Jinx Pech
Ch.4 - Compagno di stanza (รูมเมท)
Capitoro IV
Compagno di stanza (รูมเมท)
ออกจากสถาบันตอนเย็นเกือบมืดแล้วค่อยกลับตอนเช้าๆเพื่อมารายงานตัวกับทางสถาบัน แถมตอนกลับมาถึงยังโดนแม่สาวผมบลอนด์ด่าทุกเช้าสภาพแบบนี้มันไม่ใช่คุณเธอทำตัวยังกับคุณแม่แล้ว แต่แบบนี้มันยังกับ....
“นี่จิงค นายเป็นอะไรกับคุณนานาเอลกันแน่?”
วัลแคนที่นั่งอยู่ข้างเขาอยู่ในโรงอาหารได้เอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัยหลังจากเห็นสภาพที่น่าเวทนาที่ต้องทนฟังเสียงด่าของหญิงสาวที่เขายังไม่รู้เลยว่าเธอกับเขาเป็นอะไรกันนอกจากรูมเมทธรรมดามาด่ากันฉอดๆสามวันติดเยี่ยงนี้
“ไม่รู้สิ”
จิงคกระชับฮู้ดให้ปิดหน้าปิดตามากยิ่งขึ้น ในขณะที่สายตาของเหล่าพวกนักศึกษาธรรมดาชั้นปีเดียวกันกับเขาที่ผ่านการสอบเข้า นักศึกษาทุนที่ได้เข้าเรียนแบบไม่ต้องสอบเข้าและนักศึกษารุ่นพี่ที่เริ่มทยอยมาอยู่ในสถาบันพร้อมกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวที่ดังมากขึ้นในโรงอาหารแห่งนี้นั้นได้หันมามองเขาด้วยสายตาที่ไม่เชื่อคำตอบของคำถามของวัลแคนที่เขาได้ตอบไปก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
สรุปเลยยิ่งทำให้ตอนนี้เขาเลยกลายเป็นคนดังไปโดยปริยายทั้งที่เขาไม่ต้องการเลยเพราะแค่ชื่อดังไม่เป็นไรแต่ถ้าหน้าตาดังไปด้วยมีหวังเขาซวยแน่ๆหลังจากที่เรียนจบจากที่นี่
เพราะพอได้ออกจากคุกสถาบันเขาคงได้ไปต่อที่คุกสามัญชนธรรมดาต่อแน่ๆ
“หืม.... หรือว่านายกำลังคบกับ....”
“ฉันขอรับรองโดยเอาชื่อเสียงเลวๆของตระกูลพีซเป็นเดิมพันเลยว่าไม่ใช่แน่นอน” จิงคเอ่ยสวนก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะพูดจบประโยคอย่างรู้ทันว่าเขากำลังคิดจะพูดอะไรออกมาและสิ่งนั้นมันไม่ทำให้เขาสนุกด้วยเลยแน่นอน
ถ้ากับผู้หญิงคนอื่นเขาคงเล่นด้วยอย่างอารมณ์ดีล่ะนะ
แต่ถ้ากับแม่นั้นขอบายเถอะ ตั้งแต่เจอหน้าครั้งแล้วเพราะคุณเธอไม่เคยมีอะไรที่ทำให้ชีวิตอันเหลวแหลกชีวิตนี้ของเขาดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“ทำไมถึงปฏิเสธเสียงแข็งแบบนั้นล่ะหรือว่านายจะมีลับลมคมในอะไร”
“ถ้ามีจริงไอ้คมนั้นคงกำลังจะแทงฉันตายในอีกไม่ช้าแล้วล่ะ แต่จะว่าไปอันที่จริงมันก็แทงมาได้สองสามวันแล้ว ที่พูดเนี้ยหมายถึงสายตานะ”
วัลแคนหันไปมองรอบตัวเขาแบบพึ่งรู้ตัวว่าตอนนี้พวกเขาตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งโรงอาหารอยู่ ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกคือจิงคคนเดียวต่างหาก หลังจากได้ยินคำพูดสุดโต่งของจิงคที่ตอนนี้นั่งก้มหน้านิ่งเพื่อรีบกินข้าวแล้วจะได้ชิ่งออกจากสถานที่ที่น่าอึดอัดแบบนี้เสียที
“น่าสงสารเนอะ”
“ขอบใจสำหรับความเวทนา”
“อ่านะ ว่าแต่นายไม่ได้นอนที่หอพักในสถาบันเลยสินะนับตั้งแต่วันมาลงทะเบียนน่ะ” วัลแคนเอ่ยออกมาอย่างยอมเปลี่ยนประเด็นบทสนทนาที่ชวนอึดอัดสำหรับเพื่อนนักต้มตุ๋นที่โดนหมอนนี่เริ่มมาซี้เมื่อไรก็ไม่รู้
“ฉันมีเหตุผลนิดหน่อยน่ะ”
“เหตุผลอะไรงั้นเหรอ? มันเป็นเหตุผลสำคัญที่นายต้องยอมทนเป็นเป้าสายตาคนทั้งที่นายไม่อยากเป็นแบบนี้เลยงั้นเหรอ?”
“เอาเป็นว่าฉันยอมเลือกที่จะเป็นแบบนี้ดีกว่าเลือกจะเป็นแบบนั้นก็แล้วกัน” จิงคไม่ยอมตอบกลับแบบตรงประเด็น
“คำตอบนายเนี้ยมันชวนสับสนดีนะ” วัลแคนขมวดคิ้วน้อยๆแล้วมองจิงคอย่างสงสัย
“เอาเป็นว่าถ้านายมาเป็นฉันในตอนนี้นายคงรู้สึกดีใจแน่ๆ แต่ก็แค่ในตอนแรกเท่านั้นเพราะสักพักนายก็ต้องทำแบบฉันเชื่อเถอะ”
“ขนาดนั้นเลยเหรอแบบนี้ยิ่งทำให้ฉันอยากรู้เข้าไปใหญ่เลยนะ”
“อีกไม่นานนายก็จะได้รู้แน่นอน รับรองได้เลย แต่ตอนนี้ฉันขออยู่ในสภาพที่กดดันที่น้อยๆแบบนี้ไปพลางก่อนเถอะนะเพื่อจะได้เตรียมปรับสภาพรับความกดดันครั้งใหญ่ที่มันกำลังจะถาโถมเข้ามาให้ได้”
“ฟังดูเหมือนว่ามีอะไรที่ทำให้นายแย่ไปได้ยิ่งกว่าสภาพในตอนนี้อีกนะ”
“ก็ถ้าขนาดนี้ยังเป็นแบบนี้แล้วต่อไปก็คงไม่ต้องคิดแล้วล่ะ” จิงคเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
“สรุปว่านายมีลับลมคมในจริงๆสินะ”
“แน่ล่ะ ก็ฉันเป็นอาชญากรมีค่าหัวนี่นา”
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย”
“นั้นฉันก็คงบอกได้แค่ว่ามันกำลังทิ่มฉันอยู่” จิงคเอ่ยออกมาแบบไม่ใส่ใจมากนัก
ก่อนที่เขาจะเริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆที่บัดนี้สายตาที่จ้องมองมาที่เขามันไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อยแถมสายตาเหล่านั้นมันก็มาจากผู้ชายเกือบครึ่งหนำซ้ำยังใส่แรงอาฆาตแค้นมาหน่อยๆเสียด้วย
“เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ฉันโดนผู้ชายจ้องมองขนาดนี้หรือว่าเราจะเป็นคนที่น่ารักสำหรับผู้ชายกันนะ” จิงคเอ่ยออกมาเบาๆเพื่อปลอบโยนตัวเองกับมุขตลกฝืนๆที่เขาเองก็ขำไม่ออก แต่ถึงกระนั้นเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้มากอยู่ดี
“ว่าแต่ผู้หญิงคนนั้นมันอะไรกันน่ะ?”
จิงคปราดสายตามองผ่านไปที่หญิงสาวที่สวมหมวกทรงสูงปลายแหลมที่มีปีกกว้างจนปิดหน้าปิดตาได้อย่างสนใจเป็นอย่างมากเพราะดูเหมือนว่าตั้งแต่เขาเดินเข้ามาในโรงอาหารคุณเธอก็เอาแต่จับจ้องเขามาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
แล้วถ้าจำไม่ผิดเขาก็ไม่ได้มีคนรู้จักที่เป็นแม่มดด้วยและตระกูลเขาก็เป็นพวกที่ไม่คิดจะไปยุ่งกับชนชั้นที่เรียกว่าแม่มดเด็ดขาด เพราะพวกหล่อนนั้นเป็นตัวอันตรายเอาเสียมากๆ จากปากคำของผู้เป็นบิดาและมารดาที่น่าขนลุกขนผองสยองเกล้าของเขาแล้วและสองคนที่พูดถึงก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับแม่มดมากกว่าเขาแน่นอน
ก็นะ หนึ่งในนั้นเคยเป็นแม่มดเองเลยนี่หว่า
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
ไม่นานนักหลังจากจิงคทานข้าวเสร็จเขาก็รีบเผ่นออกมาจากโรงอาหารที่สุดหรูหรานั้นทันที เนื่องจากเขาไม่อาจที่จะทานทนสายตาของเหล่าชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความริษยาจนเหมือนกับตัวร้ายของละครน้ำเน่าที่มีกำหนดแสดงในโรงละครตอนสองทุ่มไม่ไหว
เอาเป็นว่าถ้าสายตาพวกนั้นมองเขาด้วยความเคียดแค้นเพราะโง่ถูกหลอกโดยไม่ทันระวังเขาคงจะไม่ว่าอะไร กลับกันมันเป็นการประกาศศักดาความเลวของเขาไปในตัวด้วยซึ่งตระกูลเขาจัดลำดับความยิ่งใหญ่ของคนในตระกูลด้วยจำนวนเหยื่อที่มากเพื่อผันเป็นคะแนนความเลว
ยิ่งลำดับสูงตำแหน่งในตระกูลยิ่งสูงตาม
แต่ทว่าสายตาเหล่านั้นดันมองมาด้วยสายตาที่ชิงชังเพียงเพราะเขาเสน่ห์แรงกว่า ทั้งที่ใบหน้าของเขา (ในตอนนี้) มันไม่เอาอ่าวเลยแบบนี้มันดูเพี้ยนๆยังไงชอบกลก็ไม่รู้
และที่สำคัญนานาเอลกับเขาก็ยังไม่ได้เป็นอะไรแบบนั้นด้วย
“ให้ตายเถอะ ไอ้พวกนั้นมันบ้าอะไรของมันหว่าและที่สำคัญฉันรู้สึกว่าศักดิ์ศรีการเป็นอาชญากรของฉันมันแผ่วลงตั้งแต่ฉันมาเจอยัยนางฟ้าจอมปลอมตนนี้ หมู่นี้ไม่ค่อยมีใครกลัวฉันเลยทั้งที่ฉันเป็นนักต้มตุ๋นแท้ๆ และทั้งที่เป็นอย่างนั้นก็ยังมีคนมาเดินตามก้นฉันต้อยๆคนหนึ่งอีก”
จิงคไปมองใบหน้าของผู้ที่เดินตามหลังเขาทันทีอย่างเอาเรื่องก่อนที่จะเริ่มประกาศศักดาของตัวเองด้วยเสียงที่มาดมั่น
“ฉันชื่อจิงค พีซ ผู้ที่มีสมญานามว่า ‘นักต้มตุ๋นแห่งอีทรูเดียน’ จอมวายร้ายลวงโลกผู้มากด้วยคดีความทั้งเรื่องขโมย หลอกเอาทรัพย์ ยักยอกหรือตบเอาอมยิ้มของเด็กประถมก็ยังเคยมาแล้วเลย เข้าใจไหมยัยแม่มดแปลกประหลาด”
จิงคจ้องมองไปที่แม่มดสาวคนที่มองเขามาตั้งแต่อยู่ในโรงอาหารด้วยสายตาที่ซีเครียดแบบไม่รู้จะปลดปล่อยอารมณ์หงุดงหงิดนี้ยังไงแล้ว
“ฉันชื่อฟีอา เบียทริซ” หญิงสาวสวมหมวกปลายแหลมทรงสูงเอ่ยแนะนำตัวเสียงเรียบแบบไร้ซึ่งอารมณ์
“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นเพื่อให้เธอแนะนำตัวนะเฟ้ย ให้ตายเถอะ ว่าแต่เธอชื่อฟีอา เบียทริซงั้นเหรอ?” จิงคทวนคำอย่างสนใจ
หญิงสาวพยักหน้าสองทีเป็นการตอบรับ
“ลูกสาวคนโตผู้มีศักดิ์เป็นว่าที่ผู้สืบทอดตระกูลเบียทริซซึ่งเป็นตระกูลแม่มดผู้ยิ่งใหญ่แห่งอัลคาทราส ที่ได้รับสมญานามว่า‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัสแห่งอัลคาทราส’นี่นะ?”
หญิงสาวพยักหน้าอีกสองทีเป็นการตอบรับอีกครั้ง
“แม่เจ้า ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะว่าทางเบียทริซจะส่งยอมส่งว่าที่ผู้สืบทอดตระกูลอันดับหนึ่งมาเรียนที่อื่นนอกเหนือจากโรงเรียนในตัวอาณาจักรแบบนี้ด้วย”
จิงคเอ่ยออกมาอย่างฉงนสนเท่ห์เป็นที่สุดที่ได้รู้แบบนี้เพราะจะว่าไปอัลคาทราสจัดว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้งมาที่สุดมาตั้งแต่ในสมัยก่อนแล้วแม้ว่าปัจจุบันนี้เหตุการณ์ทุกอย่างจะสงบลงแล้วก็ตาม แต่ว่าสิ่งที่เหลือไว้จากร่องรอยสงครามกลางเมืองนั้นก็คือผู้คนที่มีความสามารถด้านเวทมนตร์และการต่อสู้เหนือกว่าพวกปกติธรรมดาทั่วไป และเหล่าแม่มดผู้ซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าปิศาจไหนๆที่ขึ้นมาปกครองเมืองนั้น
แม่มดที่ใช้ชื่อตระกูลว่า ‘เบียทริซ’
ชื่อเสียงที่โดดเด่นด้านเวทมนตร์ผสมกับความสามารถหลากหลายด้านที่น่าทึ่งจนมีคนเคยกล่าวไว้ว่า แค่มีแม่มดแห่งเบียทริซแค่คนเดียวนั้นก็สามารถชนะสงครามได้ทุกศึกเพราะพวกเธอมีพลังที่สามารถทำลายอาณาจักรหนึ่งได้สบายแบบไม่ระคายมือเลย จึงไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมพวกเธอเหล่านี้จึงเป็นบุคคลที่พรั่นพรึงสำหรับใครหลายคนที่เคยได้ยินกิตติศัพท์จนบางเมืองถึงกับตั้งกองทัพทหารหนึ่งกองพันเพื่อรับมือพวกเธอโดยเฉพาะเลยก็มี
แต่ที่จริงก็มีอีกเหตุผลหนึ่งที่หลายคนกลัวนอกเหนือจากเรื่องนั้นด้วย
เพราะจะว่าไปถ้าพูดถึงเรื่องประวัติต้นตระกูล ‘เบียทริซ’ แล้ว มันจัดว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าพิศมัยชวนฟังเลยเพราะพวกเธอนั้นเป็นลูกหลานของเหล่าจอมมารที่ร้ายการที่สุดของโลกนี้ ถึงแม้ว่าตอนท้ายจะมีเด็กสาวคนหนึ่งที่เป็นลูกหลานของตระกูลนี้ได้ย้ายฝั่งมาช่วยโค่นล้มจอมมารนั้นอย่างไร้เหตุผลก็ตามทีเถอะ
แต่มันก็ไม่ช่วยทำให้ชื่อเสียงของตระกูลพวกเธอนั้นลดความน่ากลัวลงเลย
และเพราะอย่างนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมพวกเธอถึงเป็นพวกที่ถูกหมายเอาชีวิตอย่างไร้เหตุผลด้วยอารมณ์ความหวาดกลัวที่เกินเหตุจนทำให้พวกเธอมีสถิติการโดนลอบสังหารสูงพอพอกับพวกเชื้อพระวงศ์เลยก็ว่าได้
“ก็ทางสถาบันส่งจดหมายมาน่ะ” เธอตอบแบบสั้นๆอย่างรวบรัดใจความ
“แล้วเธอก็มานี่นะ?”
หญิงสาวพยักหน้าตอบ
ไม่ต้องคิดอะไรให้มากความเลยว่าคุณเธอคนนี้จะได้ทุนอยู่ระดับไหนถ้าขอดูบัตรนักศึกษา เพราะเขากล้าฟันธงเลยว่าบัตรที่หล่อนคนนี้เอาออกมาให้ดูต้องเป็นบัตรสีขาวๆออกเงินแน่นอน แบบว่าเขากล้าพนันหมดตัวกับคำตอบนี้เสียด้วยซ้ำ
นอกจากนางมารแล้วเรายังต้องนอนห้องเดียวกับปิศาจผู้น่ากลัวแบบนี้ด้วยงั้นเหรอ?
“ว่าแต่เธอคือจิงค พีซสินะ?”
“ใช่”
ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกชื่อมีสีหน้าที่ตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อเขาถูกเรียกชื่อจากเธอด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์แบบนั้น
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
เธอเอ่ยคำพูดสั้นพร้อมทั้งยื่นมาเพื่อรอจับมือกับเขา เธอผู้ที่ได้ชื่อว่า ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ ด้วยสาเหตุที่ว่าถ้าเผลอใครก็ตามที่ไปสัมผัสตัวเธอเขาจะพบหายนะที่สุดแสนจะน่ารื่นรมย์ปนสยอง
แล้วแบบนี้เราสมควรจะไปจับมือกับเธอดีไหมฟะ?
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
ขำไม่ออกเลยกับคำตอบของยามในหนนี้จริงๆ
จิงคยืนมองป้ายที่ยามผู้นั้นชูขึ้นมาให้จิงคอ่านอย่างเซ็งเป็ดเป็นที่สุดจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดแทบไม่ได้
ไม่อนุญาตให้ออกได้ครับ
ท้ายที่สุดก็มาถึงจุดนี้จนได้สินะ จะหนีก็หนีไม่ได้แล้ว ครั้นจะฝ่าด่านออกไป แต่ถ้าคิดจากสภาพและความสามารถที่เขามีอยู่ในตอนนี้แล้ว นอกจากการพูดโกหกหน้าตายและวิ่งเร็วแล้ว ก็ไม่มีทางไหนที่จะช่วยให้เขาหลบหนีจากยามของสถาบันบ้าพวกนี้ได้เลย
แถมพวกนั้นยังมีการเพิ่มจำนวนการรักษาความปลอดภัยขึ้นอีกแบบยกโขยงมาข่มขู่ด้วยราวกับรู้ว่าเขาอาจจะอยากลองของแหกด่านหนีไป
ยัยนางมารบ้าเอย......
ในที่สุดชายหนุ่มก็ต้องตัดใจเดินกลับเข้าไปในตัวสถาบันอย่างหดหู่ ก่อนที่จะมีรอยยิ้มเยาะของหญิงสาวผู้หนึ่งมาปรากฎให้เขาเห็นอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางที่น่าหมั่นไส้เป็นพิเศษ โดยข้างหลังของเธอก็มีหญิงสาวผมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะตัวเล็กน่ารักอีกคนเดินตามหลังมาด้วย
“ฉันไม่ได้ใช้อำนาจในทางที่ไม่ควรนะ” นานาเอลรีบพูดแก้ตัวทันทีแบบกลัวเขาเข้าใจผิด
แต่ที่จริงก็ถูกของเธอเพราะว่าตามกฎแล้วนี่มันก็ถึงเวลาที่เขาต้องเริ่มนอนหอแล้วด้วย เพราะวันพรุ่งนี้ก็จะเริ่มงานปฐมนิเทศและเปิดเทอมแล้ว ที่สำคัญทางสถาบันนี้ก็ออกจะแคร์นักศึกษาทุนเป็นพิเศษด้วย ดังนั้นกำหนดการของพวกนักศึกษาทุนจึงต้องมาถึงหอวันนี้เป็นวันสุดท้าย
ไม่งั้นได้โดนไล่ล่า!!!
อย่างกับพวกที่ไม่ได้ทำอะไรผิดแล้วไปมีเรื่องกับพวกเส้นใหญ่เข้าจนต้องโดนไล่ฆ่าเลยแฮะ
“รู้แล้วน่า... ว่าแต่คนที่ยืนอยู่ข้างหลังนั้นใครงั้นเหรออย่าบอกนะว่ารูมเมทอีกคนน่ะ”
“หืม? นี่นายเจอกับฟีอาไปแล้วงั้นเหรอ?”
“ว่าแล้วเชียว ทั้งที่อยากเดาผิดแทบตาย”
ชายหนุ่มนึกถึงเหตุการณ์ชวนสยองขวัญสำหรับเขานั้นอีกครั้งหลังจากที่เขารีบปฏิเสธการจับมือและเดินเลี่ยงมาทันทีด้วยท่าทางที่เร่งร้อน
“อ่านะ”นานาเอลเอ่ยแบบไม่สนใจท่าที่ของจิงคมากนัก
ก่อนที่เธอจะผายมือและดันให้หญิงสาวที่หลบอยู่ข้างหลังเธอเดินมายืนอยู่ต่อหน้าเขาและแนะนำตัวทันที
“เธอชื่อไดอาน่า อาเธมิส เพอร์ซีโฟเน่น่ะ”
“ว้าว ให้ตายเถอะทำไมช่วงนี้เราดวงเฮงจนได้รู้จักกับหญิงสาวคนดังและคนงามที่เป็นผู้สูงศักดิ์แบบนี้เยอะแยะจังเลยแฮะ” จิงคเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
เพราะว่าตระกูล ‘เพอร์ซีโฟเน่’ จัดเป็นตระกูลที่ใกล้ชิดกับเชื้อพระวงศ์ที่ใช้วงศ์สกุลนามว่า ‘ดิเอเมอรัลด์’ ในฐานะนักบวชสาวผู้เป็นคนรับใช้ของพระเจ้า แถมหญิงสาวผู้นี้ยังใช้ชื่อ ‘อาเธมิส’ ซึ่งเป็นชื่อกลางเพื่อเป็นการบ่งบอกว่าเธอผู้นี้เป็นว่าที่ผู้สืบทอดในฐานะหัวหน้านักบวชหญิงคนต่อไปนั้นอีก
เจ้าหญิง นักบวชหญิง เทพธิดา และแม่มด ให้ตายเถอะนี่มันปาร์ตี้การรวมตัวของอะไรกันเนี้ย?
“สวัสดีคะ” ไดอาน่าก้มหัวแล้วเอ่ยทักเขาเสียงสั่นราวกับว่าเธอกำลังหวาดกลัวเขาอยู่จนทำให้จิงคมองภาพที่เกิดขึ้นในตอนนี้อย่างไม่อยากจะเชื่อ
ในที่สุดก็มีคนกลัวตูแล้วโว้ย!!!
เป็นครั้งแรกเลยนะนี่ที่พอมีคนมากลัวตัวเขาแล้วเขารู้สึกดีใจขนาดนี้ อย่างน้อยยัยนี่ก็มองเห็นความเลวร้ายในตัวของเขาสินะ
เพราะฉะนั้นต้องข่มขู่ให้มากยิ่งขึ้น
“สวัสดีครับ”
จิงคทำท่าจะเดินไปหาหญิงสาวผู้นั้นเพื่อหลีแต่ทว่าบทสรุปของการกระทำนั้นกลับเป็นรองเท้าส้นสูงคู่สีแดงพุ่งเข้ามาปะทะใบหน้าของเขาเสียก่อน
“รองเท้าอีกแล้วนะเธอ นี่เธอมีอะไรระหว่างรองเท้ากับตัวฉันกันแน่บอกมาดีดีก็ได้นะ” จิงคเอ่ยออกมาอย่างหัวเสียเป็นอย่างมาก
เพราะตั้งแต่วันที่เจอกกับหญิงสาวผู้เป็นครั้งแรกรู้สึกว่าใบหน้าของเขาจะโดนรองเท้าของเธอหลายคู่มาลูบบ่อยมากเกินไปแล้ว
หน้าเขาไม่ใช่ที่วางรองเท้านะยัยนางมารบ้าบอคอแตก
“ก็นะ ก็นายเล่นคิดจะทำอะไรแผลงๆอยู่นี่นา”
“คิดจะทำอะไรแผลงๆงั้นเหรอ? นี่เธออ่านความคิดฉันได้หรือไง?”
“ก็ถ้าได้แล้วจะทำไมล่ะ?” หญิงสาวเอ่ยกลับอย่างท้าทายแบบไม่เกรงกลัวท่าทีของเขาในตอนนี้แต่อย่างใด
“ก็พ่อจะ....”
“จะอะไร?”
“ก็พ่อจะด่าให้หูชาเลยนะสิ”
ให้ตายเถอะ ศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายป่นปี้หมดแล้ว ชายหนุ่มสบถอยู่ในใจเพราะอันที่จริงปากเขามันอยากพูดอีกอย่างแต่เขาก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเอาไว้เพราะความแกร่งกล้าทางวิชาและร่างกายในตอนนี้มันสู้ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขาไม่ได้เลย
“อ่าจ้า.... กลัวตายเลยล่ะ”
“อ่านะ” จิงหัวเราะแห้งๆออกมาอย่างหัวเสียแล้วทำท่าจะเดินหนีไป
แต่ทว่านานาเอลกลับเดินมาดึงใบหูเขาไว้เสียก่อน
“จะไปไหนจ้ะที่รัก”
“นี่ฉันไปเป็นคนรักของเธอแล้วเหรอเนี้ย?”
“ประชดย่ะ ประชด เข้าใจคำว่าประชดมั้ย?”
“เข้าใจดีเลยล่ะ ที่ถามเพราะกลัวว่าจะเป็นจริงก็เท่านั้นเอง แบบว่ามันรับไม่ได้”
“อุ๊ยตาย พูดไม่ไว้หน้าเลยนะยะ”
นานาเอลดึงหูเขาอย่างแรงจนจิงคแทบหลุดร้องอ๊ากออกมาดังลั่นแต่ก็ยังยั้งอารมณ์ไว้ได้ทันอย่างไว้มาด แต่อันที่จริงมันก็หมดมาดไปหมดแล้วล่ะ เพราะไดอาน่าบัดนี้ได้มองเขาด้วยสีหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอย่างขำขันกับเหตุการณ์ในตอนนี้ไปเสียแล้ว
“ขอโทษจ้ะ ที่รัก อภัยให้ผัวด้วยเถอะนะ” จิงคใช้ปากสุนัขเอ่ยออกมาเสียงแผ่วเป็นการปิดท้าย
ก่อนที่เขาจะหลุดร้องลั่นออกมาแบบกลั้นไม่ไหวเพราะความเจ็บปวดที่นานาเอลเริ่มบิดหูของเขามันแรงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“โอ๊ยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”
“ถ้าเข้าใจแบบนั้นก็กลับห้องได้แล้วยะ”
ว่าจบนานาเอลก็ลากจิงเดินไปทางไดอาน่าซึ่งบัดนี้เธอหลุดหัวเราะกับสภาพของจิงคไปเรียบร้อยเสียแล้ว
“เห็นมั้ยหมอนี้มันไม่ได้น่ากลัวเลย” นานาเอลชี้ไปทางจิงคด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
“นั้นสินะคะ ตอนแรกฉันก็กลัวแทบตาย” ไดอาน่าเห็นด้วยเป็นอย่างมากกับพูดนี้
“ใช่มะ ไม่ต้องไปกลัวมันหรอก”
“นี่เธอไม่ต้องมาหาพวกมาเหยียบซ้ำกันได้มั้ยฟะ แล้วก็เธอน่ะเป็น ‘นักบวชหญิงแห่งอาร์คาเดีย’ จริงหรือเปล่า ถึงเห็นคนโดนทำลายขนาดนี้แล้วไม่ยอมเข้ามาช่วยน่ะ”
จิงคหันไปมองไดอาน่าด้วยสายตาที่โมโหหน่อยๆจนโดนนานาเอลบิดหูเข้าให้อีกรอบ
“อ๊ากกกก!!!!! เจ็บจังเลยเมียจ๋าา!!!!”
สิ้นประโยคนั้นหูอีกข้างของเขาก็โดนคว้าหมับทันทีจากหญิงสาวผู้มีสมญานามว่าเทพธิดาแต่ตอนนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นชาตานไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะโดนบิดแบบทวนเข็มนาฬิกาอย่างแรง
“พูดแบบนี้แสดงว่าข้างเดียวมันทำให้เสียสมดุลสินะ”
“บ้านเตี่ยเธอสิ พอได้แล้วมันเจ็บโว้ยยยย!!!” ปากของชายหนุ่มยังไม่สิ้นฤทธิ์ทั้งที่ตอนนี้เขาเจ็บใบหูจนเจียนตายแล้วก็ตาม
“พอได้แล้วนานาเอล”
เสียงของหญิงสาวผู้เป็นนางสวรรค์มาโปรดได้ดังขึ้นมาในขณะที่เธอเอื้อมมือมาดึงร่างเขาให้ออกห่างจากนานาเอล
“โอ้วแม่เจ้า.... แม่....พะ ไม่สิ แม่มดมาโปรดแล้ว” จิงคที่หันไปมองหน้าคนมาช่วยเขาในตอนนี้เอ่ยออกมาอย่างดีใจ
ก่อนที่เขาจะตกใจเป็นอย่างมากเมื่อพบว่าผู้หญิงคนนี้คือหญิงสาวสวมหมวกปีกกว้างที่มีนามว่าฟีอา เบียทริซ ผู้ที่ได้รับสมญานามว่า ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัสแห่งอัลคาทราส’ แต่ว่าตอนนี้ตัวเขากำลังสัมผัสตัวเธอเต็มๆเลยนี่หว่า
หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ ว่าแต่แบบนี้จะตูจะตายไหมเนี้ย?
“หืม? ฟีอาเองเหรอ?” นานาเอลเอียงคอมองอย่างสงสัย
เมื่อดูจากสภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันทำให้คิดได้ว่าระหว่างฟีอากับนานาเอลและไดอาน่าพวกเธออาจจจะรู้จักกันมาก่อนไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งอาจจะในฐานะอะไรสักอย่างก็ได้ เพราะบรรยากาศตอนนี้มันไม่ได้ชวนให้ความรู้สึกเลยว่าทั้งคู่นั้นเป็นกลุ่มหญิงสาวที่พึ่งพบกันเป็นครั้งแรกเลย
สังเกตได้จากรอยยิ้มของไดอาน่าที่มองฟีอา คำพูดของนานาเอลที่เรียกฟีอา และท่าทีของฟีอาที่ถึงแม้จะดูขัดเคืองกับนานาเอลแต่เธอก็ไม่ได้มีท่าทีที่เป็นศัตรูอะไรมาก แถมก่อนหน้านี้เธอยังเรียกนานาเอลอย่างสนิทสนมเสียด้วย
“ว่าแต่เป็นอะไรหรือเปล่า?” ฟีอาหันมาถามจิงคด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่กลับแฝงไปด้วยอารมณ์ที่เป็นห่วงเขาเป็นอย่างมาก
“ก็เจ็บหูนะสิถามได้” จิงคเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามปกปิดความเครียดเอาไว้
นี่ตูจะตายไหมเนี้ย?
“นี่จิงคถึงฟีอาจะได้ชื่อว่า ‘แม่มดผู้มิอาจสัมผัส’ ก็เถอะนะ แต่ถ้ายังสัมผัสเธอในส่วนที่เสื้อผ้าปกปิดเอาไว้มันก็ไม่เป็นไรหรอกนะ” นานาเอลเอ่ยขึ้นมาอย่างสุดเซ็งกับท่าทีที่ดูน่าสมเพศของจิงค
“หา?”
“เอาเป็นว่าปลอดภัยแน่นอนร้อยเปอร์เซนต์” นานาเอลพูดย้ำเพื่อให้จิงควางใจ
“งั้นเหรอ? ไอ้เราก็หลงกลัวอยู่ตั้งนาน” จิงคถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อได้รู้แบบนี้
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เองสินะที่คุณหนีฉันไปตอนนั้น” ฟีอาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบๆ
“แน่ล่ะ ฉันเองก็กลัวตายเป็นเหมือนกันนะ ใครจะอยากตายทั้งที่ยังไม่ได้กอดสาวๆเลยซักหนเลยล่ะ”
“นั้นจะมากอดฉันไหมล่ะ?” ฟีอาถามหน้าตาย
“ว้าว หนนี้หญิงสาวเป็นคนเสนอตัวมาเองเลยนะจิงค แบบนี้หายากนะ” นานาเอลเอ่ยแซวอย่างได้ที
“จะบ้าเหรอให้กอดแม่มดเบียทริซนี่นะ”
“รังเกียจงั้นเหรอ?” หญิงสาวตีหน้าเศร้าออกมาน้อยๆ
“เปล่าหรอก แต่ฉันไม่อยากกอดเธอเป็นคนแรกและคนสุดท้ายน่ะ เพราะฉันยังอยากกอดสาวเยอะๆอยู่น่ะ” จิงคไถลเอ่ยแถไปมาทันทีแบบไม่กล้าหักหาญน้ำใจของฟีอา
เพราะถ้าเขาเผลอทำแม่มดเบียทริซโกรธบางทีเมืองนี้อาจจะหายไปก็ได้ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่แค่ชีวิตเขาแค่คนเดียว แม้ว่าตอนตายดูเหมือนจะไม่เหงาก็ตามทีเพราะน่าจะมีคนตามกันไปเป็นฝูงแบบนั้น แต่ว่าพอพวกนั้นรู้ว่าใครเป็นตัวการตอนที่เขาไปอยู่ในนรกเขามิโดนยำเท้าหลากรสเละเลยงั้นเหรอ?
“งั้นเหรอ? แย่จังเลยนะ”
แย่งั้นเหรอ?
อะไรแย่น่ะ?
จิงคสงสัยเป็นอย่างมากกับพูดนั้นก่อนที่หูของเขาจะโดนดึงไปอีกครั้ง
“คุยกันตรงนี้ต่อไปอาจจะเป็นหวัด เอาเป็นว่าเรากลับเข้าห้องกันดีกว่านะ”
นานาเอลเอ่ยออกมาอย่างออกความเห็นแต่ไม่รอฟังคำตอบเพราะหลังจากนั้นเธอก็ดึงจิงคไปทันที ท่ามกลางรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัยโดยที่มีหญิงสาวทั้งสองคนเดินตามหลังเธอไปอยู่ไม่ห่าง
กำลังจะได้รู้แล้วสินะ ว่าทำไมเธอคนนี้ถึงอยากให้เขานอนห้องนอนในหอพักเดียวกับเธอเสียเหลือเกิน
------------------------------------------------------------------------------
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech