Jinx Pech
Ch.61 - Kapitel 27 : Eingriff (แทรกแซง)
เสียงหัวเราะเบาๆที่ดังออกมาจากลำคอของอูเกอโนท์ได้ดึงความสนใจให้เด็กสาวที่ชื่อว่าไนท์กอนท์ ยิบ ทสตลล์ได้หันมามองใบหน้าที่ซ่อนไว้ภายใต้ฮู้ดของชายหนุ่มผู้นั้นด้วยแววตาที่ส่อถึงความสนใจมากยิ่งขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยแสดงสีหน้าหรืออารมณ์อะไรออกมาให้เห็นเลย
“ท่าทางว่าจะไม่ใช่ฆาตกรธรรมดาแล้วสินะ” ยิบ ทสตลล์พึมพำออกมาจากปากของเธอเบาๆ
ก่อนที่เธอจะหันไปมองร่างของจิงคที่ตอนนี้นอนดิ้นพล่านอยู่บนพื้นถนนของลานกว้างที่เต็มไปด้วยซากศพด้วยท่าทางที่ทรมานเพราะความเจ็บปวดจากการถูกแทงเป็นอย่างมาก
“แผนน่ะ ไม่จำเป็นหรอกนะครับว่าว่าทุกอย่างมันจะเป็นไปตามที่คิดเสมอไป ยิ่งถ้ามีอีกคนรู้ช่องว่างของแผนการนั้นแล้วเขาทำการวางแผนซ้อนแผนนั้นไว้ด้วยแล้ว แผนการที่มั่นใจนักมั่นใจหนาก็อาจจะไม่เป็นไปตามที่คิดก็ได้ครับ”
จู่จู่อูเกอโนท์ก็หันมาพูดกับเด็กสาวผู้นี้ด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเบิกบานที่ทุกอย่างที่เขาต้องการนั้นไปไปตามที่เขาคาดหวัง
“พูดแบบนั้นอย่างกับจะบอกว่าคุณได้วางแผนซ้อนแผนนั้นไว้เลยสินะ” ยิบ ทสตลล์เอ่ยถามสวน
“แล้วคุณคิดว่าการที่เรื่องราวออกมาแบบนี้ มันน่าจะเป็นความต้องการหนึ่งของโครนอสหรือเปล่าล่ะครับ” เขาเหยียดยิ้มออกมาภายใต้ฮู้ดที่ปิดบังใบหน้าของเขาด้วยอารมณ์ที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ
“มันก็ไม่แน่นี่นา” เด็กสาวเบือนหน้าไปมองเหตุการณ์ข้างล่างต่อ
“แหม... เห็นขนาดนี้แล้วยังเชื่ออีกเหรอครับว่าแผนนี้จะไปต่อได้สำเร็จ ผมจะบอกอะไรนะว่าที่จริงแผนของโครนอสนั้นมันไม่ได้ถือว่าเป็นแผนที่ซับซ้อนอะไรมากมายเลย เพราะแผนที่หมอนั่นวางไว้มันก็แค่การใช้ประโยชน์จากผู้คนที่อยู่ในตำแหน่งและอารมณ์ที่เข้าแผนการของเขาที่สุด
อย่างเช่นท่านราชาผู้นั้นก็เหมือนกันที่หมอนั่นเลือกก็เพราะว่าเขาอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งจึงทำให้หลายคนรู้อะไรเกี่ยวกับคนที่ชื่อ ‘เมนนิลิอัส ซิปซีลัส คอรินท์’ น้อยมากเลยยากที่ใครจะรู้ว่าหากเขาคนนั้นถูกผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารักมากทรยศโดยการส่งเขาเข้าไปอยู่ใน ‘ผนึกเวลาที่ห้วนกลับ’ แล้ว เขาจะรู้สึกอย่างไร โดยปกติแล้วถ้าพูดถึงความรู้สึกทั่วไปแล้วชายคนนั้นคงต้องโกรธแค้นจนอยากที่จะฆ่าหญิงสาวคนให้ตายแน่ๆ
แต่ความจริงกลับไม่ใช่ เพราะที่จริงชายคนนั้นเขารักหญิงสาวคนนั้นมากพอที่จะยอมเอาตัวเองเข้าไปอยู่ใน ‘ผนึกเวลาที่ห้วนกลับ’ เอง ถ้าบังเอิญผมไม่รู้สึกตัวถึงสิ่งนี้ก่อนผมคงแย่ไปแล้ว” อูเกอโนท์เอ่ยอธิบายถึงสิ่งที่เขาคิดไว้อย่างเสร็จสรรพ
นี่เอ็งเป็นตัวโกงกากๆสินะ
“หืม?” เด็กสาวเอียงคอมองชายหนุ่มผู้สวมฮู้ดเล็กน้อย
“คุณยิบ ทสตลล์รู้หรือเปล่าครับ ว่า ‘ผนึกเวลาที่ห้วนกลับ’ นั้นมันถือว่าเป็นเครื่องรางผนึกประเภทอัญเชิญนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ถูกเรียกออกมาจากเครื่องรางนั้นจึงไม่อาจที่จะขัดคำสั่งของผู้เรียกได้ต่อให้เขาจะพยายามสักเพียงใดก็ตาม”
“แล้ว...” เด็กสาวหรี่ตามองชายหนุ่มผู้นั้นอย่างเข้าใจทันที
“ใช่ครับ แล้วใครเป็นคนเรียกราชันย์ผู้นี้ออกมาจากผนึกล่ะครับ”
พอมาถึงตรงจุดนี้เด็กสาวที่แสดงสีหน้าไร้อารมณ์มาตลอดกลับคลี่ยิ่มออกมาเล็กน้อย
“งั้นเหรอ”
“ที่ผมพูดมามันมีอะไรน่าขันถึงขนาดที่ทำให้คนหน้าตายอย่างคุณยิบ ทสตลล์ถึงแสดงสีหน้าออกมาแบบนี้ได้งั้นเหรอครับ” ชายหนุ่มสวมฮู้ดถามออกมาอย่างไม่ค่อยพอใจกับท่าทางของเด็กสาวคนนี้เลยแม้แต่น้อย
“ก็นะ นิดหน่อย” เดกสาวตอบกลับด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปจากปกติพอสมควร
“หมายความว่ายังไงครับ”
“ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก เพียงแค่...”
“เพียงแค่...” ชายหนุ่มทวนคำตามคำที่เด็กสาวหยุดไว้ในช่วงสุดท้าย
“เพียงแค่ฉันคิดว่ามันน่าสนใจก็เท่านั้นเอง” เด็กสาวตอบเสียงเรียบ
“หืม?” ชายหนุ่มที่ซ่อนใบหน้าในฮู้ดปั้นหน้าออกมาไม่ถูกกับคำตอบนั้น
“นายก็น่าจะรู้นี่นาว่าตัวตนตัวนี้ของฉันน่ะเป็นกลางนะ ไม่ว่าสิ่งที่นายทำลงไปจะเป็นสิ่งที่ผิดหรือถูก แม้ว่าบางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายต่อโลกนี้ก็ตาม แต่ฉันก็ไม่คิดจะห้าม ยับยั้งหรือเปิดเผยตัวตนของนายหรอกนะ และในทางกลับกัน ถึงแม้ว่าจะมีคนพยายามที่จะยับยั้งนายหรือวางแผนการที่เป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับนาย ฉันก็ไม่คิดจะบอกนายเช่นกัน เพราะว่าฉันมีหน้าที่แค่เฝ้าดูอยู่วงนอกเท่านั้น” เด็กสาวตอบกลับเพื่ออธิบายอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มสวมฮู้ดผู้น้จะยังทำความเข้าใจไม่ได้หมด
“เรื่องนั้นผมรู้”
“ถ้างั้นก็อย่าถามอะไรฉันให้มากมายสิ”
“ทั้งที่คุณสามารถสอบถามผมได้ตลอด...”
“มันก็ปกติอยู่แล้วไม่ใช่หรือไงสำหรับจุดยืนของฉันและที่คุณยอมตอบและอธิบายถึงการกระทำของคุณทุกครั้งเพราะคุณก็รู้ดีถึงจุดยืนของฉันนี่นาจริงหรือเปล่า”
“ก็ใช่อยู่ครับ” ชายหนุ่มสวมฮู้ดเอ่ยรับ “ว่าแต่คุณยิบ ทสตลล์ครับ คนที่ผมกำลังพูดคุยอยู่ในตอนนี้ใช่คุณไนท์กอนท์ ยิบ ทสตลล์จริงๆหรือเปล่าครับ”
คำถามนี้ทำให้เด็กสาวต้องคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้งแบบเดาอารมณ์ไม่ถูกว่าเพราะอะไรเธอถึงทำแบบนี้ออกมา
“ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ”
“เพราะคุณดูเปลี่ยนไปจากเมื่อครู่นี้เอามากๆเลยนี่ครับ ทั้งคำพูดและท่าทางที่แสดงออกมาให้เห็น ปกติคุณจะเรียกผมว่าคุณไม่เรียกผมว่านาย แต่ตอนนี้คุณกลับไม่ได้พูดแบบนั้นออกมาเลยและอีกอย่างคุณไนท์กอนท์ ยิบ ทสตลล์ที่ผมรู้จักเธอจะไม่ยิ้มออกมาอย่างแน่นอนครับ”
“ช่างสังเกตดีเหมือนกันนี่นา” เด็กสาวเอ่ยตอบ
“แสดงว่า...”
“ฉันบอกแล้วนะ ว่าฉันจะไม่ตอบอะไรให้มากความ แต่ว่าฉันจะใบ้ให้เล็กน้อยก็แล้วกันตัวตนของฉันน่ะเปรียบเสมือนเป็น ‘ดวงตา’ ของผู้สร้างโลกที่แท้จริงเพราะฉะนั้นตัวตนนี้ของฉันจึงได้สมญานามว่าเป็น ‘ผู้สังเกตการณ์ชั่วนิรันดร์’ ในความหมายนี้แล้วมันหมายความว่าอย่างไรได้บ้างกันนะ” เด็กสาวเอ่ยตอบ
“นั้นคุณก็คือ...” อูเกอโนท์เอ่ยออกมาอย่างนึกขึ้นได้ในที่สุด
แต่ทว่าเด็กสาวกับยกนิ้วชี้มาทาบริมฝีปากไว้เสียก่อนเพื่อห้ามไม่ให้เขาเอ่ยอะไรออกมามากกว่านี้
“ฉันน่ะไม่คิดจะก้าวก่ายอะไรหรอกนะ เพราะการที่ฉันสร้างตัวตนขึ้นมาก็เพราะต้องการเพียงแค่รับรู้แต่ไม่แทรกแซง เพียงแต่เวลาที่ตัวตนนี้คุยกับนายทีไรฉันรู้สึกถึงความรู้สึกน่าสนใจอะไรบางอย่างของตัวตนนี้ที่มีต่อนายจนทำให้ฉันเองก็เริ่มที่สนใจในตัวนายขึ้นมาบ้างก็เลยลองมาทำแบบนี้ดู แต่ถึงกระนั้นฉันไม่คิดที่จะทำอะไรหรอกนะ เพราะฉะนั้นฉันจะพูดอะไรนอกจากเฝ้าดูต่อไป เผ้าดูว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร” เด็กสาวหันหน้าไปมองเหตุการณ์ของจิงคต่อทิ้งให้ชายหนุ่มสวมฮู้ดนั้นเริ่มสับสนในตัวตนของเด็กสาวคนนี้มากยิ่งขึ้น
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
มันเจ็บปวดเหลือเกินแถมทรมานมากเสียด้วย
มันมากจนถึงขนาดที่ทำให้เขานั้นต้องกรีดร้องออกมา
ทำไมเขาถึงต้องเจออะไรแบบนี้ด้วย?
ทำไมเขาถึงโดนทำอะไรแบบนี้ด้วย?
แล้วทำไมเขาถึงต้องทนให้โดนกระทำอะไรแบบนี้ด้วย?
นี่เขาทำผิดอะไร?
นี่เป็นกรรมที่เขาต้องชดใช้จริงงั้นเหรอ?
หรือนี่มันจะเป็นแค่คำสาปส่งที่ทำให้เขาต้องมีชะตาชีวิตแบบนี้เพียงเพราะแค่เขาไปหลอกลวงคนอื่นมาตลอด ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา ถ้าเขาไม่ทำแบบนี้แล้วเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง ให้ทำงานสุจริตงั้นเหรอ ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำหรอกนะ อันที่จริงก็ลองทำมาทุกงานแล้วเสียด้วยซ้ำ เด็กเสิร์ฟ พนักงานขาย ผู้ช่วยนักวิจัย คนส่งหนังสือหรืออื่นๆอีกมากมายที่เกินจะกล่าว แต่ทุกครั้งเขากลับจบตรงที่คำเพียงคำเดียว
‘ไล่ออก’
สงสัยสินะ ว่าทำไมเขาถึงถูกไล่ออกบ่อยขนาดนั้น ก็ตอนเป็นเด็กเสิร์ฟก็ไปทำทรัพย์สินทางร้านเสียหายไว้ซะเยอะจนทำเอาร้านของเขาแถมพินาศ ตอนเป็นพนักงานขายก็เล่นโดนลูกค้าโกงหรือทำของที่ขายชำรุดเสียตลอด ผู้ช่วยนักวิจัยก็ทำเอาสถาบันที่เขาทำงานอยู่แทบวินาศสันตะโร พอมาเป็นคนส่งหนังสือก็ดันไปมีเรื่องกับลูกค้าและยังงานอื่นๆอีกที่ยังไม่ได้กล่าวถึง
ไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจเป็นแบนั้นหรอก อันที่จริงเขาก็พยายามที่จะไม่ให้เกิดเรื่องพรรณนั้นขึ้น แต่ถึงเขาจะยิ่งพยายามเท่าไรทุกอย่างกลับยิ่งไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการเลย
ความซวยมันไม่เข้าใครออกใครสินะ
แต่สำหรับเขาความซวยนะมันเข้าหาตัวเขาตลอดแต่ไม่เคยมีคำว่าออกจากเขาบ้างเลย ถ้าพูดแบบนี้บางทีหลายคนอาจจะเถียงกลับมาว่าแกน่ะจะโทษโชคชะตามากเกินไปหรือเปล่า เอาเป็นว่าถ้าคุณอย่างนั้นแสดงว่าคุณยังไม่รู้จักตัวตนจิงค พีซคนนี้ที่แท้จริงเลย
เพราะเขาเองก็เกลียดคำว่าโชคชะตาเอามากๆเสียด้วย
อะไรบางอย่างที่คอยมากำหนดชีวิตของเขาทั้งที่เขายังไม่ได้เลือกหรือตัดสินใจมันช่างเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจยิ่งกว่ากระเทยฮาร์ดคอร์ที่คอยตามสโตกเกอร์เขาในช่วงนี้เสียอีก ชีวิตของเรา ตัวเราก็ต้องเลือกได้เองสิไม่ใช่ให้ใครหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนมากำหนดทั้งเรื่องงาน คู่ครอง การดำรงชีวิต หรือแม้กระทั่งการกระทำทุกอย่าง ถึงมันจะมีเส้นทางที่ควรกำหนดให้ทำก็ตามแต่ก็ไม่น่าจะควรมีทางที่ถูกบังคับให้ทำด้วย
ไม่มีใครหรอกที่ชอบคำว่าการถูกควบคุม
เพราะฉะนั้นคำว่าโชคชะตาจึงเป็นคำที่เขาไม่ชอบมากถึงมากที่สุด เพราะในความรู้สึกของเขานั้นอนาคตน่ะไม่ใช่สิ่งที่ควรจะรับรู้ล่วงหน้าได้หรอกนะ แต่เราแค่ควรคาดเดาได้จากการกระทำของเราในตอนนี้ก็พอว่าสิ่งที่เราทำลงไปนั้นจะก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน
ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วชีวิตของมนุษย์มันก็น่าเบื่อแย่นะสิ
รู้ไปซะทุกเรื่อง ฉลาดไปซะทุกอย่างทำอะไรก็ไม่เคยผิดพลาด ถ้าให้เขาไปอยู่ในโลกแบบนั้นเขาเองก็คงทนไม่ได้หรอก
โลกในอุดมคติพรรณนั้นมีแต่พวกบ้าเท่านั้นที่อยู่ได้
จะว่าไปเกณฑ์มาตรฐานของแต่ละคนก็ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ เพราะก็มีคนบางคนที่ยึดติดกับโลกแบบนั้นอยู่มากโดยหาได้ไตร่ตรองไม่ว่าถ้าโลกมันเป็นแบบนั้นแล้วผลดีมันจะมากกว่าผลเสียจริงๆหรือเปล่า ก็เพราะว่าเกณฑ์มาตรฐานแต่ละคนมันเท่ากันนี่นา ทั้งเรื่องความพอใจทางด้านร่างกาย รูปร่าง สถานะการเงินหรือความสุขทั่วไปที่ไม่อาจจับต้องได้มันล้วนแต่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย
บางคนก็มีมากบางคนก็มีน้อย เพราะฉะนั้นคนแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน
งั้นเหรอ เพราะอย่างนั้นเองสินะ โครนอสถึงได้ทำแบบนี้ เพราะโครนอสเองก็ไม่ได้เกลียดโลกใบนี้มากนักเพราะอย่างนั้นเขาจึงตั้งตัวเองขึ้นมาเพื่อทำแบบนี้ ทุกอย่างที่หมอนั้นต้องการมันก็แค่นี้เองสินะ
“โลกใบนี้น่ะ ไม่มีมีคำว่าถูกต้องที่แท้จริงหรอกนะจนกว่าจะมีคนสร้างมันขึ้นมา”
ประโยคนั้นหมายความอย่างนี้เองสินะ ให้ตายเถอะ หมอนั่นันบ้าชัดชัดเลยนะที่คิดจะมาทำแบบนี้ ทั้งที่ตัวเองมีแต่เสียกับเสียแท้ๆ
“ในที่สุดก็เข้าใจแล้วสินะ” เสียงของเฮเลนดังขึ้นมาให้หัวของเขา
ก่อนที่ความรู้สึกเจ็บปวดทั้งหลายทั้งมวลที่เขารู้สึกอยู่ในตอนนี้จะสงบลงชั่วคราวราวกับวิญญาณของเขาได้ถูกตัดการเชื่อมต่อออกจากร่างกายที่บาดเจ็บด้วยบาดแผลจากการถูกแทงนั้นชั่วคราว
“นี่มัน...”
จิงคหันไปมองรอบตัวๆด้วยความสงสัยและสับสนเป็นอย่างมากเพราะก่อนหน้านี้ถ้าจำไม่ผิดเขานั้นอยู่ในตัวเมืองที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความตายของผู้คนอยู่แท้ๆ แต่ทำไมตอนนี้เขาถึงรู้สึกว่าเขาได้หลงมาอีกสถานที่หนึ่งตอนไหนก็ไม่อาจจะทราบได้
“ที่นี่คือทิวทัศน์ในจิตใจของพวกเรายังไงล่ะ” เสียงของเฮเลนเอ่ยตอบ
“หา?” เขาร้องออกมาอย่างงงวยพร้อมทั้งมองสำรวจสถานที่โดยรอบทันที
แต่ว่าไม่ว่าจะมองยังไงเขาก็ไม่เห็นอะไรอื่นนอกจากความมืดสีดำที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณจนทำให้สถานที่แห่งนี้ดูไร้ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าขอบเขตก็ว่าได้
สรุปแล้วนี่คือทิวทัศน์ของจิตใจสินะ?
แสดงว่าหัวใจของเขามัน Darker than black ขนาดนี้เลยงั้นเหรอ?
“อ่านะ นายเองก็น่าจะรู้นี่นาว่าตัวตนของนายเป็นยังไง”
“นี่เธอ...”
“เพราะที่นี่คือภายในจิตใจเพราะฉะนั้นแค่คิดก็เหมือนกับพูดแล้ว” เฮเลนเอ่ยอธิบายให้จิงคฟังราวกับรู้ข้อสงสัยของจิงคที่กำลังอยู่ในตอนนี้อย่างชัดเจน
“งั้นเหรอ” จิงคเอ่ยรับอย่างขอไปที
“ว่าแต่ในที่สุดนายก็เข้าใจถึงจุดประสงค์ของตัวตนนายในอดีตแล้วสินะ” เสียงของเฮเลนเอ่ยถามในสิ่งที่เธอต้องการถามในทันที
“หืม? ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ” จิงคเอ่ยถามสวนทันที
“ก้เพราะว่า หน้าที่ของฉันนอกจากที่จะสิงร่างนายและรบกวนนายไปวันวันแล้ว ฉันยังมีหน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างอยู่นะสิ”
“หมายความว่า...”
“ก็หมายความว่าได้เวลาที่นายต้องย้อนกับไปคุยกับโครนอสอีกครั้งเพื่อยืนยันแผนการทั้งหมดก่อนที่นายจะตื่นขึ้นเต็มตัวยังไงล่ะ”
ว่าจบภาพทิวทัศน์ที่จิงคเคยมองเห็นอยู่ในตอนนี้ก็ดับวูบหายไปในทันทีอันที่จริงจะบอกว่าดับวูบก็ไม่ได้ล่ะนะ เพราะทิวทัศน์ที่เขาอยู่ในตอนนี้มันก็มืดอยู่แล้วนี่นา
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
“ท่านรีเวิร์ส...”
ฟอร์เวิร์ดได้ร้องเรียกชื่อของชายหนุ่มถือดาบที่พึ่งแทงจิงคไปเมื่อครู่นี้อย่างเป็นห่วงหลังจากที่เธอเห็นเขานั้นยืนนิ่งอยู่นานตั้งแต่ตอนที่จิงคลงไปนอนดิ้นพล่านเพราะพิษบาดแผลจากดาบของเขาจนกระทั่งในที่สุดจิงคนั้นได้แน่นิ่งไปแล้ว เขาก็ยังยืนนิ่งเป็นตอไม้ไม่ยอมขยับไปไหน
“ท่าน...”
ฟอร์เวิร์ดทำท่าจะเดินเข้าไปหารีเวิร์สอย่างเป็นห่วงปต่ทันใดนั้นชายหนุ่มคนที่โดนเธอร้องเรียกชื่อกลับยกมือขึ้นมาห้ามเธอไว้เสียก่อน
“อย่าขยับนะฟอร์เวิร์ด”
เสียงของรีเวิร์สที่เขาเอ่ยออกมานั้นฟังดูแล้วเต็มไปด้วยความกดดันจากอะไรบางอย่าง ไม่ใช่แค่เสียงเท่านั้นดูเหมือนว่าท่าทางของเขานั้นก็กำลังแสดงออกถึงอาการที่เขาสื่อออกมาทางเสียงเสียด้วย เพราะตอนนี้มือเขาได้กำดาบไว้แน่นพร้อมทั้งจัดท่าให้อยู่ในท่าที่พร้อมรับการโจมตีในแบบของเขา
“เกิดอะไรขึ้นคะ” ฟอร์เวิร์ดกลั้นใจเอ่ยถามไป
“มุจินะน่ะ เจ้าผีไร้หน้าที่เธอเคยพูดถึงมันอยู่แถวนี้แล้วนะสิ”
คำตอบนั้นของรีเวิร์สทำเอาฟอร์เวิร์ดนั้นถึงกับผงะไปเล็กน้อย เพราะเธอเองก็ได้ยินเกียรติศัพท์ของบุคคลนี้อยู่บ่อยครั้งในฐานะผู้ดำรงตำแหน่ง ‘หนึ่งในห้าผู้บัญชาการของเหล่าเทวัญตกสวรรค์’ ผู้ที่มีความสามารถในการลอบสังหารจากเงามืดที่เก่งกาจที่สุดในกลุ่มของเหล่าเทวัญตกสวรรค์
“ตอนไหนกัน” ฟอร์เวิร์ดอดเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัยไม่ได้
“คงตั้งแต่รุ่นพี่จิงคเริ่มมาแล้วนั้นแหละแต่เราจับความรู้สึกไม่ได้เอง” รีเวิร์สเอ่ยตอบเสียงเครียด
“แล้วทำไม...”
“ก็คงเพราะทำตามหน้าที่ล่ะมั้ง นั้นสินะ น่าจะเป็นแบบนั้น”
คำพูดของรีเวิร์สนั้นได้ดังออกมาจากปากของเขาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆอย่างโล่งใจด้วยความคิดในแง่บวกที่มีเปอร์เซ็นต์เสริมรับเหตุผลสูงขึ้นมาเล็กน้อยว่าการกระทำนี้ของเขานั้นก็อยู่ในแผนของโครนอสจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาคงไม่ได้ทำร้ายจิงคแบบไร้ประโยชน์ที่ก่อให้เกิดกับตัวจิงคสินะ
“แต่เท่าที่ดูหมอนั่นแค่มาขู่พวกเราไว้เฉยๆ”
“คะ?”
“ก็ประมาณว่าหมอนั่นมาเพื่อไม่ให้เราทำอะไรเกินเลยไปกว่านี้ยังไงล่ะ” รีเวิร์สตอบ
ก่อนที่เขาจะเก็บดาบเข้าฝักเพื่อเป็นการยืนรอดูสถานการณ์แทนท่จะผลีพลามบุกเข้าไปให้เสียเชิง เพราะถ้าพูดถึงคนที่ชื่อมุจินะแล้ว สภาพในตอนนี้เขาคงไม่มีทางสู้อะไรคนผู้นั้นได้เลย เพราะพวกเอยู่ในที่แจ้งเกินไปในขณะที่นอกจากสัมผัสที่มุจินะแผ่มาแล้ว พวกเขานั้นหาได้รู้ตำแหน่งของบุคคลนั้นไม่
“แล้วถ้าเป็นแบบนี้...”
“ไม่เป็นไรดูเหมือนว่าทางผู้อัญเชิญฉันออกมาเองก็ติดปัญหาอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตอนนี้ฉันเลยไม่มีคำสั่งอะไรมากวนใจฉัน ทีเหลือเราคงทำได้แค่คอยดูว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป”
เขาทอดสายตามาร่างจิงคที่แน่นิ่งไปด้วยความคาดหวังถึงความเป็นไปได้ในแง่บวกให้มากที่สุดเพราะตั้งแต่เขาหลุดออกมาจากผนึกนั้นเขารู้สึกว่าแผนการในตอนนี้ดูมันไม่ใช่แผนการที่เขาเคยคาดหวังไว้ในตอนต้นเลยทั้งเรื่อง ‘ผู้อัญเชิญ’ เอย ‘คำสั่ง’ เอย ไอ้ของพรรณนี้มันอยู่ในแผนการด้วยงั้นเหรอ? และเพราะไอ้สิ่งพวกนี้จึงทำให้รีเวิร์สเกิดคำถามต่างๆมากมาย
ว่าคนเรามันเดาได้ง่ายถึงขนาดวางแผนได้ล่วงหน้าเป็นพันๆปีแบบนี้ได้เลยงั้นเหรอ?
ทำไมถึงมั่นใจทำตามแผนการที่มีความไม่แน่นอนได้ขนาดนี้?
แล้วทำไมทุกอย่างมันถึงเป็นไปตามแผนได้ขนาดนี้?
สรุปแล้ว เฮเลน จิงค โครนอส เป็นใครกันแน่?
และใครคนไหนคือตัวตนที่แท้จริงของบุคคลทั้งสามคาแรคเตอร์แต่ดันมาหลอมรวมอยู่ร่างเดียวกันแบบนี้กันแน่?
เขาเองก็ยังสงสัยอยู่เลย
แต่ถึงจะสงสัยเขาเองก็ยังยืนอยู่ตรงนี้เพื่อรอดูผลลัพท์ของแผนการที่เต็มไปด้วยข้อกังขาแผนนี้ต่อไป เพราะเขาเองก็ได้ตัดสินใจแล้ว และเขานั้นก็ไม่อยากที่จะเสียใจในภายหลังด้วย
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
“ไหนบอกว่าจะไม่ก้าวก่ายยังไงล่ะ”
หญิงสาวผมบลอนด์ได้เอ่ยถามชายหนุ่มสวมแว่นกรอบดำที่บัดนี้กำลังนั่งอ่านหนังสือปกแข็งสีดำที่มีขนาดเท่ากับสารานุกรมฉบับเยาวชนไทยแต่จำนวนหน้านั้นมีมากกว่าถึงยี่สิบเท่าจนถึงขนาดเอามือมาถือไม่ไหวต้องใช้ขาตั้งที่ทำจากเหล็กขนาดใหญ่ในการช่วยพยุงหนังสือเพื่อที่จะได้เปิดอ่านมันได้ ในห้องที่มีขนาดใหญ่ประมาณ Rungrado May Day Stadium* ที่เต็มไปด้วยหนังสือปกสีเทานับหมื่นเล่มไม่สิมากมายจนนับจำนวนไม่ได้เลยต่างหาก ที่ถูกเก็บไว้อย่างดีบนชั้นหนังสือ แต่ก็มีบางเล่มที่ถูกรื้อมาวางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ
“ก็ตั้งใจไว้ว่าอย่างนั้นแหละ” ชายหนุ่มสวมแว่นเอ่ยตอบ
“แล้วทำไมถึงเปลี่ยนใจล่ะ”
“ก็เพราะว่าสนใจนะสิ”
“สนใจ?”
“ใช่แล้ว ฉันน่ะสนใจในตัวตนของผู้ที่ได้รับสมญานามว่า ‘ฆาตกรไร้หัวใจ’คนนั้นนะสิ”
ชายหนุ่มสวมแว่นขยับแว่นที่เลื่อนตกลงมาให้เข้าที่เล็กน้อยก่อนที่เขาจะหันมามองหน้าหญิงสาวผมบลอนด์ที่ยืนถือหนังสือเล่มหนาที่ดูเหมือนจะเป็นสมุดบันทึกเล่มโตนั้นด้วยแววตาที่ฉายแววถึงความสงสัย
“ทั้งที่เขาทำตามแผนการมาตลอด...”
“ใช่ เพราะอย่างนั้นถึงน่าสงสัยยังไงล่ะว่าอะไรมันบังตาหมอนี่จนทำไห้เขาถึงทำตัวแบบนี้กันแน่ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้สร้างหมอนั่นเองมากับมือก็ตามที แต่ว่าบุคคลลักษณะแบบหมอนั่นที่ฉันเคยสร้างไว้กลับทำได้ดีกว่าหมอนั่นหลายเท่า ใช่เลย ไอ้หมอนั่นมันทำได้ดีมากๆจนฉันต้องสร้างแผนการบ้าบอนี้ขึ้นมาเพื่อรักษาความสมดุลของโลกใบนี้เลยทีเดียว” ชายหนุ่มสวมแว่นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหดหู่พร้อมทั้งเหลือบไปมองไปที่หนังสือปกสีเทาออกดำเล่มหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากที่ที่เขานั่งอ่านหนังสือเล่มหนาในตอนนี้มากนัก
“เพราะอย่างนั้นจึงสนใจถึงปัจจัยต่างๆของตัวหมอนั่นสินะว่าอะไรจึงทำให้หมอนั่นเป็นเช่นนั้น” หญิงสาวผมบลอนด์เอ่ยออกมาอย่างเข้าใจในที่สุด
“ใช่ “ ชายหนุ่มสวมแว่นพยักหน้ารับ
“แล้วพอรู้แล้วนายจะทำยังไงต่อไปล่ะ” หญิงสาวถามต่อทันที
“ไม่ทำอะไรทั้งนั้นหรอก เพราะฉันก็แค่อยากจะรู้ไว้เท่านั้น” ชายหนุ่มสวมแว่นเอ่ยตอบ
“อ่านะ คำตอบแบบนั้นก็สมกับเป็นนายดีนะ”
“ก็เพราะฉันเป็นฉันน่ะสิ เพราะฉะนั้นฉันถึงทำได้แค่รู้แต่ไม่อาจที่จะทำอะไรได้ยังไงล่ะ”
“ก็นะ เพราะถ้านายคิดจะทำเมื่อไรโลกใบนี้ทั้งใบ ไม่สิ จักรวาลทั้งหมดคงได้สั่นสะเทือนเป็นแน่แท้ ก็เพราะว่านายเป็น ‘ผู้ประพันธ์’ นี่นา”
ว่าจบหญิงสาวก็โน้มตัวกอดร่างชายหนุ่มที่อ่านหนังสือในตอนนี้ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนซึ่งชายหนุ่มก็ตอบรับการกอดนั้นแต่โดยดี
----------------------------------------------------------------------------------------------
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech