Confusing love him or her

Ch.9 - ตัดสินใจ

 

 

ในตอนเย็นหลังเลิกเรียนที่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้ๆทางเข้าซอยโรงเรียนเอกชนสยามได้มีหญิงสาวสวมแว่นมาดเฉียบสวมหมวกปีกกว้างในชุดไปรเวทวันพีชสีน้ำตาลยาวคลุมข้อเท้ากำลังยืนรอใครบางคนอยู่ ด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบไร้อารมณ์ แต่เนื่องจากเธอมาถึงที่นี้ก่อนเวลานัดเกือบสิบห้านาทีจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตอนนี้จึงยังไม่มีใครมารอเธอเลย

ส่วนสาเหตุที่หญิงสาวคนนี้ต้องมายืนรอใครบางคนแบบนี้เรื่องนั้นคงต้องย้อนไปในตอนพักกลางวันของวันนี้.....

 

ท่าทางเท้าของพี่ศิจะไม่นำโชคแล้วนะค่ะ” มายเข้าไปพูดกระซิบกับศิเบาๆ “คิดแผนสำรองไว้หรือยังค่ะถ้าต้องมาเจอคนแบบนี้ ไม่งั้นพี่ได้เป็นภรรยาของเขาแน่ๆเลยคะ กับคนที่ชื่อว่าอนุชา เจริญพิทักษ์”

หลังจากที่ศิฟังมายพูดกระซิบกับเธอจบ ศิก็ครุ่นคิดกับสถานการณ์ที่รับรู้มาเมื่อครู่ทันทีอย่างซีเรียสทันทีเมื่อรู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆมันเปลี่ยนจากที่เธอคาดไว้มากจนน่ากลัว แต่แล้วเธอก็เหลือบสายตาไปมองสาที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับเธอด้วยสีหน้าที่คลายกังวลลงเล็กน้อย แบบประมาณว่าในที่สุดเธอก็คิดแผนการรับมือออกในที่สุด

 “นี่ สาเธออยากรู้เรื่องของฉันมากๆเลยใช่ไหมเรื่องความลับของฉันน่ะ”

ทันใดนั้นศิก็พูดถามสาออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจนทำให้หญิงสาวสวมแว่นปรับตัวแทบไม่ทันกับคำถามนี้ของศิ

ก็อยากนะสิไม่งั้นจะยอมลงทุนทำถึงขนาดนี้เหรอ แล้วทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”

ก็เพราะฉันจะบอกเธอนะสิเกี่ยวกับเรื่องนั้นแต่...”

แต่อะไร”

ฉันมีข้อแลกเปลี่ยน” ศิยิ้มออกมาบางๆอย่างน่ากลัวเมื่อพูดมาถึงตรงนี้

ข้อแลกเปลี่ยนงั้นเหรอ” สาทวนคำขึ้นอย่างประหลาดใจเพราะเธอคาดไม่ถึงว่าศิจะพูดออกมาอย่างนี้

ใช่ ข้อแลกเปลี่ยนเล็กเล็กน้อยน้อยรับรองว่าไม่ทำให้เธอเสียหายหรือเกินความสามารถเธอหรอกและถ้าเธอยอมรับข้อเสนอนี้ฉันจะยอมบอกทุกอย่างที่ฉันปิดเธอเอาไว้ให้เธอรู้ทั้งหมด”

ทั้งหมด” สาทวนคำแบบสนใจเป็นอย่างมาก

ทุกอย่าง ไม่มีปิดบังหรือซ่อนเร้นอีกต่อไปแบบที่เธอไม่ต้องเหนื่อยคอยจับผิดหรือค้นหาความจริงเอาเองให้ยากลำบาก ว่าไงน่าสนหรือเปล่า” ศิพูดด้วยท่าทีที่จูงใจผู้ฟังเต็มที่

เพราะศิรู้อยู่แล้วว่าหนนี้ยังไงความลับเรื่องที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้มันต้องแตกแน่ๆ และถ้าเป็นอย่างนั้นสู้ว่าเธอเป็นคนบอกสาเองเพื่อใช้แลกเปลี่ยนเพื่อให้สามาช่วยทำประโยชน์ให้เธอยังจะดีเสียกว่าอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ล่อแหลมและต้องการมิตรมากกว่าศัตรูแบบนี้ด้วย

ก็นิดหน่อยน่ะ”

ถ้ายังตัดสินใจยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอาเป็นว่าฉันให้เวลาเธอตัดสินใจครึ่งวันก็แล้วกันเย็นนี้ค่อยมาให้คำตอบฉันที่หน้าร้านกาแฟข้างทางเข้าซอยโรงเรียนก็ได้ ตัดสินใจให้ดีดีก็แล้วกัน” ศิพูดปิดท้ายก่อนที่เธอจะเดินไปนั่งอยู่ข้างเตียงที่น้ำนอนหลับอยู่แบบไม่สนใจสา

 

 แต่ว่าในขณะที่เธอกำลังเหม่อและคิดว่ามาเร็วเกินไปอยู่นั้นเองก็พลันมีร่างหนึ่งเดินเงียบๆมาจากทางด้านข้างเธอแล้วยื่นมือมาคว้าไหล่เธออย่างรวดเร็วจนทำให้หญิงสาวตกใจร้องลั่นออกมา

ว้าย!!”

เพี้ย!

โอ๊ย!! เจ็บนะสา” กอล์ฟร้องขึ้นมาพร้อมทั้งเอามือไปกุมแก้มที่ถูกสาตบของตัวเองเบาๆ

“กอล์ฟเองเหรอ” สาร้องอย่างตกใจเมื่อทราบว่าคนที่จับไหล่ของเธอในตอนนี้เป็นใคร

“ก็ใช่นะสิแล้วเธอคิดว่าใครกันล่ะ” กอล์ฟโอดครวญออกมาแบบน้อยใจ “ทำไมพวกผู้หญิงที่ฉันรู้จักแต่ละคนนี่ใจร้ายแถมมือหนักกับฉันเสียเหลือเกิน”

“โทษที ก็นายอยู่ๆมาจับไหล่ฉันแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงอย่างนี้ฉันก็นึกว่านายเป็นพวกโรคจิตน่ะสิ”

“เหรอ นี่ฉันกลายเป็นไอ้โรคจิตไปแล้วเหรอเนี้ย” กอล์ฟพูดออกมาด้วยอารมณ์ที่แสร้งทำเป็นน้อยใจ

“ไม่สนหรอกก็นายผิดเองนี่นา” สาพูดแล้วจากนั้นเธอก็สังเกตเห็นว่าแก้มของกอล์ฟอีกข้างที่ไม่ได้ถูกเธอตบก็มีรอยแดงๆเป็นรูปฝ่ามือเหมือนถูกใครตบมาเช่นกัน “ว่าแต่แก้มอีกข้างไปโดนอะไรมางั้นเหรอ”

“สิบห้าเมตรเป็นเหตุน่ะ” กอล์ฟตอบอย่างเซ็งๆ

“อ๋อ ว่าแต่แล้วศิล่ะ” สาพูดถาม

แล้วเธอก็ทอดสายตามองกอล์ฟที่ตอนนี้เขาสวมเสื้อยืดคอกลมกางเกงขายาวธรรมดาดูสบายตาอย่างสนใจ เพราะหลังจากที่เธอเรียนและอยู่ห้องเดียวกับกอล์ฟได้ปีกว่านี่ถือเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เธอเห็นผู้ชายคนนี้ในชุดอื่นนอกเหนือจากชุดเครื่องแบบนักเรียน

“ไม่ได้มาด้วยกันหรอกเพราะหมอนั้นมันส่งให้ฉันมารับเธอให้ไปที่บ้านของมัน ขอโทษด้วยแล้วกันที่มาช้า” กอล์ฟก้มหัวน้อยเป็นเชิงขอโทษ

“ไม่หรอกฉันแค่มาเร็วเกินไปเท่านั้นเองและอีกอย่างนี่ก็ยังไม่ถึงเวลานัดสักหน่อย” สารีบพูดขึ้นทันทีเมื่อเห็นกอล์ฟทำท่าทางแบบนั้น

“แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่สมควรให้ผู้หญิงต้องมายืนรอนี่นา” กอล์ฟพูดเสียงเครียด

ที่เป็นแบบนี้อาจจะเพราะว่ากอล์ฟเติบโตในบ้านที่มีแต่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่กระมั้ง เขาจึงถูกสอนอยู่บ่อยๆว่าควรเป็นผู้ชายที่ให้เกียรติผู้หญิงและไม่ควรให้ผู้หญิงรอนานเวลาที่มีนัดกับตัวเองและอื่นๆอีกมากมายที่เกี่ยวกับว่าผู้ชายที่ดีควรทำดีต่อผู้หญิงทุกด้านด้วยความกลัวของคนในครอบครัวว่าการกอล์ฟอยู่เติบโตในสภาพแบบนี้อาจจะเห็นผู้หญิงไม่สำคัญจนกลายเป็นคนชอบดูถูกผู้หญิงในที่สุด

แต่ก็เพราะถูกสอนและโดนพูดกรอกหูแบบนี้มาตลอดมันเลยทำให้กอล์ฟจึงเครียดมาก เมื่อเขามาแล้วพบว่าสาต้องมายืนรอเขาแบบนี้

“กอล์ฟนี่เป็นคนซีเรียสมากกว่าที่คิดนะ” สาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่สดใสเพราะเธอพึ่งรู้จักอีกด้านของกอล์ฟที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน

“ก็นะ” กอล์ฟยิ้มแห้งๆให้สา

ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปจับมือเธอและพาเดินออกจากหน้าร้านกาแฟเพื่อพาเธอมุ่งไปที่หมายที่ตนต้องการจะพาไปทันทีจนทำให้สาหน้าแดงออกมาน้อยๆอย่างมีความสุขที่จู่ๆกอล์ฟก็เข้ามาจับมือเธอเดินแบบนี้ เพราะเธอก็ไม่เคยคิดฝันเลยว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้จับมือเดินข้างๆกอล์ฟแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่เธอรู้ตัวว่าเธอหลงรักเขาเข้าแล้ว

นี่ศิคิดถึงเรื่องนี้ไว้หรือเปล่านี่ถึงให้กอล์ฟมารับฉันแบบนี้ สาคิดในใจ

“เป็นอะไรหรือเปล่าสาเงียบไปเลย” กอล์ฟพูดพร้อมทั้งหันไปมองหน้าสาที่ตอนนี้กำลังเคลิ้มกับบรรยากาศแห่งความสุขนี้อยู่

“เปล่านิ”

“แน่ใจนะว่าไม่เป็นไรหน้าเธอออกจากแดงๆด้วย”

“บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ” สาพูดขึ้นเสียงออกมาเบาๆแบบกลบเกลื่อนความรู้สึก

“ถ้าเธอว่าอย่างนั้นก็แล้วแต่เธอก็แล้วกันแต่ถ้าเธอเป็นอะไรล่ะก็บอกฉันก็แล้วกันเพราะฉันเป็นห่วง” กอล์ฟพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังออกมาจนทำให้ใจของหญิงสาวแทบละลายกับท่าทีของเขาในตอนนี้โดยเฉพาะคำพูดสุดท้ายที่เขาพูดออกมาประโยคนั้นเล่นเอาหัวใจเธอแทบหยุดเต้นไปเลย

“รู้แล้วน่า”

สาพูดตอบแบบหลบสายตากอล์ฟอย่างช่วยไม่ได้เพราะเธอไม่กล้าที่จะมองเขาตรงๆแล้วแบบประมาณว่ากลัวจะเก็บอารมณ์รักที่เอ่อล้นเอาไว้ไม่อยู่

ศินะศิ.... ขอบคุณมากๆเลย สาคิดในใจอย่างซาบซึ้ง

 

.............................................................................................................................................................................

 

ในขณะเดียวกันที่บ้านของศิในตอนนี้ ศิที่กลับมาอยู่ในร่างผู้ชายอีกครั้งในชุดเสื้อเชิ้ตบางๆสีขาวกับกางเกงขายาวสีดำกำลังนั่งอ่านหนังสือเรียนอยู่ที่โต๊ะรับแขกหน้าโทรทัศน์เครื่องใหญ่โดยที่มีพี่สาวและน้องสาวเขานั่งขนาบข้างมองศิอยู่ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยกับสถานการณ์ในตอนนี้ที่ศิยังใจเย็นอยู่ได้ทั้งที่มีแต่เรื่องซวยๆให้คิดมากประดังประเดเข้ามาอย่างไม่หวาดไม่ไหวแบบนี้

“นี่ศิจะใจเย็นเกินไปหรือเปล่า” นัทพูดขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหวที่ศิยังคงนั่งอ่านหนังสือเรียนได้หน้าตาเฉยแบบนี้

“ใจเย็นเรื่องอะไรครับ” ศิแสร้งทำเป็นไม่รู้ความหมายว่านัทต้องการจะถามอะไร

“เธอก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอว่าพี่หมายถึงเรื่องอะไร”

“ก็แล้วไงครับ”

“ก็แล้วไง พูดได้นะทั้งที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ไม่มีเครียดบ้างเลยเหรอ”

“เครียดไปแล้วมีอะไรดีขึ้นเหรอครับ”

ศิสวนคำขึ้นแบบที่นัทพูดต่อไม่ออกเลยเพราะน้ำเสียงของศิเมื่อครู่มันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจกับอะไรบางอย่างจนน่ากลัว

“หมายความว่าพี่ศิคิดแผนได้แล้วเหรอค่ะ” มายถาม

“ก็นิดหน่อยน่ะ”

“บอกได้ไหมค่ะ”

“ถ้าบอกก็ไม่สนุกสิ” ศิพูดตอบทีเล่นทีจริง

“แล้วแผนนั้นมันเกี่ยวกับที่เธอชวนสามาบ้านด้วยหรือเปล่า” นัทถามขึ้นมาบ้าง

“ไว้ดูเอาเองดีกว่าครับ” ศิยิ้มตอบนัท

สงสัยยิ่งโตขึ้นยิ่งเป็นคนเข้าใจยากเหมือนกับเพศของตัวเองไปทุกทีแล้วมั้งคุณน้องศิ นัทคิดในใจเพราะรู้สึกเหมือนว่าเธอเริ่มไม่เข้าใจในตัวน้องคนนี้ของเธอเข้าไปทุกทีแล้ว ไม่นานนักหลังจากบทสนทนาของทั้งสามจบลงเสียงออดหน้าบ้านก็ดังขึ้นซึ่งศิก็รีบวิ่งไปต้อนรับคนที่กดออดทันทีด้วยท่าทีที่ร่าเริง

 

..................................................................................................................................................................

 

“ว้าว นี่บ้านศิเหรอ” สาร้องขึ้น

เมื่อเธอเห็นบ้านสามชั้นครึ่งของศิในตอนแรกหลังจากที่เธอมาจากโรงเรียนซึ่งก็ใช้เวลานานพอสมควรสำหรับลูกคุณหนูอย่างเธอที่จู่จู่ต้องเดินเท้ามาบ้านเพื่อนโดยไม่ใช้รถแบบนี้ แม้ว่าบ้านศิจะสวยงามเพียงใดแต่สิ่งที่เธอสนใจมากกว่าคือกำแพงบ้านที่ติดอยู่กับบ้านศิเพราะเธอจะเหลือบไปมองทุกครั้งที่มีโอกาส ส่วนสาเหตุนั้นคงไม่ต้องบอกนะว่าเพราะอะไรนะเหรอ

ก็น่าจะรู้รู้กันอยู่

“ใช่” กอล์ฟพูดแล้วยกมือไปกดออดหน้าศิทันที

ไม่นานนักประตูบ้านของศิเปิดออกโดยมีบุคคลที่เป็นเจ้าของบ้านและมีศักดิ์เป็นเพื่อนของพวกเขาก็มาเปิดประตูต้อนรับ

“ดีจ้ะสากำลังรออยู่เลย เข้ามาสิ” ศิพูดต้อนรับสาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มก่อนที่จะหันไปพูดกับกอล์ฟด้วยสีหน้าที่แตกต่างกับตอนที่เขาพูดกับสาราวกับชั้นบรรยากาศบนท้องฟ้ากับก้นเหวที่ลึกที่สุดในโลกว่า “ส่วนกอล์ฟถ้านายจะกลับไปเลยก็ได้ฉันไม่ว่าแต่ถ้ายังคิดจะดันทุรังเข้ามาก็จำรัศมีสิบห้าเมตรไว้ในหัวด้วยล่ะ”

“นี่จะไม่พูดขับไล่ไสส่งไปหน่อยสำหรับคนที่พึ่งช่วยพาสามาตามคำสั่งนายน่ะ” กอล์ฟพูดแบบไม่พอใจน้อยๆ

“ไม่นิ ฉันว่าแบบนี้กำลังดีนะ”

“กำลังดีในสายตานายสิ”

“ก็ใช่สิ แล้วฉันบอกว่าของคนอื่นหรือไง” ศิพูดเถียงเสียงเรียบ

“ไม่”

“ก็เห็นไหมล่ะ”

แล้วจากนั้นศิก็หันไปหาสาพร้อมทั้งพาเธอเดินเข้าบ้านไปทันที ก่อนที่จะหันมาแลบลิ้นใส่กอล์ฟแบบหมั่นไส้ ซึ่งกอล์ฟเองก็มองท่าทีของศิในตอนนี้อย่างชั่งใจเล็กน้อยว่าจะเดินตามไปดีไหม แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเดินตามศิเข้าไปในบ้านอย่างเว้นระยะห่างตามคำสั่งของศิ โดยหารู้ไม่ว่าที่หน้าบ้านของศิในตอนนี้ยังคงมีหญิงสาวสวมหมวกแก๊ปอีกคนที่สะกดรอยตามพวกเขามาตั้งแต่หน้าปากซอยโรงเรียนยืนมองพวกเขาอยู่ห่างๆด้วยสายตาที่นิ่งเรียบไร้อารมณ์

“บ้านสวยจังเลยนะศิ” สาพูดขึ้นเมื่อเห็นการตกแต่งในตัวบ้าน

“ขอบใจจ้ะ” แต่กลับกลายเป็นว่าคนตอบนั้นกลายเป็นนฤมลซึ่งตอนนี้ยืนอยู่ในห้องครัว

“สวัสดีคะ” สารีบยกมือไหว้เมื่อเห็นหญิงสาวคนนี้

“จ้ะ” นฤมลรับไหว้ด้วยรอยยิ้ม “เพื่อนของศิเหรอจ้ะ”

“ใช่คะ” สารับคำเสียงใส

“และก็ว่าที่ภรรยาในอนาคตของกอล์ฟด้วยครับ” ศิพูดแซวออกมาอย่างได้ที

ก่อนที่เขาจะต้องเปลี่ยนสีหน้าที่ยิ้มอย่างอารมณ์ดีเป็นยิ้มอย่างเจ็บปวดแทนเมื่อสาเริ่มเอาเท้าของตัวเองมาขยี้เท้าของศิอย่างแรงแบบหน้าแดงเพราะความอาย ดังนั้นทั้งคู่จึงไม่เห็นถึงสีหน้าของนฤมลที่ไม่ค่อยพอใจกับคำพูดประโยคนั้นของศิ

“เจ็บนะ” ศิหันไปพูดกับสาเสียงค่อย

“งั้นก็อย่าปากเสียสิ”

“อะไรกันฉันแค่พูดความจริง”

“ความจริงกับผีนะสิ”

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะกรุณายกเท้าขึ้นก่อนได้ป่ะ” ศิพูดอย่างทนไม่ไหวแล้วเพราะเท้าของเขามันเจ็บจนเริ่มจะชาแล้ว

“แล้วจะพูดแบบนั้นอีกหรือเปล่าล่ะ”

“ไม่พูดแล้ว” ศิรับคำอย่างช่วยไม่ได้ ในที่สุดสาก็ยอมยกเท้าของเธอออกจากเท้าของศิจากนั้นศิก็รีบหันมาพูดกับแม่ของตนว่า “งั้นผมขอพาสาไปนั่งในห้องรับแขกก่อนนะครับ”

“หนูขอตัวก่อนนะคะ” สาพูดแล้วรีบเดินตามศิไปทันที

“ว่าไงเรื่องนั้นตัดสินใจได้หรือยัง” ศิถามขึ้นระหว่างที่เดินไปห้องรับแขก

“ก็ได้แล้วล่ะ” สาตอบเสียงเรียบ

“แล้วว่าไงล่ะ”

“ฉันยอมรับข้อเสนอมีอะไรให้ทำก็ว่ามาเลยดีกว่า”

“กะแล้วเชียวต้องอย่างนี้สิสา” ศิพูดอย่างร่าเริงที่ได้ยินคำตอบอย่างที่เธอคาดไว้จากสา “ถ้าอย่างนั้นฉันจะเริ่มบอกความลับของฉันให้เธอรู้เลยก็แล้วกัน”

จากนั้นศิก็พาสาไปนั่งที่โซฟาโดยที่มีมายและนัทนั่งดูโทรทัศน์อยู่ข้างๆก่อนที่เธอจะหันไปหยิบบัตรประชาชนที่อยู่ในกระเป๋าเงินของเธอมาให้สาทันที สารับบัตรประชาชนของศิมาดูอย่างแปลกใจว่าทำไมศิถึงให้เธอดูของแบบนี้

“เรื่องคำนำหน้าชื่อว่านางสาวศศิกานต์ฉันรู้อยู่แล้ว” สาเอ่ยออกมาทั้งที่ดูบัตรประชาชนของศิอยู่ “นี่หมายความว่าศิจะบอกว่าตัวเธอเป็นผู้หญิงจริงๆเหรอ”

“ถ้าทางข้อมูลในทะเบียนราษฏร์นะใช่แต่ทางกายภาพล่ะก็...” ศิพูดแล้วเดินเข้าไปหาสาพร้อมทั้งดึงมือของสามาจับหน้าอกของเธอทันที “เรียบดีมั้ยจะลองจับด้านล่างก็ได้นะว่ามันมีสิ่งนั้นอยู่หรือเปล่า”

“นี่หมายความว่ายังไงกัน”

“อย่าพึ่งงงกับเรื่องเพียงแค่นี้สิสาเรื่องจริงๆนี่มันยังซับซ้อนกว่านี้อีกนะ” ศิพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ “แต่ว่าฉันจะบอกทั้งหมดเมื่อเธอทำงานสำเร็จแล้ว เอาเป็นว่าจบการเกริ่นนำเพียงแค่นี้ถ้าท่านอยากจะรู้ต่อไปถึงเวลาที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแล้ว”

“ว่ามาเลยดีกว่า”

“ดีมากคืออย่างนี้...” ศิเข้าไปกระซิบบอกสาเพื่อไม่ให้สองสาวและหนึ่งหนุ่มที่เหลือรู้ว่าเธอจะให้สาทำอะไร

สาพยักหน้าเล็กน้อยอย่างเข้าใจก่อนที่เธอจะพูดขึ้นว่า “เรื่องง่ายๆแค่นี้เองเหรอ”

“ใช่ ทำให้ได้หรือเปล่า”

“อยู่แล้วเรื่องแค่นี้กระจอกมาก”

“นึกแล้วว่าเธอต้องพูดแบบนี้”

“ก็นะ ที่เธอขอมามันตรงตามความสามารถของครอบครัวฉันพอดีนี่นา”

“นั้นช่วยหน่อยก็แล้วกัน”

“ได้อยู่แล้ว”

“ว่าแต่วันนี้หนูสาจะอยู่ทานข้าวด้วยหรือเปล่าจ้ะ” แม่ของศิถามขึ้นหลังจากทำกับข้าวเสร็จแล้ว

“มันจะไม่เป็นการรบกวนเหรอค่ะ” สาพูดอย่างเกรงใจ

“ไม่เป็นไรหรอกน่าสา” ศิพูดขึ้นแบบได้ที “ไอ้พวกเกาะผู้หญิงกินยังอยู่ทานด้วยทุกวันเลยแค่เพิ่มมาอีกคนหนึ่งไม่มีปัญหาอะไรหรอก”

“พูดแบบนี้หมายความว่าไงศิ” กอล์ฟที่ยืนอยู่หน้าห้องพูดสวนแบบไม่พอใจ

“ตรงตัว” ศิตอบหน้าตาย

“ศิ...”

“สิบห้าเมตรไอ้กอล์ฟแต่ถ้าไม่กลัวตายก็ไม่ว่ากัน”

“เอาอีกแล้ว” นัทพูดอย่างระอา เมื่อเห็นศิทำแบบนั้นกับกอล์ฟอีกแล้ว โดยที่มีสามองภาพของทั้งสองคนนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปและเริ่มมองศิในทางบวกขึ้น แต่สำหรับกอล์ฟในสายตาของสากลับกลายเป็นว่า “ถ้าเป็นแบบนี้หรือว่ากอล์ฟจะเป็นเกย์...”

 

.........................................................................................................................................................

 

ในขณะเดียวกันที่ร้านอาหารที่จัดแต่งร้านแนวสไตล์ญี่ปุ่นสมัยยุคเอโดะในห้างชื่อดังใจกลางกรุงเทพแห่งหนึ่ง ต้นและกลุ่มเพื่อนของเขาอีกประมาณห้าคนได้มานั่งดื่ม ทานอาหารและพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันตามภาษาเพื่อนสนิทที่คบหากันมานาน

“นี่ต้นคิดอะไรอยู่กันแน่นี่ถึงไปทำงานเป็นอาจารย์ทั้งที่เรียนจบเกียรตินิยมสาขาโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยหาลัยชื่อดังของทางยุโรปแบบนี้” ชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาตี๋ผิวขาวคนหนึ่งยิงคำถามออกมาหลังจากที่ทราบว่าเพื่อนของตนจะไปทำงานเป็นอาจารย์

“ถามฉันแบบนี้ทำไมเหรออู๋มันดูแปลกมากหรือไงที่ฉันอยากไปเป็นครู” ต้นถามย้อน

“มันก็ใช่นะสิและฉันก็ไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างนายคิดจะไปเป็นครูด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มคนเดิมพูด

“นี่อู๋ อาชีพครูมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนี่แล้วทำไมฉันถึงจะสนใจไปทำบ้างไม่ได้ล่ะ”

“ก็นะ”

“นายสงสัยเรื่องนั้นไปทำไมอู๋ ฉันว่าเรื่องที่น่าสงสัยกว่าคือแรงจูงใจที่ทำให้คุณชายอย่างนายต้นถึงอยากไปเป็นครูมากกว่า” หญิงสาวผิวขาวทำสีผมแดงหน้าตาดูสวยแต่ไม่มากนักคนที่นั่งข้างอู๋พูดแทรกขึ้น

“พูดแบบนี้หมายความยังไงนี่เก๋” ต้นหันไปถามหญิงสาวคนที่พูดทันที

“แหม... ก็คนอย่างนาย ถ้าไม่มีแรงจูงใจอะไรสักอย่างก็คงไม่มีทางไปทำอะไรแบบนั้นหรอก”

“หรือว่าจะเป็นผู้หญิง” หญิงสาวผิวสีแทนที่นั่งอยู่ข้างต้นหันมาพูดแบบสนอกสนใจจนทำให้เก๋หน้าเสียไปน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น

“เป็นไปได้นะเพราะโรงเรียนเอกชนสยามมันก็ขึ้นชื่อเรื่องหญิงสวยอยู่เหมือนกัน” ชายหนุ่มมาดเพลย์บอยอีกคนพูดเสริมแบบเห็นด้วย

“นี่อาทอย่าเอาฉันไปเปรียบเทียบกับนายได้ไหม” ต้นพูดแย้งขึ้นเสียงเรียบ “ฉันไม่ได้พวกประเภทเห็นว่าใครสวยหน่อยก็จับเอามาเป็นแฟนหรอกนะ”

“ใช่สิ ถ้าต้นเป็นอย่างนั้นจริงคุณต้นเขาคงได้ภรรเมียมานานแล้วคงไม่อยู่ในสถานภาพโสดสนิทแบบนี้หรอก” หญิงสาวผมสั้นออกแนวทอมบอยพูดแซว

“อ่านะ มินท์พูดอย่างกับฉันผิดที่เรื่องมากเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงอย่างนั้นล่ะ”

“ก็นะ หรือมันไม่จริง”

“ก็จริงอยู่หรอกนะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเถียงสิ”

“ก็ได้ครับ” ต้นพูดแล้วแสร้งทำท่าเป็นนอบน้อมยอมอ่อนข้อหญิงสาวผู้นั้น

“ว่าแต่เหตุจูงใจที่ต้นไปเป็นครูล่ะจะตอบได้ยัง” หญิงสาวผิวสีแทนยังคงถามอย่างอยากรู้

“เซ้าซี้จริงๆเลยนะแนน”

“ก็คนมันอยากรู้นี่นา” แนนพูดอย่างออดอ้อน

พร้อมทั้งสายตาเพื่อนสนิททั้งสี่ที่เหลืออยู่ ก็จ้องมองมามาที่เขาด้วยสายตาที่ทิ่มแทงประมาณแปลเป็นคำพูดได้ว่า เดี๋ยวนี้หัดมีความลับกับเพื่อนงั้นเหรอเดี๋ยวน้อยใจแล้วตัดเพื่อนตัดฝูงเลยนิ ซึ่งสภาพแบบนั้นทำให้ต้นต้องถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ

“ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเรื่องผู้หญิงจริงๆนั้นแหละ” ต้นตอบแบบเลี่ยงไม่ได้

“จริงเหรอ” อาทถามเสียงใส “แล้วคนไหนในโรงเรียนงั้นเหรอ”

“คนไหนในโรงเรียนงั้นเหรอพูดอย่างกับนายรู้จักผู้หญิงในโรงเรียนนั้นเยอะแยะเลยนะอาท” ต้นพูด

“แน่สิ ก็เด็กที่นั้นสวยสวยทั้งนั้นเลยนี่นาแล้วเพลย์บอยอย่างฉันจะพลาดได้ไง”

“อ๋อเหรอ ฉันไม่กลัวว่านายพลาดแบบนั้นหรอกนะตอนนี้แต่ฉันกลัวนายจะพลาดไปติดคุกแล้วล่ะสิ”

สิ้นคำพูดต้นทั้งโต๊ะก็หัวเราะอออกมาอย่างขำขันทันทีจนทำให้อาทต้องหน้าแดงเพราะความอายกับท่าทีของเพื่อนทุกคนที่หัวเราะเขาในตอนนี้

“เอาเถอะน่าฉันไม่ได้จะจีบจริงๆจังๆสักหน่อยนี่ แต่ที่ฉันสนโรงเรียนจริงๆก็เพราะคนคนหนึ่งเท่านั้นเอง” อาทรีบพูดแก้ตัวทันที

“ใครเหรอ” ต้นถามอย่างสนใจ

“ใช่สิ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครคนไหนทำให้ชายหนุ่มเพลย์บอยสุดเท่อย่างอาทนี่สนใจถึงขนาดนั้นได้” มินท์พูดเสริมออกแบบอยากรู้

“เด็กสาวที่ชื่อศศิกานต์”

“ศศิกานต์? ศศิกานต์ เทพรุ่งเรืองใช่ไหม”

“ใช่ นายรู้ชื่อเต็มเธอได้ยังไงกันอย่าบอกว่านายก็เล็งเธอคนนั้นไว้อยู่น่ะ” อาทถามออกมาอย่างตกใจ

“ไม่เชิง” ต้นพูด

แล้วจากนั้นเขาก็หันไปเปิดกระเป๋าเป้และหยิบแฟ้มสีดำออกมาอันหนึ่ง ก่อนที่จะโยนไปให้อาทอ่านซึ่งอาทก็รีบเปิดแฟ้มดูอย่างสงสัยทันทีโดยมีเหล่าเพื่อนที่เหลือรีบไปรุมเพื่อดูข้อมูลในแฟ้มนั้นอย่างสนอกสนใจเหมือนกัน

“คนคนนี้เหรอที่ชื่อศศิกานต์ โคตรสวยเลยฟะ” อู๋พูดขึ้นเมื่อเห็นภาพหญิงสาวคนนั้น

“ไม่ได้โครตสวยธรรมดาหรอกนะ เพราะยิ่งถ้านายเห็นตัวจริงของเธอนายจะรู้เลยว่าคนคนนี้สวยถึงขนาดแค่เธอเดินผ่านก็กระชากหัวใจนายไปได้เกือบหมดใจแล้ว” ต้นพูดอย่างยิ้มๆ

“พูดแบบนี้เว่อร์ไปหรือเปล่า” เก๋พูดแทรกออกมาแบบไม่ค่อยสบอารมณ์มากนัก

“ไม่หรอก ไม่เว่อร์เกินไปเลยเพราะฉันก็เคยเห็นตัวจริงของเธอคนนี้มาแล้วมันเป็นอย่างที่ต้นว่าจริงๆ”อาทพูดเสริม “ในแฟ้มนี้บอกว่าเธอชื่อนางสาวศศิกานต์ นั้นก็หมายความว่าเธอคนนี้เป็นผู้หญิงจริงๆสินะอย่างนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย”

“นายพูดอะไรของนายอาทพูดอย่างกับนายไม่แน่ใจว่าเธอคนนี้เป็นผู้หญิงจริงๆอย่างนั้นแหละ” มินท์เอ่ยออกมาอย่างสงสัยเมื่อได้ยินอาทพูดออกมาแบบนั้น

“ก็ใช่นะสิ” อาทตอบทันที

“นายคิดว่าคนที่สวยอย่างกับนางฟ้าแบบนี้จะเป็นผู้ชายได้งั้นเหรอ” มินท์พูดแบบขำขำ

“ไม่แปลกหรอกมินท์ที่อาทจะคิดอย่างนั้นเพราะดูเหมือนเธอคนนี้จะประกาศตัวว่าตัวเองเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงเพราะอย่างนั้นถ้าอาทจะเกิดความสับสนบ้างก็ไม่แปลกหรอก” ต้นพูดอธิบาย

“เหรอ” มินท์พูดออกมาแบบไม่อยากจะเชื่อและสงสัยเป็นอย่างมากว่าผู้หญิงคนนี้ทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร

“ว่าแต่ถ้าเธอคนนี้อยู่ในแฟ้มปกดำของนายแบบนี้แสดงว่า...” อาทพูดอย่างนึกขึ้นได้

“ใช่ เธอคนนี้เป็นคู่ดูตัวคนล่าสุดของฉันเอง” ต้นตอบแบบรู้คำถามทั้งที่อาทยังพูดไม่จบ

“จริงดิ สุดสุดเลยนะนี่ ทำไมของฉันไม่มีแบบนี้บ้างฟะอิจฉาจังโว้ย” อู๋พูดอย่างตื่นเต้น

“น่าอิจฉาจริงอย่างที่อู๋ว่าจริงๆนั้นแหล่ะ ทำอาหารเก่ง กีฬาเด่น เรียนยอดเยี่ยม นิสัยเพียบพร้อมด้วยคำว่าสมบูรณ์แบบ ถ้าฉันเป็นนายฉันจะรีบคว้าไว้เลย” อาทพูดอย่างชื่นชมในตัวศิ

“งั้นเหรอ ว่าแต่นายรู้เกี่ยวกับตัวผู้หญิงคนนี้เยอะจังเลยนะ” ต้นเอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจ

“แน่นอนล่ะ ถ้าเป็นเพลย์บอยชั้นเซียนในกรุงเทพไม่ว่าใครก็ต้องรู้จักผู้หญิงคนนี้ดีอยู่แล้ว”

“เธอคนนี้ดังขนาดนั้นเชียวเหรอ” แนนพูดแบบไม่อยากจะเชื่อ

“ก็นะ ดูสิเป็นถึงลูกสาวของนักโบราณคดีชื่อดังของโลกแถมยังมีแม่เป็นสถาปนิกชื่อดังของเอเชียอีกและที่สำคัญยังสวยแบบนี้อีกด้วย ถ้าเธอไม่ดังก็คงเป็นเรื่องที่แปลกเป็นอย่างมากแล้วล่ะ” มินท์พูดแล้วมองไปที่ประวัติส่วนตัวของศิด้วยสายตาที่สำรวจและตั้งใจอ่านเต็มที่

“ใช่ แถมระดับความยากของการจะจีบคนคนนี้ติดก็อยู่ในระดับสูงที่สุดในกรุงเทพเลยเพราะเธอคนนี้ชอบพูดว่าตัวเองเป็นผู้ชายนี่แหละ ที่สำคัญคือเธอคนนี้เก่งเรื่องศิลปะการต่อสู้อย่างกับอะไรดีแค่เข้าจะไปทักเธอใกล้ๆก็อาจจะโดนจับทุ่มกระเด็นกลับมาแล้ว จนบัดนี้เลยยังไม่มีใครจีบติดสักทีเพราะไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เธอได้เลย” อาทอธิบายอย่างออกรส

 “มินท์สนใจมากเลยนะเนี้ยอย่าบอกนะว่ามินท์อยากได้ผู้หญิงคนนี้มาอยู่ในเครือวงมโหรีของเธอยิ่งหน้าตาสะสวยและแถมยังบอกว่าตัวเองเป็นเป็นผู้ชายยิ่งเข้าสเปคของมินท์เลยไม่ใช่หรือไง” เก๋พูดแซวอย่างยิ้มๆ

“แหม... อย่าพูดตรงๆแบบนั้นสิถึงยังไงฉันก็มีสามัญสำนึกของความเป็นผู้ใหญ่อยู่นะไม่กล้าถึงขนาดคว้าเด็กอายุสิบหกปีมาเล่นอะไรแบบนี้หรอก” มินท์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย

“แต่ว่าพูดแบบนี้ก็หมายความว่าสนใจอยู่ใช่เปล่าล่ะ” ต้นพูด

“ก็พอตัวล่ะน่ารักซะขนาดนี้” มินท์ตอบ

“นี่มินท์เพลาๆหน่อยเถอะปล่อยให้เหลือผู้หญิงดีดีแบบนี้ให้ฉันลากเข้ามาทางที่ถูกที่ควรบ้างเถอะ” อาทพูดแทรก

“นี่อย่าว่าแต่มินท์เลยนายเองก็เพลาๆบ้างเถอะอาท นั้นน่ะคุกนะคุก” แนนพูดแซวแบบได้ที

“ถึงจะไม่เกินสองปีแต่ก็ถือว่านานเหมือนกันนะ” เก๋พูดเสริม

“ช่างฉันเถอะน่า” อาทพูดปัดแบบอายๆ

“ไม่ต้องมาพูดแบบนี้เลย...”

ต้นนั่งเงียบฟังบทสนทนาของเหล่าเพื่อนฝูงเขาที่พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติอยู่สักพักใหญ่ด้วยอารมณ์ที่ร่าเริง ก่อนที่เขาจะสบโอกาสถามถึงเรื่องที่เขาอยากถามจากอาทจนได้ เมื่อกลุ่มเพื่อนเขาเริ่มลากศิเข้าสู่หัวข้อสนทนาอีกครั้ง

“ว่าแต่อาท ถ้าอย่างนั้นนายคงพอจะรู้เรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่ชื่อศศิกานต์คนนี้ดีใช่ไหมถ้าเธอคนนั้นดังในหมู่กลุ่มเพลย์บอยอย่างพวกนายแบบนี้”

“ก็พอสมควรล่ะนะ”

“งั้นพอจะบอกทั้งหมดเกี่ยวกับศศิกานต์ที่นายรู้ได้ไหม”

“ก็... ได้อยู่หรอกนะ” อาทพูดออกมาอย่างสงสัยในท่าทีของต้นตอนนี้ “ว่าแต่นายอยากรู้ไปทำไมเหรอหรือว่านายสนใจศศิกานต์จริงๆ”

“ก็นะจะคิดอย่างนั้นก็ได้” ต้นยิ้มตอบ

“หมายความว่าไง”

“ไม่ต้องรู้หรอกน่า ตอนนี้บอกเรื่องเกี่ยวกับศศิกานต์ที่นายรู้มาให้ฉันฟังดีกว่าแล้วฉันรับรองเลยว่าข้อมูลเหล่านี้ที่นายมาบอกฉันฉันจะตอบแทนนายอย่างงามเลย ถ้าฉันโชคดีนะ” ต้นยิ้มอย่างมีเลศนัย

 

....................................................................................................................................................................

 

ฮัดเช้ย!”

ศิปิดปากจามออกมาเสียงค่อยหลังจากที่เขายังคงนั่งคุยกับสาอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกเพื่อรอแม่ของตนเตรียมอาหารเย็นมาได้นานพอสมควรโดยที่มีกอล์ฟนั่งอยู่ข้างๆสาเพื่อแยกระหว่างตัวศิกับตัวกอล์ฟเอาไว้เพราะศิยื่นข้อเสนอมาว่าถ้าจะเข้าใกล้เขาเกินกว่าระยะสิบห้าเมตรนั้นได้ระหว่างตัวเขากับกอล์ฟจะต้องมีสาเป็นคนคั้นกลางเท่านั้น

“จะจามบ่อยเกินไปแล้วนะศิหรือว่าจะมีคนพูดถึงเธออยู่” สาพูดแซวขึ้นมาหลังจากเห็นศิจามออกมาบ่อยเกินไป

“จะไปรู้เหรอและที่สำคัญอย่างฉันจะมีคนพูดถึงด้วยเหรอ” ศิพูดเถียงก่อนที่จะจามออกมาอีกครั้ง

“ฉันว่าเยอะมากจนนับไม่หวาดไม่ไหวเลยล่ะเพราะแค่กลุ่มแฟนคลับเธอในโรงเรียนอย่างเดียวก็ปาไปกว่าครึ่งโรงเรียนแล้วนี่” สาเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม

“อ่านะ ไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าไรเลย” ศิพูดหน้าเบ้

“ก็พอจะเข้าใจอยู่นะไอ้คุณผู้ชายที่ไม่ใช่ผู้ชาย” กอล์ฟพูดล้อขึ้นแบบได้ที

“พูดแบบนี้จะหาเรื่องหรือไงกอล์ฟ” ศิพูดแบบหงุดหงิด

“ก็แล้วแต่จะคิด” กอล์ฟพูดตีหน้านิ่งไม่สนใจอะไรที่ศิพูดเลย

ปุ๊!

เสียงหมอนที่ศิคว้าข้ามตัวสาไปกระทบกับหน้ากอล์ฟอย่างแรงจะชายหนุ่มเซน้อยๆทั้งที่ยังนั่งอยู่

“นี่ศินายจะยั่วโมโหฉันหรือไง” กอล์ฟเริ่มพูดอย่างหมั่นเขี้ยวกับท่าทีของศิในตอนนี้เต็มทน

“ก็นายอยากปากสุนัขก่อนเองทำไมเล่า” ศิพูดแบบไม่สนใจกอล์ฟ

“นี่นาย...”

“จะทะเลาะข้ามหัวฉันไปถึงไหนนี่พวกนาย” สาร้องขึ้น

“จนกว่าหมอนั่นจะบอกเหตุผลที่ไม่ให้ฉันเข้าใกล้มัน” กอล์ฟพูดตอบทันควัน

“แล้วจะรู้ไปทำไมล่ะ” ศิพูดแย้งออกมา

“ก็แล้วทำไมล่ะ”

จากนั้นทั้งสองคนก็จ้องหน้าอย่างเขม่นกันทิ้งท้ายก่อนที่จะหันมองไปคนละทางอย่างงอนซึ่งกันและกัน โดยที่มีสานั่งมองทั้งสองคนนี้อย่างละเหี่ยใจ

“ผัวเมียทะเลาะกันก็อย่างนี่แหล่ะสาทำใจหน่อย” นัทพูดแซวออกมาแบบได้ที

“แล้วสรุปจะให้ใครเป็นฝ่ายสามีหรือฝ่ายภรรยาดีล่ะค่ะ” สาถามขึ้นอย่างนึกสนุก

“มันก็ออกจะชัดอยู่แล้วนะสา”

“นั้นสินะค่ะ” สายิ้มบางๆ

แล้วจากนั้นเธอก็หันไปมองรูปร่างอ้อนแอ้นและดูบอบบางที่ผู้หญิงทุกคนในโลกอยากมีของศิด้วยรอยยิ้มที่สนุกสนาน

“พูดแบบนี้หมายความว่าจะให้ผมเป็นฝ่ายภรรยาอีกแล้วใช่ไหมครับ” ศิพูดขึ้นแบบไม่พอใจ

“จะให้กอล์ฟเป็นมันก็ดูกระไรอยู่นี่นา” นัทพูดแบบให้เหตุผล

“ใช่คะ” มายพูดเสริมสนับสนุน

“นั้นก็สรุปแล้วนะคะว่าต่อไปให้กอล์ฟเป็นสามีส่วนศิเป็นภรรยา” สาพูดอย่างตัดสินใจได้

“นี่สา” ศิร้องทักขึ้นแบบงอนๆ

“ก็แหมขำขำน่า” สาหันไปพูดกับศิ

“แล้วทางพี่กอล์ฟพอใจหรือเปล่าค่ะ” มายหันไปถามความเห็นชายหนุ่ม

“ก็ดีอย่างน้อยก็เป็นฝ่ายรุกไม่ใช่ฝ่ายรับ” กอล์ฟตอบกลับอย่างง่ายๆแบบแอบยิ้มในใจ

สามองท่าทีของกอล์ฟนี่อย่างมั่นใจในสมมติฐานของเธอมากขึ้นเพราะถึงอย่างไรเธอก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่ากอล์ฟชอบศิ แต่ที่เธอไม่เข้าใจก็คือทั้งที่กอล์ฟรู้ว่าศิเป็นผู้ชายทำไมกอล์ฟถึงยังชอบเขาคนนี้อยู่อีกล่ะหรือว่ากอล์ฟจะเป็นเกย์จริงๆ

“มติเอกฉันท์แล้วนะศิ” นัทพูด

“ตามใจเถอะไม่อยากเถียงด้วยแล้ว” ศิพูดรับแบบเซ็งๆ “จะให้ฉันเป็นโฮโมหรืออะไรก็ช่างแล้ว”

“แหม...พี่ศิเขาเริ่มงอนแล้วนะค่ะ” มายพูด

“อย่างกับผู้หญิงงอนจริงๆเลย” นัทพูดขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของศิที่งอนในตอนนี้

ศิกุมขมับเบาๆกับการถูกรุมด้วยคำพูดแบบนี้เพราะตอนนี้เขากำลังเข้าหน้าไม่ติดกับกอล์ฟอยู่จึงยิ่งทำให้เขาไร้พันธมิตรที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์ในตอนนี้ไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่นั่งฟังอยู่เฉยๆก็เท่านั้นเองเพราะถึงเขาเถียงไปก็ถูกพูดย้อนกลับมาอยู่ดี

“เอาล่ะ สี่สาวหนึ่งหนุ่มกับข้าวเสร็จแล้วจ้ะ” นฤมลร้องขึ้นจากในห้องครัว

“แม่ก็เอาอีกคนงั้นเหรอ” ศิพูด

“อะไรกันเล่าลูกสาวของแม่ แม่พูดอะไรผิดเหรอ”

“ก็ผิดตรงเรียกลูกชายเป็นลูกสาวนี่แหละครับ” ศิรีบพูดแก้ทันที

“เถียงแม่มันไม่ดีนะศิ” นัทพูด

“พี่นัทเงียบไปเลยดีกว่าครับ”

“กับพี่กับเชื้อนะให้มีมารยาทหน่อยสิศิ” นฤมลพูดดุเสียงเบา

อยากหนีออกจากบ้านจังเฟ้ยทำไมถึงถูกรุมแบบนี้นี่ ศิร้องลั่นในใจด้วยความเครียดสะสม แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงอยู่ในบ้านนี่ต่อไปพร้อมทั้งไปช่วยจัดโต๊ะอาหารเสียด้วย ก็นะ จะว่าไปถ้าเขาออกจากบ้านไปในตอนนี้แล้วเขาจะไปที่ไหนกันได้ล่ะ

ก็คนมันไม่มีที่ไปนี่หว่า

 

 

 

*

ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Confusing love him or her