Jinx Pech
Ch.6 - Femmina (หญิงสาว)
Capitoro VI
Femmina (หญิงสาว)
ไม่อยากกลับห้อง
นั้นคือความคิดแว่บแรกที่พาดผ่านเข้ามาในความคิดของชายหนุ่มที่บัดนี้ยังคงนอนอยู่บนตักของหญิงสาวผมดำยาวสลวยในห้องพยายาบาลท่ามกลางความอิจฉาตาร้อนปนหวาดกลัวหน่อยๆของเหล่าผู้คนที่มาใช้บริการห้องพยาบาลในตอนนี้
เพราะวันนี้นอกจากพิธีปฐมนิเทศแล้วการเรียนการสอนจะยังไม่เริ่มจนกว่าจะถึงเช้าวันถัดไป
ฉะนั้นเลยทำให้ช่วงบ่ายของวันนี้ทั้งวันเป็นวันว่างของเหล่านักศึกษาทุกคนจนกว่าจะเริ่มต้นเรียนกันจริงจังในวันรุ่งขึ้นที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า
ดังนั้นนักศึกษาปีหนึ่งส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่นักศึกษาทุนที่มาอยู่ในสถาบันแห่งนี้ก่อนนั้นจึงใช้เวลาช่วงนี้ในการเดินสำรวจตัวอาคารเรียนและบริเวณโดยรอบของสถาบัน เพื่อที่จะได้ง่ายขึ้นในการที่จะไปห้องนั้นๆยามที่พวกเขามีธุระต้องทำ
‘ไอ้นักต้มตุ๋นนามว่าจิงคมันไม่ธรรมดาจริงๆถึงขนาดกล้านอนบนตักของ ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ ได้แบบไม่แคร์สื่อเยี่ยงนี้’
นั้นคือความคิดส่วนใหญ่ของทุกคนที่ได้เห็นภาพนี้
ถ้าไม่บ้าจนสติแตกก็คงสมองเสื่อมหรือไม่ก็เก่งกาจจนเกินไปแล้วกระมั้ง
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ ไอ้หมอนี่มันถึงขนาดกล้าล้วงคองูเห่าอย่างผอ.มิคาเอล ผู้ที่น่ากลัวที่สุดของสถาบันแห่งนี้ ไม่สิ ของเมืองนี้มาแล้ว นับภาษาอะไรกับอีแค่นอนตักของแม่มดเบียทริซมันจะไปน่ากลัวอะไรหนักหนาสำหรับเขาล่ะ
“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว”
เสียงใสๆของฟีอาดังเข้ามาในโสตประสาทรับฟังของเขาอีกครั้งหลังจากที่เธอทำแผลให้เขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่เธอจะยกมือที่สวมถุงมือหนังสีดำของเธอขึ้นมาลูบพลาสเตอร์ลายแบบที่ผู้ชายใช้ปกติไม่ใช่ลายฮัลโหลคิตตี้ที่นานาเอลเคยแปะไว้ให้เขาที่แก้มซ้ายของจิงคอย่างแผ่วเบาด้วยอารมณ์ที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน
ถ้าจะให้โหวตว่าให้ใครเป็นเทพธิดา จิงคว่าหญิงสาวคนนี้กินขาดแน่นอน ถ้าไม่มีชื่อเสียงของตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้องนะ
“จะกลับห้องกันหรือยัง?” ฟีอาเอ่ยถามเป็นเชิงออกความเห็น
“กลับห้องงั้นเหรอ?” จิงคตีหน้าขยาดออกมาน้อยๆเมื่อนึกถึงสภาพความเป็นจริงที่เขาต้องประสบพบเจอต่อจากนี้
“มันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอที่ต้องกลับห้อง?” ฟีอาเอียงคอถามอย่างสงสัยด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์
“นี่เธอก็เห็นแล้วนี่นาว่าเมื่อวานฉันโดนทำอะไรไปบ้าง” จิงคตัวสั่นงันงกพอสมควรเมื่อถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ชวนพาลจะทำให้เขาร้องไห้ทุกที
“ฉันไม่ได้ชื่อว่าเธอนะ ฉันมีชื่อว่าฟีอา” ฟีอาเหล่สายตามองจิงคเล็กน้อยพร้อมทั้งเอ่ยออกมาเสียงเรียบ
“อ่าจ้า.... ฟีอา...”
จิงคยอมเอ่ยเรียกชื่อออกมาอย่างสุดเซ็งเมื่อเขาเห็นว่าเธอแคร์การเรียกชื่อตัวเธอของเขามากกว่าที่จะสนใจความทุกขเวทนาที่ถาโถมในทุกคืนที่เขาต้องเจอต่อจากนี้ แต่ทว่าเขาก็ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อเขาพบว่าแม่มดเบียทริซคนนี้กำลังคลี่ยิ้มออกมาอย่างดีใจที่ได้ยินเขาเรียกชื่อเธอแบบนั้น ทั้งที่ตอนที่เขาเรียกชื่อเธอเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักเลย
ให้ตายเถอะ ดีใจกับอีเรื่องแค่นี้เนี้ยนะ
จิงคเลี่ยงสายตาไปมองทางอื่นเพื่อที่เขาจะได้ไม่พบเห็นใบหน้าของฟีอาในตอนนี้ด้วยความรู้สึกที่ขัดเขินพอสมควรราวกับว่าในอกของเขามันเริ่มมีอะไรบางอย่างที่แปรเปลี่ยนไปอยู่ และถ้าต้องมองท่าทีนี้ของแม่มดสาวผู้นี้นานกว่านี้ด้วยแล้วเขาคงต้องแย่แน่ๆ
“เอาน่า ฉันก็คิดว่าตอนนั้นเธอก็น่ารักดีออกนะ”
จู่จู่ฟีอาก็เอ่ยปลอบเขาขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยราวกับมีคนมากดเปลี่ยนเพลงบรรเลงอารมณ์ของเธอไปอย่างกะทันหันก็ไม่ปาน แต่ว่า.....
“นี่ฟีอา คำพูดแบบนั้นเธอแน่ใจนะว่าเธอกำลังปลอบใจฉันอยู่น่ะ”
“หืม?”
ฟีอาเอียงคอมองเขาด้วยท่าทีที่น่ารักเกินห้ามใจเป็นเชิงถามอย่างสงสัยว่าเธอพูดอะไรผิดจนทำให้จิงคต้องเลี่ยงสายตาจากเธออีกครั้ง
ขอเพิ่มฉายาหน่อยเถอะว่านอกจาก ‘มิอาจสัมผัส’ แล้วยัง ‘มิอาจมอง’ ได้ด้วย
ไม่งั้นอาจถึงคลั่งได้!!!!
“เอาเถอะ ยังไงซะก็หนีไม่พ้นอยู่แล้วสู้ไปเผชิญหน้าให้จบๆไปดีกว่า” จิงคเอ่ยออกมาอย่างตัดบทก่อนที่จะลุกขึ้นจากตักนุ่มๆของฟีอาแล้วมาเผชิญหน้ากับสายตาที่ไม่น่าพิศมัยของผู้คน
จะว่าไปสถาบันนี้มันมีชมรมให้ทำกิจกรรมหรือเปล่า?
ถ้ามีแล้วล่ะก็... วันพรุ่งนี้ของชมรมนักสือพิมพ์หรือชมรมอะไรก็ตามที่เป็นกิจกรรมประชาสัมพันธ์คงมีชื่อไม่ก็ใบหน้าของเขาขึ้นหลาเป็นประเด็นหัวข้อข่าวใหญ่แน่ๆ
ในฐานะผู้กล้าท้าทายราชสีห์แล้วยังมานอนสบายใจเฉิบอยู่บนตักของหญิงสาวตัวอันตรายที่ร้ายพอพอกับราชสีห์ที่เขาพึ่งเล่นไปแบบไม่แคร์สายตาใครเยี่ยงนี้
ว่าแต่ตอนแรกที่เขามาในห้องพยาบาลคนมันไม่เยอะขนาดนี้นี่หว่าแล้วพวกนี้มันมาจากไหนกันเยอะแยะล่ะเนี้ย?
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
เป็นที่น่าเกรงขาม
นั้นคือสภาพที่อธิบายความเป็นตัวตนของเขาที่ดีที่สุดในตอนนี้ ทั้งที่ปกติเมื่อก่อนเขาออกจะเป็นที่น่าเกรงกลัวและตัวน่ารังเกียจถ้าเลี่ยงได้เป็นเลี่ยงแท้ๆ แต่ว่าในตอนนี้มันกลับกันโดยสิ้นเชิงเลยเพราะว่าถึงจะน่าเกรงขามแต่คนก็ยังมองเขาด้วยสายตาที่ชื่นชมระคนเทิดทูนน้อยๆกับความกล้าบ้าบิ่นที่หาใดมาเปรียบเปรยของเขา
แสดงว่าพวกนั้นยังไม่รู้เรื่องในห้องพยาบาลใช่มั้ย?
เพราะถ้าพวกนั้นรู้ สายตาที่มองมาตอนนี้คงจะเปลี่ยนจากสายตาที่มองเขาในแง่บวกเป็นมองอย่างอิจฉาหรือโกรธแค้นแน่นอนหรือไม่ก็คงจะเริ่มตั้งกองพันหาเรื่องฆ่าเขาอย่างไร้เหตุผลเป็นแน่แท้
เพราะก่อนหน้านี้เขาก็เคยเป็นข่าวกับนานาเอลอยู่ด้วยว่าเขากับเธอกำลังคบกันอยู่ และที่สำคัญข่าวนี้มันยังไม่ซาลงไปเลยเสียด้วยซ้ำ แล้วจะว่าไปนานาเอลก็จัดเป็นหญิงสาวที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีคนหนึ่งที่มีการแสดงออกและการวางตัวที่ดูแล้วเหมาะสมทุกครั้งอย่างไม่มีอะไรน่าติดขัดประกอบกับหน้าตาที่น่ารักนั้นอีกจึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่าทำไมเธอถึงเป็นที่นิยมชมชอบสำหรับเหล่าชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นจำนวนมาก
โดยพวกเขาหารู้ว่าไม่นิสัยที่แท้จริงของเธอแล้วอย่างกับเจ้าแม่พญามาร ที่ใครทำเธอไม่พอใจเป็นโดนรองเท้าลูบหน้า แต่ว่าอย่างหลังรู้สึกว่าเขาคงจะโดนอยู่คนเดียวล่ะมั้ง
แบบนี้ถือเป็นการให้เกลียด(ชัง)สูงสุดเลยหรือเปล่าหว่า?
ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่าทำไมก่อนหน้านี้จิงคจะดูเหมือนว่ามีคนเกลียดชังเยอะกว่าปกติ แบบว่ามากกว่าตอนที่เขาไปทำเรื่องชั่วๆทิ้งไว้เสียอีก และยิ่งถ้าข่าวในห้องพยาบาลแพร่มาผสมโรงอีกมีหวังได้โดนตราหน้าว่าจับปลาสองมือชัวร์ๆ
ทั้งที่มันน่าจะเป็นข่าวดีสำหรับคนที่หวังจะมีฮาเรมเป็นของตัวเองอย่างเขาแท้ๆ แต่ทำไมน้ำตามันถึงพาลจะไหลก็ไม่รู้
แต่จะว่าไปก็ยังมีอีกหนึ่งนางมารที่น่ากลัวอยู่ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้คุยกับเธอมาหลายวันซึ่งถือเป็นเรื่องดีพอสมควรที่มันเป็นแบบนั้นเพราะถ้าว่ากันตามจริงเธอคนนั้นก็แทบจะไม่ต่างจากนานาเอลเลยทั้งเรื่องหน้าตาและยศศักดิ์ โดยฐานะนั้นเรียกได้ว่าสูงกว่านานาเอลลิบเพราะเธอเป็นถึงว่าที่ราชินีของโลกนี้
“กำลังคิดถึงพี่อยู่ใช่มั้ยจ้ะน้องจิงค?”
เสียงของหญิงสาวผู้นี้ได้ปลุกเขาจากภวังค์ความฝันที่แสนสงบที่เขากำลังฝันใฝ่ถึงอย่างมิอาจที่จะเป็นไปได้ เมื่อเขาต้องก้าวมาอยู่ในสถาบันแห่งนี้แบบไม่มีทางเลือกเลยแม้แต่น้อยโดยที่ใบสมัครเขาก็หาได้ส่งมาสมัครไม่ด้วย
แต่แล้วทำไม ทำไมกันล่ะ ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ในฐานะนักศึกษาทุนที่ว่ามีการคัดเลือกที่พิถีพิถันที่สุดในทุกรูปแบบที่เข้าแทรกแซงได้ยาก หนำซ้ำยังถูกคัดเลือกมาเป็นอันดับหนึ่งนำหน้าเหล่าหญิงสาวทั้งสามที่ดูแล้วน่าจะมีความสามารถสูงกว่าเขาเป็นไหนๆอีกได้อย่างไรกัน
คำถามที่น่าสงสัยแต่ไร้คำตอบที่ชัดเจนมันได้สร้างแดมเมจทางจิตใจให้เขามากมายเสียเหลือเกิน
แต่ทว่าจิงคในตอนนี้ต้องกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกเมื่อเขาได้ยินเสียงเรียกของหญิงสาวผู้เป็นเหมือนยมทูตที่มาจะเอาชีวิตที่มีอิสระเสรีของเขาไปก็ไม่ปาน
ถ้าเธอต้องการทำอย่างที่เธอพูดในตอนแรกจริงๆนะ
“ท่าน...”
“เฮร่าคะ” หญิงสาวเอ่ยสอดก่อนที่จิงคเผลอเอ่ยนามจริงของเธอออกมา
“ครับรุ่นพี่เฮร่า” จิงคยอมเปลี่ยนคำเรียกเสียงเครียด
เพราะความรู้สึกประมาณหนีเสือปะจระเข้มันได้กลับมาอีกครั้งแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาอยู่ในห้องพยาบาลเขาอุตส่าห์หาเหตุผลร้อยพันมาอ้างว่าเขาไม่อยากกลับห้องในตอนนี้เพื่อที่เขาจะได้มาเดินเล่นทำใจรอบตัวสถาบันก่อนแท้ๆ แต่ไหงกลับมาเจอนางมารอันดับสองรองจากนานาเอลได้นี่สิ
มันน่าประหลาดใจเสียจริง
หรือว่าจะเป็นเพราะดวงชะตาที่น่ารักของเขาอีกแล้วที่ชอบลากความซวยมาให้เขาไม่รู้จบราวกับถูกสาปก็ไม่ปาน
“วันนี้พูดได้ดีมากเลยนะ”
เสียงของนางมารอันดับสองในความคิดของจิงคได้เริ่มเปิดประเด็นสนทนาออกมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองและฟังดูแล้วสนิทสนมอย่างน่าประหลาด
“วันนี้เหรอครับ อ๋อ ที่ผมพูดกับผอ.สินะครับ?” จิงคเอ่ยอย่างนึกได้ ก็มันจะมีเรื่องไหนอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่วีรกรรมที่จะทำให้เขาเข้าใกล้นรกมากยิ่งขึ้นเมื่อตอนเช้าของวันนี้
“ใช่แล้ว รู้หรือเปล่าว่าประธานนักศึกษายังเอ่ยชมเธอเลยว่าตั้งแต่เขาอยู่ที่นี่มาสามปีก็มีน้องจิงคนี่แหละที่กล้าพูดในงานปฐมนิเทศได้ไม่กลัวตายแบบนี้ แถมยังแย๊บเข้าไปหาของรักของหวงของผอ.ได้แบบท้าทายอีก”น้ำเสียงของเฮร่าหลุดออกจากปากเธอมาอย่างชื่นชมกับวีรกรรมนี้ของเขา
อันที่จริงความรู้สึกนั้นมันส่อออกมาประมาณว่าแฟนของฉันเยี่ยมยอดเสียด้วยซ้ำ
“ผมเองก็ยังงงๆอยู่เลยครับว่ากล้าพูดไปได้ยังไงครับ เผอิญตอนนั้นมันเบลอๆ แถมผมก็ไม่เห็นรู้เลยว่าต้องมาพูดอะไรแบบนั้นด้วยและเรื่องอันดับนั้นอีก....”
แถมไม่ได้เบลอธรรมดาเพราะเขาเบลอมากถึงขนาดลามปามไปไกลถึงขั้นลูกสาวของท่านผอ.ได้แบบนั้นแสดงว่าตอนนั้นคงเบลอและไร้สติกันสุดๆแล้วล่ะครับท่าน
ทั้งที่เขายังมีคดีติดค้างกับคุณท่านคนนั้นอยู่แท้ๆ
“อ๋อ เรื่องนั้นมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วอันที่จริงพิธีการนั้นมันเป็นเหมือนกับการทดสอบถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของบุคคลที่จะมาเป็นประธานชั้นปีเพื่อให้เหล่านักศึกษาที่จะต้องมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอได้ประจักษ์ว่าเธอเองก็มีความสามารถที่มากพอควร ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่เธอก็สามารถแก้ไขมันไปได้ ส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครพลาดตรงจุดนี้เท่าไรหรอกนะ” เฮร่าเอ่ยอธิบายมาเป็นฉากๆให้จิงคฟัง
สรุปแล้วนี่เขาต้องเป็นประธานชั้นปีจริงๆงั้นเหรอ น่าขันให้นักต้มตุ๋นมาเป็นหัวหน้าคนเนี้ยนะ?
คิดผิดคิดใหม่ก็ยังไม่สายนะครับท่าน
“ผมนี่ไงที่พลาดกันให้เห็นอยู่ทนโท่น่ะครับ”
“แบบนั้นเขาไม่เรียกว่าพลาดหรอกนะน้องจิงค แต่เขาเรียกว่าการโต้กลับที่แสดงออกมาถึงความกล้าหาญให้ทุกคนเป็นที่ประจักษ์ต่างหาก” เฮร่าเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเธอยกย่องการกระทำก่อนหน้านี้ของเขาเสียเต็มประดา
ว่าแต่การที่ไปมีปากมีเสียงหาเรื่องกับผู้หลักผู้ใหญ่มาแบบนี้มันน่ายกย่องกันตรงไหนล่ะคร้าบ....
“อ่าครับ”
จิงคได้แต่เอ่ยรับเสียงเอื่อยๆพร้อมทั้งยิ้มแห้งๆออกมาอย่างไม่กล้าเอ่ยคำพูดที่อยู่ในจิตใจออกไป เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่นักต้มตุ๋นผู้ต่ำต้อยอยู่ล่ะนะ จะให้เอาหัวไปเป็นประกันเพื่อเถียงกับหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นว่าที่ราชินีองค์ต่อไปให้เธอเคืองเล่นจนมีรับสั่งที่น่าหวาดเสียวต่อลมหายใจของเขาแล้วละก็....
ฝันไปเถอะ
ถึงชีวิตนี้จะมีแต่ความซวยมากมายก็ตาม แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังอยากใช้มันต่ออีกยาวนานนะ เพราะเขาพึ่งใช้มันมาได้แค่สิบเจ็ดย่างสิบแปดปีเอง
มันก็ยังไม่ถือว่าคุ้มค่าหรอกนะ
“ว่าแต่ตอนนั้นเรายังคุยกันไม่จบสินะเรื่อง....”
“ตายล่ะ! ป่านนี้แล้วเหรอครับ ผมขอตัวกลับห้องก่อนก็แล้วกันนะครับ”
ชายหนุ่มเอ่ยออกมาแบบตัดบทเต็มที่ก่อนที่เขาจะรีบจ้ำอ้าวเดินเผ่นออกจากจุดที่กำลังจะเกิดเหตุภัยพิบัติใหญ่ที่เป็นภัยกับอิสระของชีวิตทั้งชีวิตเขาทันที ทิ้งให้หญิงสาวต้องยืนมองตามหลังเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าจิงคจะกล้าทำแบบนี้
“แบบนี้ก็ยิ่งน่าสนุกเข้าไปใหญ่น่ะสิ”
เฮร่าคลี่ยิ้มอออกมาอย่างอารมณ์ดีจนทำให้ชายหนุ่มที่จ้ำอ้าวเดินหนีเธอไปตอนนี้รู้สึกเสียวสันหลังวาบน้อยๆ ทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้หันไปมองท่าทีของเธอคนนั้นเลยว่าตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นสัญชาตญาณของเขามันร้องเตือนระงมเลยนี่หว่าว่าถ้าไม่เลือกเดินหนีเมื่อครู่นี้แล้วเขาคงได้ซวยไปทั้งชาติแน่ๆ
ในฐานะที่เขาจะได้เป็นพระสวามีของหญิงสาวผู้เป็นว่าที่เป็นราชินีโดยไม่อาจปฏิเสธได้แน่ๆ
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
ภาพของค่ำคืนที่น่าหฤหรรษเมื่อคืนวานได้ย้อนกลับมาในโสตประสาทรับรู้ความทรงจำของอีกครั้งหลังจากที่ชายหนุ่มนามว่าจิงคได้เดินมาหยุดยืนที่หน้าประตูห้องนอนในหอพักเดี่ยวที่ถูกแยกตัวมาจากหอพักรวมของนักศึกษาอื่นๆในสถาบันการศึกษาแห่งนี้
“ยังไงก็ทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆล่ะโว้ย” จิงคสบถออกมาอย่างหัวเสียน้อยๆ
แต่กระนั้นถ้าจะให้เขาเลือกที่จะเดินกลับไปเดินเล่นในตัวอาคารเรียนเพื่อมีเปอร์เซนต์เสี่ยงเจอกับนางมารหมายเลขสองที่จ้องจะจับตัวเขาไปเป็นสามีอย่างไม่มีเหตุผลแล้ว
เขาก็ทำไม่ได้เหมือนกันนั้นแหละ
ทำไมสถาบันนี้นี้ถึงมีตัวเลือกให้เขาเลือกได้น้อยขนาดนี้ล่ะเนี้ย
ไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ
“เอาเถอะ ยังไงซะก็หนีไม่พ้นอยู่แล้วสู้ไปเผชิญหน้าให้จบๆไปดีกว่า”
คำพูดที่ตัวเขาเคยพูดกับฟีอาในห้องพยาบาลได้ดังขึ้นมาอีกครั้งราวกับย้ำเตือนอะไรบางอย่างที่เขาต้องกระทำในตอนนี้
“โธ่เว้ย! นั้นก็แค่พูดทำเป็นเท่ไปตามภาษานักต้มตุ๋นก็เท่านั้น ฉันไม่ได้คิดอะไรจริงจังแบบนั้นเลยซักหน่อย แต่ว่า....”
จิงคก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสบสันกับความรู้สึกในตอนนี้
“ให้ตายเถอะ แม่มดนั้นก็ดีหรือนางมารสองคนนั้นก็ดี ทำไมเราถึงต้องเป็นแบบนี้ด้วยล่ะเนี้ย......”
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
“เป็นอะไรหรือเปล่าเซฟเฟอรัสหน้าตาดูไม่ค่อยดีเลย”
เสียงของวัลแคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างห้องนอนที่มองไปทางหอพักของพวกจิงคได้เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยหลังจากที่เขาเห็นร่างของชายหนุ่มรูปงามผู้มีศักดิ์เป็นรูมเมทของเขาได้ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์เป็นที่สุดกับเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้
“ไม่รู้สิ” เซฟเฟอรัสตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“เอากันง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ ทั้งที่นั้นมันเป็นเรื่องของตัวนายเองเลยนะ”
“ถึงจะบอกว่ามันเป็นเรื่องของตัวฉันเองก็เถอะ แต่ว่านะ มันก็มีบางอย่างที่ฉันไม่เข้าใจตัวเองอยู่เหมือนกัน”
“ตัวนายเนี้ยเข้าใจยากขนาดนั้นเชียวเหรอ?” วัลแคนเอ่ยออกมาด้วยหน้าตาเหนื่อยหน่ายกับคำพูดที่ฟังดูแล้วน่างงงวยของของเซฟเฟอรัส
อันที่จริงเขาเองก็พอจะเดาออกอยู่หรอกว่าทำไมชายหนุ่มผู้นี้ถึงมีอาการที่ต๊องๆออกมาแบบนี้ เพราะถึงอย่างไรเขาเองก็คบกับชายผู้นี้มานานพอสมควร แต่ก็ในฐานะที่แตกต่างกับไซคีเล็กน้อยเพราะทางตระกูลเฮเฟตัสของเขาจัดได้ว่าเป็นตระกูลที่ทำอาชีพคุ้มกันชั้นแนวหน้าของโลกนี้ก็ว่าได้
เพราะฉะนั้นเขาในฐานะบุตรชายลำดับสองผู้ที่มีหน้ารับสืบทอดกิจการย่อยของตระกูลและในฐานะรองหัวหน้าตระกูลเลยถูกว่าจ้างมาตั้งแต่เยาว์วัยด้วยราคาที่แพงลิบลิ่วจนน่าใจหายเพื่อให้มาคุ้มกันเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาที่มีชื่อว่า ‘เซฟเฟอรัส โรเซนเบิร์ก’ บุตรชายลำดับหนึ่งผู้มีตำแหน่งเป็นว่าที่ผู้นำตระกูลโรเซนเบิร์กคนต่อไป
ความสัมพันธ์ของพวกในตอนแรกส่วนใหญ่ก็เป็นฉันท์ลูกจ้างกับนายจ้างตามปกติจนกระทั่งเซฟเฟอรัสตัดสินใจเอ่ยปากบอกว่าเขาต้องเป็นเพื่อนกับวัลแคนมากกว่าเป็นนายจ้างจึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนเพื่อนมากขึ้น
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงรักษาระยะห่างในฐานะระหว่างนายจ้างและลูกจ้างไว้ในระดับหนึ่งอยู่ดี
“ไม่รู้สิอาจจะยากก็ได้มั้ง?” เซฟเฟอรัสตอบแบบขอไปทีจนวัลแคนต้องตีหน้าเครียดออกมาน้อยๆ
ไอ้นายจ้างเจ้าปัญหาเอย.... เขาแอบด่าเซฟเฟอรัสในใจอย่างเหลืออดก่อนที่เขาจะหันไปมองนอกหน้าต่างในยามค่ำคืนข้างแรมคืนนี้
แต่แล้วเขาก็ต้องสะดุดสายตากับอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
“นั้นมันอะไรกันน่ะ ไม่น่าเชื่อ...” วัลแคนพึมพำขึ้นมาเบาๆเมื่อได้ภาพนั้น
ภาพของอะไรบางสิ่งที่ดวงตาปานเหยี่ยวของเขาไม่น่าจะปล่อยให้หลุดรอดและพลาดไปได้
ทั้งที่น่ารักซะขนาดนี้ นี่เขาพลาดปล่อยหลุดสายตาไปได้อย่างไรกัน แบบนี้เสียชื่อเชิงชาย ‘นักทำหม้อแห่งอาดามันไทด์’ หมดเลยนะเนี้ย
เขาคิดในใจพร้อมตั้งสมญานามตนเองใหม่เสียเสร็จสรรพทั้งที่เขามีสมญานามที่ผู้อื่นตั้งให้เป็นของตัวเองอยู่แล้ว และที่สำคัญสมญานามนั้นมันก็ฟังดูเท่ไม่หยอกมากกว่าสมญานามที่เขาตั้งให้ตัวเองในตอนนี้หลายขุมเลยก็ว่าได้
ให้ตายเถอะพรุ่งนี้เช้าท่าทางจะมีอะไรให้ทำมากขึ้นกว่าเดิมเสียแล้ว
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
ทันทีที่จิงคเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนภายในหอพักเสียงแรกที่เขาได้ยินก็คือเสียงดีดนิ้วดังลั่นของนานาเอลในชุดนอนวันพีชลายน่ารักน่าชังที่ดูบางเบา โดยตอนนี้เธอกำลังยืนท้าวเอวด้วยแขนข้างที่เธอไม่ได้ใช้เพื่อดีดนิ้วราวกับภรรยาสาวผู้รอการกับมาของสามีผู้เหลวแหลกที่ชอบเถลไถลหลังเลิกงานจนกลับมาถึงบ้านดึกดื่นก็ไม่ปาน
อันที่จริงบรรยากาศนี้จะเอาไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์อื่นนอกจากนี้ได้ก็จริง แต่ว่ามันก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกับสภาพในตอนนี้อยู่พอควร เพราะฉะนั้นสภาพแบบนี้นี่แหละที่บ่งบอกถึงบรรยากาศในตอนนี้ของจิงคที่เป็นอยู่ได้ดีที่สุดแล้ว
ว่าแต่นี่เขาไปแต่งงานกับยัยบ้านี่ตอนไหนกันฟะ
“ช้าจังเลยนะ” นานาเอลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดกับใบหน้าที่แสดงถึงความไม่พอใจ
แต่กระนั้นเมื่อเธอเห็นสภาพของเขาในตอนนี้เธอก็เปลี่ยนสีหน้าในทันทีด้วยรอยยิ้มที่สดใส โดยมีสายตาของรูมเมทร่วมห้องที่เหลือนั่งมองเขาอยู่บนเตียงของพวกเธอด้วยสายตาที่ไร้เดียงสาและไร้อารมณ์ บางทีมติการกระทำนี้ของนานาเอลคงผ่านการประชุมสภาการในห้องนี้ของสามสาวเรียบร้อยหมดแล้วกระมั้ง
แต่ว่าจะไม่ฟังความเห็นของเขาบ้างเลยหรือไงว่าเขานั้นคิดอย่างไรกับสภาพนี้ สภาพที่ชวนน่ารัดทนเป็นที่สุดในชีวิตของเขา
“เอาล่ะ เมื่อวานอาบน้ำล้างตัวไปแล้วสินะ งั้นวันนี้ก็ทำผมและแต่งตัวดีกว่า” นานาเอลเปิดประเด็นออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยินดีเป็นอย่างมากโดยสายตาของเธอค่อยๆเปล่งประกายขึ้นมาเรื่อยๆ
แต่จะว่าไปเขาพึ่งรู้สึกว่ามนตราที่เขาโดนอยู่นี้มันอัพเกรดขึ้นจากเดิมหรือเปล่าเพราะว่าตอนที่เขาโดนมนตรานี้เป็นครั้งแรกนานาเอลไม่ได้ทำท่าทางเหมือนในตอนนี้เลยนี่นา เนื่องจากตอนนั้นเขาเดินเข้ามาในห้องปกติแล้วมันก็เป็นเอง ความรู้สึกประมาณว่าเป็นข่ายอาคมมากกว่าที่จะเป็นแบบนี้ ถึงแม้เขาจะใช้เวทมนตร์ไม่ได้ก็เถอะแต่เขาก็พอจะมีความรู้เรื่องนี้อยู่พอสมควรเหมือนกัน
“อัพเกรดน่ะ เข้าใจไหมอัพเกรด” นานาเอลเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใส่ใจอะไรมากนัก
สรุปแล้วยัยนี่อ่านใจเขาได้ด้วยจริงๆสินะ แย่จริงๆเลยวุ้ยแล้วแบบนี้เขาจะทำยังไงดีล่ะจะคิดในใจด่าก็ไม่ได้แล้ว
“ก็อย่าคิดสิยะ”
โว้ย... แม่เจ้ามีเถียงอีกแน่ะ จิงคกุมขมับในสภาพที่แทบจะทรุดตัวลงไปนั่งกองอยู่บนพื้นอย่างปวดหัวเป็นอย่างมาก
“นี่แค่โดนฉันอ่านความคิดได้นายจะเครียดไปถึงไหนกันยะ” นานาเอลเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจเป็นอย่างมากที่เห็นจิงคมาทำแบบนี้ต่อหน้าต่อตาของเธอ
“ก็เครียดสิโว้ย ถ้าเป็นคนอื่นจะไม่ว่าอะไรเลยแต่มันเป็นเธอนี่สิ.... ยัย....”
จิงคลุกขึ้นมาเถียงด้วยท่าทางที่โกรธาสุดขีดจนเส้นเลือดในสมองแทบแตก แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่กล้าจะพูดจนจบประโยคอยู่ดี
เพราะความกลัวที่มีในตัวหญิงสาวมันมีมากกกว่าความโมโหที่เขามีตอนนี้ ก็เมื่อตอนเที่ยงเธอได้แสดงพลังให้เขาเป็นที่ประจักษ์ไปแล้วถึงความเก่งกาจที่เธอมี ถ้าตอนนั้นฟีอาไม่เข้ามาช่วยร่ายมนตราคุ้มกันให้เขามีหวังเขาคงได้นอนอยู่ในห้องพยาบาลนานกว่านี้สักประมาณสองสามเดือนเลยก็ได้
แต่บางทีแบบนั้นอาจจะดีกว่าก็ได้ล่ะมั้ง
“ทำไมไม่พูดให้จบประโยคล่ะ?”
นานาเอลเอียงคอมองเขาด้วยรอยยิ้มและท่าทางที่น่ารักสะกดให้จิงคต้องมองเธออย่างเผลอไผลทั้งที่เธอก็รู้คำตอบของคำถามนั้นดีอยู่แล้ว
“ถึงจะพูดจบแล้วฉันจะทำอะไรต่อไปได้ล่ะ” จิงคเอ่ยตอบเสียงเครียด
“เข้าใจแบบนั้นก็ดีแล้ว ว่าแต่เรามาทำตามที่เราได้กำหนดไว้ตอนต้นกันดีกว่านะ” นานาเอลเดินเข้าหาเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นนางมารมากยิ่งขึ้นในสายตาของเขา
“เรื่องนั้นเธอเป็นคนกำหนดเอาเองคนเดียวไม่ใช่หรือไง”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวนายนะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบถอนไอ้มนตราบ้าบ้านี่ออกจากตัวฉันซักทีสิ” จิงคแหกปากลั่นอย่างเหลืออด
“แต่ส่วนตรงที่นายว่านั้นมันก็เพื่อตัวพวกฉันด้วยนี่นา...”
“นี่เธอ....”
“เอาน่าพบกันละครึ่งทางไง ยุติธรรมดีนะ”
“ครึ่งทางบ้านผอ.มิคาเอลสิแบบนี้ อย่างนี้มันเต็มระยะทางแล้วโว้ย... แถมฉันยังต้องเดินบุกฝ่าทางวิบากเพื่อเดินไปหาเธอคนเดียวเสียด้วย” จิงคเอ่ยออกมาในสภาพที่เรียกว่าเหลืออดสุดขีด
ถ้าที่นานาเอลว่ามามันยุติธรรมอย่างที่เธอว่าจริงสงสัยโลกนี้คงมีแต่คนจำพวกอย่างเขาเต็มไปหมดแล้ว เพราะกติกาที่กำหนดออกมาแต่ละอย่างมันกติกูชัดๆเลยนี่หว่า แถมไม่ใช่กติกูธรรมดาด้วยเพราะที่เขาโดนมามันเป็นกติกูประเภทที่กล้าขัดเอ็งตายเสียด้วย
“แหม... เป็นผู้ชายอย่าคิดเล็กคิดน้อยสิ”
นานาเอลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่อารมณ์ดีมากขึ้นเรื่อยๆที่ได้เห็นจิงคมีท่าทางที่หงุดหงิดและทุกข์ใจแบบนี้ราวกับว่าความสุขของเธอคือการได้เห็นคนตรงหน้ามีแต่ความทุกข์ก็ไม่ปาน
“แล้วตอนนี้ฉันเป็นผู้ชายที่ไหนล่ะโว้ย!!!” จิงคอดที่จะตะโกนเถียงออกมาอย่างเหลืออดไม่ได้ “ให้ตายเถอะ เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันใย แล้วฉันไปทำอะไรให้เธอเคืองขุ่น จึงกักขังฉันเป็นจำเลยและของเล่นของคุณ นี่หรือแม่นักบุญ แท้จริงเธอคือคนบาปใช่มั้ย?”
“เปล่าเลย ถึงจะรวมเรื่องเมื่อเช้านี้ลงไปแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันหงุดหงิดอะไรมากนักหรอกนะ อันที่จริงฉันเองก็ออกจะพอใจด้วยซ้ำที่ได้เห็นหน้าของไอ้พ่อบ้าคนนั้นมีเส้นเลือดปุดปุดขึ้นหัวแบบนั้น”
“นี่เธอ.....”
ว่าแต่ผอ.กับเธอคนนี้เขาเป็นพ่อลูกกันภาษาอะไรหว่า? ถึงมีสภาพแบบนี้ แต่ว่าถ้างั้น....
“ถ้างั้นที่เธอเล่นอัดฉันซะเกือบตายตอนนั้นก็เพราะแค่ว่าฉันไปด่าเธอว่าเป็นนางมารแค่นั้นงั้นเหรอ?”
“ผู้หญิงเขาไม่ชอบให้ใครมาด่าแบบนั้นหรอกนะ” นานาเอลตอบเสียงเรียบแบบไม่มีปฏิเสธแม้แต่น้อย “และที่สำคัญฉันเองก็อยากหาอะไรทำเพื่อระบายอารมณ์เครียดน้อยๆของฉันอยู่พอดี”
นั้นคือการระบายอารมณ์เครียดน้อยๆของเธองั้นเหรอ ถ้างั้นถ้าเธอต้องการระบายอารมณ์เครียดมากๆเมื่อไรมีหวังคงจะมีคนตายเป็นแผง แผงละสี่เม็ดแบบหลายๆแผงแน่นอนเลยรับประกัน
“สรุปแล้วเธอมองเห็นฉันเป็นกระสอบรองรับอารมณ์หรือไง”
นานาเอลมองหน้าเขาด้วยท่าทีสังเกตสังกาพอสมควรก่อนที่เธอจะคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่เหมือนว่ามีสีดำเป็นพื้นหลังของตัวเธอในสายตาของชายหนุ่มมากกว่าเดิม
“ไม่นิ”
ยัยสตอเอย... ตอแหลเห็นๆ
“ว่าแต่เรารีบมาทำกระทำการที่ว่าไว้ในตอนแรกกันดีกว่า” นานาเอลเอ่ยแบบตัดบทพร้อมทั้งวิ่งเข้าหาจิงคทันที
“คิดว่าฉันจะอยู่เฉยๆให้จับหรือไงฟะ วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวานแล้วเฟ้ยฉันตัดสินใจแล้วว่าจะหนีให้สุดขอบโลกเลยคอยดูสิ ถึงแม้ว่าจะออกจากที่แห่งนี้ไม่ได้ก็ตามทีเถอะ”
ว่าจบจิงคก็วิ่งออกจากห้องทันทีโดยมีนานาเอลวิ่งไล่ตามไปทิ้งให้สองสาวที่นั่งอยู่ในห้องในตอนนี้ต้องมองตามพวกเธอสองคนไปนั้นด้วยสายตาที่ไม่ใส่ใจอะไรมากนัก แต่กระนั้นไดอาน่ากลับก้มหน้ามองลงที่หน้าอกของเธอก่อนที่เธอจะหันไปพูดกับฟีอาด้วยน้ำเสียงที่ไร้เดียงสาว่า “นี่ทำไมของจิงคมันดูใหญ่กว่าของฉันจังเลยล่ะ”
“แปรผันตามขนาดที่เคยมีจากช่วงล่างมั้ง” ฟีอาตอบกลับเสียงเรียบ “ว่าแต่น่ารักจริงๆแหล่ะนะตอนที่จิงคโดนมนตราให้กลายร่างเป็นผู้หญิงเนี้ย”
-------------------------------------------------------------------------------------
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech