Jinx Pech
Ch.39 - Kapitel 5 : Famiglie (ครอบครัว)
จิงคได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าบนตักนุ่มๆของใครบางคนในโลกแห่งความเป็นจริงที่เขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน หลังจากที่เขาได้ยินเสียงเอะอะของหญิงสาวที่กำลังทะเลาะกันอยู่ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทการรับฟังจนทำให้เขานอนหลับต่อไม่ลง
“นี่น้องนานาเอลน้องคิดจะครอบครองน้องจิงคของพี่ไว้คนเดียวงั้นหรือไง” เฮร่าพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
แล้วตัวเขาเป็นของเจ้าหญิงคนนี้ตั้งแต่เมื่อไรเนี้ย?
ว่าแต่รู้สึกว่าตัวเขาเจ้าของจะเยอะเหลือเกินนะ
“ก็ทำยังไงได้คะก็หนูเป็นเมียของเขานี่คะ” นานาเอลตอบกลับเสียงเรียบแบบไร้ซึ่งความรู้สึกที่เรียกว่าความอายในสิ่งที่พูดออกไป
“ตอนไหนล่ะฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ฟีอาหรี่ตามองนานาเอลแบบไม่สบอารมณ์อย่าว่าแต่เธอเลยฟีอาขนาดเจ้าตัวอย่างเขาก็ยังไม่รู้เรื่องเลย นับภาษาอะไรกับเธอกันเล่าและที่สำคัญเขาก็แน่ใจด้วยว่าตลอดเวลาที่เขาอยู่กับยัยนี่
เขาไม่เคยเมาแน่นอน
อีกอย่างจากลักษณะทางกายภาพที่เขาเป็นอยู่ทุกคืนแล้วมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมีฐานะเป็นอย่างที่ยัยนี่ว่ามาได้เพราะทุกคืนที่เขานอนอยู่กับยัยนี่...
เขากลายเป็นผู้หญิงทุกครั้งเลยนี่หว่า
“ก็ตอนที่พวกเธอนอนอยู่นั้นแหละ”
“แหม... เทพธิดาก็ตอแหลได้ด้วย พึ่งรู้นะคะเนี้ย” ลิอาพูดสวน
แม้ว่าเขาจะกลัวลิอาและไม่ค่อยมีความเห็นเหมือนกันกับลิอาเสียเท่าไร แต่หนนี้ขอยกเว้นเป็นพิเศษเลย เพราะรู้สึกว่าเขาจะเห็นด้วยกับคำพูดประโยคนั้นของลิอาอย่างสนิทใจเลย แต่ก็นะ สำหรับยัยนานาเอลเรื่องนี้คงเป็นข้อยกเว้นสำหรับผู้อยู่ในฐานะเทพธิดาอย่างเธอกระมั้ง
ก็เพราะยัยนี่เป็นครึ่งมารครึ่งเทพธิดานี่หว่า
“คิดว่าฉันโกหกเหรอคะ” นานาเอลเอียงคอตอบเสียงเย็น
“ถ้าเรื่องที่คุณพูดเป็นความจริงแล้วงั้นตัวฉันก็คงได้เสียกับพี่จิงคมาตั้งแต่ตอนสี่ขวบแล้วล่ะคะ” ลิอาเถียงสวนแบบหน้าตาย
กล้าพูดจริงๆเลยนะน้องสาวใครฟะเนี้ย...
“แหม... พูดได้ไม่มียางอายเลยนะคะ”
“คำพูดนั้นขอย้อนไปบอกคุณก่อนเลยก็แล้วกันคะ”
ทั้งคู่ยังคงเอ่ยเถียงกันต่อไปแบบไม่สนใจโลกจนทำให้ชายหนุ่มที่นอนอยู่ตอนนี้เริ่มหมดความสนใจจะฟังต่อ แม้ว่าทุกคำพูดและประโยคที่พวกคุณเธอพล่ามเถียงกันอยู่ในตอนนี้จะมีเขาเข้าไปเอี่ยวด้วยในทุกใจความก็ตามที
เอาเป็นว่าเขาจะเป็นของใครในความคิดของใครก็ช่างแล้ววุ้ย
“ฟื้นแล้วเหรอครับคุณหนู” วิลเลี่ยมเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใส
แต่ไหงในพี่แกมิถอดหมวกนั้นออกเสียทีฟะ เห็นแล้วน่ารำคาญตาเป็นบ้าเลย
แต่เดี๋ยวสิ บางทีแบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้มั้งเพราะถ้าดูจากสภาพแล้วถ้าหมอนี่ถอดหมวกออกบางทีเขาอาจจะแย่ขึ้นก็ได้
ไม่สิ น่าจะแย่กว่าเดิมอย่างแน่นอนเลย
“ไม่แน่นะบางทีฉันอาจจะละเมออยู่ก็ได้” จิงคเอ่ยตอบกลับแบบไม่ใส่ใจอะไร
แต่ในใจก็คิดในแง่ดีว่าบางทีไอ้หมอนี่อาจจะรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงพี่แกก็เลยยอมอยู่อย่างนี้
“พูดได้แบบนี้แสดงว่าตื่นแน่นอนแล้วสินะครับ”
“อ่านะ”
“ถ้างั้นไปอาบน้ำด้วยกันเลยมั้ยครับ” วิลเลี่ยมเอ่ยชวนเสียงเรียบพร้อมกับเสียงของลิอาที่หยุดเถียงกับแม่นางฟ้าจอมปลอมนั้นอย่างกะทันหันที่หันขวับมาทางวิลเลี่ยมทันทีด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงสภาวะทางอารมณ์ที่น่ากลัวที่สุด
เพราะตอนนี้เธอได้ส่งสายตาที่ทำให้น้ำมีอุณหภูมิขึ้นร้อยองศาใส่มาทางพวกเขาทั้งสองคนเลยนี่นา
ร้อนเป็นบ้าเลยวุ้ย!!!
“เอ่อ... นี่วิลเลี่ยมนายพูดอะไรออกมาน่ะ”
“การที่ผมจะชวนคุณหนูไปอาบน้ำด้วยกันเนี้ย มันผิดด้วยเหรอครับ”
“ก็ไม่ผิดหรอกนะ ใช่ ไม่ผิดหรอก เพียงแต่ว่านะ นายลืมอะไรไปหรือเปล่า”
“เปล่านี่ครับ ผมจำได้ทุกอย่างตั้งแต่ที่ผมเกิดจนกระทั่งผมมาอยู่กับคุณหนูอย่างชัดเจนเลยครับ แม้กระทั่งช่วงเวลาแรกที่คุณหนู....” วิลเลี่ยมเอ่ยตอบออกมาแบบไม่เข้าใจความหมายของคำถามของเขาเลย
“นี่ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นวิลเลี่ยม”
“แล้วหมายความว่ายังไงล่ะครับ” วิลเลี่ยมเอียงคอถามกลับจนทำให้จิงคต้องกุมขมับแบบพอเป็นพิธี
เพราะเขาก็ลืมไปว่าไอ้หมอนี่มันเป็นแบบนี้มานานแล้วนี่นา ตั้งแต่วันนั้นวันที่เขาทำให้คนผู้นี้ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล
แบบว่าเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีเสียด้วย
“นี่วิลเลี่ยมปัจจุบันนายได้อาบน้ำกับคนอื่นบ้างหรือเปล่า” จิงคเริ่มเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ไม่นี่ครับ คนที่ผมคิดจะอาบน้ำด้วยมีแต่คุณหนูคนเดียวเท่านั้นครับ นอกเหนือจากนั้นผมไม่สนใจหรอกครับ” วิลเลี่ยมตอบเสียงใสจนทำให้จิงครู้สึกขนลุกซู่พร้อมทั้งความรู้สึกผิดที่ถาโถมเข้ามาใส่
นี่เขาทำอะไรลงไปกันละเนี้ย นี่เขาทำให้ชีวิตคนคนหนึ่งต้องมาเป็นแบบนี้งั้นเหรอ
“นี่วิลเลี่ยม...”
“ครับ?”
“ไปอาบน้ำกันเถอะ” เขาเอื้อมมือไปจับมือของวิลเลี่ยมทันทีด้วยสีหน้าที่สดใส
เอาเป็นว่าเปลี่ยนไปแบบนี้ก็ไม่เลวแฮะ
ถึงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ก็เถอะ จะว่าไปสำหรับวิลเลี่ยมแล้วตัวเขาน่ะ....
แต่ทว่ากลับมีมีดที่ไหนก็ไม่รู้ลอยมาเฉียดหมวกวิลเลี่ยมก่อนที่มันจะปักลงที่กำแพงแบบไม่ทำให้ผู้สวมหมวกนั้นบาดเจ็บนอกจากหมวกที่ขาดเป็นสองท่อนเพราะแรงอัดของอากาศเท่านั้น
“แหม... ทำแบบนี้ไม่สวยเลยนะคะพี่จิงคเนียนมาเชียว” ลิอาพูดเสียงเย็น
ท่ามกลางความตกใจของเหล่าบุคคลที่อยู่ในห้องที่มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสับสนปนสงสัย แต่กระนั้นพวกเธอก็เข้าใจคำพูดของลิอาแบบชัดเจนโดยไม่ต้องหาคนมาอธิบายอะไรให้มากความจนเสียเวลาในทันที เมื่อพวกเธอมองไปที่วิลเลี่ยม
“นี่มัน....” เฮร่าเอ่ยออกมาอย่างตกใจสุดขีดเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่จิงคนอนหนุกตักอยู่ในตอนนี้อย่างชัดเจนแล้ว
“แหม... ท่านลิอาครับเล่นซะหมวกผมกระจุยเลยนะครับเนี้ย”
ใบหน้าของวิลเลี่ยมยิ้มออกมาอย่างร่าเริงแบบหาได้เกรงกลัวกับสภาพที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว
“ขอโทษก็แล้วกันที่จริงฉันไม่ได้กะเล่นเธอหรอกนะ ไซธีเรีย วิลเลี่ยม เพราะฉันก็แค่เตือนน่ะ”
“ครับผม กระผมทราบดีครับแต่แค่ไม่ท่านลิอาทำร้ายคุณหนูก็พอแล้วครับ” ไซธีเรียตอบเสียงเรียบ
“ถ้าฉันทำล่ะ” ลิอาเอียงคอถามกลับ
“วันนั้นก็คงเป็นวันโลกแตกแล้วนะสิครับ” ไซธีเรียตอบกลับเสียงใสจนทำให้ลิอาอดยิ้มออกมาไม่ได้
แน่ล่ะสำหรับลิอาที่เห็นจิงคเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้นแล้วการที่เธอจะทำแบบนั้นจริงมันก็คงต้องเกิดอาเพศอะไรสักอย่างอย่างแน่นอนเลย
ว่าแต่เสียงของวิลเลี่ยมถ้าฟังดูดีๆแล้วถึงเสียงจะออกไม่สูงมากแต่ฟังยังไงก็เป็นเสียงของผู้หญิงแบบชัดเจนเลยนี่หว่า แล้วทำไมพวกเธอถึงไม่เอะใจบ้างเลยถึงความผิดปกตินี้
และที่สำคัญสรุปแล้วพวกเธอให้จิงคนอนหนุนตักวิลเลี่ยมที่เป็นผู้หญิงงั้นเหรอ!!!
นี่พวกเธอจะทะเลาะแย่งกันแทบตายไปเพื่ออะไรกันเนี้ย....
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
หญิงสาวผมดำยาวสลวยแสนสวยดุจดั่งเทพธิดานามว่าเรธิเซียแต่แท้จริงแล้วเธอยังมีอีกนามหนึ่งที่เป็นที่น่ายำเกรงเพราะฐานะของนามนั้นทำให้เธอเทียบเท่ากับพระเจ้าในโลกนี้ได้ลุกขึ้นมาจากเตียงนอนยืนอยู่ข้างหน้าต่างของห้องในตัวปราสาทหลังงามที่มีนามอันไม่เสนาะหูเลยว่า ‘แอ๊บนอลมอล’ ก่อนที่เธอจะทอดสายตามองฝ่าเม็ดห่าฝนที่ตอนนี้มันสาดกระทบเข้ากับตัวหน้าต่างอย่างไม่แยแสว่าบุคคลที่อยู่ในห้องจะคิดอย่างไรกับมัน
“วันนี้มีกำหนดฝนจะตกงั้นเหรอ” เธอพึมพำออกมาเสียงค่อย
ก่อนที่เธอจะหันมองหญิงสาวที่มีสีผมโดดเด่นเป็นอย่างมากที่นอนอยู่บนเตียงในห้องของเธอในสภาพที่เกือบเปลือยด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์
“แล้วปีนี้ใครเป็นคนคุมล่ะ” หญิงสาวผมขาวอมเขียวถามกลับเสียงเรียบ
“เซลฟีเรียมั้งแต่ปกติทุกปีอามุริต้าจะเป็นคนกำหนดเรื่องนี้เองนะ แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นยัยสองคนนั้นก็ไม่ค่อยชอบฝนเท่าไรหรอก”
“อ่านะแต่ถ้ามันไม่ตกเลยมันก็ไม่ได้นี่นา จริงมั้ยล่ะ”
“ก็ใช่อยู่ล่ะนะ ถ้าไม่ตกเลยมันก็คงจะแย่อย่างแน่นอน”
“เพราะอย่างนั้นมันถึงจำเป็นต้องตกยังไงล่ะ”
“แต่ก็ไม่น่าจะตกช่วงนี้เลยนี่นา”
“เพราะเจ้าหมอนั่นหลุดออกมาแล้วสินะ” เฟรย์เอ่ยออกมาอย่างรู้ทัน
“ก็ใช่นะสิ ยิ่งสภาพอากาศที่เป็นแบบนี้อีกมันดูเหมือนจะจงใจเกินไปนะ”
“จงใจอะไรล่ะ”
“จงใจให้ฉันโดดเข้าไปร่วมเป็นมือที่สามเพื่อที่เร่งสถานการณ์ให้เป็นไปตามที่หวังให้เร็วที่สุดยังไงล่ะ” เรธิเซียหันหน้ามามองคู่สนทนาด้วยสีหน้าที่จริงจังกับเรื่องที่พูดเต็มที่
แต่กระนั้นคำตอบของคู่สนทนาของเธอกลับเป็นเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นจนหมดมาดสาวเงียบที่เธอเคยแสดงออกมาให้คนอื่นได้เห็นอยู่ทุกครั้งที่เธออยู่ในสถาบันแห่งนี้
“นี่รีเซิกร์ถ้านายคิดจะทำแบบนั้นจริงฉันว่าเรื่องมันคงจบไปนานแล้วล่ะ”
“แหม... แต่ตอนนี้ฉันก็ไม่ค่อยสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อนแล้วนะ”
“ก็ลากคุณศศิกานต์มาสิ แค่นั้นเรื่องทุกอย่างก็จะจบลงเหมือนที่นายทำในตอนนั้นแล้ว”
“ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ตอนนั้นมันเกมวัดดวงเลยนะเฟรย์ และอีกอย่างถ้าฉันลากคุณศิมาอีกรอบมีหวังคุณศิคงจะโวยวายหนักกว่าเดิมแน่นอนเพราะอันที่จริงคุณศิก็มีเรื่องมากมายให้ทำในโลกของเธอจนไม่รู้ว่าเธอจะมีเวลาพอมาช่วยฉันอีกหรือเปล่า และถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ตอนที่ลากคุณศิมาเอี่ยวคราวที่แล้วเพราะทางเราก็มีเหตุผลอย่างอื่นแอบแฝงด้วย” เรธิเซียอธิบายเสียงเครียด
“ก็จริงอยู่ล่ะนะ” เฟรย์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“และที่สำคัญสถานที่ที่เรายืนอยู่ตรงนี้ก็ไม่ใช่ทวีปเมอร์แลนด์ด้วย การที่เราจะทำอะไรที่เอิกเกริกนอกเหนือจากเรื่องที่ควรแทรกแซงแล้วฉันคิดว่ามันคงไม่ใช่แนวคิดที่ดีหรอกนะ”
“คิดอย่างนั้นงั้นเหรอ”
“ก็ใช่นะสิ เพราะฉันอุตสาห์แยกที่แห่งนี้ออกจากเมอร์แลนด์เพราะต้องการที่จะให้ที่แห่งนี้เป็นดินแดนที่เป็นอิสระจากอำนาจของฉันในระดับหนึ่งและดูเหมือนว่าพวกนี้จะทำได้ด้วยล่ะนะ”
เรธิเซียหันไปมองหลอดไฟนีออนที่ถูกติดตั้งในห้องนี้ด้วยสีหน้าที่ชื่นชม
“ก็จริงอยู่ล่ะนะ เพราะคนที่นี้รู้สึกจะใช้ความรู้ที่นายเรียกว่าพลังของวิทยาศาสตร์ได้ใช่มั้ย” เฟรย์เอ่ยออกมาอย่างพอจะเข้าใจความหมายที่เรธิเซียต้องการจะสื่อ
“ใช่มันคือวิทยาการทางปัญญาที่สูงส่งในโลกที่ฉันเคยอยู่มาเลยนะ”
“หรือโลกที่คุณศศิกานต์อยู่ในตอนนี้สินะ”
“นี่เฟรย์รู้สึกเธอจะชอบคุณศิเหลือเกินนะ” เรธิเซียตีหน้าบุ้ยออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นเฟรย์เอาแต่เรียกชื่อคนอื่นที่ไม่ใช่เธอ
“ก็เขาเป็นคนที่เหมือนกับคนที่ฉันรักสุดหัวใจในตอนนี้เลยนี่นา”
ว่าจบเธอก็ลุกขึ้นจากเตียงมากอดร่างหญิงสาวผมดำที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างห้องด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความไร้เดียงสาจนทำให้เรธิเซียอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
“โชคดีจริงๆเลยนะที่ตอนมาอยู่ที่แห่งนี้เธอเลือกที่จะเป็นผู้หญิงที่เงียบและดูน่ากลัว” เรธิเซียเอ่ยออกมาอย่างอมยิ้ม
“ทำไมงั้นเหรอ?”
“ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็คงจะอดใจเก็บท่าทีที่แสดงเป็นอาจารย์สาวมาดเท่ที่ดูน่าเคารพนับถือเอาไว้ไม่ไหวนะสิ ก็เพราะเธอน่ารักซะขนาดนี้นี่นา”
ว่าจบเธอก็กดริมฝีปากของเธอเข้าหาหญิงสาวผู้น่ารักคนที่เธอว่าทันทีแบบไม่สนใจว่าเธอผู้นั้นจะคิดอย่างไรกับการกระทำนี้
“ให้เป็นผู้เฝ้ามองดูเฉยๆก็ไม่เลวอยู่หรอกนะ” เรธิเซียเอ่ยอย่างอารมณดีหลังจากถอนริมฝีปากออกจากเฟรย์แล้ว
“เพราะอย่างน้อยก็มีเวลาว่างสินะ” เฟรย์เอ่ยออกมาอย่างรู้ทัน
“ก็นะ”
ว่าจบเรธิเซียก็ประทับจูบกับเฟรย์อีกครั้งอย่างดูดดื่มแบบไม่สนใจโลกภายนอกอีกต่อไปเพราะตอนนี้มันมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าโลกภายนอกอยู่นี่นา
เพราะฉะนั้นฉันขอเป็นผู้เฝ้าดูและผู้วางแผนไปอีกสักพักก็แล้วกันนะคุณจิงค
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
ผมสีน้ำตาลสั้นที่ถูกจัดทรงอย่างงดงาม นัยน์ตาสีน้ำตาลคมกริบที่ดูเหมือนหลุมดำที่สามารถดึงดูดทุกอย่างที่ดวงตานั้นมองให้สลายหายไปได้และใบหน้าที่งดงามราวกับนางฟ้าแค่สามสิ่งนี้ก็เล่นทำเอาใจชายที่มองเธอนั้นต้องสั่นสะท้านได้ไม่ยากเมื่อได้มาพบกับหญิงสาวแสนสวยที่มีมาดภายนอกสุดเท่คนนี้
แถมยังเป็นคนที่จิงคไม่ยอมบอกอะไรเลยว่าคนคนนั้นเป็นผู้หญิงหนำซ้ำยังตั้งใจเรียกนามสกุลมากกว่าชื่อเพื่อที่จะให้คนที่ไม่รู้จักเข้าใจผิดอีก
แค่สองข้อหานี้ก็เล่นทำเอาชายหนุ่มนักต้มตุ๋นไร้บรรดาศักดิ์ผู้นี้ซวยได้เต็มที่แล้ว
“แหม... น้องจิงคเล่นปิดซะเงียบเลยนะเรื่องที่ว่าวิลเลี่ยมเป็นผู้หญิงน่ะ” เฮร่าเอ่ยลั่นขึ้นมาเป็นการเปิดประเด็นการสอบสวนโดยไร้วี่แววของบุคคลใดใดที่จะมาเป็นทนายช่วยเขา เพราะหลังจากนั้นลิอาก็ลากวิลเลี่ยมผู้มีนามจริงว่าไซธีเรียออกจากห้องแห่งนี้ไปทันที
ดูเหมือนว่าเธอจะเคืองไม่ใช่น้อยเรื่องที่เขารับคำที่จะไปอาบน้ำกับไซธีเรีย
แต่คิดว่าเหตุผลไม่น่าจะใช่เธอหึงเขากับไซธีเรียหรอกนะ เพราะประเภทของลิอาคือถ้าหากเขามีความสุขต่อให้เขาไปนอนกับผู้หญิงคนไหนเธอก็ไม่สนใจหรอก ตราบใดที่ผู้หญิงคนนั้นไม่คิดกีดกันเธอออกจากตัวเขา และที่สำคัญดูเหมือนว่าไซธีเรียจะเป็นพวกอย่างที่ว่าเสียด้วย
เพราะฉะนั้นจึงไม่น่ามีปัญหาอะไรเลยเพียงแต่ว่าเธอคงงอนแค่ว่าเขาชวนไซธีเรียไปอาบน้ำด้วยได้แต่ทีกับเธอเขากลับไม่ยอมซะอย่างนั้น
ตรงจุดนี้แหละมั้งที่ทำให้เธองอนน่ะ
แต่ว่านะ น้องสาวกับพี่ชายใครมันจะวิปริตไปทำอย่างนั้นล่ะฟะ แม้ว่าบางทีก็คงน่าจะมีล่ะนะ
แต่ว่าคนคนนั้นคงไม่ใช่เขาอย่างแน่นอน!!!
เพราะฉะนั้นตอนนี้เลยทำให้พวกที่เหลือในห้องนี้มีแต่พวกที่น่ากลัวทั้งนั้นเลย
“แหม... ผมก็คิดว่าพวกพี่คงรู้อยู่แล้วเสียอีกนี่นา”
“ถ้ารู้ก็แปลกแล้วล่ะนะจิงค” ฟีอาเอ่ยตอบเสียงเย็น
ดูเหมือนว่าคุณเธอเองก็ออกจะเคืองไม่ใช่เล่นเลยแฮะ
“นี่กะอีแค่ฉันไม่ยอมพูดเรื่องที่ว่าวิลเลี่ยมเป็นผู้หญิงเนี้ยมันมีปัญหาใหญ่อะไรนักหนางั้นเหรอ” จิงคขมวดคิ้วถามขึ้นทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“มีสิ ปัญหาใหญ่ด้วยรู้หรือเปล่าว่าก่อนที่น้องจิงคจะสลบไปพวกพี่ต้องเปิดศึกกันขนาดไหนเพื่อแย่งให้หนูจิงคมาอยู่ในการครอบครองของพวกเราเองจนแทบจะฆ่ากันเองเสียด้วยซ้ำ” เฮร่าเอ่ยตอบเสียงเครียดจนเล่นทำเอาชายหนุ่มเห็นภาพที่เกิดขึ้นทันที
มันคงจะเป็นมหาสงครามครั้งใหญ่เลยสินะเนี้ยตอนนั้น
แม่มด เจ้าหญิง เทพธิดา นักฆ่า คุณหนู และคนธรรมดา มันช่างเป็นอะไรที่น่ากลัวจนจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆว่าระหว่างนั้นมันจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นขนาดไหนในคฤหาสน์หลังงามแห่งนี้
“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” จิงคแสร้งเอ่ยออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อทั้งที่จริงเขาก็คิดว่ามันก็น่าเป็นอย่างที่เฮร่าว่ามาจริงๆนั้นแหละเมื่อดูจากสภาพหญิงสาวพวกนี้แล้ว
เพราะพวกเธอแต่ละคนดูแล้วบ้าระห่ำกันทุกคนแถมยังเก่งกาจแบบเหนือมนุษย์เสียด้วยซ้ำ
“ก็ใช่นะสิ ให้ตายเถอะน้องจิงคหัดรู้ตัวบ้างสิว่าเธอนะ....” เฮร่าเอ่ยออกมาแต่ทว่าจิงคกลับพูดขัดขึ้นมา
“ขอโทษนะครับรุ่นพี่เฮร่า แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ผมก็ไม่คิดจะเปลี่ยนสันดานหรอกนะครับและที่สำคัญ ผมน่ะ....”
แต่ทว่าก่อนที่จิงคจะพูดอะไรจบเขาก็รีบผันตัวเดินไปทางหน้าต่างของห้องแบบไม่สนใจคนที่อยู่ในห้องเลยแม้แต่น้อยด้วยสีหน้าที่เร่งร้อน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจโดดลงไปข้างล่างอย่างไม่ลังเลเลย แม้ว่าห้องนี้มันตั้งอยู่ที่ชั้นสามของคฤหาสน์ก็ตามที
ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตกใจของเหล่าหญิงสาวที่อยู่ในห้องนี้
ตูม!!!
หลังจากจิงคโดดออกจากหน้าต่างไปได้ไม่ถึงวิเสียงระเบิดก็ดังขึ้นที่ประตูห้องแห่งนี้ก่อนที่ตัวบานประตูจะกลายเป็นเศษไม้ในพริบตา
“งั้นเหรอ”
ดูเหมือนว่าทางนานาเอล ฟีอา และไดอาน่าจะเข้าใจทันทีเมื่อเห็นสภาพที่เกิดขึ้นในตอนนี้ว่าทำไมจิงคถึงเป็นแบบนั้น แต่ทว่าเฮร่ากับเหล่าสองสาวที่เหลือก็ยังคงสงสัยอยู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่กระนั้นไม่นานนักคำตอบของคำถามพวกนั้นก็ปรากฎให้พวกเธอเห็นจากม่านฝุ่นควันของการระเบิดเมื่อสักครู่นี้
“หนีไปแล้วงั้นเหรอ”
เสียงของหญิงสาวที่ฟังดูแล้วนุ่มหูได้เอ่ยดังขึ้นพร้อมกับร่างของเธอที่รีบวิ่งฝ่ากลุ่มนานาเอลไปอย่างรวดเร็วจนทำให้พวกนานาเอลมองเห็นร่างของหญิงสาวผู้นั้นแค่แว่บเดียว
ถึงจะดูไม่ทันแต่ก็พอจะเดาออกว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นใครเมื่อเอาลักษณะที่เธอเห็นเมื่อครู่นี้ไปเทียบกับเด็กสาวที่เรียกจิงคว่าพี่จิงคแล้ว
มันเล่นมาแบบพิมพ์เดียวกันเลยนี่หว่า
“เมื่อกี้นี้มันอะไรกันงั้นเหรอ” ซีรัสเอ่ยถามขึ้นมาเสียงเครียด
“ก็นะ” ไซคีฉีกยิ้มแห้งๆออกมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร
แต่ทว่าทางเฮร่านั้นกลับทำตรงกันข้ามกับหญิงสาวทั้งสองเพราะในทันทีที่เธอเห็นแบบนั้นเธอก็ตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ทันที
“ปล่อยไว้ไม่ได้แล้วแบบนี้”
จากนั้นร่างของเธอก็ทะยานตามหญิงสาวผู้นั้นไปทันทีด้วยความเร็วสูงสุดที่เธอมีทิ้งให้ไดอาน่ามองตามหลังหญิงสาวผู้นั้นไปด้วยสีหน้าที่ละเหี่ยใจ ท่าทางว่าห้องนี้คงจะมีแต่ความประหลาดใจประดังเข้ามาได้ไม่หยุดหย่อนพร้อมกับคำถามที่ตอบได้ยากยิ่ง
ว่าสรุปแล้วนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันฟะเนี้ย!!!!
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech