Jinx Pech

Ch.29 - Faccia alla realtà (เผชิญหน้ากับความจริง)



“วันนี้ฉันขอซักนิดนะ”
“แล้วมีใครมาห้ามงั้นเหรอ?”
“ก็ไม่น่าจะมีหรอกนะ ถ้ามีก็คงโดนฆ่าไปหมดแล้ว”
“พูดมาได้นะ”
“ก็แน่สิ ก็ฉันเป็นใครล่ะ?”
“จ้า รู้แล้วจ้าว่ายิ่งใหญ่”
“ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นซักหน่อยนะ”
“ก็บอกแล้วไงว่าแล้วมีใครมาห้ามงั้นเหรอ?”
“งั้นไม่เกรงใจแล้วนะ”
“ตามใจเลย อุ๊ย! แย่ล่ะสิ”
“หืม?”
“ตอนนี้อย่าพึ่งได้มั้ย”
“หา!!! มันสายไปแล้วล่ะ”
“เดี๋ยวสิ!”
เสียงสนทนาของชายหญิงคู่หนึ่งที่เลือนลางเหล่านั้นได้ปลุกให้จิงคที่อยู่ในความรู้สึกที่สลึมสลือต้องเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมามองภาพที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าของเขา
ภาพที่ทำให้เขาขำไม่ออก
เพราะภาพแรกที่เขาเห็นคือภาพของชายสวมหน้ากากที่กำลังเปลื้องผ้าเขาอยู่อย่างสนุกสนานพร้อมทั้งไล่นิ้วลูบไล้ไปทั่วกายของเขาอย่างสนุกมือแถมตอนที่เขาถูกลูบอยู่นั้นร่างนี้ก็เหมือนจะตอบสนองรับการกระตุ้นเร้านั้นเป็นอย่างดีเสียด้วย
“ไม่น้า.....!!!!!”
เขารีบยกมือผลักร่างของชายสวมหน้ากากนั้นทันทีด้วยสีหน้าแววตาที่รังเกียจเดียดฉันท์เป็นอย่างมาก แต่ก็แน่ล่ะถ้าจิงคไม่รังเกียจเขาก็คงไปอยู่กับไอ้ไดเต้ได้แล้ว
“รีอานี่เธอ...” ชายหนุ่มสวมหน้ากากสบถออกมาเบาๆก่อนที่เขาเปลี่ยนน้ำเสียงพูดออกมาว่า “นี่จิงคงั้นเหรอ?”
“ใช่แล้ว” เขาตอบกลับเสียงเครียดพร้อมทั้งรีบดึงเสื้อผ้าที่หลุดรุ่ยของเขาให้เข้าที่
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ เขาจะใช้คำว่าของเขาก็ไม่ได้หรอกนะเพราะนี้มันเป็นร่างของใครก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าเป็นหญิงสาวที่มีปีกและนมโตมากๆแต่ขนาดก็พอพอกับร่างเฮเลนของเขาล่ะนะ
“อ่านะ นายนี่ช่างชอบมาขัดจังหวะความสุขของฉันจริงๆเลยนะ” โครนอสเอ่ยออกมาอย่างเสียอารมณ์เป็นอย่างมาก
แต่อันที่จริงเขาก็พอจะเข้าใจอยู่ล่ะนะ เพราะถ้าเป็นเขาที่อกำลังยู่ในจังหวะที่เข้าด้ายเข้าเข็มแบบนั้นแล้วมีอะไรมาขัดจังหวะในช่วงอารมณ์ที่พีคสุดสุดนั้นแล้ว
เขาคงจะหัวเสียสุดๆจนอยากที่จะเล่นงานคนที่มาขัดจังหวะให้ตายไปเลย
“ที่จริงฉันก็ไม่อยากหรอกนะ แต่ฉันโดนลากมาน่ะ” จิงครีบเอ่ยแก้ตัวทันที
คำพูดนั้นทำให้โครนอสต้องเปลี่ยนน้ำเสียงออกมาเป็นเคร่งเครียดแต่มีรอยยิ้มปรากฏอยู่ที่มุมปากนั้นอย่างอารมณ์ดี
“งั้นเหรอ ถึงเวลาแล้วสินะ?” ชายสวมหน้ากากเอ่ยลั่นออกมาอย่างตื่นเต้นก่อนที่จะลดเสียงไปพูดกับตัวเองเบาๆจนจิงคไม่ได้ยินว่า “ให้ตายเถอะ ที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้มันมีผลไปถึงตอนนั้นจริงๆด้วยแสดงว่ามีแค่ฉันคนเดียวที่พลาดท่าสินะ แต่ก็น่าอยู่หรอกเมื่อคิดถึงเหตุที่น่าจะเป็นไปได้แล้ว....”
“เวลาอะไร?” จิงคขมวดคิ้วถามกลับเพื่อขัดบทพึมพำของชายสวมหน้ากาก
“ก็นะ”
โครนอสไม่ยอมพูดอะไรมากเพราะเขาเดินเข้ามาช่วยจิงคแต่งตัวให้เรียบร้อยซึ่งจิงคก็น้อมรับน้ำใจนั้นแต่โดยดี
“น่าเครียดดีเนอะที่ต้องมาอยู่ในร่างแบบนี้ ถ้าเป็นฉันฉันต้องคิดแบบนั้นแน่ๆ” ชายหนุ่มสวมหน้ากากพูดด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกเศร้าใจ
“หา?” เขาร้องออกมาอย่างสงสัยกับคำพูดของโครนอส
“นี่จิงคนายรู้เปล่า ว่าผู้หญิงที่นายอยู่ในร่างนี้คือใคร?”
“หืม? ก็นายเรียกเธอว่ารีอานี่นาก็น่าจะคือหญิงสาวที่ชื่อว่ารีอาสินะ” จิงคขมวดคิ้วตอบกลับไป
“มันก็ใช่ แต่คำถามของฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นที่ฉันถามก็คือรู้หรือเปล่าว่าเธอคนนี้คือใคร?” โครนอสยังคงเอ่ยถามย้ำพื่อให้จิงคเข้าใจความหมายของคำถามให้ตรงกัน
“เมียนายสินะ” จิงคเอ่ยตอบอย่างไม่คิดอะไรมาก
เพราะถ้าไม่ใช่คำตอบนี้ แต่เป็นคำตอบอื่นก็น่าจะเป็นกิ๊กที่ไม่ใช่ชู้แต่ถ้าเมียรู้ได้เป็นไทเกอร์ วู้ดแน่ๆ (ถึงฆาตแน่ๆ) สินะ ก็จากสภาพการกระทำที่เขากับเธอทำก่อนหน้านี้มันทำให้คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนี่นา
ไม่งั้นหลังจากนั้นความคิดเขาคงต่ำลงเรื่อยๆแน่นอน
“นี่นายไม่รู้จักชื่อรีอางั้นเหรอ?” โครนอสเอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจ
“ไม่เลยสักนิด” เขาตอบทันที
“แสดงว่าอนาคตไม่ได้มีชื่อเธอบันทึกไว้สินะ” พอรู้แบบนี้โครนอสยิ่งยิ้มออกอารมณ์เบิกบานขึ้นไปอีก
“ก็นะ แต่สำหรับนายแล้วนายดังมากเลยนะโครนอส”
“อ่านะ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่ นี่ฉันขอถามอะไรหน่อยสินายคิดยังไงกับโลกนี้งั้นเหรอ?” โครนอสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการมากขึ้น
“หมายความว่าไง?”
“ฉันแค่ถามความเห็นเท่านั้นเอง”
“นี่เป็นคำถามปกติของพวกจอมมารหรือจอมปิศาจเขาชอบถามกันงั้นเหรอ?” เขาเหล่ตามองโคนอสที่ยืนนิ่งอยู่ด้วยแววตาที่สงสัย แต่กระนั้นโครนอสกลับเลือกที่จะไม่ตอบอะไร
สงสัยว่าหมอนี้คงมีโรคประจำตัวชอบเป็นใบ้กะทันหันกระมั้ง
“ก็... ถ้าจะให้ฉันพูดล่ะนะ สำหรับฉันแล้วโลกนี้มันก็เป็นโลกที่ใช้ได้ล่ะนะ ถึงแม้ว่ามันจะแย่บ้างดีบ้างแต่มันก็ยังเป็นโลกโลกหนึ่งที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ ความคิดของฉันต่อโลกก็คงประมาณนี้” จิงคในร่างรีอาเอ่ยตอบ
“งั้นเหรอ ถ้าเป็นฉันสมัยก่อนฉันก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกันแหละนะ” โครนอสเอ่ยออกมาเสียงเรียบ
“สมัยก่อนงั้นเหรอ?” จิงคหรี่ตามองโครนอสอย่างสงสัยแต่ทว่าจู่จู่โครนอสก็เอ่ยตัดบทออกมาเสียก่อน
“ใช่แล้ว เอาล่ะ เวลามีไม่มากแล้วและฉันเองก็ขี้เกียจที่จะเก็บกดด้วยเดี๋ยวอารมณ์ที่ขึ้นๆอยู่ตอนนี้จะหายไปหมด เอาเป็นว่าฉันจะบอกนายก็แล้วกันถึงตัวตนของนาย...”
“ตัวตนของฉัน...” จิงคทวนคำอย่างประหลาดใจ
“ใช่ตัวตนของนาย”
คำพูดยืนยันนั้นเลยทำเอาใจจิงคหล่นไปอยู่ที่ตาตุ๋มทันทีราวกับเขาเป็นชายหนุ่มที่มีผลการเรียนที่แย่มากๆและกำลังต้องฟังคะแนนสอบก็ไม่ปาน
เอาเป็นว่าหักมุมหน่อยก็ดีนะอย่าเป็นไปตามที่เขาคิดเลย
“ได้เวลาที่นายต้องทำความรู้จักตัวเองเพื่อเผชิญหน้ากับความเป็นจริงได้แล้วนะจิงค”
ว่าจบโครนอสก็ถอดหน้ากากที่เขาสวมใส่นั้นออกต่อหน้าต่อตาจิงคที่ยืนตะลึงอย่างตกใจเป็นอย่างมากกับใบหน้าที่แท้จริงของจอมมารผู้ที่ได้ชื่อว่าร้ายที่สุดของโลกนี้
ใบหน้าที่แท้จริงที่น้อยคนนักจะได้เห็นมัน
ก่อนที่จะมันจะทำให้เขาต้องร้องครางออกมาอย่างหมดหวังเมื่อเขาได้เห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจนแล้ว
“มันไม่จริงใช่มั้ย....”
ถ้าเป็นแบบนี้เขาขอให้มันเป็นไปตามที่เขาคิดยังจะดีเสียกว่าอีก

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

ตูม!!!
เสียงระเบิดดังสนั่นตรงบริเวณทางเดินในอาคารเรียนที่เคยดูงดงามแห่งหนึ่ง แต่บัดนี้บริเวณแห่งนั้นมันได้ย่อยยับเพราะการต่อสู้ของสามสาวไปเสียหมดจนยากที่จะทำให้นึกสภาพที่ยังงดงามของสถานที่แห่งนี้ออกได้
“ท่าจะแย่แฮะ” นานาเอลในสภาพที่สุดโทรมเอ่ยออกมาอย่างลำบากใจกับสภาพที่เธอเป็นอยู่ในตอนนี้
แม้ว่าใครจะบอกว่าเธอและฟีอามีพลังที่อยู่ในระดับที่สูงมากๆจนเทียบกับเหล่าผู้อาวุโสทั้งห้าของอีทรูเดียน แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเธอกลับไม่สามารถแสดงศักยภาพนั้นออกมาได้เต็มที่เลยในหนนี้ ทั้งสภาพเหตุการณ์ที่จิงคอยู่ในที่แห่งนี้และสถานที่ที่ไม่อำนวย ประกอบกับคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับสูงเทียบเท่ากับเธอ มันเลยทำให้ทุกอย่างเกิดช่องโหว่และแย่ไปหมด
“เพราะไอ้หมอนั่นแท้ๆ ถ้าจบเรื่องนี้ได้เมื่อไรฉันจะเอารองเท้าตบหัวมันให้สลบไปสามวันเลยคอยดูสิ” นานาเอลพึมพำอย่างหัวเสีย
ก่อนที่เธอจะโถมตัวพุ่งไปข้างหน้าเพื่อหมายที่จะโจมตีอีคิดน่าอีกครั้ง แต่สุดท้ายผลลัพท์ที่ได้มันก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก เพราะเธอยังคงเข้าไม่ถึงตัวของหญิงสาวผู้ควบคุมตุ๊กตานั้นอยู่ดี หนำซ้ำยังโดนโจมตีสวนกลับจนทำให้เธอต้องได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีก
ทำไมกันนะ ทำไมเธอถึงต้องพยายามทำแบบนี้ด้วย ทั้งที่เรื่องพรรณนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เธอต้องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยแท้ๆ แล้วทำไมกันทำไมเธอถึงต้องพยายามอย่างรากเลือดเพื่อเรื่องพรรณนี้ด้วย
ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
เมื่อเธอหันไปมองทางฟีอาที่บัดนี้สร้างลูกไฟผสานกับสายลมเพื่อโจมตีใส่อีคิดน่าอย่างบ้าคลั่งแต่สุดท้ายพลังนั้นก็ไม่ถึงตัวอีคิดน่าอยู่ดีเพราะมันไปชะงักอยู่ที่ตัวตุ๊กตาของเธอเสียก่อนที่มันจะทำอันตรายตัวหญิงสาวผู้นั้นได้จนเริ่มทำให้ฟีอาหัวเสียขึ้นเรื่อยๆ
ภาพนั้นได้สะท้อนเข้ามาในความคิดของเธอ จะว่าไปเธอก็ไม่ได้ต่างจากฟีอาสินะที่คิดจะทำอะไรบ้าๆแบบนั้นเพียงเพราะเหตุผลเดียวเท่านั้น
เหตุผลที่เธอกับฟีอาน่าจะคิดเหมือนกัน
“เพราะวันนั้นและกระจกนั้นสินะ?” นานาเอลพึมพำออกมาเบาๆ
“พลังของพวก ‘คาทีน่า’  เนี้ยมีแค่นี้เองงั้นเหรอ?”
อีคิดน่าตะโกนลั่นอย่างเย้ยหยันจนทำให้หญิงสาวทั้งสองคนต้องปั้นหน้าเครียดออกมาอย่างบอกไม่ถูกกับประโยคดูถูกคำโตนั้น
ถ้าไม่มีจิงคอยู่ตรงนั้นและที่แห่งนี้ไม่ใช่ในตัวอาคารเรียนแล้วป่านนี้ศัตรูผู้นี้คงไม่คณามือพวกเธอหรอก หญิงสาวที่ถูกเหยียดหยามด้วยคำพูดทั้งสองได้คิดแก้ตัวในใจอย่างทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะครั้นจะเถียงไปสภาพเหตุการณ์ในตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เธอเถียงขึ้นได้เลย
ไอ้จิงคบ้าเอย.... ความผิดนายทั้งนั้นเลย
“ถ้ามีฝีมือแค่นี้ก็เตรียมพินาศไปได้แล้ว” อีคิดน่าตะโกนลั่น
ก่อนที่เธอจะส่งตุ๊กตามาเฟียตัวกลมปุ๊กลุ๊กน่ารักที่ดูไร้อานุภาพนอกจากความรู้สึกที่ทำให้คนหลายคนเห็นแล้วอยากเข้าไปกอดเข้าหาหญิงสาวทั้งสองที่เป็นคู่ต่อสู้ของพวกเธอทันทีเพื่อหมายจะให้การต่อสู้นี้จบสิ้น
“ส่งไอ้ตุ๊กตาตัวเล็กพรรณนั้นมาทำไมล่ะเนี้ย” ฟีอาปรามาสอย่างไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“เดี๋ยวก็รู้ว่าประโยคที่ว่าจิ๋วแต่แจ๋วมันเป็นยังไง” อีคิดน่าเอ่ยเถียง
ก่อนที่ฟีอาจะวาดแขนเพื่อสร้างหมุดน้ำแข็งเข้าโจมตีตุ๊กตามาเฟียตัวน่ารักนั้นทันที แต่ทว่าผลที่ตอบกลับมามันทำให้เธอต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะจู่จู่หมุดน้ำแข็งที่เธอสร้างได้แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เมื่อตุ๊กตาตัวนั้นยกแขนที่ถือปืนเล็งยิงใส่หมุดน้ำแข็งของฟีอา เท่านั้นยังไม่พออานุภาพของการยิงครั้งนั้นยังทำเอาฟีอาที่ยืนอยู่หลังพลังหมุดน้ำแข็งของเธอถึงกลับต้องกระเด็นไปไกลด้วยแรงผลักมหาศาลราวกับลมกระโชกยามที่โลกจะสูญสิ้นก็ไม่ปาน
“โอ๊ย!!!” ฟีอาร้องลั่นออกมาหลังจากที่ร่างของเธอกลิ้งไปกระทบพื้นหลายรอบ
“ฟีอา!!!” ส่วนนานาเอลร้องลั่นอย่างตกใจกับสภาพที่เกิดขึ้น
แต่ทว่าเพราะอย่างนั้นเลยทำให้ความระมัดระวังตัวของเธอลดลงไปมากมายจนเปิดช่องว่างให้อีคิดน่าส่งตุ๊กตาหมีน่ารักตัวยักษ์น่าหยิกเข้ามาโจมตีใส่นานาเอลจนเธอต้องเสียหลักล้มกลิ้งไปอีกคนแบบหมดสภาพ
ช่างเป็นนรกในปุยนุ่นเสียจริง
“ท่าทางจะแย่เลยนะ” อีคิดน่าเอ่ยออกมาเสียงเย็นกับสภาพที่หมดทางสู้ของหญิงสาวทั้งสอง “เอาเป็นว่ายังไงซะฉันก็ขอจัดการให้สิ้นซากก่อนก็แล้วกันเพื่อไม่ให้เธอมาขวางทางฉันทีหลัง เพราะฉะนั้นอโหสิเถอะนะ”
จากนั้นอีคิดน่าก็ยกแขนขึ้นทันทีเพื่อเตรียมการเผด็จศึกหญิงสาวทั้งสอง แต่กระนั้นเธอกลับต้องชะงักงันอย่างตกใจเป็นอย่างมากเมื่อจู่จู่เธอก็รู้สึกถึงรังสีคุกคามมหาศาลที่มันถูกแผ่มาทางเธออย่างไม่มีการปิดบังไว้เลยแม้แต่น้อยจนทำให้ให้อีคิดน่าต้องขนลุกซู่
“ให้ตายเถอะแบบนี้ท่าจะไม่ดีแล้วสิ”
ร่างของอีคิดน่ารีบถีบตัวถอยห่างออกจากฟีอาและนานาเอลพร้อมทั้งรีบไปยืนข้างร่างที่ลอยคว้างของจิงคทันที เพราะรังสีคุกคามนั้นมันได้เข้าใกล้เธอมาเรื่อยๆจากทางด้านหลังของพวกนานาเอล
“บ้าชะมัด เวลาแบบนี้ยังมีตัวช่วยโผล่มาเสียได้” เธอปั้นหน้าไม่ออกเมื่อเห็นบุคคลที่แผ่รังสีคุกคามนั้นเดินมาถึงที่แห่งนี้แล้ว
เพราะหญิงสาวคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเรธิเซียนั้นเอง
โดยตอนนี้ตัวเธอนั้นได้ก้าวเท้าเดินมาอย่างองอาจอันที่จริงจะบอกว่าน่าเกรงขามเลยก็ว่าได้เพราะบรรยากาศรอบตัวที่เธอแผ่ออกมาอยู่ในตอนนี้นั้นมันให้ความรู้สึกแบบนั้นจริงๆโดยมีหญิงสาวร่างเล็กนามว่าไดอาน่าเดินตามอยู่ห่างๆแบบทิ้งระยะห่างซะน่ากลัว
“แหม... นี่มันอะไรกันนักศึกษาทุนโดนนักศึกษาสายวิชาการอัดซะเละแบบนี้ ท่าทางว่าการคัดเลือกนักศึกษาทุนของสถาบันแหง่นี้คงต้องจัดวิธีการคัดเลือกเสียใหม่ได้แล้วมั้งเนี้ย” เรธิเซียเอ่ยออกมาเสียงเย็นพร้อมกับร่างของนานาเอลและฟีอาที่บัดนี้โดดลุกจากพื้นเพื่อหาที่หลบหญิงสาวผมดำยาวสลวยผู้นี้ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองโดยฉับพลันแบบไม่ค่อยมีเหตุผล
หรือบางทีอาจจะมีก็ได้ล่ะมั้ง
“ให้ตายเถอะ ฉันมาช่วยแท้ๆแต่ละคนยังจะมาทำท่าทางแบบนี้ฉันล่ะน้อยใจจริงๆ” เรธิเซียเอ่ยออกมาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจน้อยๆกับสภาพแบบนี้
“มันช่วยไม่ได้นี่คะก็พวกหนูมันมีปัญหาเล็กน้อย ไม่สิ ปัญหาใหญ่กับกลิ่นอายเวทที่ติดอยู่กับคุณนี่คะ” นานาเอลรีบเอ่ยท้วงขึ้นมาทันที
“กลิ่นอายเวท?” เรธิเซียเอียงคอมองนานาเอลอย่างสงสัย
“ใช่คะ กลิ่นอายเวทของไซรินซ์ นิมฟ์ ไม่สิตอนนี้เธอใช้นามสกุลเซราฟีนผู้เป็นแม่ของหนูเองนี่คะ”
ว่าจบทั้งกลุ่มสามสาวก็ขนลุกซู่ทันทีกับชื่อที่นานาเอลพึ่งเอ่ยไป ท่าทางว่าความทรงจำระหว่างไซรินซ์กับพวกเธอทั้งสามนั้นคงไม่ใช่ความทรงจำที่น่าประทับใจสำหรับลูกสาวและเหล่าเพื่อนของลูกสาวแน่นอนแต่เรธิเซียก็พอจะเข้าใจอยู่เพราะเธอก็รู้จักคนที่ชื่อไซรินซ์อยู่พอสมควร
ว่าเธอนั้นน่ากลัวกว่าพวกแม่มดเบียทริซเสียอีก
“ฉันก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไม เอาเป็นว่าฉันจะพยายามหลบเลี่ยงพวกเธอให้มากที่สุดก็แล้วกันในระหว่างที่ฉันจัดการพวกตุ๊กตานี้ให้แล้วพวกเธอไปช่วยคุณพีซซะ”
ว่าจบเรธิเซียก็สะบัดมือใส่อีคิดน่าทันทีพร้อมทั้งปล่อยคลื่นพลังกระแทกออกมาเป็นแนวตรงที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจุลจนทำให้อีคิดน่าไม่กล้ารับพลังนั้นโดยตรง เธอจึงจำต้องโดดหลบออกข้างไป ท่ามกลางความพินาศที่เกิดขึ้นเป็นทางยาว
“แบบนี้ฉันก็แย่สิคะ อย่าโกงกันได้ไหมคะ” อีคิดน่าตะโกนทักท้วงเสียงหลงเมื่อเห็นสภาพในตอนนี้
“หมายความว่ายังไงงั้นเหรอ?” เรธิเซียเอ่ยถามแบบไม่คิดอะไร
“ก็คุณน่ะ ไม่น่าจะเข้าข้างฝ่ายใดไม่ใช่หรือไงคะ”
“หืม? ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”
“ก็แน่ล่ะคะ ก็ถ้าร่างแยกของพระเจ้าอย่างคุณเกิดเลือกข้างแล้วทางพวกฉันจะไปสรรหาอะไรมาต่อต้านได้คะ แถมยังในตอนที่หัวหน้าของพวกฉันยังไม่ตื่นเต็มที่แบบนี้อีก อย่างนี้พวกฉันก็แพ้แน่นอนสิคะ” อีคิดน่าเอ่ยตอบหน้าเครียด
“แต่จุดประสงค์ของพวกเธอก็เพื่อโค่นล้มพวกฉันอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ยังไงซะสักวันเราก็ต้องสู้กันอยู่ดีแล้วการที่ฉันเลือกที่จะเป็นศัตรูกับพวกเธอตอนนี้มันผิดมากนักหรือไง” เรธิเซียเอ่ยเถียง
“แต่อย่างน้อยก็ขอให้พวกฉันได้เตรียมตัวบ้างสิคะ”
“แบบนั้นทางฉันก็แย่นะสิ”
“แหม... เป็นถึงร่างแยกของพระเจ้ามีคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ด้วยเหรอคะ”
“โทษทีถึงจะว่ากันอย่างนั้นแต่พวกฉันก็ไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริงหรอกนะ”
“หมายความว่าไงคะ”
“เอาเป็นว่าถ้าเธอคิดจะต่อต้านผู้สร้างโลกนี้จริงๆฉันแนะนำเลยว่าให้เธอเดินทางข้ามมิติไปอีกโลกหนึ่งเลยจะดีกว่าล่ะนะ เพราะถึงแม้ว่าฉันจะเป็นคนสร้างโลกนี้ขึ้นมาจริงๆ แต่คนที่สร้างฉันมาก่อนมันก็มีอยู่และคนคนนั้นแหละคือพระเจ้าที่แท้จริง”
“พูดแบบนี้ตั้งใจจะทำให้ดิฉันสับสนสินะคะคุณเรธิเซีย ไม่สิ หนึ่งในสี่เทวทูตผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ควบคุมกาลเวลา’ ท่านรีเซียน่า’”
ว่าจบเธอก็ซัดตุ๊กตานับสิบตัวใส่เรธิเซียทันทีด้วยสีหน้าแววตาที่ชิงชังกับนามและรูปลักษณ์นั้นของเธอผู้นี้ รูปลักษณ์ของหญิงสาวผู้งดงามที่ได้ชื่อว่าเป็นร่างแยกของพระเจ้าที่สร้างโลกนี้ขึ้นมา
โลกที่เหลวแหลกไม่มีอะไรดีในสายตาของพวกเธอ
“ถึงแม้จะรู้ว่าไม่มีความหมายและความหวังแต่พวกเราก็มีตัวตนขึ้นมาเพื่อทำให้คุณจบสิ้นเท่านั้น เพราะเป้าหมายของพวกเราคือการทำลายพระเจ้า!!!”

◊◊◊◊◊◊◊◊◊

“มันไม่จริงใช่มั้ย... นี่นายกำลังล้อเล่นอยู่ใช่หรือเปล่า เรื่องพรรณนี้มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน”
จิงคในร่างหญิงสาวที่ชื่อว่ารีอากำลังเอ่ยออกมาราวกับต้องการปฎิเสธโลกทั้งใบก็ไม่ปาน เมื่อภาพที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าของเขาในตอนนี้มันทำให้เขาทำใจยอมรับไม่ได้เป็นที่สุด
ไม่สิ เขาไม่สามารถทำใจให้ยอมรับได้ต่างหากล่ะกับเรื่องพรรณนี้
เมื่อใบหน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากากที่จอมมารชื่อโครนอสเผยให้เขาเห็นนั้นมันคือใบหน้าของชายหนุ่มที่เขารู้จักดีเป็นอย่างมาก ใบหน้าที่เขาคุ้นตาทุกครั้งที่มองไปที่กระจกตอนที่ตื่นนอนในร่างผู้ชาย ใบหน้าของเขาตอนที่ไม่สวมแว่นตาและขยี้หัวผมให้ยุ่งจนกระเซิงเกินไป
“เป็นไปไม่ได้”
“แต่มันเป็นไปแล้วและนี่คือสิ่งที่นายต้องยอมรับให้ได้ด้วยว่านายไม่ใช่คนธรรมดาหรือแม้กระทั่งวีรบุรุษที่จะกอบกู้โลกนี้ให้รุ่งเรืองได้เพราะนายคือจอมมารที่ถูกขนานนามว่าโหดเหี้ยมและร้ายกาจที่สุดที่หมายจะทำให้โลกนี้ดับสูญ ไม่สิ หมายที่จะฆ่าพระเจ้าที่สร้างโลกนี้เพื่อสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาต่างหาก ผู้นำของเหล่า ‘เทวัญตกสวรรค์’ กองกำลังล่าเทวทูตที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดที่มีนามว่า ‘โครนอส โพรมีเธียส’”
“ไม่จริง ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด ฉันจะไปเป็นนายได้ยังไงกัน” จิงคพยายามปฏิเสธแบบหลังชนฝาค้านสุดฤทธิ์กับสิ่งที่โครนอสได้เอื้อนเอ่ยออกมา
มันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
ก็เขาเป็นแค่เด็กหนุ่มนักต้มตุ๋นธรรมดาที่ไม่มีอะไรเลย ทั้งความสามารถทางด้านเวทมนตร์และการต่อสู้ จะเก่งก็เพียงแค่เรื่องเรียนและโกหกตอแหลคนไปวันวันเท่านั้น แถมแค่ได้เห็นคนตายเขาก็แทบจะอ้วกออกมาแล้ว
เพราะฉะนั้นเขาไม่อาจที่จะเป็นจอมมารผู้มากความสามารถและโหดเหี้ยมผู้นี้ได้หรอก
“เป็นไปได้สิ ก็เพราะฉันคือหนึ่งในสอง ‘ราชันย์แห่งโลก’ ผู้ไร้ซึ่งชีวาวายที่ถูกสร้างโดย ‘เอรีซ’ ยังไงล่ะ เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่มีวันเสื่อมสลายตราบใดที่ ‘เอรีซ’ ไม่ปรารถนาและตอนนี้ก็ไม่มีสิ่งเรียกว่า ‘เอรีซ’ อีกต่อไปแล้วเสียด้วยจะคงเหลือก็เพียงแต่เทวทูตผู้ยิ่งใหญ่ที่มีพลังแยกแต่ละส่วนของ ‘เอรีซ’ มาก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่สามารถที่จะเสื่อมสลายได้อีกแล้วและไม่มีสามารถมีใครฆ่าฉันได้ด้วย สิ่งที่พวกนั้นทำได้มีเพียงแค่แยกร่างกับวิญญาณฉันและพลังของฉันเพื่อสะกดฉันไว้เท่านั้น และนั้นคงเป็นสิ่งที่ฉันกำลังจะโดนกระทำหลังจากนี้ซึ่งก็ไม่รู้เมื่อไรเสียด้วย เพราะฉะนั้นนายถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงล่ะ” โครนอสอธิบายเสียงเครียด
“แบบนี้มันก็ไม่ต่างกับเทวทูตเลยนะสิ”
“ใช่ ฉันกับเทวทูตแทบจะไม่แตกต่างกันเลย”
“นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ”
“ใช่ มันเป็นเรื่องที่บ้าชัดๆ แต่นายเองก็เป็นตัวเอกของเรื่องบ้าๆนี้ด้วยนะจิงค”
“ไม่ ฉันไม่ใช่”
จิงคไม่อาจยอมรับได้กับคำพูดประโยคนี้ เพราะมันเป็นคำพูดที่พยายามจะลากเขาไปสู่วังวนที่เป็นนรกในความคิดของเขา
วังวนนรกที่ทำให้เขาต้องทนทุกข์
“นี่จิงคถึงนายจะปฏิเสธยังไง แต่ความจริงมันก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี เพราะฉะนั้นนายไม่มีทางหนีมันได้พ้นหรอก”
“ไม่จริง” จิงคยกมือขึ้นมาอุดหูพร้อมทั้งหลับตาแน่นอย่างไม่อยากที่จะรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว
“ได้เวลาที่จะตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วนะจิงคและคราวนี้ก็ได้เวลาที่นายต้องทำความปรารถนาของนายเองให้บรรลุเสียที”
“ความปรารถนาของฉันงั้นเหรอ?” จิงคคลายมือจากใบหูพร้อมทั้งลืมตามองโครนอส
“ใช่ความปรารถนาที่ต้องการทำลายพระเจ้าล่าเทวทูตเพื่อสร้างโลกใบใหม่ยังไงล่ะ”
“ไม่ใช่ ความปรารถนาของฉันไม่ได้เป็นแบบนั้น ความปรารถนาที่ต้องสังเวยด้วยผู้คนมากมายแบบนั้นไม่มีทางที่ฉันจะต้องการหรอก เพราะความปรารถนาของฉันก็คือการใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายโดยไม่มีเรื่องอะไรมากวนใจก็เท่านั้นเอง”
“ไม่มีทางที่นายจะเป็นแบบนั้นได้หรอกตราบใดที่นายยังมีพลังนี้ ไม่สิ ตราบใดที่นายยังเป็นฉันอยู่”
“เป็นได้สิ เพราะฉันไม่ใช่นาย” จิงคยังคงเถียงต่ออย่างไม่ยอมแพ้
“ถ้างั้นก็ช่วยทำให้ดูหน่อยสิ ถ้าคิดว่าทำได้ล่ะนะ”
ว่าจบโครนอสก็โน้มตัวจูบปากกับจิงคในร่างรีอาทันทีท่ามกลางความแตกตื่นที่ไม่อาจขัดขืนได้ของจิงค ก่อนที่สติของเขาจะเริ่มเลือนลางลงพร้อมกับภาพของเหตุการณ์ต่างมากมายที่ผุดเข้ามาในความคิดของเขาอย่างควบคุมไม่ได้
ที่สำคัญมันยังมีความรู้แหวะๆปนมาด้วย
เพราะเขากำลังจูบกับผู้ชายอยู่นี่หว่า!!!!
ถึงจะเครียดเพราะเรื่องที่ได้รับรู้มาเพียงใดแต่เจอแบบนี้แล้วความรู้สึกต่างๆของเขามันก็เริ่มเปลี่ยนไปกะทันหันเลย เพราะไอ้ความรู้สึกที่แย่ๆนั้นมันกลับกลายเป็นความรู้สึกอื่นที่ชัดเจนที่สุดในความคิดของเขา
อยากจะอ้วกเป็นบ้าเลย.....

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*

ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech