Jinx Pech
Ch.1 - Sfortunati uomo (บุรุษผู้อับโชค)
Capitoro I
Sfortunati uomo (บุรุษผู้อับโชค)
เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินบนถนนพื้นอิฐในตัวเมืองที่ถูกสร้างอย่างบรรจงมาอย่างดีในตรอกแห่งหนึ่งได้ดังขึ้นมาขณะที่บนพื้นถนนได้มีร่างของชายหนุ่มสวมฮู้ดสีดำคลุมทั่วร่างที่เลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงของสีทาบ้านโดยที่กระป๋องสีนั้นยังคาอยู่บนหัวของเขาอยู่เลยนั่งอยู่บนพื้นถนนด้วยท่าทางที่ซังกะตายแบบหมดอาลัยตายอยาก
“พอแล้วขี้เกียจหนีแล้วอยากจะทำอะไรก็เชิญจะจับเข้าคุกหรือเอาไปประหารก็ตามใจ”
ชายสวมฮู้ดเอ่ยออกมาอย่างถอดใจกับสภาพเหตุการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างมากอันที่จริงเขาเองก็ออกจะเหนื่อยไม่ใช่น้อยที่ต้องมาวิ่งเล่นไล่จับในระยะทางเฉียดสองกิโลเมตรในเวลาที่ฟ้ามืดจนทำให้มองอะไรไม่เห็นอะไรเลยแบบนี้ แถมยังต้องมาเจอเรื่องซวยๆแบบคริติคอลต่อเป็นชุดอีก
แว่นตาเบี้ยวเพราะชนกับเสาไฟ
หัวโนเพราะกระแทกกับป้ายบอกทางที่สร้างไว้ซะเตี้ย
ขาแพลงเพราะวิ่งตกท่อ
ก้นกางเกงขาดเพราะโดนหมาไล่งับ
เสื้อเปื้อนเพราะโดนรถม้าที่วิ่งมาอย่างเร็วเหยียบน้ำใส่
และก็กระป๋องสีที่ฟ้าประทานมาให้เพราะคนงานสะเพร่า
สิ่งเหล่านี้มันทำให้เขารู้สึกถอดใจยิ่งนัก ทั้งที่เขาก็ต้องการเพียงแค่ชีวิตที่อยู่อย่างธรรมดาไร้ซึ่งความลำบากใจและอยู่ไปได้เรื่อยๆแบบไร้ซึ่งความเหนื่อยยากก็เท่านั้นเอง แต่ทำไมเขาต้องมาถูกวิ่งไล่จับแบบนี้ด้วย แถมอีกฝ่ายยังเป็นถึง....
“ฉันไม่ได้จะมาจับเธอซักหน่อย” เจ้าของเสียงฝีเท้าเอ่ยแก้ตัว
“หา... แล้วเธอวิ่งตามฉันมาทำไมล่ะ?”
“ฉันก็แค่....”
เสียงรถม้าดังขึ้นกลบเสียงของคนคนนั้นในขณะที่แววตาของชายหนุ่มเริ่มเบิกกว้างเพราะความตกใจกับสิ่งที่เขาได้ยินในตอนนี้
“หลอกกันหรือเปล่า”
แต่ทว่าคำตอบของคำถามนั้นกลับกลายเป็นจดหมายฉบับหนึ่งที่พุ่งร่อนออกมามือของคนคนนั้นเข้ามาปักหัวของเขาแบบที่เขาก็ไม่ทันได้เอื้อมมือไปรับเลยแม้แต่น้อย เหตุที่แบบนั้นก็เพราะว่าสิ่งที่อยู่ในจดหมายไม่ใช่กระดาษแต่เป็นโลหะอะไรบางอย่าง เขารู้สึกได้เพราะจังหวะที่มันเขามาโดนศีรษะนั้นมันเล่นทำเอาดวงดาวที่ทอแสงอยู่บนท้องฟ้าในตอนนี้มันมาส่องประกายอยู่ใกล้ตัวแบบใกล้จนแทบชนดวงตาของเขาเลย
“อ๊ะ! ขอโทษ”
“ให้ตายเถอะ เจ็บชะมัด” ชายหนุ่มสวมฮู้ดโอดครวญอย่างท้อแท้ใจ “นี่เธอต้องการจะฆ่าฉันใช่ไหม?”
“เปล่านะ” เจ้าของเสียงฝีเท้ารีบปฏิเสธทันทีอย่างลนลาน
“แล้วทำไม โอ๊ย....”
ชายหนุ่มสวมฮู้ดโอดครวญอย่างทนเก็บงำไว้ไม่ไหวอีกครั้ง
“ก็เธอบอกว่าต้องการคำยืนยันนี่นา”
“ก็ใช่อยู่ แต่ฉันแค่ถามว่าเธอโกหกฉันหรือเปล่า ไม่เห็นต้องใช้กำลังแบบนี้เลย” ชายหนุ่มเถียง
“นี่ฉันก็ขอโทษแล้วไง”
“แล้วมันทำให้หายเจ็บงั้นเหรอ?”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ?”
“จูบฉันสิ” เสียงของชายหนุ่มพูดอย่างชัดถ้อยครับพร้อมคลี่ยิ้มระรื่นออกมาทันที
แต่ทว่าคำตอบรับของคำขอนั้นคือรองเท้าส้นตึกหุ้มข้อเท้าขนาดที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่มากนักได้พุ่งมาที่ใบหน้าของแทน
“ให้ตายเถอะ ได้ใจกันไปใหญ่แล้วนะ”
แต่ทว่าเสียงนั้นของเธอคงไม่ส่งไปถึงเขาแน่นอนเพราะดูเหมือนว่าเขาจะสลบไปแล้วเพราะความหนาของส้นที่เข้ามากระแทกที่ใบหน้าของเขา
“ตายล่ะ เผลอไปอีกแล้วไม่นะ”
เธอร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อพบว่าร้องเท้าส้นตึกของเธอนั้นมันได้สร้างอนุภาพการทำลายล้างที่เกิดจริงอย่างไม่น่าเชื่อ ก็เพราะจู่ๆของเหลวสีแดงก็เริ่มรินไหลของออกมาจากหน้าผากของของชายหนุ่มสวมฮู้ดคนนั้นประกอบกับแว่นตาที่บิดเบี้ยวมากว่าเดิมและดวงตาที่ไร้ซึ่งตาดำ
สลบเหมือด
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
เมืองแห่งการเรียนรู้อีทรูเดียนเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางทวีปของโลกในซีกตะวันตกที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายประเภท เพราะเมืองนี้ขอแค่เพียงมีคนที่ใฝ่รู้ก็สามารถเข้ามาได้แล้วโดยไม่มีการกีดกัน
ในตัวเมืองจะประกอบไปด้วยสถาบันการศึกษากว่าสามหมื่นหกพันเจ็ดร้อยสี่สิบห้าแห่ง โดยแบ่งสถาบันการศึกษาออกเป็นระดับในรูปแบบการศึกษาและผู้เข้ารับการศึกษาที่ต่างกันไป ตั้งแต่ คนโง่ ฉลาด มีฐานะ บ้าอำนาจ และอื่นๆอีกมากมายตามรูปแบบลักษณะนิสัยและความเป็นตัวตนของผู้เรียน
แต่ว่าก็มีมหาวิทยาลัยที่ถูกเรียกว่าสถาบันอยู่แห่งหนึ่งที่เป็นที่ถวิลหาของคนที่นี่ และแถมยังเป็นสถาบันเดียวที่มีการคัดเลือกคนทุกรูปแบบไปเรียนโดยไม่มีการจำกัดสังกัดใดๆ ขอเพียงแค่คนคนนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม
บางสิ่งบางอย่างที่บ่งบอกถึงตัวตนว่าตัวตนของเขาสุดยอด
แต่กระนั้นอายุของคนที่เขาเรียนที่นี่ได้ต้องอยู่ในช่วงอายุวัยเรียนมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่าทำไมในทุกทุกปีตอนใกล้ช่วงเปิดเทอมหน้าสถาบันที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่ที่อุดมไปด้วยความสมบูรณ์และใหญ่สุดขีดแห่งนี้จะคราคร่ำไปด้วยเด็กหนุ่มสาวที่ประสงค์จะเข้าเรียนที่นี้มากมาย จนทางรัฐบาลของเมืองนี้ต้องกำหนดวันที่ให้สถาบันแห่งนี้ต้องเปิดรับสอบเข้าเรียนก่อนที่สถานศึกษาอื่นจะเปิดให้นักเรียนและนักศึกษาสอบเข้า
Weltmeisterschaft academy
ชายหนุ่มสวมฮู้ดโทรมๆสีดำปนแดงของสีทาบ้านจางๆที่หน้าผากถูกปิดด้วยพลาสเตอร์ลายคิตตี้สุดน่ารักอันเป็นที่นิยมของหญิงสาวได้เงยหน้ามองชื่อป้ายสถาบันสีทองที่สะท้อนกับแดดในยามเช้าบนกำแพงศิลาแลงที่ถูกสร้างอย่างแข็งแรงพอที่จะกันช้างพุ่งชนแล้วทลายมันได้ด้วยสีหน้าที่สงสัยก่อนที่เขาจะเทียบตัวอักษรนั้นเข้ากับจดหมายที่หญิงสาวคนหนึ่งได้มอบให้เขา
Mr. Jinx Pech
Weltmeisterschaft academy
“หืม.... จริงๆงั้นเหรอ?”
ชายหนุ่มยืนนิ่งพร้อมทั้งตีหน้าเครียดอยู่หน้าประตูแต่กระนั้นเขาก็ไม่กล้าที่จะก้าวเท้าข้ามจากตัวสะพานที่ข้ามคูที่ลอกโดยฝีมือของมนุษย์เข้าไปในตัวประตูสถาบันอยูดี จนในที่สุดท่าทีที่น่าสนใจของเขานั้นก็ไปสะดุดเข้ากับสายตาของยามที่เฝ้าหน้าประตูเข้า
ปิ๊ด ปิ๊ด ปรี๊ด.....
“หา?”
ปิ๊ด ปิ๊ด ปิ๊ด ปรี๊ด.......
“เอ่อ....”
คราวนี้ชายหนุ่มเริ่มรู้ตัวว่ายามนั้นกำลังเป่านกหวีดใส่เขาอยู่เขาจึงชี้ที่ตัวเขาเองเป็นเชิงถามว่าเรียกเขางั้นเหรอ
ปรี๊ด.....
“ครับผม ทำไมเหรอครับ?”
ชายหนุ่มตีหน้าเลอหลากับสภาพเหตุการณ์ในตอนนี้แต่ทว่า....
ปิ๊ด ปรี๊ด.................
จบประเด็นร่างของชายหนุ่มโดนโถมเข้าใส่โดยกองทัพยามที่มากันตอนไหนไม่รู้จากทางด้านหลังของเขา ว่าแต่เมื่อกี้พวกนั้นเขาสื่อสารกันงั้นเหรอ
มันสื่อสารภาษาบ้าอะไรของมันเนี้ย!!!?
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
เสียงหัวเราะเบาๆของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นในขณะที่เธอกำลังพาเขาเดินออกจากห้องขังในป้อมยามของสถาบันด้วยท่าทางที่อิดโรยหลังจากที่เขาโดนซักถามด้วยภาษานกหวีดนานกว่าสามชั่วโมงจนหูชากับเสียงปิ๊ด ปี๊ ปิ๊ด บ้านั้น จะว่าไปวันพรุ่งนี้ก็จะเปิดรับสมัครนักศึกษาอยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมงวดนี้ที่ตัวสถาบันแห่งนี้จะมีมาตรการการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น
“ให้ตายเถอะทำยังไงให้โดนจับเข้าไปในห้องขังได้ล่ะเนี้ย?” หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ขำขัน
“จะไปรู้ได้ไงเล่าอันที่จริงตอนแรกฉันก็พยายามจะคุยทำความเข้าใจกับพวกนั้นเพราะเห็นว่าเป็นมนุษย์เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไหงได้ยามพวกนั้นกลับใช้ภาษานกหวีดตอบ สงสัยถ้านกหวีดหลุดปากพวกนั้นคงไม่เป็นใบ้กันไปเลยหรือไง”
“อ่านะ ว่าแต่ทำไมถึงไม่แสดงจดหมายให้พวกนั้นดูล่ะ”
“จดหมายงั้นเหรอ?” ชายหนุ่มเอียงคอถามอย่างฉงน
“เฮ้อ... ถามจริงเถอะ แน่ใจนะว่านายคือนักนักต้มตุ๋นที่หลอกคนมามากกว่าร้อยกว่าพันคนแล้วแน่นะ”
“หืม? พูดแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อสินะ” ชายหนุ่มสวมฮูดเอียงคอถามกลับ
“ก็นะ สภาพแบบนี้จะไปหลอกใครเขาได้” หญิงสาวเอ่ยอย่างตัดบท
“แหมๆ เพราะแบบนี้แหล่ะถึงหลอกเขาได้ดีนักแหละ เพราะรูปลักษณ์ที่ทำให้คนคิดว่าไม่มีทางจะหลอกเขาได้ นั้นเป็นจิตวิทยาขั้นพื้นฐานเลยนะ” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิพร้อมทั้งยืดอกรับราวกับว่าเขานั้นพึ่งได้รับรางวัลที่ทรงเกียรติมาก็ไม่ปาน
แต่อันที่จริงมันไม่ได้น่าภูมิใจเลยแม้แต่น้อย
“ให้ตายเถอะ” หญิงสาวส่ายหัวอย่างเซ็งๆ
แต่ทว่าจู่จู่ร่างของชายหนุ่มก็มีอันต้องล้มกลิ้งไปกองอยู่บนพื้นอย่างหมดมาดจากท่าทางเมื่อครู่นี้เพราะเขาก้าวพลาดไปเหยียบน้ำที่เจิ่งอยู่บนระเบียงทางเดินแบบไม่ทันได้มอง
“นี่เป็นไรหรือเปล่า?” หญิงสาวร้องขึ้นมาอย่างตกใจทันทีที่เห็นอย่างนั้น
“อา... ที่จริงก็อยากจะบอกว่าไม่เป็นไรอยู่หรอกนะ แต่ถ้าพูดไปก็คงรู้ว่าโกหกน่ะ”
“นี่นาย.... ให้ตายเถอะ ซวยได้ใจจริงๆ” หญิงสาวส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่ายโดยที่ชายหนุ่มก็ทำได้เพียงแค่หัวเราะแก้เขินเท่านั้น
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
จิงซ์ พีซ
อายุ สิบเจ็ดปี
อาชีพ นักต้มตุน, ขโมย
ประวัติที่อยู่ ไม่ระบุ
วันเกิด ไม่ระบุ
ผู้ปกครอง ไม่ระบุ
การศึกษา - เรียนจบจากสถาบันไอริชในระดับปฐมวัยด้วยคะแนนเกียรตินิยม ในสาขาคณิตศาสตร์
- เรียนจบจากสถาบันแอกเซลในระดับมัธยมด้วยคะแนนเกียรตินิยม ในสาขาจิตวิทยา
เครื่องกล การปกครอง บัญชี เคมีและฟิสิกส์
หมายเหตุ ทั้งสองที่เป็นนักเรียนทุนดีเด่นทั้งสิ้น
สายตาของผู้รับลงทะเบียนมองข้อมูลที่ขึ้นอยู่หน้าจออย่างไม่อยากจะเชื่อว่าบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาจะเป็นคนที่มีความรู้ถึงขั้นอัจฉริยะขนาดนี้ แต่ก็นะถ้าพูดถึง ‘จิงซ์ พีซ’ แล้วสำหรับคนในระแวกนี้จะรู้จักกันดีในฐานะอาชญากรผู้มากด้วยความสามารถในด้านการหลอกลวง ต้มตุ๋นและขโมย แถมในการก่ออาชญากรรมของเขาแต่ละครั้งนั้น ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่ล้วนแต่จำหน้าของของ ‘จิงซ์ พีซ’ ไม่ได้ด้วย ซึ่งน่าประหลาดทั้งที่พวกเขามั่นใจว่าตอนโดนต้มเขาเห็นหน้าชายหนุ่มผู้นั้นชัดเจนแท้ๆ
ดังนั้นจึงทำให้ใบประกาศจับของเขาจึงมีแต่ชื่อไร้ซึ่งภาพใบหน้าของนอกจากฮู้ดสีดำโทรมๆของเขาปรากฎให้เห็น
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขาเรียนจบมาดีขนาดนี้ หกสาขาของโรงเรียนมัธยมศึกษาชั้นสูงที่มั่นใจได้เลยว่าเป็นโรงเรียนที่มีเปอร์เซ็นต์การแข่งขันในการสอบเข้าเรียนสูงๆทั้งนั้น แถมยังเลือกเรียนเอกหกวิชาพร้อมกันอีก ดังนั้นจึงก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจของผู้รับลงทะเบียนผู้นี้ทันที
แล้วทำไมเขาคนนี้ถึงต้องมาเป็นนักต้มตุ๋นหรือขโมยด้วยล่ะ?
“หืม? ผมมีอะไรหรือเปล่าครับ?” ชายหนุ่มที่ยังสวมฮู้ดคลุมหัวที่ชื่อว่าจิงซ์เอ่ยปากถามออกมาอย่างสงสัย
“เปล่าครับ” ผู้รับลงทะเบียนรีบกล่าวปฎิเสธทันที
ก่อนที่เขาจะก้มลงมองบัตรนักศึกษาสีขาวๆออกเงินที่จิงซ์ให้เขาพร้อมจดหมายเพื่อเป็นการยืนยันว่า จิงซ์ได้รับเลือกให้เขามาเรียนสถาบันนี้จริงๆในฐานะนักศึกษาทุน แถมเป็นระดับทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มเสียด้วย โดยทุนระดับนี้ทางสถาบันจะยกให้เฉพาะบุคคลผู้มีความสามารถทั้งด้านความรู้และด้านการต่อสู้ระดับสูงแค่สี่คนต่อปีเท่านั้นโดยสุ่มจากข้อมูลประวัติที่ถูกบันทึกไว้ในสาระบบ และที่สำคัญคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขาคนนั้นอีก
สรุปแล้วผู้ชายคนนี้ไม่ใช่อาชญากรธรรมดาใช่ไหมเนี้ย?
“ว่าแต่ขอสอบถามหน่อยนะครับ อาวุธที่คุณถนัดคืออะไรเหรอครับ?” ผู้รับลงทะเบียนเริ่มที่จะสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวก่อนที่จะเริ่มทำงานของเขาอย่างจริงจังเสียที
“อาวุธ?”
“ครับ เพื่อที่เราจะได้ประเมินระดับการต่อสู้คุณได้ เพราะถึงอย่างไรคุณก็เป็นนักศึกษาทุนระดับรอยัลแพลตตินั่มเพราะฉะนั้นเราถึงต้องประเมินระดับยุทธ์คุณด้วยครับ” ผู้รับลงทะเบียนอธิบายออกมาคร่าวๆ
“หา? อะไรกันเนี้ย?” จิงซ์ขมวดคิ้วขึ้นมาน้อยๆทันที
“ว่าอย่างไรครับ อาวุธที่คุณถนัดคืออะไรเหรอครับหรือสายเวทที่คุณใช้ได้คล่องที่สุด สายวิชาการต่อสู้ที่คุณใช้อยู่เป็นประจำและประวัติการต่อสู้ของคุณคือ...”
“เดี๋ยวๆ ฉันน่ะนะ” จิงซ์รีบพูดขัดขึ้นมาทันทีแบบอดทนฟังไม่ไหวแต่ทว่า...
“อาวุธถนัดคือดาบ สายเวทที่ใช้ได้คือเวทควบคุมธาตุ สายวิชาการต่อสู้ที่คล่องที่สุดไม่มีเพราะใช้ได้ทุกสายอย่างดีเลิศ ส่วนประวัติการต่อสู้อย่างเป็นทางการยังไม่มี” หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างพูดตอบแทนจิงซ์ที่บัดนี้ยืนนิ่งไปแล้วกับคำพูดนั้น
มันบ้าอะไรกันเนี้ย? จิงซ์สบถในใจ
“ครับผม สมแล้วที่เป็นนักศึกษาทุนชั้นยอดจริงๆเลยครับ”
ว่าจบผู้รับลงทะเบียนก็รีบคีย์ข้อมูลลงเครื่องทันทีอย่างกระตือรือร้นด้วยความรู้สึกที่มองอาชญากรหนุ่มผู้นี้ในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมแต่ก็ยังหลงเหลืออคติอยู่เล็กน้อย
“นี่เธอ...” จิงซ์ยื่นหน้าไปจะไปกระซิบพูดกับหญิงสาวผู้นั้นแต่ทว่า...
“โทษทีที่โกหกเรื่องสายเวทแต่ถ้าบอกไปตามตรงมีหวังคนอื่นได้แตกตื่นกันพอดี”
หญิงสาวหันมากระซิบตอบด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ชวนหลงใหล จะว่าไปหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆเขาในตอนนี้ก็จัดได้ว่าเป็นสาวงามระดับสูงผู้มากด้วยเสน่ห์และอุดมไปด้วยความงาม จนทำให้ชายหลายคนอดที่จะคิดไม่ได้ว่าถ้าได้ครอบครองหญิงสาวผู้นี้แล้วพวกเขาคงไม่มีทางที่จะยอมปล่อยเธอจากอ้อมกอดในคืนแรกของพวกเขาแน่ๆ
แน่นอนจิงซ์ก็คิดอย่างนี้เหมือนกันแต่ไม่ใช่ตอนนี้
“นี่เธอฉันน่ะนะ”
จิงซ์พยายามที่จะกล่าวโต้กลับไปในทันทีซึ่งท่าทีนั้นทำให้หญิงสาวหลุดคลี่ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจกับท่าทางของเขาในตอนนี้
“เรื่องที่ฉันพูดไปเมื่อครู่นี้มันไม่เป็นความจริงใช่มั้ย?”
“หา?” จิงซ์ขมวดคิ้วกับคำนั้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนี้
ทั้งที่เธอรู้อยู่แล้วแต่ทำไม....
“ถ้านายจะคิดอย่างนั้นก็ไม่แปลกหรอกนะเพราะนายยังไม่รู้อะไรเลยนี่นา แต่ขอให้รู้ไว้ไอ้ที่ฉันพูดไปเมื่อกี้นอกจากเรื่องสายเวทนั้นน่ะ ฉันอาจจะไม่ได้โกหกก็ได้นะ” หญิงสาวผู้ตอบกลับเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยอารมณ์ที่เคร่งเครียดน้อยๆ
“หมายความว่า...”
“เรียบร้อยแล้วครับ นี่ครับกุญแจห้อง ส่วนนี้ก็หนังสือปฐมนิเทศกับกฎระเบียบของสถาบันอย่างคร่าวๆ ถ้าอย่างไรก็ช่วยเคารพกฎด้วยนะครับ” ผู้รับลงทะเบียนพูดขัดขึ้นมาก่อนที่จิงซ์ได้เอ่ยจบประโยคพร้อมทั้งยื่นหนังสือให้สองเล่มกับกุญแจห้องที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นกุญแจได้แต่น่าจะเป็นแค่แท่งแก้วธรรมดาและชุดเครื่องแบบที่ดูแบบผ่านๆแล้วก็คงบอกได้เลยว่าอลังการงานสร้างแน่ๆ
“อ๊ะ!”
จิงซ์ทำท่าจะพูดอะไรเพื่อเป็นการต่อประโยคที่เขาได้พูดค้างไว้ก่อนหน้านี้หลังจากที่เขาเผลอเอื้อมมือไปรับสิ่งของพวกนั้นตามสัญชาติญาณอย่างลืมตัว
“อ๋อ ขอโทษครับผมนี่แย่จริงๆเลย นี่ครับ บัตรนักศึกษาสินะครับ รักษาไว้ให้ดีด้วยนะครับ”
ผู้ลงทะเบียนเข้าใจท่าทีของเขาผิด ก่อนเขาจะยื่นบัตรนักศึกษาสีขาวๆออกเงินเพราะมันถูกทำมาจากโลหะแพลตตินั่มที่แฝงไปด้วยเวทมนตร์ที่หลากหลายในตัวบัตรคืนเขา
“ครับ” จิงซ์พูดอะไรไม่ออกก่อนที่จะเอื้อมมือไปรับบัตรคืนอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ส่วนทางไปที่ห้องนั้น...”
“ฉันนำทางไปเอง” หญิงสาวพูดขัดผู้รับลงทะเบียนขึ้นมาทันที
ก่อนที่สีหน้าของผู้รับลงทะเบียนจะเข้าใจว่าทำไมหญิงสาวผู้นั้นถึงพูดออกมาแบบนี้
“นั้นสินะครับ นั้นยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่สู่สถาบันWeltmeisterschaft ครับ” ผู้รับลงทะเบียนพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของนักบริการเป็นการปิดท้าย
“ว่าแต่น่าอิจฉาจังเลยนะครับ”
หา.... อิจฉาอะไรของนายล่ะเนี้ย? จิงซ์คิดในใจกับพูดลอยๆของผู้รับลงทะเบียนคนนั้น
◊◊◊◊◊◊◊◊◊
มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่มีชื่อว่า Weltmeisterschaft จัดเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีบรรยากาศที่น่าสนใจมากสำหรับวัยรุ่นหนุ่มนามว่าจิงซ์ พีซคนนี้ เพราะตัวอาคารของสถาบันนั้นเป็นอาคารในรูปแบบปราสาทของอารยธรรมทางตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระเบียงทางเดินที่เปิดโล่งและตัวพื้นระเบียงที่ถูกทำมาจากหินแกรนิตชั้นดี ตัวนอกระเบียงก็มีสวนย่อมมากมายที่ถูกตกแต่งไว้อย่างเลิศเลอเป็นจุดพักตาในระหว่างเดินทางเพื่อไปเรียนที่ห้องอื่นหรือกระทั่งทางเดินกลับหอของพวกเขาเองก็ยังเต็มไปด้วยการตกแต่งของสถาปัตยกรรมและรูปแบบการจัดวางของตกแต่งพวกนั้นที่ดูลงตัวอย่างไม่มีที่ติ
“ว้าว ตอนเดินมามัวแต่บ่นเลยไม่ทันได้สังเกตเห็นเลยนะว่าที่นี่จะสวยขนาดนี้”
จิงซ์เอ่ยขึ้นมาอย่างตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าจนลืมระวังทางข้างหน้าที่กำลังมีคนถือของพะรุงพะรังเดินตรงเข้ามาหาเขาอยู่
“ระวัง!!!” หญิงสาวผมบลอนด์ตั้งท่าจะพูดเตือนแต่ไม่ทันเสียแล้ว
โครม!!!
เสียงชนกันดังสนั่นพร้อมกับข้าวของที่หล่นกันเกลื่อนกราดเพราะความสะเพร่าของชายหนุ่มนามว่าจิงซ์ผู้นี้
“ขอโทษคะ”
หญิงสาวคนที่จิงซ์เดินชนเอ่ยขอโทษขอโพยทันทีพร้อมทั้งเดินมาประคองร่างของชายหนุ่มที่บัดนี้หน้าขมำอยู่บนพื้นไปแล้ว
สวย!!!!
คำเดียวที่ระบุรูปลักษณ์ของหญิงสาวคนนั้นได้ชัดเจนที่สุดหลังจากที่จิงซ์เงยหน้ามองเธอแล้ว
ผมสีน้ำตาลอ่อนเส้นหนาที่ดูยาวสลวยไปถึงกลางหลังอันน่าลูบไล้ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่ดูแล้วชวนน่าดึงดูดกับใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และท่าทางที่น่าปกป้อง แค่นี้ก็ทำเอาจิงซ์เริ่มออกลายนักต้มตุ๋นได้แล้ว เห็นอย่างนี้แต่เขาก็เป็นนักต้มตุ๋นชั้นเลิศที่รู้จักใช้ดวงซวยของตนให้เป็นประโยชน์สูงสุดโดยเฉพาะถ้าไว้ใช้เกี้ยวสาวแสนสวยด้วยแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“เล็กน้อยครับ” จิงซ์ยกมือขึ้นมาห้ามอย่างไว้มาดก่อนที่เขาจะยันตัวลุกขึ้นยืนในท่วงท่าที่สง่างาม “ว่าแต่....”
ผั้ว!!
เสียงหนังสือปฐมนิเทศกับหนังสือกฎระเบียบทั่วไปของโรงเรียนกระแทกเข้าไปที่หน้าผากของจิงซ์เข้าอย่างจังก่อนที่เขาจะได้เริ่มเกี้ยวสาวสวยที่อยู่ตรงหน้าเขา
“ว๊าย!!”
ร่างของชายหนุ่มร่วงไปซบอกนุ่มๆอันดูมโหรฐานของหญิงสาวผมสีน้ำตาลผู้นั้นก่อนที่สติของเขาจะเลือนหายไป
ความทุกข์บนความโคตะระสุขี
นุ่มมากเลยคร้าบ........
-------------------------------------------------------------------------------------------
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Jinx Pech