Jinx Pech
Ch.19 - Studente segreto (นักศึกษาลับ)
“นี่มันอะไรกัน?”
จิงคที่กลับมาอยู่ในร่างหญิงอีกครั้งขมวดคิ้วมองหน้าหญิงสาวแสนสวยผู้มีศักดิ์เป็นอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้ของเขาอย่างไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่ทว่าคำตอบที่เขาได้รับนั้นกลับกลายเป็นมือที่กระชากผ้าคลุมสีดำที่เขาใช้คลุมตัวอยู่ในตอนนี้ให้หลุดออกจากร่างกายของเขาแทน จนเผยให้เห็นชุดนักศึกษาหญิงที่เขาสวมใส่อยู่ข้างในซึ่งดูพอเหมาะพอเจาะกับสภาพร่างกายที่ทรงเสน่ห์ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างมากจนแทบจะก่อให้เกิดประกายวิบวับออกมาเลยก็ว่าได้
แบบว่าไม่ต่างจากร่างชายของเขาตอนที่ถอดแว่นและจัดผมเลย
“แหม... อันที่จริงฉันชักอยากจะลองดูตอนที่เธออยู่ในร่างหนุ่มหล่อแล้วสวมชุดแบบนี้ดูแล้วสิ” เรธิเซียคลี่ยิ้มออกมาอย่างนึกสนุก
เฮ้ เฮ้ แบบนั้นเขาไม่ขำด้วยนะ
เพราะถ้าเขาต้องไปอยู่ในสภาพแบบนั้นจริงๆแล้วเขาขอเอาหัววิ่งไปชนกำแพงให้ตายเองให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า เพราะแค่นึกสภาพที่ออกมาแล้ว
แบบว่าอุบาทว์มากๆเลย....
แถมยังน่าอนาถจิตสิ้นดีด้วย
ว่าแต่อาจารย์เป็นหญิงสาวโรคจิตแบบนี้เองงั้นเหรอ
แบบว่าชอบเห็นเด็กหนุ่มๆแต่งหญิงเนี้ย
“อาจารย์....”
“มาแล้ว” เธอสะบัดหัวในทิศทางที่เขาพึ่งวิ่งมาด้วยรอยยิ้มที่ไม่บ่งบอกอารมณ์อะไรเลย
ไม่นานนักเสียงของเหล่ากองทัพนักวิ่งสาวเพื่อไล่ล่าหาคนหล่อทีมชาติก็วิ่งมาถึงตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่ก่อนที่พวกเธอจะหยุดมองพวกเขาอย่างสนใจ
อาจารย์สอนวิชาการต่อสู้กับหญิงสาวแสนสวยในชุดนักศึกษาหญิงที่พวกเธอไม่เคยเห็นหน้า
มันคงช่างเป็นภาพที่น่าเดินเข้าไปสอสระเอือใส่เกือกและนำไปเม้าส์ให้ลิ้นไหม้อย่างน่าประหลาดสำหรับพวกเธอกระมั้ง
โดยเฉพาะสายตาของเหล่าหญิงสาวในกลุ่มนั้นทั้งหมดได้หันมามองเขาอย่างไม่มีเหตุผลจนทำเอาเขาอดเสียวไม่ได้ว่าไอ้พวกคุณเธอนั้นจะรู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นใคร แต่ทว่าหนึ่งในผู้หญิงกลุ่มนั้นก็ได้เดินเชิดหน้าเข้ามาหาเขาด้วยแววตาที่หาเรื่องแบบไม่ยอมพูดอะไร ก่อนที่จะยืนประจัญหน้ากับเขาอย่างชิดใกล้จนอกชนอกเลยทีเดียว
กำไรแท้ๆแบบไม่ต้องพยายามอะไรเลย
แต่ทว่าหลังจากที่เขาและเธอเผชิญหน้ากันได้สักพักจู่จูอารมณ์หญิงสาวผู้นั้นก็เปลี่ยนไปกะทันทันราวกับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอต้องสูญเสียความมุ่งมั่นจนต้องทรุดตัวไปนั่งทุบพื้นอย่างเจ็บใจ
“แพ้อ่ะ” เธอพึมพำออกมาเบาๆ
มันบ้าอะไรงั้นเหรอ?
เขาเอียงคอมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างสงสัย ก่อนที่หญิงสาวผู้นั้นจะลุกขึ้นยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้งด้วยแรงฮึดอะไรบางอย่างที่ยังเป็นปริศนาสำหรับเขา อันที่จริงเหตุการณ์ในตอนนี้มันก็โคตรจะเป็นปริศนาจนทำให้ใบหน้าของเขากลายเป็นเครื่องหมายคำถามไปแล้ว
ไม่นานนักเธอก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับหญิงสาวหน้าตาเรียบๆแต่ช่วงหน้าอกของเธอนั้นแบบว่ามันทำให้เขาตะลึงงันอย่างน่าไม่อยากจะเชื่อว่าใหญ่ขนาดนี้มันผ่านสายตาของเขาไปได้ไงฟะ แบบว่าขนาดแบบนี้มันเป็นหมอนรองหนุนได้สบายๆเลยนะนั้น
เพราะมันใหญ่มากๆๆๆๆๆ!!!!
จนทำให้เขาตาแทบถลนออกจากเบ้าเพื่อจะได้ดูมันชัดๆ
ถ้าทำได้นะ
นักศึกษาหรือดาราหนังผู้ใหญ่ฟะเนี้ย?
โดยเธอคนนั้นก็โดนหญิงสาวคนที่มาเผชิญหน้าเขาคนแรกผลักให้เขามาเบียดอกชนอกกับเขาต่ออย่างไม่มีเหตุผลหรือว่ามีแต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ที่เขารู้อยู่แน่ๆในตอนนี้ก็คือ....
เบาะๆนุ่มอย่างแพ้อกอุ่นๆของเธอคนนั้น
สัญลักษณ์ความเป็นแม่มีเยอะเป็นบ้า!!!
แต่ในที่สุดเธอคนนั้นก็ส่ายหน้าออกมาด้วยความรู้สึกที่พ่ายแพ้อะไรบางอย่างซึ่งทำให้หญิงสาวคนที่ผลักเธอเข้ามาถึงกับต้องตีหน้าสลดออกมาอีกครั้ง
“ถึงปริมาณจะเยอะกว่าแต่คุณภาพต่างกันอ่ะ”
“หา!!?”
ว่าแต่มันอะไรกันงั้นเหรอ ช่วยพูดอธิบายอะไรหน่อยสิฟะ!!!
ไม่งั้นมีหวังคิ้วของเขาคงได้ขมวดผูกปมเป็นเงื่อนตายเพราะคาใจกับเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นกับเขาเมื่อสักครู่อย่างแน่นอน
แต่กระนั้นคิ้วของเขาก็ยังคงผูกเป็นปมต่อไปอย่างไม่มีใครสนใจจะมาช่วยแก้มันออกเพราะหญิงสาวพวกนั้นกลับหันหน้าไปทางเรธิเซียก่อนที่จะเอ่ยทักทายเธอแบบไม่สนใจมามองเขาอีกแล้ว
“สวัสดีคะ อาจารย์เรธิเซีย” หนึ่งในตัวแทนของกลุ่มหญิงสาวนั้นเอ่ยทักทายเรธิเซียด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีจ้ะ ว่าแต่นี่กำลังยกพลไปรบที่ไหนกันเหรอเหล่าอมาซอนเนสทั้งหลาย” เรธิเซียเอ่ยรับคำอย่างติดตลกด้วยความเป็นกันเองแบบไม่สนใจที่จะถามถึงเหตุผลของท่าทีก่อนหน้านี้ของหญิงสาวพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
“แหม... อาจารย์ดูพูดเข้าสิคะ พวกหนูไม่ได้เป็นอย่างนั้นซักหน่อยนะคะ”
“จ้า... ครูรู้อยู่แล้ว”
“ค่ะ ว่าแต่เธอคนนั้นคือใครเหรอคะ? ทำไมหนูรู้สึกว่าไม่เคยเห็นหน้าเลย”
แต่ทว่าไม่นานนักเขาก็โดนหญิงสาวผู้นี้ลากมาเป็นจุดสนใจอีกครั้งหลังจากที่เธอเริ่มเกริ่นตามมารยาทกับเรธิเซียเรียบร้อยแล้ว
“แหม... มันก็ไม่แปลกหรอกจ้ะที่เธอไม่เคยเห็นหน้าเพราะผู้หญิงคนนี้เธอเป็นนักศึกษาลับนี่จ้ะ”
“จริงเหรอคะ?”
หญิงสาวผู้นั้นมองหน้าเรธิเซียจนแทบตาถลนหลุดออกมาจากเบ้าอย่างตกใจที่ได้ยินเรธิเซียเอ่ยตอบมาแบบนั้น ก่อนที่เธอจะหันหน้ามามองเขาด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนไป
“มิน่าล่ะ”
มิน่าล่ะอะไรงั้นเหรอ?
แล้วมันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?
แล้วนักศึกษาลับคืออะไร?
อาเร๊ะ! เอ๊ะ! อ๊ะ!
คำถามต่างๆได้ประดังประเดเข้ามาให้หัวสมองที่ชาญฉลาดของเขาทำงานอย่างฉับพลันจนก่อให้เกิดการประมวลผลพร้อมกันไม่ทันเลยทำให้ความคิดของเขาเริ่มจะค้างไปน้อยๆ แต่เท่านั้นยังไม่พอเพราะไอ้คุณเรธิเซียได้เปิดประเด็นชวนให้เขามึนตึ๊บต่อไปอีก
“นี่เฮเลนมาแนะนำตัวหน่อยสิ”
อะไรนะ เฮเลนงั้นเหรอ?
ใครฟะที่ชื่อเฮเลน?
แล้วเฮเลนมันเป็นใคร???????
เรียกเฮเลนแล้วหันมามองเขาทำไมล่ะเนี้ย?
อย่าบอกนะว่าชื่อนั้น ไม่นะ เขาเองก็ออกจะมีชื่อที่แสนภูมิใจที่บ่งบอกถึงตัวตนที่วิปลาสของตัวเองเขาได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ชื่อที่หมายถึงความโชคร้ายอันเฮงซวยไร้ที่ติแบบเกินคำบรรยาย เพราะฉะนั้นเขาคงไม่อยากได้ชื่อใหม่ให้มันชวนจั๊กจี้เล่นเพิ่มหรอก แถมชื่อใหม่นั้นยัง...
น่าขนลุกเป็นบ้า!!!
“นี่เฮเลน”
เรธิเซียพยักหน้าเป็นการส่งซิกพร้อมทั้งเดินมาหาขาก่อนที่จะกระชากร่างของเขาให้เดินมาอยู่ที่หน้ากองกำลังหญิงสาวที่พึ่งรวมตัวกันตามล่าเขาเมื่อสักครู่นี้ แต่บัดนี้ได้กลายเป็นการรวมตัวเพื่อหาสาระอะไรไม่ได้แล้ว
แต่อันที่จริงมันก็หาสาระอะไรไม่ได้มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วกระมั้ง
ว่าแต่ตอนนี้เขาก็เริ่มรู้สึกหาสาระอะไรจากตัวเองไม่ได้แล้วเหมือนกัน
มันอะไรกันฟะเนี้ยกับชื่อ ‘เฮเลน’ ว่าแต่แล้วนามสกุลล่ะ คงไม่ใช่ว่านามสกุลพีซหรอกนะ
ถ้าใช่คงได้ฮาแน่ๆ
“อ่านะ คงไม่อยากแนะนำตัวให้คนอื่นรู้จักสินะ ก็มันเป็นนิสัยทั่วไปของนักศึกษาลับนี่นะ เอาเป็นว่าฉันแนะนำเองก็แล้วกันแล้วหลังจากนั้นพวกเธอก็ปิดปากให้เงียบด้วยล่ะ เพราะเธอก็น่าจะรู้อยู่แล้วนะว่านักศึกษาลับคืออะไร” เรธิเซียเอ่ยแถต่ออย่างมีเหตุผลหลังจากที่จิงคไม่ยอมเอ่ยพูดอะไรออกมา
ว่าแต่พวกนั้นรู้แต่เขาไม่รู้นี่หว่ายังไงก็บอกเขาก่อนได้ไหมว่านักศึกษาลับมันคืออะไร
หรือว่าเป็นตำแหน่งของนักศึกษาที่เป็นเมียเก็บของผอ.!!!!
ไม่งั้นจะเก็บเป็นความลับทำไมกันฟะ.....
“ค่ะ” หญิงสาวทุกคนรับคำทันที
แต่ทว่าคำตอบนั้นทำให้อารมณ์ของเขาเริ่มไม่อยู่ในร่องในรอยขึ้นเรื่อยๆ ที่เขาเป็นคนเพียงคนเดียวที่ยังคงต้องยืนตีหน้าเป็นเครื่องหมายคำถามแบบนี้
ว่าแต่จะมีใครมาสรุปเรื่องย่อให้เขาฟังบ้างไหมเนี้ย
ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน!!!
“งั้นก็ดี เอาเป็นว่าเธอคนนี้ชื่อ ‘เฮเลน สปาตั้น’ เป็นนักศึกษาลับปีหนึ่งที่อยู่ในการควบคุมของอาจารย์เองเพราะฉะนั้นถ้าเจอหน้าเธอคนนี้ก็ช่วยๆทำเป็นเนียนเข้ามาทักหน่อยก็ดีนะ” เรธิเซียเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มที่เป็นกันเองพร้อมทั้งดันให้ร่างของเขาไปอยู่ข้างหน้าของเธอ
ว่าแต่ทำไมนามสกุลของชื่อเฮเลนนี่มันชวนให้ความรู้สึกว่าคนคนนี้สามารถที่จะถีบคนลงไปในหลุมพร้อมทั้งตะโกนนามสกุลของตัวเองไปด้วยได้ยังไงไม่รู้สิ แต่เดี๋ยวสิไอ้คนที่ว่าเนี้ยมันร่างหญิงของเขาเองนี่หว่า นี่คุณเรธิเซียได้คิดก่อนตั้งชื่อมั้ยเนี้ย
ทำไมตัวนามสกุลถึงมาดแมนเป็นบ้าอย่างนี้?
แล้วทำไมเขาต้องคิดเล็กคิดน้อยด้วยฟะ?
“งั้นเหรอยินดีที่ได้รู้จักนะ” หญิงสาวพวกนั้นเอ่ยทักทายกับจิงคในร่างหญิงอย่างเป็นมิตรมากขึ้น
แต่ไม่ได้เป็นเพราะอยากเป็นหรอกนะ แต่รู้สึกเหมือนว่าจะมีอะไรบังคับให้เธอต้องมิตรกับเขาเสียมากกว่าถึงเขาจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรก็เถอะ
แต่น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนักศึกษาลับนั้นแน่ๆ
“อือ” เขาเอ่ยออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ก่อนที่เขาจะสะบัดตัวหน้านิ่งเดินหนีจากสถานที่นี้ไปพร้อมกับมือที่ลากแขนของเรธิเซียไปด้วย
เรื่องอะไรจะให้คุณเธอหนีไปทั้งที่ไม่ยอมบอกอะไรกับเขาเลยล่ะ
ทางเรธิเซียก็ดูเหมือนว่าจะยอมเดินตามเขาไปแต่โดยดีอย่างไม่ขัดขืนแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่วายหันไปโบกไม้โบกมือลาเด็กสาวพวกนั้นด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างเป็นกันเอง
“อาจารย์เรธิเซียครับ สรุปแล้วนี่มันเรื่องอะไรกันแน่ครับ?”
หลังจากที่เขาเดินออกจากกลุ่มหญิงสาวนรกนั้นมาได้ไกลแล้วจิงคก็รีบเอ่ยถามคำถามที่มันได้ผูกเป็นปมมัดเป็นเงื่อนตายอยู่ในหัวของของเขาออกมาทันทีด้วยท่าทางที่ร้อนรน
“หืม.... นั้นสินะ มันเรื่องอะไรกันนะ” เรธิเซียเอียงคอเอียงออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนที่เธอจะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูของจิงคด้วยน้ำเสียงที่ยั่วยวนว่า “งั้นเอาเป็นว่าคืนนี้มาที่ห้องของฉันสิ....”
“อาจารย์ว่าอะไรนะครับ” ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวตะลึงงันหันไปมองหน้าเรธิเซียอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“แหม... อย่าให้อาจารย์พูดซ้ำสิ” เรธิเซียบิดตัวเล็กน้อยอย่างน่ารักก่อนที่เธอจะเอ่ยออกมาปิดท้ายว่า “ไม่งั้น ตัวฉันอาจจะตายได้โดยไม่รู้ตัวนะ”
หา?!! ตอนแรกก็ดูน่าจิ้นดีหรอกแต่ประโยคสุดท้ายนั้นมันอะไรกันน่ะ
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
หลังจากผ่านคืนวันอันหฤหรรษมามากมายในที่สุดเช้าวันรุ่งขึ้นจิงคที่อยู่ในร่างชายหนุ่มมาดเซ่อไร้ความโดดเด่นแห่งเสน่ห์ของความหล่อเหลาก็ได้กลับมาสู่ชีวิตที่สงบสุขในรั้วสถาบันการศึกษาแห่งนี้อีกครั้งด้วยแววตาและรอยยิ้มที่แสนจะหดหู่เป็นบ้าเลย
ให้ตายเถอะ ใครก็ได้เอามีดมาทิ่มพุงที่ไม่ค่อยมีไขมันของเขาให้ตายที
ตั้งแต่เขาเข้ามาเรียนที่สถาบันนี้เป็นต้นมา มันก็มีแต่เรื่องที่สรรหาทำให้เขาวุ่นและยุ่งจนหลงไปสู่วังวนแห่งความสับสนปนซวยมากกว่าที่ชีวิตประจำวันทั่วไปของเขาจะได้เจอเสียอีก แถมยังเรื่องที่เขาได้ยินจากปากของเรธิเซียในห้องนอนของเธอเมื่อคืนนี้อีก
มันจะอะไรกันนักหนากับชีวิตของเขาฟะ?
กะอีแค่ต้องการมีชีวิตอยู่อย่างสบายๆไม่ต้องลำบากอะไรเนี้ยมันเป็นความฝันที่ฝันสูงเกินไปงั้นเหรอคุณพระเจ้าแสนงามนามว่า ‘เอรีซ’
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นอันที่จริงชีวิตก่อนหน้านี้ของเขามันก็ไม่ได้ดีไปกว่านี้มากนักหรอก เพราะเขาเองก็เฉียดตายมาหลายรอบเพราะไอ้ร่างที่เรียกเอาแต่ความซวยมาไม่หยุดหย่อนขาดสายแบบนี้ แบบว่าไอ้ตอนที่เขาเจอกับนานาเอลครั้งแรกมันยังไม่เทียบเท่ากับชีวิตประจำวันที่เขาเจอเลย
“ไงไอ้เพื่อนทรยศจิงค”
วัลแคนที่บังเอิญเดินลงจากหอพักของเขารีบปรี่เดินเข้ามาทักจิงคทันทีอย่างสนิทสนมเหมือนเดิมโดยไม่แคร์สายตาของเหล่าหญิงสาวที่เริ่มมองจิงคในความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนไป แม้ว่าสุดท้ายพวกเธอก็ยังไม่กล้าที่จะมาทักทายเขาก็ตามที
แต่ก็แน่ละเพราะความเป็นจริงพี่ท่านเขาหล่อซะขนาดนั้นไม่ว่าหญิงสาวคนไหนก็ต้องสนใจอยู่แล้ว
“ก็คิดว่าอีกไม่นานฉันคงจะได้ตายแล้วล่ะนะไม่ต้องห่วง” จิงคตอบเสียงลอยๆกลับ
“หา? เป็นอะไรของนายเนี้ยจิงคยังไม่หายจากประจำเดือนจากเมื่อวานหรือไงฟะ”
“หา? ประจำเดือนอะไรของนายฟะ”
“ก็อารมณ์ของนายเมื่อวานมันดูแล้วขึ้นๆลงๆอย่างกับคนที่มีวันนั้นของเดือนเลย”
“ไอ้ตอนนั้นฉันก็แค่เสียเลือดมากจนหงุดหงิดเท่านั้นเองแล้วที่สำคัญผู้ชายมันมีวันนั้นของเดือนได้ด้วยหรือไงฟะ” จิงครีบเอ่ยแก้ตัวทันทีควัน
“แต่เซฟเฟอรัสบอกว่าได้นี่นา”
“เขาเรียกว่าประชดโว้ย!!”
แต่ทว่าก่อนที่จิงคจะได้เอ่ยอะไรต่อร่างของหญิงสาวผูกผมเปียผู้หนึ่งก็ได้มาหยุดยืนตรงหน้าของเขาด้วยรอยยิ้มทักทายที่แสนสดใส ถ้าความทรงจำภาพสุดท้ายจากรองเท้าไม่เลอะเลือนเขาคิดว่าเขารู้จักผู้หญิงคนนี้อย่างแน่นอน
เพราะรู้สึกวันนั้นเขาจะโดนส้นตึกกระแทกหน้าครบคู่จนสลบเมือดไปเกือบห้าชั่วโมง
มันช่างเป็นวันดีแตกจนทำให้เขาลืมไม่ลงไปอีกวันเลย....
“สวัสดีคะคุณพีซ”
“สวัสดีครับคุณ....”
“อีคิดน่าคะ อีคิดน่า คริสซาออร์คะ ตอนนั้นคุยกันเพลินจนลืมแนะนำตัวไปเลยคะ”
หญิงสาวผมเปียเอียงคอเอ่ยตอบคำพูดของเขาด้วยท่าทีที่เป็นกันเองจนทำให้จิงคเผลอไผลไปมองเธออย่างหลงใหลน้อยๆกับประกายระยิบระยับที่เธอแผ่ออกมา
น่ารักดีจริงๆเลย
“ว่าแต่คุณคริสซาออส...”
“อีคิดน่าก็ได้คะ”
“ครับผม อีคิดน่าสินะครับ งั้นคุณเรียกผมว่าจิงคก็ได้ครับ ว่าแต่อีคิดน่ามีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ?”
ประโยคแนะนำตัวที่เป็นกันเองแบบที่เขาไม่ได้พบเจอมานานได้เข้ามาในประสาทการรับรู้ของเขาอีกครั้งจนทำให้เขาน้ำตาแทบไหลพรากเป็นสายโลหิต
นี่สินะที่เรียกว่าธรรมดาน่ะ
ประโยคคำถามนั้นของเขาทำให้เธอต้องอดคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้ด้วยท่าทางที่รักษามารยาทของกุลสตรีเอาไว้เป็นอย่างดี แต่ดูแล้วไม่รู้สึกถึงความเสแร้งเลยแม้แต่น้อย
“ก็นิดหน่อยคะ คือว่ามันคงจะแปลกหน่อยนะคะที่ฉันต้องมาพูดแบบนี้ แต่ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไปในตอนพักเที่ยงนี้ฉันอยากให้คุณจิงคช่วยติววิชาเกี่ยวกับทางเศรษฐศาสตร์ให้หน่อยได้ไหมคะ คือว่ากลุ่มของพวกฉันกำลังย่ำแย่ได้ที่เลยคะ” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เกรงใจผิดกับพวกผู้หญิงที่เขาเคยคุยด้วยทั้งหลายในสถาบันนี้อย่างลิบลับ
สถาบันนี้ยังไม่สิ้นหญิงมีมารยาทสินะ
“ไม่มีปัญหาหรอกครับผม”
จิงคเชิดหน้าเอ่ยตอบเสียงมาดแมนก่อนจะผลักให้วัลแคนยืนให้ออกจากห่างเขาในระยะที่เกินหนึ่งช่วงแขนเพราะเขาจะจีบสาว ฉะนั้นเลยไม่อยากให้หนุ่มๆมาอยู่ใกล้
เพราะมันเป็นการรบกวนความมาดแมนของเขา
“งั้นเหรอคะ ดีจังเลยคะแต่ว่าทางคุณนานาเอล...”
“ยัยนั่นเหรอ ช่างหัว....”
โป๊ก!
คราวนี้เป็นส้นเข็มแถมส่วนปลายหลามยังปักหัวเขาด้วยไม่ต้องหันไปมองก็รู้เลยว่าใครเป็นคนใส่แรงเพื่อให้วัตถุนี้บินใส่หัวเขา
“แหม... ผัวขาแบบนี้เมียไม่ขำนะจ้ะ” นานาเอลเอ่ยสวนก่อนที่จะรีบวิ่งมาประคองตัวเขาเบาๆ
มาอีกแล้วมุขผัวเมียที่น่าขนลุกขนชันแบบนี้
ยัยนางมารตัวนี้เป็นบ้าอะไรของหล่อนกันแน่?
“นี่....”
แต่ทว่าก่อนที่เขาจะพูดอะไรหูของเขาก็ถูกบิดอย่างแรงราวกับมันเป็นผ้าขี้ริ้วก็ไม่ปานด้วยเท้าหน้าของหญิงสาวผู้นั้น
เอาเป็นว่าเขาไม่ขอเรียกมันว่ามือแล้วเพราะยัยนี่มันไม่ใช่คนนี่หว่า?
“ใครไม่ใช่คนกันย่ะ!!!” นานาเอลยื่นริมฝีปากของเธอไปกระซิบข้างหูเขาเบาๆ
ก่อนที่เธอจะลากตัวเขาไปในสภาพที่เหมือนภรรยาสุดโหดที่เดินเข้าไปลากสามีที่กำลังสังสรรคกับเพื่อนในกลุ่มจนกลับบ้านดึกดื่นเลยเวลาก็ไม่ปาน
ว่าแต่ไอ้คุณเมียบังเกิดเกล้าตอนนี้มันพึ่งเช้าเองนะเฟ้ย......
แต่ทว่าเธอกลับไม่ไปเปล่าเพราะจู่จู่เธอก็หยุดเดินแล้วหันมามองอีคิดน่าด้วยแววตาที่หาเรื่อง
“ขอโทษนะคะ มีสามีน่ารักแบบนี้ฉันเองก็เลยต้องห่วงพอสมควร เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรแบบนี้อีกเลยนะคะ เพราะถ้าทำอีกเดี๋ยวจะหาว่าเจอดีไม่รู้ตัว จะว่ากันไม่ได้นะคะ” เธอเอ่ยปิดประโยคอย่างข่มขู่
ก่อนที่เธอลากหูจิงคเดินต่อไปทันทีทิ้งให้วัลแคนและหญิงสาวนามว่าอีคิดน่ายืนอึ้ง เพราะถึงแม้ว่าเธอจะเคยเจอสภาพแบบนี้มารอบหนึ่งแล้วก็เถอะ แต่ถึงยังไงก็ไม่ชินสักทีกับสภาพของหญิงสาวที่มีสมญานามว่า ‘เทพธิดา’ ที่แปรเปลี่ยนเป็นนางมารที่มียศศักดิ์เป็นเมียบังเกิดเกล้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกของชายหนุ่มนักต้มตุ๋นนามว่า ‘จิงค’
แน่ใจนะว่านั้นเทพธิดาจริงๆน่ะ
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
“ฉันเจ็บหูนะเฟ้ย!!!”
จิงคร้องลั่นออกมาอย่างทนไม่ไหวหลังจากที่นานาเอลยังคงเดินจิกลากหูของเขาจนมาถึงตัวอาคารเรียนแบบไม่ยอมปล่อยและไม่แคร์สายตาของใครเลย
สงสัยจะสนุกมือเธอล่ะมั้งเนี้ย
“ถ้าปล่อยนายก็วิ่งสิหนีน่ะสิ”
คำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่ากระจกใสแจ๋วยามเช็ดเสร็จของนานาเอลได้เอ่ยลั่นออกมาจากปากที่เรียวสวยแต่น่ากลัวว่าจะเขมือบเขาไปเมื่อไรก็ไม่รู้
“แล้วฉันจะยืนอยู่เฉยๆให้โง่หรือไง?” เขาเอ่ยเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้เพราะถึงยังไงตอนนี้มันก็เจ็บตัวอยู่แล้วแล้วทำไมเขาถึงต้องทนนิ่งเฉยอยู่อีกล่ะ
“ไอ้ที่วิ่งหนีเนี้ยมันยิ่งโง่ยิ่งกว่าอีกนะ” นางมารในคราบเทพธิดาเอ่ยเถียง
“โง่ยังไง นั้นมันเป็นสัญชาติญาณพื้นฐานของมนุษย์โดยทั่วไปเลยนะ ถ้าไม่ทำคนคนนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์แล้วล่ะ”
เพราะมันคือสัญชาตญาณในการอยู่รอดนี่หว่า
“โอ้โห.... พูดกันได้นะคิดว่าฉันจะเจือนนายทิ้งกันง่ายๆหรือไง” นานาเอลขมวดคิ้วมองจิงคอย่างไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก
“มันก็ไม่แน่นี่นา”
“เฮ้อ... นายนี่นะ ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย....”
“แล้วจะให้ฉันเข้าใจอะไรล่ะ”
“ก็เข้าใจว่าฉันน่ารักซักหน่อยนะสิ”
ว่าจบเธอก็กระพริบตาให้เขาด้วยท่าทางที่ไร้เดียงสาแต่ดูยังไงก็มองออกว่าแสร้งทำจนทำให้เขานั้น
แทบอ้วก!!!
ประโยคสั้นๆประโยคนี้แทบจะหลุดออกมาจากปากของเขาในฉับพลันแบบหยุดแทบไม่อยู่เพราะมันวิ่งมาด้วยความเร็วระดับความเร็วเสียงเลยทีเดียว
เล่นมาได้นะเฟ้ยยัยนางมารคนนี้
“คิดเบาๆหน่อยก็ได้นะไอ้คุณจิงค”
“โอ๊ย!!!”
จิงคหลุดร้องตะโกนลั่นออกมาอย่างบ้าคลั่งหลังจากที่หูเขามันกำลังจะม้วนเป็นวงสามร้อยหกสิบองศาเพราะแรงบิดของนานาเอล
หูคนนะเฟ้ยไม่ใช่ผ้าขี้ริ้วที่คิดจะบิดก็บิดเอาดื้อๆแบบนี้
“เบาๆกันหน่อยได้เปล่าเนี้ย”
“ให้ตายเถอะก็นายอยากโง่เองทำไม”
“โง่อะไร นี่เธอฉันออกจะฉลาดอยู่นะถ้าไม่เอาไปเทียบกับพวกที่ดีแต่ใช้กำลังอย่างเธอ”
“งั้นเหรอ....”
แต่ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นของเขาจะทำให้เธอหัวเสียขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุและผลที่ชัดเจน อันที่จริงเขาไม่น่าจะพูดแบบนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้เขารู้สึกร้อนๆแล้วแฮะ
ร้อนรน ร้อนก้น ร้อนใจ
อยากจะหนีไปให้พ้นจากที่แห่งนี้ให้ได้ ถ้าไม่ติดสองนิ้วที่หนีบหูไว้แน่นของเขาตอนนี้
“นี่นายไอ้คนหลายใจ”
ว่าจบทิวทัศน์รอบข้างตัวเขาก็มืดลงไปทันทีเพราะรองเท้าส้นเข็มที่เธอสวมมาในวันนี้ได้ถูกยกขึ้นมาฟาดที่ใบหน้าของเขาอย่างแรงแบบที่เขาก็ไม่รู้ว่าเธอไปหยิบมันมาตอนไหน รู้สึกช่วงนี้ครบคู่บ่อยจังเลยวุ้ย ว่าแต่ทำไมจู่จู่เขาถึงเป็นคนหลายใจล่ะหว่าที่จริงมันต้องเป็นคนใจร้ายสิเฟ้ย
เอ๊ะ! ถ้าอย่างนั้นมันก็ทแม่งเหมือนกันนี่หว่าแต่ช่างมันเถอะ เพราะสงสัยเธอคนนั้นก็แค่หาเหตุผลยกรองเท้ามาตบเขาก็เท่านั้นแหละ
ว่าแต่เจ็บเป็นบ้าเลยส้นเข็มเนี้ย.....
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech