Jinx Pech
Ch.2 - Camera da letto (ห้องนอน)
Capitoro II
Camera da letto (ห้องนอน)
“ให้ตายเถอะ ทั้งที่ตัวเองก็เป็นแบบนี้แท้ๆ แต่ทำไมถึงยังทำอะไรบ้าๆแบบนี้อีก นี่ฉัน.....”
เสียงบ่นงึมงำที่เลือนลางของใครบางคนได้ปลุกให้เขาตื่นจากนิทราอันแสนหวานที่ว่าเขากำลังอยู่ในดินแดนมาชเมลโลว์สีเนื้อนวลที่นุ่มนิ่มแถมยังมีพุดดิ้งสีชมพูอยู่ตรงกลางยอด
“บ่นอะไรของเธอเนี้ย...”
จิงซ์ในสภาพของชายหนุ่มสวมแว่นเส็งเคร็งมาดเซ่อผมยุ่งราวกับรังนกเพราะฮู้ดที่เขาใส่ประจำได้ถูกถอดออกไปที่ได้สติเต็มที่หันมองไปที่ใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังเล่นกระจกพกบานเล็กที่นั่งอยู่ข้างเตียงสุดหรูที่ใหญ่ขนาดคิงไซส์ที่เขานอนอยู่ในตอนนี้
“ฟื้นแล้วงั้นเหรอ?”
“นี่เธอ ฉันว่าคำแรกที่เธอควรพูดออกมาคือคำว่าขอโทษมากกว่านะ”
“แล้วทำไมฉันต้องพูดล่ะ?” หญิงสาวแสร้งตีหน้าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“ก็ที่ฉันต้องมานอนอยู่บนเตียงตอนนี้ก็เพราะเธอนั้นแหละ” จิงซ์เอ่ยสวนแบบไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ทั้งที่ยศฐาบรรดาศักดิ์ของหญิงสาวผู้นี้ก็อยู่ในระดับที่เรียกว่าสูงทุกด้าน ทั้งด้านฐานะการเงิน ชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ชื่อเสียงในวงสังคม แถมหน้าตารูปร่างก็ยังดีอีก แต่ไหงนิสัยถึงเป็นอย่างนี้ได้หว่าไม่เข้าใจเลย
ไม่สิ จู่จู่นิสัยก็เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนหน้านี้ไปเลยดีกว่า
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี้ย?
“อ๋อเหรอ แต่นั้นนายผิดเองนี่นาที่นายกำลังจะเลือกหม้อสาวแบบไม่ดูหน้าดูตา”
“นี่บอกกันตามตรงเลยนะฉันดูแล้วไม่งั้นฉันคง อุ๊บ!” จิงคตั้งท่าจะเถียงแต่ทว่าหมอนข้างสีขาวที่วางอยู่ข้างตัวของตัวเขาดันลอยเข้ามากระแทกใบหน้าเขาเสียก่อน
“ให้ตายเถอะ นี่นายไม่รู้เลยหรือไงว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
“แล้วเธอคนนั้นเป็นใครล่ะ?” จิงคเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจมากนัก
“นายนี่นะ นายรู้ใช่หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร?”
คำถามนั้นทำให้จิงคต้องหันไปมองหญิงสาวผมสีบลอนด์ที่ถูกเกล้าไว้เป็นอย่างดีที่มีหน้าตาและรูปร่างในระดับที่เรียกว่าไร้ที่ตินั้นอย่างสนใจ
“นานาเอล เซราฟีน หรือหญิงสาวผู้ที่ถูกเรียกขานในนาม ‘เทพธิดาแห่งอีทรูเดียน’ หญิงสาววัยรุ่นอายุสิบเจ็ดปี ผู้ซึ่งเป็นว่าที่ผู้นำตระกูล “เซราฟีน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของโลกนี้คนต่อไป ว่ากันว่าเธอมากไปด้วยความสามารถทั้งเรื่องความรู้ การต่อสู้ และเวทมนตร์ที่แกร่งกล้าจนถึงขั้นยกเอาไปเทียบกับพวกผู้อาวุโสทั้งห้าแห่งอีทรูเดียนได้เลย นั้นคือตัวเธอใช่มั้ย?” จิงคเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
“รู้ดีนี่นา” นานาเอลเอ่ยออกมาอย่างสนใจกับคำตอบนั้น
“ก็เพราะฉันรู้ว่าเธอเป็นใครยังไงล่ะ เมื่อวานนี้ฉันถึงวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย ให้ตายเถอะ ฉันนึกว่าตระกูลเซราฟีนจะโมโหเพราะเรื่องนั้นจนถึงขั้นส่งว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไปมาตามจับฉันซะอีก” จิงคพึมพำออกมาเบาๆ
“หืม? นี่นายไปสร้างวีรกรรมอะไรไว้กับคนในตระกูลของฉันงั้นเหรอ?” นานาเอลเอียงคอถามอย่างสงสัย
“เธอไม่รู้งั้นเหรอ?” จิงคเอ่ยถามออกมาอย่างประหลาดใจ
“ก็นะ แล้วนายไปทำอะไรไว้ล่ะ?” นานาเอลเอ่ยตอบเสียงใสด้วยสีหน้าที่ไร้การบ่งบอกว่าเธอกำลังโกหกกับคำพูดของเธอเมื่อครู่นี้
“เอาเป็นว่าเธอไปลองถามพ่อของเธอเอาเองก็แล้วกัน ฉันไม่อยากพูดถึงน่ะ” จิงคเอ่ยแบบตัดบทพร้อมกับฉีกยิ้มหน้าทะเล้น
“ท่าทางจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากเลยสินะ?” นานาเอลเอ่ยออกมาอย่างพอจะเดาได้
“ฉันเป็นนักต้มตุ๋นนะเธอก็รู้”
“อ่านะ ฉันเข้าใจ เอาไว้มีคำสั่งมาจากครอบครัวฉันเมื่อไรค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน”
“เอาเป็นว่าถึงตอนนั้นฉันจะโชว์สกิลหนีสุดยิดให้ดูอีกก็แล้วกัน”
“อ่านะ จะรอดูก็แล้วกัน” นานาเอลอมยิ้มน้อยๆกับคำพูดนั้นของจิงค
แต่ก็นะ สกิลหนีสุดยิดของจิงคมันเป็นอะไรที่ขำขันมากเลยนี่นา ขนาดวันนั้นที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะเธอแค่วิ่งตามไปเฉยๆ ชายหนุ่มยังแพ้ภัยตัวเองได้ซะขนาดนั้น ถ้าเขาคิดจะโชว์อีกรอบจริงสงสัยเธอคงต้องเตรียมเตียงในโรงพยาบาลไว้ให้เขาเสียก่อนแล้วล่ะมั้ง
ไม่ก็จองโลงไว้ให้เขาเลยน่าจะดีกว่า
“ว่าแต่ที่นี่ที่ไหนงั้นเหรอ?”
จิงคกวาดสายตามองไปรอบๆห้องที่ดูหรูหราในตอนนี้อย่างตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เพราะตอนแรกที่ตื่นมาเขานึกว่าเขาอยู่ในห้องพยาบาลมาตลอดจนกระทั่งเขาสังเกตเห็นสิ่งที่แปลกตาตั้งตระหง่านอยู่ที่มุมห้องนั้นคือตู้เสื้อผ้ากับโต๊ะเครื่องแป้งที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางของหญิงสาวเป็นจำนวนมาก
“ห้องนอนในหอพักของพวกเรายังไงล่ะ”
“ห้องนอนในหอพักของพวกเรางั้นเหรอ?” จิงคเอ่ยทวนคำอย่างสนใจก่อนที่เขาจะสะดุดใจถึงอะไรบางอย่าง
“หมายความว่าไงที่ว่าห้องนอนในหอพักของพวกเราน่ะ?”
“ก็หมายความว่าห้องนอนในหอพักของพวกเรานั้นแหละ” หญิงสาวเอียงคอตอบอย่างสงสัยว่าเหตุไฉนชายหนุ่มถึงถามคำถามแบบนี้กับเธอ
“หา?”
“นี่นายงงอะไรของนายน่ะ?”
“ฉันงงกับการใช้คำศัพท์ของเธอนั้นแหละ สรุปว่าที่นี่คือห้องของเธอที่เป็นส่วนที่พักของผู้หญิงสินะ” จิงคพยายามพูดให้เรื่องราวเข้าใจง่ายขึ้นกว่านี้
“เปล่านิ ที่นี่คือห้องนอนของพวกเราและเตียงที่นายนอนอยู่ก็เตียงของพวกเราชัดเจนดีหรือยัง” นานาเอลพูดออกมาด้วยท่าทางที่ชัดเจนมากกว่าเดิมจนทำให้จิงคต้องขมวดคิ้วน้อยๆ
“อะไรนะ!!!?”
“นักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มสี่คนในแต่ละระดับชั้นปีการศึกษาของสถาบันแห่งนี้จะได้อยู่ในหอพักที่แยกต่างหากจากนักศึกษาธรรมดาที่เป็นห้องชุดสุดหรูชั้นเลิศที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างพร้อมโดยไม่มีการแบ่งแยกห้องชายหญิง ทีนี้เข้าใจหรือยัง?” นานาเอลอธิบายให้จิงคฟังด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการมากยิ่งขึ้นหลังจากเห็นจิงคทำหน้าสงสัยอย่างนั้น
“งั้นเหรอ หืม.... สรุปก็คือฉันกับเธอต้องนอนห้องเดียวกันสินะ” จิงคพยักหน้าอย่างพอจะเข้าใจคำพูดของนานาเอล
“และก็เตียงเดียวกันด้วยหรือว่านายจะคิดนอนเตียงใหญ่ๆแบบนี้คนเดียวหรือไง?”
“นั้นสินะเปลืองเนื้อที่ตาย.... ไม่ใช่แล้วโว้ยยยยย!!!!!!!”
คราวนี้จิงคตะโกนลั่นออกมาอย่างควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่จนนานาเอลต้องยกมือขึ้นปิดหูขึ้นมาทันที
“อะไรของนายอีกเนี้ย?”
“นี่เธอจะบอกว่าฉันต้องนอนห้องเดียวและเตียงเดียวกับเธองั้นเหรอ?”
“ใช่”
“แล้วไอ้เตียงข้างๆนั้นล่ะ?”
จิงคยกมือชี้ไปที่เตียงนอนในรูปแบบเดียวกันที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากเตียงเขามากนักทันที
“อ๋อ นั้นของสองคนที่เหลือน่ะ รู้สึกว่าจะเป็นผู้หญิงทั้งคู่”
“หา? นี่ฉันต้องนอนอยู่ในห้องเดียวกับผู้หญิงถึงสามคนเลยงั้นเหรอ?” จิงคเอ่ยออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“นี่นายไม่รู้อะไรเลยงั้นเหรอ?”
“ใช่เลยล่ะ ฉันไม่รู้อะไรเลยกับเรื่องบ้าๆแบบนี้”
“เอาน่า นายไม่มีอะไรเสียหายซักหน่อยนี่นา”
“นี่เธอ....” จิงคกับฟันกรอดๆกับท่าทีที่ไม่คิดอะไรมากของนานาเอลในตอนนี้
“นี่นาย ถึงนายจะนอนกับฉันนายก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่นา ถึงฉันจะถือก็เถอะ” นานาเอลพูดแบบตัดบท
“ถึงเธอจะถืองั้นเหรอ?”
“ใช่ ฉันถือ”
“นั้นน่ะนะ ท่าทางของคนถือ” ชายหนุ่มชี้หน้าหญิงสาวอย่างหลุดมาดไปพอสมควร
“ก็นะ ฉันถือจริงๆนะ เพียงแต่ถ้าไม่มีทางเลือกฉันก็วางลงได้”
“อ๋อเหรอ”
“นี่มันเป็นกฎของสถาบันนะ”
“แล้วไง ให้ตายเถอะ ฉันไม่เข้าใจเธอเลยจริงๆว่าเธอคิดบ้าอะไรของเธออยู่กันแน่ ตอนฉันจะขอจูบ เธอกลับขว้างรองเท้าใส่ แต่พอต้องนอนด้วยกันบนเตียงเดียวกันเธอกลับไม่คิดอะไรเลยงั้นเหรอ?” จิงคเอ่ยสวนแบบหัวเสีย
“ฉันคิดนะ” นานาเอลเถียงหน้าเครียด
“งั้นเธอคิดก็หาทางประท้วงหน่อยสิ มีอย่างที่ไหนให้ชายหญิงวัยรุ่นนอนพักห้องเดียวกันแบบนี้ แถมยังต้องนอนเตียงเดียวกันอีก มันบ้าไปแล้ว”
“ก็กรณีนี้พึ่งเกิดขึ้นเป็นเคสแรกนี่นา”
“หา?”
“นายเคยรู้มั้ยว่าบุคคลที่ถูกเลือกมาอยู่ในระดับทุนรอยัลแพลตตินั่มส่วนใหญ่มักจะเป็นเพศเดียวกันมาตลอด” นานาเอลอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์เคร่งเครียด
“ไม่รู้”
“งั้นก็รู้ไว้ซะ อย่างเมื่อปีที่แล้วก็เป็นหญิงล้วนทั้งสี่คนและปีก่อนหน้านั้นก็เป็นชายล้วนทั้งสี่คนส่วนปีก่อนหน้านั้นอีกก็เป็นหญิงล้วนทั้งสี่คน ตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันมาสิบแปดปีไม่เคยมีปีไหนเลยที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน”
“แล้วมันยังไงกันล่ะ?”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เครียดที่ต้องมานอนกับนายหรอกนะ แต่ว่าในฐานะที่ฉันเป็นลูกสาวของผู้อำนวยการและดำรงตำแหน่งรักษาผู้อำนวยการของสถาบันแห่งนี้นั้น กฎก็ต้องเป็นกฎ เพราะฉะนั้น....”
“งั้นเหรอ แล้ว...”
“ย้ายห้องก็ไม่ได้และที่นี่ก็เป็นสถาบันที่ต้องให้นักศึกษานอนในตัวสถาบันเท่านั้นแถมการที่จะให้นายไปนอนพื้นมันก็คงทรมานสำหรับนายเกินไปอีกและฉันก็ไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาพักที่นี่อีกสองคนเขาคิดยังไง เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเตียงนี้ก็เลยต้องเป็นเตียงของฉันกับเตียงของนายยังไงล่ะ”
“เอาจริงดิ” จิงคเอ่ยออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูว่านานาเอลจะเอ่ยออกมาแบบนี้
“ก็ฉันไม่มีทางเลือกนี่นา”
“แล้วไม่กลัวว่า...”
“ฉันมีวิธีป้องกันตัวของฉันก็แล้วกัน”
“หา?”
“รับรองได้เลยว่าคนกระล่อนอย่างนายหมดสิทธิ์ที่จะทำอะไรฉันแน่ๆ”
“น่าสนุกดีนี่นาแบบนี้ก็น่าลองดูสักตั้งกำไรเห็นๆ” จิงคฉีกยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี
“อ่านะ”
นานาเอลยิ้มตอบกลับด้วยรอยยิ้มและสีหน้าที่เต็มไปด้วยแผนการของเธอ
ว่าแต่เข้าใจแล้วว่าไอ้หมอนั้นมันอิจฉาเรื่องอะไรกัน
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
“คลิโอดิน่า ดิเอเมรัลด์ หญิงสาวคนดังที่ถูกเรียกว่าเจ้าหญิงแห่งโลกนี้นี่นะ พวก ‘เชื้อพระวงศ์’ ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็น ‘ว่าที่ราชินีของโลก’ สินะ ก็เพราะเธอคนนั้นเป็นถึงองค์หญิงอันดับเลยหนึ่งนี่นา แล้วผู้หญิงคนนั้นคือคนที่ว่านั้นงั้นเหรอ?”
จิงคร้องออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าหญิงสาวที่แบกหนังสือพะรุงพะรังก่อนหน้านี้ที่เขาทำท่าจะเข้าไปหม้อแบบไม่เลือกสถานการณ์นั้นจะเป็นหญิงสาวที่สูงศักดิ์ถึงขนาดนี้ แต่ว่าบรรยากาศโดยทั่วไปมันทำให้คิดไม่ถึงจริงๆว่าเธอคนนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ทั้งที่ดูมาดและบุคลิกก็ไม่ให้แท้ๆถึงจะสวยก็เถอะ และที่สำคัญเธอคนนั้นก็เป็นรุ่นพี่พวกเขาปีหนึ่งในฐานนักศึกษาทุนแถมยังอยู่ในทุนระดับเดียวกับเขาเสียด้วย
แต่ก็นะ นักศึกษาทุนของสถาบันนี้ไม่ใช่ว่ายากจนถึงจะเป็นได้นี่นา แต่ต้องเก่งถึงจะเป็นได้ต่างหาก
“แล้วทำไมเธอต้องมาแบกหนังสือหนักๆในสภาพแบบนั้นด้วยล่ะ?”
“ฉันจะไปรู้งั้นเหรอ เรื่องนี้ฉันแค่ต้องควรรู้ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการก็เท่านั้นเอง” นานาเอลเอ่ยตอบแบบไม่ใส่มากนัก “เอาเป็นว่าระวังไว้หน่อยก็ดีนะนายน่ะ”
“รู้แล้วน่า ให้ตายเถอะฉันไม่คิดนี่หว่าว่าสถาบันแห่งนี้จะมีคนใหญ่คนโตขนาดนี้มาเรียนที่นี่ด้วยนี่นา” จิงคเอ่ยออกมาจากใจจริง
เพราะถึงแม้ว่าสถาบันแห่งนี้จะเลิศเลอสมบูรณ์แบบเพียงใดแต่ก็ไม่น่าจะดึงให้ระดับเจ้าหญิงของเชื้อพระวงศ์อันดับหนึ่งของโลกมาเรียนที่นี่ได้เลยนี่นา เพราะการออกจากตัววังนั้นสำหรับพวกหล่อนๆมันออกจะอันตรายเสียเกินไปด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวสิ อันตรายงั้นเหรอหรือว่า...” จิงคสะดุดเข้ากับความคิดบางอย่างเข้า
“หืม?” หญิงสาวเอียงคอมองอย่างสงสัย
“เปล่า ว่าแต่ตอนนี้ฉันควรเรียกเธอคนนั้นว่าอะไรล่ะ?”
นานาเอลเอียงคอมองจิงคอย่างสนใจมากยิ่งขึ้นทั้งที่เธอไม่เคยบอกหรือทำท่าทีอะไรที่ให้เขาให้รับรู้เลยว่าหญิงสาวนามว่าคลิโอดิน่านั้นปลอมตัวมาเรียนที่นี่
แต่ชายหนุ่มกลับสังเกตเห็นโดยสัญชาตญาณว่าเธอคนนั้นไม่ได้มาเรียนที่นี่ในฐานะที่แท้จริง
“ให้ตายเถอะ นายนี่นา....”
“หืม?” ชายหนุ่มมองตอบคำพูดของหญิงสาวอย่างสงสัย
ท่ามกลางเสียงเงียบที่เริ่มก่อตัวลงมาในโรงอาหารสุดหรูที่มีม้านั่งยาววางเรียงรายเป็นแถวยาวหลายแถวอย่างเป็นระเบียบที่หญิงสาวผมบลอนด์ผู้นี้พาเขาเดินลงมากินข้าวและเพื่อที่จะให้เขาทำความคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ด้วย เพราะถึงในหอพักของเขานั้นจะมีทุกอย่างพร้อมแม้แต่ห้องครัวก็ตาม
แต่การทานข้าวพร้อมกับทุกคนในสถาบันก็ถือเป็นขนบธรรมเนียมอันดีที่สืบต่อมาตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันนี้ ดังนั้นถึงจะเป็นนักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มพวกเขาก็ต้องมานั่งทานข้าวที่นี่ทุกเช้าในวันที่มีเรียนและห้ามขาดโดยไม่มีเหตุผล จุดนี้ถือเป็นกฎข้อหนึ่งที่ถูกระบุในหนังสือกฎระเบียบของสถาบันเสียด้วย
แต่ทว่าหลังจากทั้งคู่เงียบไปได้ไม่นานนักก็พลันมีเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังมาจากทางด้านหลังของเขาพร้อมกับยื่นมือมาสะกิดไหล่เขาเบาๆจนทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงเพราะความตกใจจนแทบทำให้เขาหมดมาดที่มีไปเลย แต่อันที่จริงเขาเองก็ไม่ค่อยมีมาดอยู่แล้วเมื่อเห็นสภาพตอนถอดฮู้ดคลุมของเขาออกในตอนนี้แล้ว
ผมที่ยุ่งเยิงราวกับเส้นหมี่ที่ถูกขยำขยี้แบบไม่ใยดี ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกที่ไม่น่าพิศมัย แว่นตาที่เอียงกระเทเร่และเต็มไปด้วยรอยร้าว ทุกสิ่งทำให้ชายหนุ่มผู้นี้ดูไม่น่าจดจำเป็นที่สุดในสายตาของคนทั่วไป อันที่จริงแค่จะให้เดินเข้าไปทำความรู้จักยังน่ากลัวเลย
แต่กระนั้นก็ไม่ใช่สำหรับหญิงสาวที่พึ่งมาแตะไหล่ของเขาเมื่อสักครู่นี้
“เฮร่าคะ เฮร่า เพอร์ซีโฟเน่ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
ให้ตายเถอะ ไม่รู้ตัวเลยเสียงฝีเท้าก็ไม่มีทั้งที่ห้องก็เงียบขนาดนี้แบบนี้มันพอพอกับวิชาตีนแมวของตระกูลบ้านเขาเลยนะ
หญิงสาวที่ชื่อเฮร่า ผู้มีนามจริงว่าคลิโอดิน่ามองหน้าชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจหลังจากเห็นท่าทีแบบนี้ของเขาซึ่งไม่ต่างจากหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆเขาสักเท่าไรเพราะตอนนี้เธอหลุดหัวเราะก๊ากออกมาเสียด้วยซ้ำหลังจากเห็นท่าทางที่น่าขบขันของชายหนุ่มที่แสดงออกมาให้เห็น
“นี่จงแกล้งกันใช่มั้ย?” จิงคมองสถานการณ์นี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“เอาน่า ก็นายเล่นฟันกำไรจากรุ่นพี่คนสวยผู้นี้ไปเต็มๆหน้าเลย ฉันก็เลยคิดว่ามันคงจะดีกว่า ถ้านายจะขอโทษเขาโดยตรงนะ ใช่ม่ะ?”
มาถึงตรงนี้หน้าของหญิงสาวผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพธิดาแห่งอีทรูเดียนได้แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของฆาตกรโดยฉับพลัน แถมยังลงท้ายด้วยประโยคครับแบบให้คล้อยตามและพูดตอบได้แค่คำตอบเดียวอีก
ไม่ทำเอ็งตาย!!!
สายตาของนานาเอลในตอนนี้สื่อให้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
“อ่ะ เอ่อ... แต่ตอนนั้น....”
“หืม?”
ท่าทีเอียงคอที่เคยน่ารักของเธอในทุกครั้งทำไมถึงดูน่ากลัวขึ้นมาได้เนี้ย จิงคกลืนน้ำลายที่แสนจะหนืดลงคอพร้อมทั้งคิดในใจอย่างหวาดหวั่น
“ขอโทษครับ”
จิงคหันหน้าไปหาเฮร่าทันทีพร้อมทั้งก้มหัวลงอย่างนอบน้อม ตามตำรากฎเหล็กของนักต้มตุ๋นที่ครอบครัวของเขาเคยสอนไว้
ถ้าไปไม่รอดหรือเจอสิ่งที่น่ากลัวกว่าในยามปฎิบัติการหรือไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม จงเป็นเปลี่ยนสภาพจากสัตว์นักล่ากลายเป็นหมาเชื่องๆซะ แล้วจะดีเอง
จะได้ผลไหมหว่า?
จิงคลุ้นระทึกน้อยๆแบบมองโลกในแง่ร้ายเพราะอีกฝ่ายหนึ่งเป็นถึงเจ้าหญิงของโลกนี้นี่นาบางทีเธออาจจะโหดอย่างคาดไม่ถึงก็ได้ใครจะไปรู้
ก็ขนาดเทพธิดายังมีนิสัยเป็นนางมารได้เลยนี่นา
“แหมๆ ดูทำเข้าสิคะ ฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากนักหรอกนะคะ” เฮร่าเอ่ยรับ
ก่อนที่เธอจะประคองเขาให้เงยหน้าขึ้นด้วยท่วงท่าที่สง่างามสมกับฐานะที่เธอเป็นแต่ปกปิดมันไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน
ทั้งหอม ทั้งสวย ทั้งใหญ่ และใจดี คนคนนี้น่าจะได้ใช้ชื่อเทพธิดามากกว่าหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาในตอนนี้อีกนะ จิงคแอบนินทาอยู่ในใจ แต่ทว่า....
ผั้ว!!
เสียงรองเท้าที่นานาเอลเคยใส่มันลอยมาฟาดหัวของเขาอย่างแรงทั้งที่เขายังยืนจ้องมองเฮร่าอยู่
“นี่เธอ!!!!”
“คิดให้มันเบาๆหน่อย”
“หา?”
“คิดให้มันเบาๆหน่อยสิยะ”
ว่าแล้วรองเท้านั้นก็ถูกเหวี่ยงมาฟาดหน้าอีกครั้งจนคราวนี้เล่นทำเอาเขาล้มกลิ้งไปนอนกองอยู่ข้างเก้าอี้ โชคยังดีที่โรงอาหารที่เขานั่งอยู่ในตอนนี้มันยังไร้ผู้คนอยู่ ไม่งั้นภาพพจน์แม่เทพธิดาของคนในเมืองนี้คงจะเสียหายหลายแสนจนขึ้นเป็นหลักล้านแน่นอนเลย
รับประกันได้เลยว่าถ้ามีคนมาเห็นเข้าคงต้องมีการเปลี่ยนสมญานามกันยกใหญ่ให้เธอแน่นอน
“แหมๆ เบาเบามือหน่อยก็ได้คะ เห็นอย่างนี้เขาก็เป็นว่าที่ ‘พระราชาของโลก’ องค์ต่อไปนะคะ” เฮร่าเดินเข้ามาขวางระหว่างเขากับนานาเอลด้วยสีหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับคำพูดที่ชวนประหลาดใจ
“อะไรนะครับ?”
ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าที่ตกใจยกกำลังสิบไม่ต่างกับนานาเอลที่ตอนนี้เธอกำลังยืนค้างในท่าเตรียมขว้างรองเท้า
“แหมๆ อย่าคิดสิคะว่าจะไม่รับผิดชอบในสิ่งที่กระทำลงไป” เฮร่าพูดด้วยรอยยิ้มเหมือนเช่นปกติแต่ก็ให้อารมณ์ที่ต่างจากปกติพอสมควร เพราะรอยยิ้มนั้นมันให้อารมณ์เหมือนกันกับรอยยิ้มที่เขาเคยยิ้มทุกวัน รอยยิ้มของเขาตอนที่หลอกเหยื่อได้สำเร็จ
“แต่ว่า...”
“ถึงฉันจะไม่คิดแต่ฉันก็ถือนะคะ” เฮร่าพูดสวนทันที
ขอถอนคำพูดยัยนี่มันพวกประเภทเดียวกันกับยัยคนที่เตรียมขว้างรองเท้าใส่เขาในตอนนี้เลยนี่หว่า
นางมารทั้งคู่!!!
----------------------------------------------------------------------------------------
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech