Jinx Pech
Ch.5 - Orientamento (ปฐมนิเทศ)
<span style="font-size:14.0pt;mso-ansi-font-size: 12.0pt;font-family:" angsana="" new","serif";mso-ascii-font-family:"times="" new="" roman";="" mso-fareast-font-family:"times="" roman";mso-hansi-font-family:"times="" mso-ansi-language:en-us;mso-fareast-language:en-us;mso-bidi-language:th"="" lang="TH">
Capitoro V
Orientamento (ปฐมนิเทศ)
เลวร้าย เลวร้ายที่สุดยัยนางมารนั้นทำกันได้ ถ้ามาทำแบบนี้สู้ฆ่ากันให้ตายเลยยังจะดีเสียกว่า ยัยบ้าเอย....
จิงคที่อยู่ในชุดธีมสีดำขาวอันมีเครื่องประดับยศพอสมควรอย่างเช่นจำพวกดาบเรเปียร์ที่ห้อยอยู่ข้างตัวหรือผ้าคลุมยาวถึงข้อเท้าที่ถูกออกแบบไว้อย่างเท่ได้ใจแต่ยังคงแบบของชุดนักศึกษาที่ทำจากเหนือผ้าชั้นดีและดูแล้วเป็นชุดสุภาพของพวกนักธุรกิจคือชุดสูทดำ เชิ้ตสีขาว ผูกไทด์และกางเกงสแลคสีดำของสถาบันแห่งนี้ได้นั่งฟุบหน้ากับโต๊ะแบบน้ำตาเล็ดอย่างเจ็บช้ำน้ำใจ หลังจากที่เขาพึ่งถูกกระทำชำเราทางจิตใจมาอย่างรุนแรงเพราะแม่สาวเทพธิดาปานนางมารของเมืองนี้
ไม่ผิดแน่ นี่คือแผนการเอาคืนของพวกตระกูลเซราฟีนแน่ๆ
จิงคแทบจะหลุดทุบโต๊ะดังปังหลังจากคิดได้แบบนั้นแต่กระนั้นเขาก็ระงับอารมณ์ไว้ได้ทันก่อนที่จะแสดงท่าทางที่ไม่น่าพิศมัยออกมาท่ามกลางเหล่าผู้คนที่นั่งกันเต็มอยู่ในโรงอาหารซึ่งบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นห้องประชุมในตอนเช้าเพื่อจัดพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาไปเสียแล้ว
โต๊ะที่จิงคนั้นอยู่นั้นจัดได้ว่าเป็นโต๊ะที่แตกต่างสำหรับนักเรียนคนอื่นโดยสิ้นเชิงแม้ว่าจะเป็นโต๊ะยาวก็ตามแต่มันไม่ยาวมากนักเพราะมันมีพื้นที่แค่เพียงพอสำหรับคนเพียงสี่คนนั่งสบายเท่านั้น แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นอันที่จริงถ้าอัดคนลงไปหน่อยโต๊ะนี้ก็น่าจะนั่งได้ถึงสิบกว่าคนแน่นอน และที่สำคัญกว่านั้นโต๊ะตัวนี้ได้ถูกตั้งไว้ที่แถวหน้าสุดชิดขอบเวที ที่มีโต๊ะของเหล่าคณาจารย์ผู้ทรงเกียรติตั้งไว้เสียด้วย เป็นการบ่งบอกสถานะของพวกเขาเป็นอย่างดีว่าพวกเขามีความสำคัญขนาดไหน
ในฐานะนักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่ม
แน่นอนว่าโต๊ะเหล่านี้มีแค่สี่โต๊ะเท่านั้น เพราะแต่ละชั้นมีนักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มแค่กลุ่มละสี่คนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ส่วนนักศึกษาทุนที่มีระดับทุนต่ำกว่านี้ก็จะได้ไปนั่งโต๊ะที่ลดหลั่นกันไปตามระดับทุนจากรอยัลโกลด์ไปถึงบรอนซ์
ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมตอนนี้ชายหนุ่มนามว่าจิงคได้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนอีกครั้งแม้ว่าเรื่องความเด่นของที่นั่งก็เป็นปัจจัยที่สำคัญพอตัว แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเรื่องเพศของเขาและระดับทุน
ผู้หญิงสามกับชายหนุ่มหัวยุ่งสวมแว่นที่จะหักแหลมิหักแหลอยู่ใบหน้าที่ดูแล้วไร้จุดเด่นที่ทำให้น่าจดจำนอกจากพลาสเตอร์ปิดแผลลายคิตตี้ที่ถูกแปะโดยนานาเอล เพราะผอ.ตัวจริงสั่งห้ามสวมฮู้ดหรือสิ่งที่มีอะไรมาปกปิดใบหน้าเอาไว้
เรื่องนี้ทำให้เหล่านักศึกษาประหลาดใจกันเป็นอย่างมากไปหลายคน บางคนแทบอุทานหลุดออกมาจากปากว่าบ้าชัดๆเสียด้วยซ้ำ
สงสัยว่าเมื่อชาติที่แล้วเขาคงทำกรรมไว้หนักหนากว่าชาตินี้แน่นอนเพราะอย่างนั้นเขาถึงต้องมาผจญอยู่ในนรกแบบนี้ แต่ว่าถ้าให้เขาเลือกแล้วล่ะก็เขาขอเลือกนรกแบบนี้มากกว่านรกแบบเมื่อคืนที่เขาเจอจะดีกว่าเพราะนรกเมื่อคืนนั้นมันทำเอาเขา.....
เอาเป็นว่าเลวร้ายจนบรรยายเป็นคำพูดลำบากสำหรับลูกผู้ชายคนหนึ่งก็ว่าได้
ใบหน้าที่ยิ้มเยาะกับสีหน้าที่ไร้อารมณ์และรอยยิ้มอันไร้เดียงสาที่ปรากฎให้เห็นต่อหน้าเขาบนโต๊ะแห่งนี้มันช่างกลายเป็นอะไรที่ทำร้ายจิตใจของเขาเข้าไปทุกทีเสียแล้ว ทั้งที่มันน่าจะเป็นฝันดีสำหรับหนุ่มวัยรุ่นที่คิดฝันจะเปิดฮาเรมในช่วงนี้แท้ๆ
“ให้ตายเถอะ” จิงคอดสบถออกมาไม่ได้อย่างหัวเสีย
“มีอะไรงั้นเหรอ?”
“ถามได้นะคุณนานาเอล”
จิงคหันหน้าไปกัดฟันพูดตอบหญิงสาวผมบลอนด์ในชุดนักศึกษาโทนสีดำที่ไม่ต่างจากเขาสักเท่าไรนอกเหนือจากสิ่งที่สวมใส่ปิดช่วงล่างมันจะเป็นกระโปรงรัดรูปฉีกขาขวาที่สั้นจนเปิดเข่าและขาอ่อนเล็กน้อยซึ่งแลดูแล้วน่าพินิจพิเคราะห์มองมันอย่างน่าประหลาดที่นั่งอยู่ข้างตัวเขาด้วยสีหน้าออกอารมณ์โกรธแค้นน้อยๆ
“เรื่องฮู้ดนั้นพ่อฉันสั่งนายเองนะ และที่สำคัญมันไม่เกี่ยวกับฉันด้วยนา....” นานาเอลพูดอย่างเฉไฉทั้งที่เธอก็รู้อยู่แล้วว่าชายหนุ่มคงไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้แน่นอน
“นี่เธอ.....”
แต่ว่าก่อนที่จิงคจะได้พูดอะไรต่อเสียงของชายสูงวัยรูปงามที่ผมยังคงดำดงเงางามเฉกเช่นวัยรุ่นเลขหลักสองทั่วไป อีกทั้งใบหน้าของเขาก็ยังคงดูหนุ่มและเยาว์วัยราวกับหยุดเวลาไว้เมื่อยี่สิบปีก่อนผู้หนึ่งก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
“สวัสดีนักศึกษาใหม่และเก่าทุกคน ยินดีต้อนรับสู่สถาบัน Weltmeisterschaft ฉันเป็นผู้อำนวยการของสถาบันแห่งนี้ชื่อว่า มิคาเอล เซราฟีน ยินดีที่รู้จักสำหรับนักศึกษาใหม่ทุกคน เอาล่ะเรามาเกริ่นนำกันย่อๆหน่อยก็แล้วกันว่ากฎของสถาบันมีไว้ปฏิบัติ ไม่ได้มีไว้แหก และก็เรื่องระดับทุนกับความต่างเรื่องฐานะและอาชีพ ความเป็นคนดีหรือคนเลวก่อนหน้าที่จะมาเรียนที่นี่” มาถึงช่วงนี้นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนของชายสูงวัยผู้นั้นก็สะบัดมามองทางจิงคอย่างเอาเรื่องจนทำให้เขารู้สึกเสียวซ่านขึ้นมาในหัวใจน้อยๆ “ให้ทิ้งมันไปซะ ที่นี่จะสร้างเธอเป็นคนใหม่เป็นบุคคลากรชั้นเลิศที่เป็นที่ต้องการของสังคมไม่ว่าเธอจะตัวอะไรหรือเป็นใคร ต่ำต้อยแค่ไหนมาก็ตาม ตั้งแต่ก้อนกรวดยันอาจม แต่เมื่อมาที่นี่เธอจะถูกเปลี่ยนให้สิ่งที่เรียกว่าเพชรในท้ายที่สุด จงภูมิใจที่ได้เรียนอยู่ที่นี่ในฐานะผู้ที่ถูกเลือกแล้วจากทุกแขนงสังคมทั่วไป จงยินดีที่เรียนจบจากที่เพราะที่นี่คือที่ที่สร้างบุคลากรชั้นเลิศที่โลกนี้ต้องการมากมาย และจงสบายใจที่อยู่ที่นี่เพราะที่แห่งนี้คือสังคมที่ปลอดภัยที่สุด แค่นี้ล่ะ”
ว่าจบมิคาเอลก็ทิ้งตัวพิงเข้ากับพนักพิงของเก้าอี้อย่างไม่แคร์สายตาใครก่อนที่จะหันหน้าโยนหน้าที่ของตนไปทางหญิงสาวไว้ผมทรงหน้าม้าสีดำยาวสลวยสวมแว่นมาดเฉียบคนที่นั่งอยู่ข้างเขาจนทำให้เธอต้องตีสีหน้าเหนื่อยหน่ายออกมาเล็กน้อยกับท่าทีของเขา
“ที่ว่าจบไปนั้นคือคำกล่าวของผู้อำนวยการของสถาบันการศึกษาแห่งนี้ คุณมิคาเอล เซราฟีน ต่อไปเรามาฟังคำกล่าวของนักศึกษาใหม่ผู้ที่จะมาเป็นประธานของนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง คุณจิงค พีซ”
จากนั้นเธอก็ผายมือมาที่ชายหนุ่มที่ตอนนี้กำลังตัวสั่นงันงกเพราะสายตาไอ้ผอ.บ้าหรือพูดกันง่ายๆว่าผู้เป็นบิดาของหญิงสาวนามว่านานาเอล ไอ้นางฟ้าบ้าอำนาจตัวดีที่ทำเขาน้ำตาตกมาหลายรอบเพราะรองเท้าของเธอ
พ่อลูกเชื้อไม่ทิ้งแถวกันจริงเลย สรุปว่าไอ้พ่อลูกคู่นี้มองเขาเป็นแค่ของเล่นเท่านั้นสินะ
“ว่าแต่เมื่อกี้นี้เหมือนได้ยินใครเรียกชื่อเราแฮะ” จิงคหลุดปากเอ่ยออกมาอย่างสงสัย
ก่อนที่มือขวาของนานาเอลจะหวดเข้าที่ท้ายทอยของเขาเบาๆเป็นการเรียกสติให้เขากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
“ไม่ได้เหมือน แต่เขาเรียกเธออยู่นั้นแหละ” นานาเอลเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“แล้วทำไมถึงเรียกฉันล่ะ?”
“ก็เพราะนายเป็นนักศึกษาทุนที่อยู่ในระดับสูงสุดของเหล่านักศึกษาทุนด้วยกันนะสิ ว่าง่ายๆก็เหมือนพวกที่เก่งที่สุดในชั้นปีของสถาบันแห่งนี้ยังไงล่ะ” หญิงสาวเอ่ยตอบอย่างขัดเคืองใจกับสภาพของจิงคที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
“หา!!!?” จิงคตาแทบถลนออกมาเพราะความตกใจหลังจากได้รับรู้อย่างนี้
“เอาเป็นว่ายืนขึ้นแล้วพูดอะไรก่อนเถอะยะ”
ว่าจบมือเธอก็หยิกเข้าไปที่แก้มก้นของเขาอย่างแรงจนทำให้ร่างของเขาผุดลุกขึ้นยืนทันทีราวกับมีสปริงมาดีด
ละเมิดทางเพศกันนี่นาแบบนี้
แต่ทว่าเขาก็ต้องนิ่งไปด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยเหงื่อแตกพล่านทันทีเมื่อพบว่าบุคคลในโรงอาหารตอนนี้กำลังจับจ้องมองเขาที่ลุกขึ้นยืนมาด้วยสายตาที่ส่อแววอารมณ์หลากหลายรูปแบบทั้งสนใจ เกลียดชัง โกรธแค้น อิจฉา ยินดี และก็อื่นๆอีกมากมายที่เขาแยกแยะไม่ออกแล้ว
นี่มันเกมลงทัณฑ์บ้าอะไรกันเนี้ย!!!
“นี่คุณพีซพูดอะไรซักอย่างหน่อยสิ”
หญิงสาวสวมแว่นมาดเฉียบเอ่ยเร่งเขาให้พูดอะไรสักอย่างออกมาหลังจากที่เขายืนเงียบมาได้นานพอสมควร
แล้วจะให้พูดอะไรล่ะ ว้าเว้ย........?
คำถามที่ไม่มีคำตอบดังขึ้นมาในจิตใจที่แสนบอบบบาง?ของชายหนุ่มผู้นี้ ก่อนที่สัญชาตญาณโจรจะบังเกิดขึ้นมาหลังจากเริ่มตั้งสติได้แล้ว
เอาว่ะเนียนไปตามน้ำก็แล้วกันคิดได้อย่างไหนก็ว่าไปอย่างนั้นเลย
“เอ่อ.... ขอบคุณท่านผอ. มิคาเอล ที่กล่าวปาฐกถาที่ฟังแล้วชวนให้เกิดอารมณ์หึกเหิมเหมือนกับกำลังจะส่งนักศึกษาออกไปรบในศึกใหญ่ของอัลคาทราสก็ไม่ปาน ทางพวกผมเองก็ดีใจมากๆเลยครับที่ได้มาเรียนในสถาบันที่เข้มงวดและส่งเสริมให้วัยรุ่นอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดจนเกินเหตุแบบนี้ ยินดีจริงๆ ยินดีมากๆเลยครับ อันที่จริงผมเองก็ไม่ใช่เป็นคนพูดมากอะไร เพราะฉะนั้นผมก็คงพูดอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้วครับ เอาเป็นว่าสุดท้ายผมก็เลยอยากจะบอกความรู้สึกจากใจจริงซักอย่างนะครับ....” จิงคเงียบลงไปสักพักเพื่อให้อารมณ์คนฟังรู้สึกอยากตั้งใจฟังขึ้นมาอีกหน่อยหลังจากที่เขาเริ่มปล่อยมุขฮาครืนตั้งแต่เริ่มเปิดปากพูดไปแล้ว
“ลูกสาวทั้งสองคนของท่านน่ารักมากๆเลยนะครับ”
สิ้นประโยคนั้นเสียงฮือฮาก็ดังลั่นโรงอาหารแห่งนี้ทันทีกับวาทะเด็ดที่จิงคปล่อยออกมาในช่วงท้ายราวกับจงใจประกาศสงครามกับผู้เป็นผอ.ของสถาบันแห่งนี้ก็ไม่ปาน โดยหาได้สนไจกับใบหน้าที่ซีดเซียวของเหล่าคณาจารย์ที่นั่งอยู่บนโต๊ะยาวที่ถูกจัดวางไว้บนเวทีหน้าโรงอาหารไม่ ไม่เว้นแม้กระทั่งอาจารย์สาวมาดเฉียบสวมแว่นที่เร่งให้จิงคพูดก่อนหน้านี้
“ขอบใจนะ คุณพีซ” มิคาเอลกัดฟันตอบแบบข่มอารมณ์เป็นอย่างมาก
“ครับผม” จิงคยักไหล่ด้วยท่าทีที่ไม่สนใจอะไรแบบรักษามาดไว้ทั้งที่ความจริงแล้วในใจเขาแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือดอยู่แล้ว
บ้าจนกล้าพูดไปได้ยังไงเนี้ยเรา?
“นี่นาย....” นานาเอลกัดฟันเอ่ยออกมาแบบข่มอารมณ์เต็มที่ไม่แพ้ผู้เป็นบิดา
หลังจากจบงานนี้มีหวังชีวิตเขาคงได้จบเหเอวังแน่นอนเลย รับประกัน
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
หลังจากเสร็จสิ้นการปฐมนิเทศเสียงสรรเสริญจากเหล่ารุ่นพี่และเพื่อนร่วมรุ่นร้องลั่นออกมาทันทีแบบไร้ซึ่งอารมณ์เกลียดชังหรืออิจฉาที่เคยแสดงให้เห็นในตอนแรกกันหมดสิ้น เพราะชายหนุ่มผู้นี้แสดงให้ประจักษ์เห็นชัดแล้วว่าเขานั้นไม่ธรรมดาถึงขนาดกล้าที่จะเดินเข้าไปแหย่หนวด ไม่สิ เอานิ้วไปจิ้มรูจมูกของราชสีห์ตัวบิ๊กเบึ้มที่มีอำนาจระดับบิ๊กบอสหนึ่งในสี่ของโลกเลยด้วยซ้ำ โดยหารู้ไม่ว่าชายหนุ่มที่ถูกสรรเสริญในตอนนี้กำลังอยู่ในอารมณ์ที่เรียกว่าเฉียดคลั่งแล้ว
“ยอดเยี่ยมมาก”
“สมกับเป็นอาชญกรมีค่าหัวจริงๆ”
“กล้ามากจริงๆเลย”
“สมแล้วที่อยู่อันดับสูงสุดของระดับรอยัลแพลตตินั่ม”
“นายแน่มากเลย”
และคำกล่าวอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้เขาชวนประสาทเสียมากกว่าเดิมถึงสิบเท่า ไม่สิ ร้อยเท่าเลยดีกว่า
กระนั้นมันก็ยังไม่เท่ากับที่ข้างหลังของเขากำลังถูกนัยน์ตาสีเขียวเข้มดุจดังมรกตของหญิงสาวผมบลอนด์รูปงามที่พึ่งถูกเขาชมว่าน่ารักกระแทกเข้าใส่จากทางด้านหลังอยู่เรื่อยๆ จนทำให้เขาอดคิดว่าไม่ได้ว่าถ้าสายตาที่เธอมองมามันมีของมีคมปนอยู่ ป่านนี้หลังของเขาคงเป็นรูพรุนเพราะถูกของมีคมเหล่านั้นทิ่มแทงไปหลายดอกแล้ว
“ให้ตายเถอะ นี่ฉันอุตสาห์ชมเธอว่าน่ารักเลยนะ”
ในที่สุดจิงคก็ทนไม่ไหวรีบหันไปพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่เป็นเชิงบอกว่าเขาไม่ได้ด่าเธอสักหน่อยแล้วทำไมเธอถึงต้องมามองเขาด้วยสายตาที่ทิ่มแทงราวกับจะฆ่ากันอย่างไร้เหตุผลแบบนี้ด้วย
“ก็นายเล่นพูดอะไรที่น่ารักเกินไปนะสิจิงค เล่นทำเอาฉันเขินเลย” นานาเอลตอบกลับด้วยคำพูดเรียบๆ
แต่กระนั้นชายหนุ่มกลับรู้สึกถึงแรงอาฆาตอย่างรุนแรงของหญิงสาวที่แผ่ออกมาในตอนนี้
นั้นคือท่าที่ของคนที่กำลังเขินงั้นเหรอ? ถ้าใช่จริงๆ สงสัยเขาคงต้องกลับไปเรียนวิชาทางจิตวิทยาใหม่หมดตั้งแต่เริ่มแล้วล่ะ?
เอาไงดีแบบนี้ท่าทางจะไม่ขำแล้ววุ้ย?
แต่แล้วในระหว่างนั้นเองพวกเซฟเฟอรัสก็เดินเข้ามาทักจิงคเสียก่อนด้วยท่าทางที่สนิทสนมมากขึ้นกว่าเดิม
“ให้ตายเถอะ นักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มแถมยังเป็นที่หนึ่งในระดับเดียวกันอีกด้วย ซ่อนเล็บไว้อย่างดีเลยนะพ่อนักต้มตุ๋นชั้นเลิศ” วัลแคนเอ่ยออกมาทันทีพร้อมทั้งกระชากจิงคมาอยู่ในวงแขนของเขาด้วยท่าทางที่สนิทสนมราวกับพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทมากันตั้งแต่ชาติปางก่อนก็ไม่ปาน
“อ่านะ” จิงคเอ่ยออกมาอย่างไม่มีอารมณ์จะสนทนามากนัก
เพราะตอนนี้เขากำลังคิดหาทางออกจากเขาวงกตในความคิดของเขาอยู่ เขาวงกตในความคิดที่เดิมพันด้วยชีวิตของเขา
“ที่แท้ลับลมคมในของนายมันก็เป็นแบบนี้เองสินะ”
“เป็นไงรู้สึกว่ามันทิ่มฉันจนเจ็บดีไหม?”
“สำหรับนายคงใช่ล่ะมั้ง?”
“ไม่ใช่คงใช่ แต่ใช่แน่นอนเลยล่ะ”
“อ่านะ ว่าแต่ถ้าเป็นอย่างนี้นายก็ต้อง....”
“อือ” จิงคพยักหน้าตอบอย่างพอจะรู้ว่าวัลแคนต้องการจะถามอะไร
“จริงดิ น่าอิจฉาโคตรๆ”
“บอกแล้วไง ว่าถ้านายมาเป็นฉันในตอนนี้นายคงรู้สึกดีใจแน่ๆแต่อีกไม่นานนายก็จะรู้ซึ้งเองว่าชีวิตแบบนี้มันไม่ได้น่าอิจฉาอะไรเลย”
ว่าจบจิงคก็ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ออกมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาเมื่อคืนนี้
“สภาพที่ชวนน่าเวทนานี่มันอะไรกันงั้นเหรอจิงค?” วัลแคนอดเอ่ยถามอย่างสงสัยไม่ได้ว่าทำไมจู่จู่จิงคก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาแบบนี้ ทั้งที่มันเป็นเรื่องที่น่าจะดีใจไม่ใช่หรือไงที่ได้ร่วมห้องกับเหล่าหญิงสาวที่น่ารักปานเทพธิดาหลายคนแบบนี้
“ก็นายดูรูมเมทฉันแต่ละคนสิเฟ้ย”
“หา?”
“เทพธิดาที่เหมือนนางมาร นักบวชที่ไร้จิตเมตตา กับแม่มดผู้มิอาจสัมผัส เป็นนายนายจะดีใจมั้ยล่ะ? ถ้าฉันเลือกได้ฉันขอผู้หญิงปกติอย่างซีรัส ไม่ก็ไซคียังจะดีเสียกว่า รู้อย่างนี้ตอนนั้นไม่น่า...”
จิงคเผลอหลุดปากออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจพร้อมกับร่างของเทพธิดาที่เดินเข้าหาเขาจากทางด้านหลังด้วยสีหน้าแววตาที่น่ากลัวขึ้นกว่าเมื่อครู่นี้จนเขาสัมผัสได้ด้วยร่างกายโดยไม่ต้องหันไปมองเลยเสียด้วยซ้ำว่าตอนนี้เธอกำลังแสดงอาการอะไรอยู่
“นี่จิงคว่าใครเป็นนางมารงั้นเหรอ?”
เสียงห้วนๆของนานาเอลดังขึ้นอย่างหลอนประสาทของชายหนุ่มที่บัดนี้พึ่งถูกเพื่อนที่พึ่งมาตีสนิทเขาผละตัวทิ้งอย่างไม่ใยดี
สรุปแล้วไอ้หมอนั้นก็ไม่ใช่เพื่อนแท้สินะ จิงคหันไปมองชายหนุ่มผู้นั้นด้วยสายตาที่เคืองแค้น
แต่ทว่าท่าทีตอบกลับของชายผู้นั้นกลับเป็นการยกมือสองข้างขึ้นมาประกบกับตรงแถวใบหน้าด้วยสีหน้าที่บ่งบอกประมาณว่าก็มันช่วยไม่ได้นี่หว่า
อันที่จริงจิงคเองก็พอจะเข้าใจว่าทำไมหมอนั้นถึงทำหน้าแบบนั้น เพราะถ้าเป็นเขาเขาก็ทำแบบนี้เหมือนกัน กับหญิงสาวที่ว่ากันว่ามากไปด้วยความสามารถทั้งเรื่องความรู้ การต่อสู้ และเวทมนตร์ที่แกร่งกล้าจนถึงขั้นยกเอาไปเทียบกับเหล่าพวกผู้อาวุโสทั้งห้าแห่งอีทรูเดียนเลยก็ว่าได้
แล้วใครอยากจะลองดียืนเป็นเป้านิ่งล่ะ?
ถ้าเลี่ยงได้ก็ต้องเลี่ยงอย่างแน่นอนอยู่แล้ว
มีแต่เขานี่แหละที่บ้ากล้าลองของอยู่คนเดียวแบบไม่กลัวตายอย่างนี้จนทำให้ตัวเขาเองอดสงสัยแบบกลัวใจตัวเองอยู่ตะหงิดๆเหมือนกันว่าตัวเขาจะเป็นผู้นิยมชมชอบการโดนทรมานหรือเปล่า ถึงชอบให้ปากของเขาพาจนบ่อยนักจนน่ากลัวแบบนี้
“เอาเป็นว่าจะอัดอะไรก็ได้แต่อย่าทำเหมือนเมื่อคืนก็แล้วกัน แบบว่ามันรับไม่ได้เป็นที่สุด”
จิงคพึมพำออกมาเบาๆเป็นการสั่งลาก่อนจะตามด้วยเสียงระเบิดดังลั่นพร้อมกับรองเท้าคัทชูสีดำที่ปลิวมากระทบหน้าอีกครั้ง
สงสัยว่าใบหน้าของเขากับรองเท้าของเธอคงจะมีแรงดึงดูดกันจนแยกไม่ออกจริงๆนั้นแหละ
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
มันน่าประหลาดใจพอสมควรทั้งที่คนที่น่าจะนั่งทำแผลให้เขาในกลุ่มรูมเมทสามคนน่าจะเป็นหญิงสาวที่ชื่อไดอาน่าที่มีสมญานามว่า ‘นักบวชหญิงแห่งอาคาเดีย’ แท้ๆ ส่วนไอ้คุณเทพธิดานานาเอลตัดทิ้งไปได้เลยเพราะเธอเป็นคนทำให้เขามีสภาพแบบนี้เองและถ้าดูจากนิสัยแล้วมีหรือเธอจะสำนึกผิดมาทำแผลให้เขา
แต่ทำไมไหงกลับกลายเป็น ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ นามว่าฟีอาไปได้หว่า แถมทำมิทำเปล่าด้วย เพราะคุณเธอเล่นเอาหัวของเขาไปหนุนเข้ากับน่องขาที่นุ่มนิ่มของตนอย่างไม่ถือตัวเสียด้วย
ช่างเป็นสภาพที่ชวนให้น่าอิจฉาสำหรับใครหลายคนที่ยังหาคู่ครองให้ตัวเองไม่ได้เลย
ว่าแต่สภาพแบบนี้เธอไม่น่าจะใช้สมญานามว่า ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ เลยน่าเปลี่ยนเป็น ‘แม่มดรักการสัมผัส’ มากกว่านะ
แต่จะว่าไปจิงคเองก็พึ่งจะได้มองใบหน้าหลังจากที่ฟีอาถอดหมวดชัดเจนเป็นครั้งแรกเพราะเมื่อคืนนี้เขามัวแต่เศร้าสร้อยและหดหู่เป็นอย่างมากจนไม่ได้สนใจมองเธอเลย
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รับรู้ตั้งแต่เมื่อคืนว่าฟีอานั้นแท้จริงแล้วก็เป็นเด็กสาววัยรุ่นอายุหลักสิบปลายๆที่ดูน่ารักและงดงามคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ผมสีดำขลับราวกับความมืดมิดยามที่ไร้แสงใดๆส่องผ่านถึงที่ยาวสลวยชวนน่าลูบไล้กับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่ชวนดึงดูดให้เข้าไปมองใกล้ๆและใบหน้าที่ขาวนวลเนียนแบบอมชมพูดูเข้ารูปประกอบกับการจัดวางตำแหน่งอวัยวะต่างๆบนใบหน้าที่เหมือนกับประติมากรรมชั้นยอดที่พระเจ้าตั้งใจสรรคสร้างออกมา
ทำให้จิงคอดคิดไม่ได้เลยว่าหญิงสาวผู้นี้จะใช่บุคคลที่ถูกเรียกว่า ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ จริงหรือเปล่า เพราะเค้าของความน่ากลัวในตอนนี้ของเธอมันหาได้มีไม่เลยแม้แต่น้อย
“มีใครเคยชมเธอว่าสวยบ้างหรือเปล่า?” จิงคเผลอเอ่ยออกมาอย่างพลั้งปากในขณะที่มือที่สวมถุงมือหนังสีดำของฟีอากำลังทำแผลให้เขาอยู่อย่างแผ่วเบา
“ก็มีแต่เธอคนแรกนี่แหละที่พูดแบบนี้”
ฟีอาเผยแววตาที่อ่อนโยนเป็นครั้งแรกให้จิงคเห็นจนแทบทำให้ใจของเขาเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นท่าทีที่น่ารักของหญิงสาวผู้นี้
“นี่เธอทำหน้าแบบนั้นเป็นด้วยงั้นเหรอ?” จิงคเอ่ยถามออกมาอย่างประหลาดใจ
“ถ้าเธออยากเห็นฉันจะทำให้ดูบ่อยๆก็ได้นะ”
น้ำเสียงที่ไพเราะเสนาะหูนั้นกระทบเข้าโสตประสาทสัมผัสทางการฟังของเขาเบาๆพร้อมกับประโยคที่ราวกับคำสารภาพรักของหญิงสาวผู้นี้ที่ถูกส่งผ่านเข้าไปในสมองของเขาเพื่อกระตุ้นความรู้สึกที่เป็นตัณหาบางอย่างให้เกิดขึ้นในใจ
นี่มันอะไรกันเนี้ย?
คำถามบางอย่างได้ถูกจุดประเด็นขึ้นมาในความคิดของจิงคหลังจากสิ้นเสียงของหญิงสาวผู้นั้น
มันจะเป็นการล่อลวงหรือเปล่า?
ทำไมเธอถึงพูดแบบนั้น?
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
แต่ว่าคำตอบของคำถามนั้นที่เขาได้รับกลับมีแต่การทำแผลที่แสนจะอ่อนโยนเท่านั้นจนเขารู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดกับสัมผัสของ ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ ผู้นี้
“ขอบใจนะ” ถ้อยคำสั้นๆที่เขาไม่ค่อยได้เอ่ยออกมาบ่อยๆได้หลุดออกมาจากปากของเขาอย่างไม่รู้ตัว
“ยินดีที่ได้ช่วย” ฟีอาตอบรับเสียงเรียบ
ไม่น่าเชื่อเลยว่านักต้มตุนผู้ต้อยต่ำอย่างเขาจะได้อยู่ในสภาพที่ชวนมีความสุขกับหญิงสาวผู้เป็นที่หวาดกลัวของดินแดนต่างๆในใต้หล้าแบบนี้ด้วย
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
“เล่นซะรุนแรงเลยนะนานาเอล”
ไดอาน่าเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแสดงถึงความไม่มั่นใจในตัวเธอเหมือนเช่นที่เธอเป็นอยู่ในทุกครั้งที่เธอต้องออกมาผจญโลกภายนอกแบบนี้ โลกภายนอกพระราชวังที่ทุกคนบอกว่ามันแสนจะโสมมและสกปรกจนไม่น่าอยู่
“ช่วยไม่ได้นี่นาฉันก็เป็นของฉันแบบนี้อยู่แล้ว” นานาเอลตอบกลับแบบไม่คิดอะไรมาก
“แต่ว่าแบบนี้จะดีงั้นเหรอ?”
“ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่สนใจ” นานาเอลยังคงย้ำคำพูดเดิมอย่างหงุดหงิดใจ
ในขณะที่ตอนนนี้พวกเธอกำลังเดินอยู่บนระเบียงทางเดินเพื่อเดินกลับเข้าไปตัวหอพักของพวกเธอท่ามกลางสายของเหล่าผู้คนที่กำลังเดินอยู่ขวักไขว่ในตอนนี้ที่ทอดสายมองมาทางพวกเธอด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นตกใจที่ได้เห็นตัวเธอเป็นๆอย่างชิดใกล้
“อ่านะ แล้วแต่เธอก็แล้วกัน” ไดอาน่าเอ่ยออกมาอย่างยอมแพ้และไม่ซักไซร้อะไรต่อ “ว่าแต่คืนนี้เธอจะทำเหมือนเมื่อวานอีกหรือเปล่า?”
“หืม?”
“ก็เรื่องนั้นไงล่ะ”
“อ๋อ” นานาเอลเอ่ยออกมาอย่างนึกออกที่สุดว่าไดอาน่ากำลังต้องการพูดถึงอะไรอยู่ “มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วล่ะ”
“แต่ว่าน่าสงสารออกนะ”
“เอาน่า ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเราเองนะและก็เรื่องนั้นด้วย”
“มันก็จริงอยู่” ไดอาน่าเริ่มคล้อยตามกับคำพูดของนานาเอล
“ใช่มั้ยล่ะ เพราะอย่างนั้นห้ามใจอ่อนเด็ดขาดเข้าใจมั้ย?”
นานาเอลหันไปมองหน้าหญิงสาวเพื่อยืนยันความมั่นใจว่าไดอาน่าจะยังคงทำตามที่เธอพูดอยู่
“ก็นะ ฉันมีทางเลือกอื่นที่ไหนล่ะ” ไดอาน่าตอบอย่างจนใจ
แต่กระนั้นเธอก็อดที่จะสงสารชายหนุ่มผู้นั้นไม่ได้อยู่ดีที่เขาต้องมาผจญเรื่องแบบนี้เพียงเพราะเขา.....
เอาเถอะ คนมันจะซวยถึงจะทำยังไงก็ยังซวยอยู่ดีสินะ
------------------------------------------------------------------------------
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech