Jinx Pech
Ch.3 - Amico (เพื่อน)
Capitoro III
Amico (เพื่อน)
หลังจากบทสนทนาที่ชวนฉงนและการโต้เถียงของเทพธิดากับว่าที่ราชินีที่เริ่มขึ้น ชายหนุ่มที่นอนกลิ้งอยู่บนพื้นก็รีบเลี่ยงสถานการณ์ในตอนนี้ด้วยการเนียนเดินออกมาจากโรงอาหารแห่งนั้นหน้าตาย ก่อนที่เขาจะรีบวิ่งไปที่หน้าประตูของสถาบันทันที แม้ว่าเขาจะหลงทางและแพ้ภัยเพราะดวงซวยอันเกินจะบรรยายจนได้บาดแผลเพิ่มมาบ้างพอสมควรก็ตามที
แต่กระนั้นในที่สุดเขาก็เดินมาถึงป้อมยามที่สื่อสารนอกจากภาษานกหวีดไม่เป็นแต่ก็พอจะเขียนให้เข้าใจเป็นภาษาคนได้
งั้นก็น่าจะทำตั้งแต่แรกสิโว้ย!!!!
ชายหนุ่มโวยในใจอย่างหัวเสีย
ตอนนี้ยังไม่เปิดเทอมเลยยังไม่เป็นไรแต่ว่ากรุณากลับมาก่อนแปดโมงเช้าเพื่อรายงานตัวด้วยนะครับ
ข้อความบนกระดาษที่ยามผู้นั้นเขียนระบุชัดถึงสิ่งที่เขาต้องการจะบอก
กลับให้โง่ดิ
ชายหนุ่มทำท่าจะเถียงกลับไปในทำนองนี้เพราะจะว่าไปนอกจากเรื่องที่เขาเรียนดี วิ่งเร็ว ตีนเบาและหลอกลวงคนเก่งแล้ว ความสามารถด้านอื่นของเขาที่นอกเหนือจากนั้นมันแทบจะเป็นศูนย์หมด
ขอย้ำว่าเป็นศูนย์ เพราะเขานั้นไม่สามารถที่จะใช้เวทอะไรได้เลย หรือแม้กระทั่งการต่อสู้นั่นอีก เพราะอย่างเดียวที่เขาทำได้หลังจากการเกิดการต่อสู้ทุกครั้งคือใส่ตีนหมา เหยียบเกียร์สี่แล้วเผ่นโลดเป็นทุกครั้ง และเนื่องด้วยสเต็ปความเร็วระดับเทพแต่ปนความซวยอยู่พอสมควรเลยทำให้เขาหนีมาได้ทุกครั้ง แม้จะทุลักทุเลก็ตามทีเถอะ
คุณปู่เคยบอกไว้ว่า
‘การหลอกลวงในสิ่งที่ยิ่งใหญ่แม้จะท้าทายก็จริงแต่ถ้าพลาดก็อาจจะถึงตายได้เพราะฉะนั้นถ้าเจ้ายังมีสิ่งที่ต้องการจะทำอยู่ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง’
แต่ทว่าหลังจากที่จิงคกำลังรำลึกถึงคำสอนนั้นได้สักพักป้ายอีกป้ายหนึ่งของยามก็พลันถูกชูขึ้นมาเสียก่อน
บางทีคุณอาจจะไม่รู้ ผมเลยขอบอกไว้ก่อนเลยว่าถ้าแปดโมงแล้วคุณยังไม่กลับมารายงานตัวคุณจะถูกตามล่าโดยหน่วยรักษาความปลอดภัยของสถาบันไปทั่วหล้าในฐานะผู้หลบหนีนะครับ
“หา?”
จิงคหลุดเสียงร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นประโยคที่ถูกเขียนในป้ายนั้นชัดเจนแล้ว
กะอีแค่ไม่ยอมเข้าเรียนไหงถึงต้องทำขนาดนี้ล่ะ
นักศึกษาทุนถือเป็นบุคลากรชั้นเลิศที่ทุกคนหมายปองนะครับ การที่ให้บุคลากรชั้นเลิศที่ถูกเลือกนั้นหนีหรือหายไปทางสถานศึกษาต้องรับผิดชอบเพราะบางทีพวกเขาอาจจะเกิดอันตรายอะไรก็ได้ หรือไม่ก็เพียงต้องการเลี่ยงหน้าที่หนีจากภาระที่ตนเคยมี เพราะฉะนั้นทางสถาบันถึงต้องกำหนดกฎนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นกรุณากลับมารายงานตัวตอนแปดโมงเช้าด้วยนะครับ แต่ถ้าสถาบันเปิดเทอมแล้วคุณคงหมดสิทธิ์ที่จะได้ออกมาเดินเล่นแบบนี้แล้วล่ะครับ
คุกสำหรับพวกมีความสามารถชัดๆ ว่าแต่เขาก็ไม่ได้เข้ามาสมัครสอบเพื่อเข้าสถาบันนี้เองนี่หว่าแล้วทำไมเขาถึงต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ด้วย
นี่มันบ้าชัดๆ
นั้นคือความคิดของจิงคหลังจากอ่านป้ายพวกนั้นจบ แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นเขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะสถาบันแห่งนี้มีคอนเนคชั่นกับพวกผู้นำในเมืองต่างๆหลายเมืองในโลกนี้ดีมากๆ ถ้าบอกว่าต้องโดนตามล่าจากสถาบันแห่งนี้แล้วก็คงไม่ต้องหวังว่าจะได้ทำอะไรต่อไปอีกแล้วล่ะ สรุปคือตอนนี้เขามีอยู่ทางเลือกเดียวนั้นก็คือ...
“ครับผม ผมจะกลับมาก่อนแปดโมงเช้าครับ”
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคนและยิ่งถ้ารู้ว่าสถานการณ์ไหนพาจนก็อย่าไปเถียงบ่นแล้วจงยอมรับมันดีกว่า
ว่าแต่นี่เราต้องกลับไปเจอยัยปิศาจสองคนนั้นอีกแล้วสินะ
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
“นี่นายไปเดินเที่ยวมาทั้งคืนเลยสินะ”
นานาเอลที่ยืนท้าวเอวเป็นจุดเด่นสุดสง่าอยู่หน้าประตูสถาบันในตอนเจ็ดโมงเช้าเอ่ยทักขึ้นหลังจากที่จิงคพาร่างที่มอมแมมของตัวเองกลับมาที่สถาบันในยามเช้าด้วยสภาพที่หดหู่ใจเป็นอย่างมาก
ยัยนี่มันใจเต็มเปี่ยมเลยว่าเราไม่คิดจะหนีแน่ๆเลยใช่มั้ยเนี้ย?
คำถามที่อยู่ในใจของชายหนุ่มได้ผุดขึ้นมาในขณะที่หญิงสาวยังคงยืนด่าว่าเข้าฉอดๆอยู่หน้าประตูทางเข้าไปในตัวสถาบันแห่งนี้โดยไม่สนผู้คนที่กำลังเดินเข้าไปในสถาบันเพื่อเตรียมเข้าไปสอบคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนในสถาบันแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
อันที่จริงชื่อเสียงของหญิงสาวผู้นี้ก็โดดเด่นอยู่แล้ว แต่การที่เธอมาด่าเขาอยู่ที่หน้าสถาบันด้วยท่าทางที่เหมือนกับเธอเป็นแม่ของเขามันยิ่งทำให้เธอโดดเด่นเข้าไปใหญ่และตกเป็นเป้าสายตาของคนทั่วไปมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญมันยังลากให้เขาเด่นไปด้วย
“เข้าใจมั้ยจิงค?”
“คร้าบ.....”
ชายหนุ่มลากเสียงตอบแบบขอไปทีถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เธอพูดอะไรก็ตามทีเถอะเพราะเขาสนใจฟังมันที่ไหนกันเล่า
ว่าแต่ยัยนี่เริ่มเรียกชื่อเขาห้วนๆแล้วงั้นเหรอ?
“ถ้างั้นก็ดี” นานาเอลตอบอย่างพอใจกับคำตอบของเขาจนชายหนุ่มต้องคลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
“ว่าแต่วันนี้นายจะกลับมานอนที่ห้องสินะ”
“เรื่องสิ”
“นี่นาย....”
“ฉันรู้แต่ว่าฉันขอให้ฉันมีอิสรภาพช่วงสุดท้ายก่อนติดคุกได้หรือเปล่าล่ะ” จิงคเอ่ยออกมาด้วยสายตาที่เหมือนกับลูกหมาที่กำลังอ้อนขอข้าวจนทำให้หญิงสาวใจอ่อนน้อยๆ
“แล้วแต่นายก็แล้วกัน” นานาเอลเอ่ยออกมาอย่างหงุดหงิดหัวใจ
โชคดีที่ยัยนี่ไม่สังเกตว่าเราไม่ได้ฟังแถมยังแถเนียนได้อีก ว่าแต่ถ้ายัยนั้นเกิดคึกถามเราและไม่ยอมปล่อยเขาแบบนี้
เขาจะทำยังไงต่อดีหว่า....
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
ถ้ามีคนมาถามว่าเขารู้สึกยังไงในตอนนี้แล้วละก็เขาก็คงตอบได้ทันทีแบบไม่ต้องคิดว่า เขากำลังหดหู่สุดสุดของสุดสุดยิ่งกว่าสุดสุดกำลังสองของสุดสุดคูณด้วยร้อยหรืออะไรที่มากกว่านั้น แม้ว่าตอนแรกเขาจะดีใจปนประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ว่าเขาถูกเชิญให้เป็นนักศึกษาทุนของสถาบันแห่งนี้ก็เถอะ
แต่ก็นะ ขึ้นชื่อว่าเป็นสถาบันชื่อดังที่สร้างบุคลากรชั้นเลิศเป็นใครใครก็อยากเรียน แต่ว่าพอเอาเข้าจริงและได้อ่านกฏของสถาบันในหนังสือกฏระเบียบแล้ว
มันเล่นพาลทำเอาเขาแทบลมแทบใส่
ถ้าเขาเป็นลูกคุณหนูผู้อยู่ในกรอบมาตลอดมันคงไม่มีอะไรมาก แต่นี่เขาเป็นคนจรจัดผู้เจนจัดต่อโลกในฐานะอาชญากรจอมหลอกลวง การที่ให้มาอยู่ในโลกที่มีกฎระเบียบเฉียดพันข้อแบบนี้มันจะอยู่ได้ที่ไหน และที่สำคัญมันยังมีหน้ามาจำกัดอิสรภาพของเขาอีกด้วยกฎที่ว่า
‘ตอนเปิดเรียนถ้าไม่ได้รับอนุญาตห้ามนักศึกษาออกจากสถานศึกษาแห่งนี้ไปข้างนอกโดยเด็ดขาด!!!’
ถ้าไม่ได้รับอนุญาต!!!!
คิดแล้วอยากจะบ้าตาย ถึงสถาบันแห่งนี้จะสวยและใหญ่เพียงใดแต่อยู่ทุกวันเขาก็เบื่อเป็นนะ
อันที่จริงพอเห็นแบบนี้แล้วเขาก็อยากจะขำนะ แต่มันก็ขำไม่ออกจริงๆ สงสัยนี่คงเป็นวิธีการแก้เผ็ดของตระกูลเซราฟีนมั้ง ในฐานะที่เขา.....
ในที่สุดจิงคก็เลิกที่จะอ่านหนังสือกฎระเบียบของสถาบันต่ออย่างเหนื่อยหน่าย เพราะแค่เขาอ่านผ่านๆไปได้สักพักก็ทำเอาเขาจะบ้าตายอยู่แล้ว
ก่อนที่เขาจะเริ่มสนใจมองไปทั่วโรงอาหารที่เขานั่งอยู่เพียงลำพังโดยไร้หญิงสาวนามว่านานาเอลมาอยู่เคียงข้างเพราะเธอต้องไปทำธุระอะไรเล็กน้อยในฐานะตำแหน่งที่เธอดำรงอยู่ในตอนนี้
โรงอาหารหลักของสถาบันที่เขานั่งอยู่ในตอนนี้จัดได้ว่าเป็นโรงอาหารที่เรียกว่างดงามและยิ่งใหญ่ที่ผสานสิ่งที่เรียกว่าศิลปกรรมเข้ากับการใช้ประโยชน์จริงได้อย่างเต็มที่จนมองดูแล้วไม่มีสิ่งใดที่ขัดตาเลยแม้แต่น้อย ทั้งตำแหน่งการวางโต๊ะ ของตกแต่ง เวที และการระบายอากาศภายในห้องที่ทำให้อากาศดูรื่นรมย์และร่มเย็นจนจะให้เขานอนอยู่ตรงนี้เลยก็ยังได้
แม้ว่าเมื่อวานนี้โรงอาหารแห่งนี้จะไร้ผู้คนก็ตามแต่ทว่าวันนี้กลับผิดกับเมื่อวานมากพอสมควรเมื่อจิงคพบว่าในวันนี้โรงอาหารได้มีผู้คนมากมายที่ลงมาทานอาหารและพูดคุยกัน โดยดูแล้วพวกนั้นน่าจะเป็นพวกคนที่ดูเหมือนจะมีฐานะและมากด้วยความรู้ แต่ว่าเขากลับไม่รู้จักใครสักคนเลย อันที่จริงต้องบอกว่าเขาไม่คิดจะทำความรู้จักเสียมากกว่าทั้งที่พวกนี้ชื่อเสียงก็ออกจะโด่งดังพอพอกับเขาแท้ๆ
แต่ในด้านที่ดีนะ
เพราะคติหลักของเขาคือนอกจากหญิงงามแล้วต่อให้ชายหนุ่มคนอื่นมีฐานะสูงส่งขนาดไหนก็ตามเขาก็ไม่คิดจะสนใจหรอก เพราะมันไร้รสนิยมสิ้นดี แถมตอนนี้ในโรงอาหารมันเต็มไปด้วยชายหนุ่มมากกว่าหญิงสาวเสียด้วย
“ให้ตายเหอะ น่าเบื่อชะมัด” จิงคบ่นออกมาเบาๆ
ก่อนที่เขาจะกระชับฮู้ดที่สวมอยู่ในตอนนี้ให้เลื่อนลงมาปกปิดใบหน้าเขามากยิ่งกว่าเดิม เพราะโดยปกติถ้าเขาต้องอยู่กลางฝูงคนหรือคนที่เขาไม่คุ้นเคยเขามักจะสวมฮู้ดเพื่อปกปิดใบหน้าของเขาไว้อย่างเช่นตอนนี้
“นี่นาย”
เสียงเรียกของใครบางคนทักเขาขึ้นมาจากทางด้านหลังพร้อมทั้งยกมือมาแตะไหล่เขาอย่างเป็นกันเองจนทำให้จิงคต้องหันหน้าไปมองหน้าบุคคลผู้นั้นอย่างสงสัย ว่ามีคนบ้าที่ไหนเกิดสนใจอยากพูดคุยกับคนสวมฮู้ดที่ดูน่าสงสัยอย่างเขาแบบนี้
“เป็นคนบ้าที่ดูดีหน่อยๆแฮะ” จิงคคหลุดปากออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
เพราะชายหนุ่มคนที่ยกมือแตะไหล่เขาตอนนี้จัดว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งเลยก็ว่าได้ ถ้าดูจากเสื้อผ้าที่ประดับประดาไปด้วยเครื่องประดับชั้นสูงนั้นคงบอกได้แค่ว่าคนคนนี้คงเป็นถึงลูกคุณหนูของพวกราชวงศ์ชั้นสูงหรือไม่ก็ลูกคนรวยระดับต้นๆของโลกแน่นอน
“ยินดีสำหรับคำชมนะที่ว่าดูดี แต่ว่าไอ้คำว่าบ้านั้นมันหมายความว่ายังไงงั้นเหรอ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” ชายหนุ่มบีบเสียงให้เล็กแล้วเอ่ยตอบ
ก่อนที่เขาจะพยายามมองหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นแบบพินิจพิเคราะห์ว่าคนผู้นี้เคยเป็นคู่กรณีหรือเหยื่ออันโอชะของตัวเขามาก่อนหรือเปล่า
“หืม?” ชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นพยายามจ้องมองไปที่ฮู้ดที่ปกปิดหน้าเขาอย่างสนใจ
“นี่นายเป็นผู้หญิงงั้นเหรอ?” ชายหนุ่มเอียงคอถามอย่างฉงน
ใช่ก็บ้าแล้วโว้ย!!! จิงคคิดในอย่างหัวเสียว่าไอ้บ้านี่มันมองเขาเป็นผู้หญิงไปได้ไงเนี้ย
“ไม่ใช่แน่นอนครับ” จิงคเอ่ยตอบอย่างหัวเสีย
ในขณะที่ยังบีบเสียงเล็กให้ฟังดูแล้วแหลมสูงเอาไว้พร้อมทั้งข่มอารมณ์ที่พลุกพล่านขึ้นมาน้อยๆ เพราะเขายังไม่แน่ใจว่าเขาคนนี้เคยเป็นโจทก์เก่าที่เขาเคยเป็นจำเลยอยู่หรือเปล่า
ไม่น่าสร้างศัตรูไว้เยอะเลยแฮะ
แต่ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าอาชีพของเขาไม่สร้างศัตรูแล้วจะทำมาหากินได้ยังไงหว่าเขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน
“งั้นเหรอ?”
“ครับผม”
“แล้วทำไมเสียงของนายสูงจัง?”
“กรรมพันธุ์ครับ” จิงคตอบตัดบทหน้าตาย
ให้ตายเถอะ จะคาใจอะไรนักหนาแกไม่เคยมีเพื่อนผู้ชายที่มีเสียงสูงเลยหรือไงวะ
“กรรมพันธุ์?” ชายหนุ่มผู้นั้นขมวดคิ้วน้อยๆอย่างฉงนสนเท่ห์
“ครับ กรรมพันธุ์” เสียงของจิงคเริ่มออกน้ำเสียงที่เริ่มรำคาญขึ้นเรื่อยๆ
“ว่าแต่นายชื่ออะไรงั้นเหรอ?” ชายหนุ่มผู้นั้นถามอย่างเปลี่ยนเรื่องทันที
“หืม?”
จิงคประหลาดใจพอสมควรกับคำถามนี้ของชายหนุ่มว่าทำไมเขาถึงถามชื่อกับคนที่มีสภาพน่าสงสัยที่แต่งตัวราวกับขยะแบบนี้
“แหม... ดูนายอุทานเข้าคงประหลาดใจสินะที่ฉันเข้ามาทักนาย”
“อย่างมากเลยล่ะ” จิงคเอ่ยตอบรับทันทีแบบไม่ปฏิเสธ
“อ่านะ นายนี่จริงใจดีนะ” ชายหนุ่มผู้นั้นหัวเราะร่าเบาๆ
“งั้นเหรอ?”
“ใช่สิ”
“นี่พึ่งเคยมีคนพูดแบบนั้นกับฉันเป็นครั้งแรกเลยนะ”
นักต้มตุ๋นผู้จริงใจงั้นเหรอ?
เคยมีแบบนั้นด้วยงั้นเหรอ?
ประหลาดดีเนอะที่คนคนนี้มาชมนักต้มตุ๋นชั้นเซียนอย่างเขาว่าเป็นคนที่จริงใจ
บ้าไปแล้ว!!!
“จริงสิ ไม่น่าเชื่อ”
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อหน่อยล่ะครับคุณหนู เพราะเขาน่ะโดนด่าว่าเป็นคนลวงโลกบ่อยยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้นเลยล่ะ ตามสถิติที่เฉลี่ยแล้วก็ตกอยู่ประมาณวันละยี่สิบกว่ารอบเลยล่ะ
“ใช่” จิงคเอ่ยรับด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
“อ่านะ ฉันชื่อเซฟเฟอรัส โรเซนเบิร์ก เป็นนักศึกษาทุนระดับรอยัลโกลด์ ยินดีที่ได้รู้จักนะ.....”
ชายหนุ่มเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเองด้วยรอยยิ้มของนักธุรกิจชั้นยอดสมกับที่เป็นลูกคุณหนูของบริษัทค้าส่งขนาดใหญ่ระดับโลก
“โรเซนเบิร์กงั้นเหรอ? ถ้าจำไม่ผิดชั้นยังไม่เคยไปมีเรื่องกับตระกูลนี้นะ แต่พวกพี่น้องก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีหรือเปล่า” จิงคพึมพำออกมาเบาๆจนทำให้เซฟเฟอรัสต้องเอียงคอมองเขาอย่างฉงนกับคำพูดนั้น
“นี่นาย ทำไมนายถึงต้องมีเรื่องกับตระกูลฉันด้วยล่ะ?”
“ก็นะ ถ้านายรู้จักฉันนายจะเข้าใจเองนั้นแหละ”
“งั้นก็แนะนำตัวมาสักทีสิ” เซฟเฟอรัสเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดีกับบุคคลน่าสนใจที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้
“อ่านะ จิงค พีซ ยินดีที่ได้รู้จัก” จิงคคลี่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมาจากใต้ฮู้ดที่แลดูสกปรก
“หืม.....” เซฟเฟอรัสครางในลำคอเบาๆด้วยความรู้สึกที่สนใจเป็นอย่างมากกับชื่อนี้ของเขา “จิงค พีซ ที่เขาว่าเป็นอาชญากรจอมลวงโลกชั้นหนึ่งในเมืองนี้งั้นเหรอ ตัวอันตรายระดับตัวเอ้ที่ต้องเลี่ยงเป็นดีที่สุดถ้าไม่อยากเสี่ยงให้โดนหลอกจนเสียทรัพย์หมดตัว”
“ใช่” จิงคตอบรับอย่างไม่ปฏิเสธแต่อย่างใดเพื่อรอดูปฏิกิริยาของเซฟเฟอรัส
“สมญานามคือ ‘นักต้มตุ๋นแห่งอีทรูเดียน’”
“ใช่”
“ว้าว นี่ฉันเจอคนดังเข้าให้แล้วสินะยินดีที่ได้รู้จักนะ”
ว่าจบเซฟเฟอรัสก็ยกมือมาจับมือของจิงคเบาๆอย่างดีใจที่ได้เจอเขาจนทำให้จิงคอดประหลาดใจไม่ได้กับท่าทีนั้นว่ามันหมายความอย่างไรกัน
สรุปแล้วไอ้หมอนี่มันบ้าจริงๆแฮะ
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
ความรู้สึกแรกของนานาเอลที่เดินเข้ามาในโรงอาหารอีกครั้งหลังจากที่เธอทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็คือความประหลาดใจ
เพราะเธอมั่นใจว่านอกจากเรื่องหน้าหม้อแล้วไอ้หมอนี่คงไม่แสดงพฤติกรรมหรือนิสัยที่จะส่อถึงตัวตนของตัวเองง่ายๆแน่นอน เพราะสถาบันแห่งนี้เป็นเขตที่มีกฎระเบียบเข้มงวดและบทลงโทษรุนแรงสำหรับผู้ที่คิดจะทำตัวเป็นอาชญากรและจิงคเองก็คงไม่ได้โง่ถึงขนาดไม่รู้ กลับกันเพราะเขาฉลาดเป็นกรดแถมลื่นไหลได้ไปตามสถานการณ์ยังกับน้ำที่ไร้รูปร่าง ดังนั้นเขาน่าจะรู้ว่าสิ่งใดที่ควรทำสิ่งใดที่ไม่ควรทำ
แต่ว่าตอนนี้เขากำลังตกอยู่ในวงรอบของเหล่าผู้คนอยู่มันเกิดอะไรกันขึ้นแน่ละเนี้ย?
โดยเฉพาะภาพของชายหนุ่มผมบลอนด์หน้าตาดีที่กอดคอชายสวมฮูดสกปรกคนที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างไม่ถือตัวนั้นอีก
ลูกชายนักธุรกิจใหญ่กับชายหนุ่มนักต้มตุ๋นดูเข้ากันอย่างน่าประหลาดเลยล่ะนะ
แต่ทว่าเมื่อจิงคหันกลับมาเจอนานาเอลเขาก็รีบกวักมือเรียกให้เธอเดินเข้ามาเขาทันทีในขณะที่คนอื่นยังคุยกันอยู่อย่างไม่สนใจอะไรด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลือจากเธออยู่
“ไอ้หมอนั้น....”
ในที่สุดนานาเอลก็ตัดสินใจเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับทุกคนก่อนที่เธอจะเริ่มเอ่ยทักทายอย่างเป็นทางการด้วยท่าทางที่สุภาพ
“สวัสดีคะทุกคน”
“ว้าว คุณนานาเอล อะไรกันเนี้ยไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างคุณจะมาทักทายพวกเราด้วย”
ชายหนุ่มผมแดงผิวสีแทนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามกับจิงคเอ่ยออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าผู้ที่มีสมญานามว่า ‘เทพธิดาแห่งอีทรูเดียน’ กำลังเอ่ยทักพวกเขาอยู่ซึ่งไม่แตกต่างกับหญิงสาวอีกสองคนและหนึ่งชายหนุ่มที่เหลือ
“แหม... ดูพูดเข้าสิคะฉันเองก็แค่วัยรุ่นธรรมดาที่มีดีแค่ฐานะในครอบครัวที่ดูดีนิดหน่อยนะคะ เพราะฉะนั้นการที่จะสนใจเรื่องทั่วไปอย่างเช่นบรรยากาศครึกครื้นที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันก็ไม่น่าแปลกนักหรอกนะคะ”
ถูกต้องทุกอย่างเลย จิงคคิดในใจอย่างได้ที
แต่ทว่าสายตาของนานาเอลกลับปราดมาที่จิงคทันทีอย่างเอาเรื่องจนทำให้ชายหนุ่มถึงกับขนลุกขนชัน
วันนี้ตูขอนอนข้างนอกอีกวันละโว้ย!!!
“แต่ว่าสำหรับนักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มการที่จะมาคุยกับนักศึกษาระดับต่ำกว่าแบบนี้มันเป็นเรื่องที่ยากมากนี่คะ เห็นเขาว่าอย่างนั้นนะคะ” หญิงสาวสาวผมบ๊อบหน้าตาน่ารักน่าปกป้องผู้หนึ่งเอ่ยตอบ
“ข่าวลือทั้งเพคะ ถึงจะแยกหอพักแต่นักศึกษาทุนไม่ว่าระดับไหนก็ต้องเรียนด้วยกันไม่ใช่หรือไงค่ะเพราะฉะนั้นจะให้พวกนักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มไม่พูดคุยกับเพื่อนร่วมชั้นเลย เป็นไปไม่ได้หรอกคะ” นานาเอลโปรยยิ้มนางฟ้าให้ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้อย่างได้จังหวะ
“น่ารักสมชื่อเทพธิดาจริงๆเลยนะครับ” ชายหนุ่มผมแดงเอ่ยออกมาอย่างเผลอตัว
แต่ข้างในเป็นนางมารชัดๆ
จิงคคิดในใจแต่สายตาของนานาเอลกลับชิ่งมาทางเขาอย่างรู้ทัน
นี่เธออ่านใจเขาได้หรือเปล่าฟะเนี้ย?
หลังจากนั้นนานาเอลก็หันมายิ้มรับคำชมนั้นอย่างมีมารยาท
“ขอบคุณนะค่ะ ว่าแต่ฉันยังไม่รู้จักทุกคนที่นอกเหนือจากคุณเซฟเฟอรัส โรเซนเบิร์กเลยนะค่ะ”
หญิงสาวผายมือไปทางชายหนุ่มผมบลอนด์ที่ตอนนี้เขากำลังส่งยิ้มน้อยๆให้เธอด้วยความรู้สึกที่เป็นกันเอง เพราะก่อนหน้าที่เขาจะเข้าเรียนที่แห่งนี้เขาก็ได้พบเธออย่างเป็นทางการในฐานะแขกของทางสถาบันมาก่อน
“นั้นสินะครับ นั้นให้ทุกคนแนะนำตัวกันหน่อยก็ดีเริ่มจากหญิงสาวก่อนเลยครับ” เซฟเฟอรัสช่วยเอ่ยออกมาเพื่อผลักดันให้ทุกคนแนะนำตัวกับเธอ
หญิงสาวผมบ๊อบสีน้ำตาลหน้าตาดูสะสวยที่ถูกเสนอให้แนะนำตัวเป็นคนแรกถึงกลับตีหน้าเลอหลาออกมาเพราะตกใจกับสภาพเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปกะทันหันในตอนนี้ แต่ถึงกระนั้นเธอก็ปรับสภาพตัวได้ในทันที
“ซีรัส มิเนอร์ว่า นักศึกษาทุนระดับบรอนซ์ยินดีที่ได้รู้จักคะ”
เสียงปรบมือเปาะแปะดังขึ้นเบาๆหลังจากที่เธอพูดจบก่อนที่หญิงสาวผมดำสั้นประบ่าที่ใบหน้ามีกระฝ้าเล็กน้อยจะเอ่ยออกมาต่อทันที
“ไซคี เพอร์เซอุส นักศึกษาทุนระดับรอยัลโกลด์ยินดีที่ได้รู้จักคะ”
พอได้ยินถึงตระกูลเพอร์เซอุสนานาเอลก็รู้สึกสะดุดใจเล็กน้อยก่อนที่เธอจะเอ่ยขัดขึ้นมา
“เพอร์เซอุสเนี้ย ใช่ ตระกลูเพอร์เซอุสที่เป็นกลุ่มประกอบธุรกิจค้าผ้าไหมรายใหญ่ของอาณาจักรอาดามันไทน์หรือเปล่าคะ”
“ใช่คะ” ไซคีตอบรับทันที
แต่ทว่าคำตอบนั้นกลับทำเอาจิงคนั้นต้องตกใจเป็นอย่างมากจนเขาอดที่จะเหล่สายตามองหญิงสาวคนที่พึ่งแนะนำตัวผู้นี้ด้วยสายตาที่หวาดระแวงเพราะความหวาดวิตกบางอย่างไว้ไม่ได้ซึ่งดูเหมือนว่าหญิงสาวผู้นั้นก็พอจะรู้ว่าจิงคในตอนนี้กำลังรู้สึกเช่นไรเธอจึงหันมายิ้มให้เขาบางๆด้วยความรู้สึกที่ดูแล้วเป็นมิตร
“นั้นก็อยู่ที่เมืองเดียวกับคุณเซฟเฟอรัสเลยสินะคะ”
“เพื่อนสมัยเด็กครับ” เซฟเฟอรัสรีบตอบขึ้นมาทันทีจนไซคีมีสีหน้าเจือนลงไปเล็กน้อยโดยที่ทุกคนไม่ทันได้สังเกตเห็นเลย
“ค่ะ งั้นคุณผู้ชายล่ะค่ะ”
นานาเอลหันหน้าไปมองชายหนุ่มผิวสีที่ตอนนี้ยิ้มร่าเพราะจะได้แนะนำตัวให้สาวงามอย่างนานาเอลได้รู้จักเสียที
“วัลแคน เฮพเฟตัส นักเรียนทุนระดับซิลเวอร์ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“คะ”
จากนั้นเธอก็ทอดสายตามองไปที่จิงคด้วยสายตาที่คาดหวังอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ชายหนุ่มไม่เข้าใจอะไรเลย
“ฉันต้องแนะนำตัวด้วยงั้นเหรอ?”
“ไม่เป็นไร” นานาเอลเอ่ยออกมาแบบตัดบทท่ามกลางความประหลาดใจของผู้คนภายในกลุ่ม
“นี่พวกคุณรู้จักกันมาก่อนแล้วเหรอครับ?” เซฟเฟอรัสเอ่ยถามออกมาทันที
“ประมาณนั้นคะ” นานาเอลยิ้มรับอย่างสุภาพ
“ว้าว แบบนี้ผมชักเริ่มอยากรู้ระดับทุนของจิงคแล้วสิ” เซฟเฟอรัสมองไปที่ชายหนุ่มอย่างสงสัย
“อย่าเลยดีกว่า เดี๋ยวจะขำกันไม่ออกกันพอดี” จิงคเอ่ยออกมาแบบตัดบท
ท่ามกลางสายตาที่สงสัยของทุกคนแต่ถึงกระนั้นก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะไม่คิดเลยว่าเขาได้ทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มเลยเพราะทุกปีทุนระดับนี้จะเลือกคนที่มีเพศเหมือนกันสี่คนเท่านั้นและไม่เคยมีปีไหนที่ทุนนี้เลือกเพศที่ไม่ใช่เพศเดียวกันเสียด้วย แถมปีนี้คนที่ได้ทุนรอยัลแพลตตินั่มก็อยู่ตรงหน้าเขาคนหนึ่งแน่ๆแล้วแถมยังเป็นผู้หญิงอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่ผู้ชายจะหลุดไปได้ทุนนั้นได้อีกแน่นอน
ไม่มีทาง
นั้นคือประโยคที่เกือบทุกคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะนี้คิด
“นี่นาย....” นานาเอลฉีกยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีที่เห็นแบบนั้น
สภาพที่เขาลำบากใจอึกอักแบบพูดอะไรไม่ออกจนหมดมาดของนักต้มตุ๋นจอมลวงโลก
“ขำมากนักหรือไง?” จิงคทำปากเป็นเชิงเอ่ยถามแต่ไม่ออกเสียง
แต่หญิงสาวกลับตอบกลับด้วยท่าทางที่เป็นเชิงตอบรับแบบไม่แคร์อะไรมากนักจนทำให้ชายหนุ่มหัวเสียน้อยๆ
“สักวันฉันจะเอาคืนสาสมเลย คอยดูสิ”
“ตามใจ ว่าแต่....” หญิงสาวทำท่าทางที่เหมือนจะถามอะไรต่อในขณะที่ทุกคนยังคงคุยประเด็นเรื่องระดับทุนของจิงคอยู่
“ไม่”
จิงคตอบสั้นๆอย่างได้ใจความด้วยความสงสัยที่ว่าทำไมหญิงสาวคนนี้ถึงอยากให้เขากลับไปนอนที่ห้องเดียวกับเธอเหลือเกินถึงยังไงเธอก็ไม่น่าอยากจะร่วมเตียงกับเขาแน่ๆ
แล้วทำไมเธอถึงถามแบบนั้นกันล่ะ?
-----------------------------------------------------------------------------------------------
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech