั้นจึงทำให้จิงคนั้นเดินไปชนเข้ากับใครบ้างคนที่ดูเหมือนว่ากำลังเดินเหม่อๆมาอย่างไม่มองทางเหมือนเขาเช่นกัน
“โอ๊ย!!”
เสียงใสๆของผู้ถูกชนร้องขึ้นมาก่อนที่ร่างของเธอจะเซไถลพิงเข้ากับผนังส่วนจิงคนั้นก็ตามทำนองปกติล้มกลิ้งไม่เป็นท่าแถมม้วนหน้าไปสองตลบด้วย ทั้งที่ชนก็ไม่ได้แรงอะไรเลยแต่กลิ้งได้ขนาดนั้นมันก็ยังเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอยู่ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นได้
“อู้ย...”
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
หญิงสาวที่โดนเขาชนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงในตัวจิงคพอสมควร แต่เพราะเสียงนั้นมันฟังดูแล้วเป็นเสียงใสๆของสาวเจ้าที่คิดว่าน่าจะน่ารักอยู่ แถมยังกล้าทักเขาต่อทันทีที่ล้มแบบนี้แสดงว่าคุณเธอคงยังไม่รู้เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นในช่วงสี่ถึงห้าชั่วโมงที่เขาหลับไปแน่ๆ ดังนั้นเขาจึงรีบลุกขึ้นมายืนเก๊กทันที
“ผมไม่ได้เป็นไรมากหรอก.... ครับ..........”
โอ้ว!!!! แม้เจ้าโว้ย!!!! ก็คิดอยู่ว่าน่าจะน่ารักอยู่แล้ว แต่แบบนั้นมันไม่ใช่แล้วเฟ้ย มันยิ่งกว่าน่ารักอีก มัน... มัน... ให้ตายเถอะ แบบว่า....
น่าหวาดหวั่น!!
ผมสีดำยาวสลวยที่ถูกปล่อยให้ปลิวสยาย นัยน์ตาที่สีเขียวที่มองแล้วน่าชวนหลงใหล ผิวที่ขาวผุดผ่องราวกับผิวทารกยามแรกเกิดที่ยังไร้ซึ่งตำหนิและรอยหยาบกร้านใดมาปรากฎ ตัวก็สูงราวกับนางแบบ แถมยังหุ่นดีราวกับซุปเปอร์โมเดลชั้นนำของโลก ผสานเข้ากับชุดสาวออฟฟิศที่สวมกางเกงสแลคสีดำแทนที่จะเป็นกระโปรงโทนสีขาวดำที่ดูแล้วทะมัดมะแมงและเข้ากับตัวเธออย่างน่าลงตัว เอาเป็นว่าถ้าเอาไปเทียบกับสามสาวที่เป็นรูมเมทของเขาแล้ว
ถึงแม้ว่าพวกเธอจะมาพร้อมกันสามคนก็ยังสู้เธอคนนี้ไม่ได้เลย
ถ้าบอกว่าระดับสูงสุดของความงดงามของหญิงสาวเป็นอย่างไรแล้ว คงบอกได้คำเดียวเธอคนนี้คือขีดสุดแล้วล่ะ ถ้าสูงกว่านี้มันก็ไม่น่าจะมีอีกแล้วเพราะแค่นี้มันก็สมบูรณ์แบบจนเกินพอแล้ว
แต่ไม่รู้เพราะอะไรถึงแม้ว่าเธอจะดูสวยถึงขนาดนั้นแต่เธอกลับให้ความรู้สึกที่น่าหวาดหวั่นมากกว่าความน่าเข้าไปกอด เพราะสัญชาตญาณและความรู้สึกของเขามันร้องเตือนลั่นว่าเขาควรเลี่ยงเธอไปให้ไกลมากกว่าที่จะมาอยู่ใกล้เธอในตอนนี้ด้วยความรู้สึกประมาณว่า ผู้หญิงคนนี้ให้ความรู้สึกที่น่ากลัวกว่านานาเอลและฟีอารวมกันอยู่หลายขุมเลยทีเดียว
“แน่ใจนะคะ”
หญิงสาวผู้นั้นยื่นหน้าเขามาใกล้เขากว่าเดิมจนทำให้หัวใจของจิงคเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะกับสภาพในตอนนี้ที่กลิ่นกายของเธอมาอยู่ในระยะที่เขาสามารถสูดดมได้อย่างชัดเจน
หอมโค- ตะ-ระ ไม้ยมกหลายๆตัวเลย!!!!!
“ไม่แน่นอนครับ” จิงคตอบเสียงแข็งก่อนจะถอยร่างให้ออกห่างจากเธออย่างเว้นระยะด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยสบายใจ
“หืม?”
หญิงสาวผู้นั้นเอียงคอมองท่าทีนั้นของจิงคด้วยรอยยิ้มที่ประหลาดใจ ก่อนที่เธอจะทอดนัยน์ตาสีเขียวของเธอมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์
“คุณจิงค พีซสินะคะ” หญิงสาวเอ่ยออกมาเสียงเรียบหลังจากมองเขาได้สักพัก
“ครับผมคุณ...” ชายหนุ่มเอ่ยถามย้อนเพื่อจะได้ถามชื่อเธอคนนั้นกลับ
อันที่จริงเขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะรู้ชื่อของเธอสักเท่าไรนักหรอก แต่ว่าถ้าดูจากชุดแล้วเธอคนนั้นคงไม่ใช่นักศึกษาและนักการแน่ๆ เพราะฉะนั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากเรื่องที่เขาไม่แน่ใจ ดังนั้นเขาจึงต้องทำความรู้จักเธอไว้สักนิดก็ยังดี
“เรธิเซีย เรธิเซีย ลอเรนซ์คะ เป็นอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้เพิ่งเข้ามาสอนปีนี้เป็นปีแรก ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
ว่าจบเธอก็ยื่นมือมาเพื่อรอสัมผัสกับมือของจิงคที่บัดนี้ยืนตะลึงอยู่อย่างไม่อยากจะเชื่อคำพูดในประโยคนั้นของเธอ
อาจารย์งั้นเหรอ?
“เป็นอะไรเหรอคะ คุณพีซ”
เรธิเซียเอียงคอถามเขากลับด้วยท่าทางที่ดูน่ารักเป็นอย่างมากจนให้ความรู้สึกว่าเธอคนนี้สร้างตัวตนที่ดูน่ารักของตัวเองได้เก่งจนน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ถ้าพูดเป็นศัพท์พื้นๆเลยก็คือ ‘มารยาสาไถ’ สุดยอดเป็นที่สุด แบบว่าถ้าเป็นคนปกติจะดูไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าตอนนี้เธอกำลังเสแสร้งแกล้งทำอยู่
ถ้าเขาคือสุดยอดนักต้มตุ๋นจอมตอแหลแล้วเธอคนนี้ก็น่าจะเป็นนักแสดงหญิงระดับพระกาฬเลยล่ะ
“เปล่าครับ”
จิงคที่ได้สติรีบยื่นมือมาจับกับเธอทันทีอย่างรวดเร็วแม้ว่าในใจของเขาจะไม่ได้อยากที่จะจับมือของเธอคนนี้เลย แบบว่ามันให้ความรู้สึกอะไรที่ดูตรงกันข้ามกับตัวเขายังไงพิกลก็ไม่รู้ ที่จริงการที่เขาได้เจอสาวสวยแบบนี้เขาไม่น่าจะพลาดเลยนี่นาที่เขาจะรีบเข้าไปทำความรู้จักพร้อมกับแกล้งจับโน้นนิดจับนี่หน่อยเพื่อเอากำไรเล็กๆน้อยๆจากร่างกายที่ดูแล้วสุดยอดของเธอ
ทั้งที่นามสกุลก็ดูธรรมดาแท้ๆ แต่ทำไมเธอถึงให้ความรู้สึกความเป็น ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ มากกว่าฟีอาอยู่หลายขุมได้ยังไงก็ไม่รู้
แบบว่าตัวอันตรายระดับสูงเลยชัดๆ
“งั้นก็ดีคะ เอาเป็นว่าเจอกันในคาบเรียนนะคะ”
ว่าจบเธอก็หมุนตัวเธอจากจิงคไปทันทีด้วยรอยยิ้มที่จิงคเผลอสังเกตเห็นเพียงชั่วพริบตาแต่ทำให้เขารู้สึกขนลุกเกรียวได้ทั้งตัว
มันอะไรกัน?
เธอคนนั้นเป็นใครกันแน่?
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
คนตอบคำถามนั้นของเขาได้ก็คงมีอยู่แค่คนเดียวล่ะมั้ง?
จิงครีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่โรงอาหารทันทีโดยไม่สนเรื่องอื่นและลืมเรื่องสายตาของทุกคนที่มองเขาอยู่ในตอนนี้จนหมดสิ้น เพราะมันมีสิ่งที่น่ากลัวกว่ารออยู่นี่นา
‘ดูเป็นมิตรแต่ไม่ได้เป็นมิตร’
นั้นคือความรู้สึกที่ได้จากหญิงสาวที่งดงามยิ่งกว่าสิ่งใดใดบนโลกนามว่าเรธิเซียเมื่อครู่นี้ และแถมยังรอยยิ้มสุดท้ายก่อนเธอไปนั้นด้วยแล้ว มันบ่งบอกชัดๆเลยว่าเธอกำลังมีแผนอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้ และดูเหมือนจะไม่ใช่แผนที่ดีสำหรับเขาด้วย
ต้องรู้ให้ได้ว่าเธอคนนั้นเป็นใคร
ไม่นานนักจิงคก็เดินมาถึงโรงอาหารก่อนที่เขาจะรีบพุ่งไปที่โต๊ะประจำของกลุ่มพวกเขา อันที่จริงจะเรียกว่ากลุ่มของพวกเขาก็ไม่ได้เพราะจะว่าไปนอกจากวัลแคนที่เขาคุยบ่อยที่สุด ไม่สิ ที่เข้ามาตีซี้กับตัวเขาเองมากกว่าแล้ว
ในส่วนเพื่อนคนอื่นๆนั้นเขาก็แทบจะไม่เคยคุยกันเลย
โดยเฉพาะเด็กหนุ่มนามเซฟเฟอรัสด้วยแล้วยิ่งตัวดี ทั้งที่ตอนแรกชายหนุ่มผู้นั้นเข้ามาคุยกับเขาก่อนแท้ๆ แต่ช่วงหลังๆดูเหมือนว่าเซฟเฟอรัสจะพยายามตีตัวออกห่างเขาด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยพอใจอะไรเขาบางอย่าง
แต่ก็ช่างเถอะ อันที่จริงเขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักอยู่แล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นก็เถอะ เมื่อเขาเดินไปถึงโต๊ะที่ปราศจากเหล่ารูมเมทผู้ร่วมห้องของเขา จิงคก็ต้องสะดุ้งพอสมควรเมื่อพบว่าสายตาของทุกคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะมันมองเขาด้วยรูปลักษณ์ทางอารมณ์ที่แตกต่างกันไป
เซฟเฟอรัส โกรธแค้น
วัลแคน อิจฉา
ไซคี ประหลาดใจ
ซีรัส รู้สึกไม่แน่ใจในตัวเขา
มันอะไรกันอีกฟะเนี้ย!!!?
แต่เดี๋ยวสิเขาคิดถึงประโยคมากี่ครั้งแล้วฟะตั้งแต่ที่มาอยู่ที่นี่ ที่ที่เหมือนนรกและกดดันจนเขาทำอะไรได้ไม่ออกแบบนี้
“ไม่น่าเชื่อแล้วว่านายจะล้ำหน้าเราไปไกลขนาดนี้แล้วงั้นเหรอ?”
วัลแคนที่รู้สึกจะสนิทกับเขาที่สุดในกลุ่มเดินมาตบไหล่ทั้งสองข้างของเขาเบาๆพร้อมทั้งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกออกมาชัดเจนเลยว่าเขากำลังอิจฉาจิงคเป็นอย่างมากกับเรื่องอะไรบางอย่าง
ว่าแต่แล้วเขาล้ำหน้าอะไรมันฟะ?
“เดี๋ยวสินี่มันเรื่องอะไรกัน?” จิงคขมวดคิ้วถามกลับทันทีอย่างสงสัย
เพราะบางทีเขาอาจจะได้รู้สักทีว่าเกือบห้าชั่วโมงที่หายไปตอนที่เขาสลบอยู่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพื่อที่เขาจะได้เริ่มรับมือกับมันได้ถูกเสียที
ไม่ใช่มายืนเอ๋ออยู่แบบนี้
“อย่ามาทำเป็นไก๋เลยจิงคพวกเราได้ยินมาหมดแล้วจากปากของคุณนานาเอลเองด้วย”
คำตอบนั้นของวัลแคนเล่นเอาจิงคร้องอ๋อออกมาทันทีอย่างพอจะเข้าใจสถานการณ์ในที่สุด ว่าที่ทุกอย่างมันดูวิบัติไปหมดในสายของเขาตอนนี้เพราะใครกัน
‘นานาเอล เซราฟีน’
อันที่จริงเขาไม่น่าจะลืมเธอไปได้เลยด้วยซ้ำก็เพราะเธอไม่ใช่เทพธิดานำโชคของเขานี่นาแต่เป็นเทพธิดาผู้ที่นำมาแต่ความวิบัติวายป่วนในชีวิตของเขา ตั้งแต่เขาพบกับเธอมาไม่เคยมีวันไหนเลยที่จะเป็นวันดีดีบ้างสักหน
“แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ฉันก็ยังงงๆอยู่ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? นานาเอลไปพูดอะไรไว้งั้นเหรอ?” จิงคเอ่ยถามต่ออย่างไม่หายสงสัยเพราะถึงจะรู้ต้นตอแล้วแต่เขาก็ยังไม่รู้สาเหตุอยู่ดีว่าเพราะอะไรทำไมถึงโดนมองแบบนี้
หรือว่านานาเอลพูดอะไรเป็นการทิ้งระเบิดที่หนักพอพอกับนาปาล์มเอาไว้
“แหม... นายเลิกทำไก๋สักทีเถอะ”
นี่นายเห็นหน้าที่แทบจะเป็นเครื่องหมายคำถามของเขาเป็นหน้ากลบเกลื่อนไปได้ไงเนี้ย?
ถึงเขาจะแสร้งทำเนียนหลอกคนอื่นเก่งขนาดไหน แต่ก็มีหลายครั้งนะที่อารมณ์นั้นมันมาจากใจจริงของเขา แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้บอกว่าให้เชื่อใจโจรต้มตุ๋นอย่างเขาแบบสนิทใจหรอกนะ แต่อยากให้คิดให้ลึกๆบ้างฟะ ไอ้... เฮ้อ....
“ฉันไม่ได้ทำไก๋แต่ฉันไม่รู้จริงๆ”
“แสดงว่านายไม่คิดจะรับผิดชอบสินะถึงพูดแบบนี้”
คราวนี้เป็นเซฟเฟอรัสที่เป็นคนพูดเชิงกึ่งถามด้วยน้ำเสียงที่ชวนทะเลาะกับเขาจนทำให้จิงคต้องอดหันไปมองสีหน้าที่ดูน่ากลัวเซฟเฟอรัสในตอนนี้ไม่ได้
มันเป็นอะไรของมันเนี้ย?
แต่หวังว่ามันคงยังไม่พุ่งมาต่อยเขาตอนนี้หรอกนะเพราะถ้าหมอนั่นเอาจริงมีหวังเขาได้ตายแน่ๆ ดูยังไงก็เห็นชัดๆเลยว่าเซฟเฟอรัสได้เปรียบเห็นๆนี่นา
“อ่านะ มันก็เป็นสันดานโจรล่ะนะแต่ว่าฉันยังไม่รู้ข้อกล่าวหาของตัวฉันเองแล้วจะบอกว่าฉันไม่รับผิดชอบได้ยังไงกัน” จิงคทำใจดีสู้เสือแล้วเถียงกลับ
“นี่นาย....” เซฟเฟอรัสกัดฟันกรอดแล้วทำท่าจะพูดอะไรออกมาแต่ทว่า....
“ที่รักคะ กระดิ่งเรียนมันกำลังจะดังแล้วนะคะไปกันเถอะคะ”
ว่าจบร่างของเขาก็ถูกกระชากไปทันโดยฝีมือของหญิงสาวผมบลอนด์ที่เขาแสนจะเกลียดเข้าไส้ แม่เทพธิดามหาประลัยนามว่า ‘นานาเอล’
ว่าแต่ที่รักอะไรกันหว่า ใครเป็นที่รักของแม่นี่กันฟะ?
“ฉันลากใครก็คนนั้นแหละ” นานาเอลกัดฟันตอบเสียงค่อยแบบไม่ค่อยพอใจมากนัก
หา!!! แล้วเขาไปเป็นที่รักของยัยยนี่ตอนนั้นฟะ จำไม่ได้เลย ถ้าจำไม่ผิดตอนแรกเขายังดูมีศักดิ์ประมาณแค่ข้าทาสหรือไม่ก็ของเล่นของเธอเองนี่นาแล้วทำไม......
ขออีกทีเถอะกับคำถามในหัวยอดฮิตที่เขาใช้บ่อยมากๆในช่วงนี้
มันอะไรกันอีกฟะเนี้ย!!!?
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอมาตอบเม้นในนี้ก็แล้วกันครับเพราะโพสข้างนอกมันดูเหมือนจะขึ้นไม่หมดครับ และก็วันนี้พึ่งกลับมาจากงานสัปดาห์หนังสือหมดไปเกือบสามพันเพราะฉะนั้นอาจ จะขออู้ไปอ่านไลท์โนเวลที่ซื้อมาเต็มถุงสักเล็กน้อยก่อนนะครับ
anityขอบคุณครับผม เรื่องชื่อนั้นผมตั้งตามแนวของผมหน่อยคือว่าอย่างจิงคแปลว่าซวยในภาษาอังกฤษ แล้วก็เปซ (Pech) หรือที่ผมใช้คำว่าพีซแทนเนี้ยถ้าจำไม่ผิดภาษาเยอรมันก็แปลว่าซวยเช่นกันครับ ส่วนนานาเอลมาจากควีนเบลดครับ หุหุุหุ ชื่อนางฟ้า ของฟีอา มาแบบง่ายๆมากครับ ส่วนของไดอาน่าเนี้ยคิดนานหน่อยครับ โดยเฉพาะเรื่องนามสกุลครับ ก็ผสมปนเปมาเรื่อยแหละครับแต่บางตัวก็มีความหมายของมันเหมือนกันนะครับ
berserk02ขอบคุณครับ อันที่จริงผมก็พยายามที่จะสร้างปูมหลังตัวละครด้วยเพื่อที่อ่าจะได้ไม่ติดขัดครับ
oper8ที่จริงเรื่องนี้แต่งจบช่วงแรกมาแล้ว แต่รีไรท์ใหม่อยู่ครับซึ่งเลยมาอัพลงที่นี่ด้วยครับ
lamusaขอบคุณมากเลยครับ จะพยายามให้คงเส้นคงวาแบบนี้ไปให่้ได้ครับ
plakahohคำจำกัดความว่าฮาเรมผมมันน่ากลัวนะครับ จะบอกให้
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech