Confusing love him or her
Ch.17 - การตัดสินใจของสา
เมื่อหนึ่งปีครึ่งก่อนหน้านี้ในตอนที่ศิพึ่งได้สอบผ่านเข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ได้หมาดๆ หลังจากงานปฐมนิเทศที่เขาพึ่งไปสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่เขาเดินขึ้นเวทีไปแย่งไมค์อาจารย์เพื่อประกาศตัวว่าเขาเป็นผู้ชาย ซึ่งพอจบงานปฐมนิเทศนั้นแล้วเขาก็รีบปลีกวิเวกหลบสายตาผู้คนมาอยู่ที่สระน้ำหลังโรงเรียนที่ไร้ผู้คนเดินผ่านเพราะเขาไม่ต้องการที่จะคุยกับใครในตอนนี้ แต่ทว่าถึงกระนั้นก่อนหน้าที่เขาจะเดินมาถึงที่นี่ได้เขาก็ต้องผ่านด่านอรหันต์ของชายหนุ่มมาดเด็กช่างเรียนที่พึ่งออกตีปีกบินเดียวหัดจีบสาวมาหลายคนจนทำให้ศิต้องถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยท่าทีที่เหนื่อยหน่ายอย่างสุดขีด
“ขอเบอร์หน่อยได้ไหมครับ” เสียงของนักเรียนหนุ่มคนหนึ่งพูดจีบขึ้นอย่างสุภาพหลังจากที่เห็นศิเดินผ่านหน้าเขา
“ไม่” ศิตอบกลับแบบสุดหงุดหงิดจนชายหนุ่มคนนั้นหน้าเสียไปทันที
“คุณศศิกานต์คือว่า....” ชายหนุ่มคนหนึ่งร้องทักเธอด้วยท่าทีที่อ้ำอึ้ง
“ขอประโทษครับ เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยเพราะฉะนั้นกรุณาอย่ามาเรียกผมอย่างสนิทสนมแบบนี้” ศิตอบกลับก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะได้พูดอะไรต่อ
“คุณศศิกานต์มีแฟนหรือยังครับ”
“ไม่มีและไม่คิดอยากจะมีตอนนี้ด้วย”
“เอ่อ... ไม่ทราบว่าคุณพอจะคบกับผมได้ไหมครับ”
“ฉันเป็นผู้ชายนะเฟ้ย!!!”
และอีกหลายๆเหตุการณ์มากมายที่มันเกิดขึ้นระหว่างที่ศิเดินผ่านมาที่แห่งนี้จนทำให้เขาหัวเสียเป็นอย่างมากเลยทีเดียวทั้งที่เขาก็ประกาศไปแล้วว่าเขาผู้ชายแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังมีคนมาตามจีบเขาไม่ขาดสายแบบนี้อีก นี่กะจะไม่เชื่อเลยใช่ไหมในสิ่งที่ตัวเขาพูดมาก่อนหน้านี้
“รู้สึกจะไม่ต่างจากตอนที่เราเรียนอยู่ม.ต้นสักเท่าไรเลยแบบนี้น่าเบื่อชะมัด” ศิบ่นออกมาเสียงค่อย
ก่อนที่เขาจะเริ่มก้าวเท้าเดินสำรวจพื้นที่ไปเรื่อยๆโดยหารู้ไม่ว่าในขณะที่เขาบ่นอยู่เมื่อครู่นี้ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งบังเอิญเดินผ่านมาแล้วได้ยินเข้าด้วยความสนใจกับสิ่งที่ได้ยินเธอคนนั้นจึงเดินตามศิไปเรื่อยๆ แม้ว่าเหตุผลที่เธอจะสะกดรอยตามศิจะไม่ได้มีแค่นั้นก็ตาม เพราะอันที่จริงศิกับหญิงสาวคนนั้นเคยเจอกันมาก่อนหน้านี้แล้ว
“นึกว่าขึ้นม.ปลายเรียนโรงเรียนใหม่จะดีกว่านี้ซะอีก” ศิยังคงพูดบ่นต่อไป
แต่ว่าในขณะที่ศิกำลังเดินไปอยู่เรื่อยๆนั้นเองหญิงสาวที่สะกดรอยตามหลังเขาอยู่ก็ส่งเสียงร้องออกมาแบบตกใจกลัวสุดขีด
“กรี๊ด!!!”
ศิรีบหันไปมองตามเสียงร้องทันทีแล้วเขาก็พบว่าที่ข้างหน้าหญิงสาวคนนั้นมีงูตัวใหญ่ตัวหนึ่งกำลังเลื้อยออกมาจ้องหน้าหญิงสาวคนนั้นด้วยสายตาทีนิ่งเรียบแบบไม่บ่งบอกว่าการที่มันเลื้อยมาครั้งนี้มันมาในฐานะผู้ผ่านทางธรรมดาหรือผู้มุ่งร้ายกันแน่
“อยู่เฉยๆ” ศิร้องบอกให้หญิงสาวผู้นั้นยืนอยู่เฉยๆทันทีซึ่งหญิงสาวนั้นก็พยักหน้ารับคำสั่งของศิโดยดี
ก่อนที่ศิจะค่อยๆก้าวเท้าเดินไปหาเจ้างูตัวใหญ่นั้นช้าๆพร้อมทั้งยกมือซ้ายขึ้นเพื่อเตรียมที่จะจับงูนั้นให้ออกไปให้พ้นจากหญิงสาวผู้นั้น
“มันอันตรายนะ” หญิงสาวตะโกนออกมาอย่างตกใจเมื่อรู้ว่าศิคิดจะทำอะไร
“ไม่เป็นไรฉันเคยจับมาก่อนไม่พลาดหรอก” ศิพูดเสียงเรียบทั้งที่ยังตั้งสมาธิที่จะจับเจ้างูตัวนั้นอยู่
หมับ!
เสียงมือของศิคว้าเข้าที่ช่วงปากของงูตัวนั้นอย่างแม่นยำและรวดเร็วจนงูตัวนั้นไม่อาจจะกระทำการตอบโต้ได้ทันเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดงูผู้โชคร้ายตัวนั้นก็ตกอยู่ในการจับกุมของศิอย่างง่ายดายแบบมิอาจที่จะแสดงพิษสงอันน่าพรั่นพรึงของมันออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
“เห็นมั้ย” ศิเอ่ยออกมา
แล้วจากนั้นเขาก็ก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างงูที่เขาจับอยู่กับหญิงสาวคนนั้น ก่อนที่เขาจะยกงูที่ถูกจับนั้นขึ้นมาอย่างอวดผลงานของตัวเอง เพราะศิเองก็รู้ดีว่าหญิงสาวผู้นี้คงกลัวงูอยู่พอสมควรไม่งั้นเธอคงไม่ร้องลั่นออกมาแบบเมื่อครู่นี้หรอก ดังนั้นมันคงเป็นการดีกว่าที่จะไม่เอางูตัวนี้ไปใกล้หญิงสาวคนนั้นมาก แต่ทว่าไม่นานนักภารโรงสามคนก็วิ่งมาจากทางด้านหลังหญิงสาวคนนั้นแบบรีบเร่งพร้อมกับถุงกระสอบขนาดใหญ่ในมือ
“นี่เธอมันอันตรายนะ” ภารโรงคนหนึ่งร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นเจ้าตัวปัญหาที่พวกเขาตั้งใจมาเก็บกวาดไปอยู่ในมือของศิ
“ผมทราบครับ” ศิตอบเสียงเรียบ “แต่ว่าตอนนี้รีบเอาถุงมาดีกว่าครับจะว่าไปผมเองก็ไม่อยากจับเจ้านี่มันนานๆเหมือนกัน”
ว่าจบภารโรงคนที่ถือถุงกระสอบก็รีบวิ่งมาหาศิทันทีพร้อมทั้งอ้าถุงให้กว้างก่อนที่ศิจะปล่อยงูที่อยู่ในมือลงกระสอบที่ภารโรงคนนั้นถืออยู่ทันทีแบบระมัดระวังสุดขีด
“รู้หรือเปล่าที่เธอทำมันอันตรายน่ะ” ภารโรงคนที่ถือถุงกระสอบพูดหลังจากศิปล่อยงูลงถุงไปแล้ว
“ทราบครับ” ศิตอบ
“แล้วทำไม...”
“อันที่จริงผมเคยเรียนจับงูมาก่อนครับ”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ” ภารโรงคนนั้นพูดดุศิแบบตัดบท
ก่อนที่เขาจะเดินไปรวมกลุ่มกับสองภารโรงที่เหลือเพื่อกลับไปทีที่เขาวิ่งมาอีกครั้งแบบไม่หันมาสนใจศิเลยแม้แต่น้อย
“ไง” ศิหันไปทักหญิงสาวคนนั้นหลังจากจบเรื่องงูกับภารโรงไปแล้ว
“ไม่น่าเชื่อว่าคุณศศิกานต์ผู้โด่งดังมีความสามารถแบบนี้ด้วยสุดยอดจริงๆเลย” หญิงสาวคนนั้นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์เป็นอย่างมากจนศิเองรู้สึกมันฟังดูแปลกๆกับสิ่งที่เธอคนนั้นพูด
“พูดแบบนี้นี่ชมผมอยู่หรือเปล่าครับ”
ศิถามกลับอย่างสุภาพแบบที่เขาเองก็ไม่แปลกใจเลยว่าหญิงสาวผู้นี้รู้จักชื่อถือได้อย่างไร ก็เพราะวันนี้ตัวเขาเล่นไปประกาศศักดาและสร้างวีรกรรมมาไว้มากมายขนาดนั้นนี่นาจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าชื่อเสียงของเขามันจะดังถึงขนาดที่จะมีคนไม่รู้จักเขามาก่อนหลายคนก็รู้ว่าเขาเป็นใครชื่ออะไรได้
“ก็ใช่นะสิคะ” หญิงสาวคนนั้นยังพูดตอบด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์
“ว่าแต่คุณชื่ออะไรครับ”
ศิถามหญิงสาวคนนั้นกลับทันทีเพราะเขาเองก็ไม่อยากพูดคุยกับผู้หญิงคนนั้นไปทั้งที่ไม่รู้ชื่อเธอคนนั้นว่าเธอเป็นใครชื่ออะไรมันทำให้ดูออกจะคุยลำบากพิกลอยู่เหมือนกันสำหรับศิ และที่สำคัญก็คือหญิงสาวคนนั้นเองก็ดูน่ารักไม่ใช่น้อยเหมือนกัน(แต่ถึงยังไงก็น้อยกว่าศิอยู่ดีเมื่อเทียบกันแล้ว)ผมสีดำยาวสลวย ปากนิด จมูกหน่อย ผิวหน้าก็ขาวนวลเนียนไร้สิวฝ้าหรือจุดด่างดำ แค่นี้ก็พอจะพูดได้ว่าหญิงสาวผู้นี้ถือเป็นหนึ่งในบุปผางามระดับสูงจริงๆ และแน่นอนศิเองที่ตอนนี้พยายามทำตัวเป็นผู้ชายอยู่มีหรือจะยอมพลาดโอกาสที่จะได้รู้จักหญิงงามแบบนี้
“วารีรัตน์ อิศเรศ ชื่อเล่นชื่อน้ำคะ” หญิงสาวผู้นั้นตอบกลับเสียงเรียบ
“อิศเรศ” ศิทวนคำอย่างนึกคุ้นกับนามสกุลของน้ำ
“นางเตือนใจ อิศเรศ” น้ำพูดขึ้นหลังจากเห็นศิเอ่ยออกมาแบบนี้
“นั้นคุณก็เป็น....” ศิเอ่ยออกมาอย่างนึกออกในที่สุด
“ค่ะ ฉันเป็นหลานสาวผู้อำนวยการของโรงเรียนนี้คะ” น้ำตอบทันทีแบบไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด
“มิน่าล่ะครับ” ศิยิ้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อรู้แบบนี้
“มิน่าอะไรเหรอคะ” น้ำถามทันทีอย่างสงสัยด้วยเสียงที่ยังคงไร้อารมณ์เหมือนเดิม
“ก็มิน่าว่าทำไมคุณถึงดูสวยแบบนี้ยังไงล่ะครับ” ศิปล่อยมุขเกี้ยวสาวทันทีที่มีโอกาส
“เกี่ยวด้วยเหรอคะ”
“คิดว่านะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็น่าจะเป็นลูกสาวของผู้อำนวยการเลยนะคะเพราะคุณน่ะสวยกว่าฉันเยอะเลยนี่คะ”
พอศิเจอน้ำพูดสวนกลับมาแบบนี้เขาเองก็ต้องนิ่งไปอย่างพูดอะไรไม่ออกไปชั่วครู่หนึ่งเลยทีเดียว เมื่อมุขเกี้ยวสาวที่เขาพึ่งคิดสดๆเมื่อครู่นี้ถูกสวนกลับมาได้ง่ายดายแบบนี้จนทำให้ศิคิดในใจอย่างสุดเซ็ง
สงสัยว่าหน้าตาแบบนี้คงจะเอาไปจีบหญิงลำบากจริงๆล่ะมั้ง
“เจอแบบนี้ผมก็นิ่งสิครับ” ศิเอ่ยออกมาหลังจากเงียบไปสักพัก
“แล้วคิดว่าฉันสนใจมากเหรอคะ” น้ำพูดสวนออกมาเสียงเรียบจนศิต้องชะงักอีกครั้ง
“ว้าว แต่ละคำพูดนี่มันสุดสุดไปเลยนะครับ” ศิพูดออกมาอย่างรวดเร็วเมื่อปรับตัวได้อีกครั้ง
“วาจาเฉือดเฉือนมันคือหนึ่งในอาวุธหลักของหญิงสาวนี่คะคุณเองก็น่าจะเข้าใจไม่ใช่เหรอคะ” น้ำพูดตอบ
“ครับผม” ศิยิ้มแห้งๆตอบกับคำตอบนั้นของน้ำ
“ยังคงคิดมากเรื่องที่คุณบอกว่าคุณเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงแล้วไม่มีคนเชื่ออยู่เหรอคะ” น้ำถามออกมาเมื่อเห็นท่าทีของศิ
“รู้ได้ยังไครับ” ศิร้องถามอย่างประหลาดใจ
“ก็พอจะเดาได้คะ ว่าแต่จะคิดมากไปทำไมล่ะคะเพราะถึงยังไงคุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงมันก็ไม่เกี่ยวกับคนอื่นสักหน่อยไม่ใช่เหรอคะ สุดท้ายท้ายคนที่รู้ว่าคุณเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็มีแต่คุณ ถ้าคุณตัวคุณเองเป็นผู้ชายจริงๆไม่ว่ายังไงคุณก็เป็นผู้ชายอยู่ดี ดังนั้นถ้าพวกคนอื่นไม่เชื่อคุณก็ปล่อยเขาไปเถอะเพราะถึงยังไงคุณก็เป็นคุณนี่คะ”
ศิฟังคำพูดปลอบใจอันงงๆของน้ำครั้งนี้ด้วยสายตาที่ประหลาดใจว่าทำไมหญิงสาวคนนี้ถึงพยายามพูดปลอบใจเขาแบบนี้ทั้งที่เขากับเธอพึ่งรู้จักกัน แต่ถึงกระนั้นคำพูดอันงงๆครั้งนี้ของเธอมันก็ช่วยให้ศินั้นรู้สึกดีขึ้นจากเดิมพอสมควรเหมือนกัน
“คนอื่นจะมองยังไงก็ไม่ต้องแคร์เพราะเราก็คือเราเองนี่คือสิ่งที่คุณอยากจะบอกใช่มั้ยครับ” ศิเอ่ยถามเพื่อสานบทสนทนาต่อ
“ค่ะ”
“ขอบคุณมากเลยครับ” ศิพูดอย่างซึ้งน้ำใจของน้ำที่พยายามพูดปลอบใจเขา “ว่าแต่คุณเห็นผมเป็นผู้หญิงผู้ชายเหรอครับ”
“แล้วตัวคุณล่ะคะอยากให้ฉันเห็นคุณเป็นอย่างไหน” น้ำเอ่ยถามสวนเสียงเรียบทันที
“ผู้ชายครับ”
“งั้นคุณก็เป็นผู้ชายในสายตาฉันคะ”
ศิมองน้ำแบบประทับใจในตัวน้ำพอสมควรกับความคิดความอ่านที่ดูเป็นหลักนักปราญช์แบบนี้ของเธอ ถึงแม้ท่าทีในการสนทนาของเธอจะดูไร้อัธยาศัยก็ตามทีเถอะเพราะเธอเอาแต่พูดเสียงเรียบหน้าไม่แสดงอารมณ์คุยตอบกับศิทุกครั้ง แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่อาจที่จะลบส่วนประทับใจดีของน้ำออกจากศิไปได้เลย จนเขาสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าผู้หญิงแบบนี้แหล่ะคือหญิงสาวแบบที่เขาเฝ้าหวังและอยากเจอมานานแสนนาน
ติ๊ดๆๆๆๆ!!!
เสียงนาฬิกาของศิร้องขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ศิตั้งไว้ว่าเขาต้องรีบกลับบ้านแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก่อนที่จะไปเขาก็ยังต้องการจะพูดทิ้งท้ายไว้อย่างเปี่ยมไปด้วยความหวังว่า “หวังว่าเราคงได้อยู่ห้องเดียวกันนะครับ”
“เช่นกันคะ”
“แล้วเจอกันใหม่นะครับ”
“โชคดีคะ”
จากนั้นศิก็วิ่งจากน้ำไปเพื่อกลับบ้านของเขาทันทีทิ้งให้น้ำมองตามหลังศิไปด้วยสายตาที่แสดงถึงความเสียดายพอสมควร แม้จะกล่าวได้ไม่เต็มปากนักว่านี่เป็นครั้งแรกที่ศิกับน้ำพบกัน แต่ถึงอย่างนั้นถ้าพูดว่านี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกที่ทำให้ศิประทับใจในตัวน้ำก็คงไม่ผิดมากนัก
..................................................................................................................................................................
ปัง!!
กลับมาที่ช่วงเวลาปัจจุบัน เสียงเปิดประตูห้องพยาบาลดังสนั่นขึ้นหลังจากที่มายเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่ร้อนรนเป็นอย่างมากในตอนพักเที่ยงของนักเรียน จนทำให้นัทที่กำลังนั่งทานข้าวเที่ยงอยู่ในห้องพยาบาลต้องตกใจจนสะดุ้งโหยงเกือบตกจากเก้าอี้
“พี่ศิอยู่ที่นี่หรือเปล่าคะพี่นัท” มายถามขึ้นทันทีหลังจากเดินเข้ามาในห้อง
“อยู่ ทำไมงั้นเหรอ?” นัทตอบออกมาพร้อมยิงคำถามกลับไปแบบงงๆ
แต่ทว่ามายกลับไม่พูดตอบอะไรเพราะทันทีที่เธอรู้ว่าศิอยู่ที่นี่เธอก็เดินเข้าไปที่เตียงนอนในห้องพยาบาลที่ศิชอบนอนอยู่เป็นประจำทันที แต่แล้วเมื่อเธอเดินไปถึงเธอก็ต้องตกตะลึงเป็นอย่างมากเมื่อพบว่าศิในตอนนี้กำลังอยู่ในสภาวะนอนกอดผ้าห่มเหม่อลอยอย่างได้ที่แบบที่สิหน้าบ่งบอกได้ชัดเลยว่าเธอไม่ได้เหม่อลอยเพราะเรื่องเครียดๆที่สุมอยู่ในหัว แต่กำลังหม่อลอยเพราะกำลังคิดถึงเรื่องอะไรบางอย่างที่มีความสุขที่สุดสำหรับเธอ ก็ดูสิ ยิ้มแหะๆหน้าบานเชียว
“เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เข้าห้องพยาบาลแล้วล่ะไม่รู้ไปเจอเรื่องอะไรดีดีมาหลังจากเจอเรื่องแย่ๆที่เธอเล่าให้ฟังในตอนเช้า” นัทพูดขึ้น
มายหัวเราะออกมาเบาๆแบบคลายกังวลในที่สุดหลังจากที่เห็นว่าศิไม่ได้เป็นอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องเมื่อเช้านี้ ก่อนที่เธอจะทิ้งตัวลงไปนั่งบนเตียงที่ศินอนอยู่ทันที
“เห็นว่าโดดเรียนคาบเช้าทั้งหมด ก็เลยเป็นห่วงนึกว่าจะเป็นอะไรซะอีก” มายเอ่ยออกมาเบาๆให้นัทได้ยิน
“ท่าทางจะห่วงเก้อแล้วล่ะ” นัทพูด
แล้วจากนั้นเธอก็หันไปมองทางน้องของเธออีกคนที่ตอนนี้กำลังนอนเหม่ออยู่บนเตียงและเริ่มยิ้มออกมาอย่างมีความสุขแบบที่นัทและมายก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรศิถึงเป็นแบบนี้
“เวลานอนหัดระวังบ้างสิคะตอนนี้สวมกระโปรงอยู่นะคะพี่ศิ” มายพูดขึ้นหลังจากสังเกตว่าศินอนได้ชะเวิบชะวาบได้ใจดีเหลือเกิน
“พี่ใส่ทับในไว้แล้วไม่เป็นไรหรอก” ศิพูดตอบทั้งที่ยังนอนยิ้มอยู่บนเตียง
“นี่รู้ตัวอยู่เหรอคะ”
“ใช่สิ ไม่งั้นจะตอบได้เหรอ”
“อ่าคะ” มายยิ้มรับกับคำตอบของศิ
“แล้วที่พี่โดดเรียนคาบเช้าเพราะวันนี้มันมีวิชาสังคมสองคาบติดพี่เลยไม่อยากเข้าก็เท่านั้นเอง” ศิรีบชิงพูดบอกเหตุผลทันทีก่อนที่น้องสาวของตนจะพูดถามอะไรออกมา
“อย่างนั้นเองเหรอคะ”
“ใช่เพราะฉะนั้นห้ามถามอะไรอีกมันขัดความสุขพี่รู้ไหม” ศิพูดตัดบททันที
ก่อนที่เธอจะหันไปนอนเหม่อต่อแล้วเริ่มยิ้มออกมาอย่างมีความสุขอีกครั้งจนมายต้องส่ายหัวเบาๆว่าศิในตอนนี้เป็นอะไรกันแน่นี่เธอไม่อาจจะเข้าใจได้เลยจริงๆ จากนั้นเธอก็หันไปหานัทที่นั่งมองเธอกับศิอยู่อย่างถามความเห็น
“บอกแล้วไงว่าพี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน” นัทรีบพูด
ดังนั้นในที่สุดมายจึงได้แค่เพียงมองหน้าศิที่นอนเหม่อยิ้มร่าออกมาอย่างสงสัยว่าทำไมศิถึงเป็นแบบนี้ ทั้งที่เรื่องเมื่อเช้านี้ไม่น่าจะทำให้ศิเป็นแบบนี้ได้เลย
.................................................................................................................................................................
“ปล่อยฉันฉันจะไปฆ่ามัน!!!”
ตอนพักเที่ยง ณ สถานที่ที่ศิ กอล์ฟและสามาทานข้าวเที่ยงด้วยกันทุกวันและตรงที่แห่งนั้นนั่นเองเป็นที่ที่กอล์ฟเอ่ยออกมาอย่างเดือดดาลสุดขีดเมื่อทราบว่าศิถูกต้นขโมยจูบที่หน้าโรงเรียนในเช้าวันนี้ โดยที่มีสานั้นคอยรั้งตัวเขาไว้อย่างสุดกำลังเพื่อไม่ให้กอล์ฟไปทำอะไรบ้าบ้าอย่างที่เขาว่าได้จริงๆ เพราะไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูเหมือนว่ากอล์ฟนั้นไม่ได้พูดล้อเล่นแน่ๆเกี่ยวกับเรื่องที่เขาพูดเมื่อครู่นี้
“ใจเย็นก่อนสิกอล์ฟ” สารีบพูดห้ามเขาแบบสุดความสามารถที่เธอพึงจะมี
“ใจเย็นงั้นเหรอ เธอจะให้ฉันใจเย็นลงได้ไงเมื่อไอ้บ้านั้นมันกล้าทำแบบนี้” กอล์ฟหันไปเถียงกับสา
“ก็ถึงบอกให้ใจเย็นก่อนไงเล่า”
“ไม่ยงไม่เย็นมันแล้ว ฉันจะไปฆ่ามัน”
“ขืนทำแบบนั้นเดี๋ยวก็ได้ติดคุกหัวโตกันพอดี”
“ฉันไม่กลัวยังไงก็คุ้มล่ะฟะ”
กอล์ฟยังคงดิ้นรนขัดขืนสาต่อไปอยู่สักพักใหญ่จนในที่สุดสาก็เริ่มจะรั้งไม่ไหวประกอบกับอารมณ์ที่เธอข่มมานานมันเริ่มที่จะขึ้นถึงขีดสุดเหมือนกัน
“ปล่อยฉันนะสา...”
กอล์ฟเอ่ยออกมาแบบไม่ยอมแพ้พร้อมทั้งยังคงดิ้นรนให้หลุดจากการรั้งของสาอย่างเต็มที่ แต่แล้วเสียงสะท้อนกลับของการกระทำและคำพูดประโยคนั้นกลับเป็น....
เพี๊ย!!!
แรงปะทะของฝ่ามือของสาที่ฟาดเข้าไปที่แก้มซ้ายของกอล์ฟสร้างให้เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นพร้อมพร้อมกับกอล์ฟที่ตอนนี้หันหน้าไปตามแรงตบของสาแบบไม่อาจฝืนได้ด้วยท่าที่ตะลึงอย่างสุดขีดกับการกระทำที่ไม่คาดฝันนี้
“หยุดบ้าสักทีได้มั้ยกอล์ฟ!!”
สากัดฟันพูดเสียงเย็นชาใส่กอล์ฟที่ตอนนี้ยืนแข็งเป็นท่อนไม้แบบพูดอะไรไม่ออกไปเสียแล้วหลังจากรู้ว่าตัวเองพึ่งโดนสาตบไปเมื่อครู่นี้ ก่อนที่เขาจะค่อยๆยกมือขวามาลูบแก้มข้างที่โดนสาตบเบาๆด้วยท่าทีที่เหมือนคนที่พึ่งได้สติหลังจากตื่นนอนใหม่ๆ
“เจ็บนะ”
“ก็ต้องการให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”
กอล์ฟฉีกยิ้มออกมาเล็กน้อยกับคำตอบของสาทันทีจนสารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่จู่จู่กอล์ฟก็แสดงท่าทีแบบนี้
“ขอบใจและก็ขอโทษนะ” กอล์ฟเอ่ยออกมาเบาๆแล้งหันไปมองหน้าสาอีกครั้ง
“มาขอบใจและขอโทษเรื่องอะไรกัน” สาเริ่มทำตัวไม่ถูกกับการกระทำของกอล์ฟในตอนนี้
“ก็ที่ช่วยรั้งฉันไว้ตอนที่ฉันขาดสติยังไงล่ะ” กอล์ฟตอบแล้วยิ้มให้สาน้อยๆ
“อ่ะ เอ่อ.... ก็ฉันไม่อยากเห็นเพื่อนอย่างนายต้องไปทำเรื่องอะไรบ้าบ้าเพราะขาดสติก็เท่านั้นเอง”
สาเอ่ยตอบพร้อมทั้งหลบสายตากอล์ฟทั้นทีเมื่อเธอเห็นเขาส่งรอยยิ้มพิฆาตนารีให้เธอแบบนี้ ก็อย่างที่รู้กันว่ากอล์ฟที่จริงก็หน้าดีไม่ใช่น้อยเลยจนพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าถ้ามีคนส่งกอล์ฟไปประกวดหนุ่มหล่อจักรวาลล่ะก็กอล์ฟนั้นคงติดอันดับหนึ่งในสามของตำแหน่งนั้นได้ไม่ยากและที่สำคัญสาเองก็มีความรู้สึกดีดีให้กับกอล์ฟเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่รอยยิ้มที่กอล์ฟส่งมาให้สานั้นจึงทำให้ใจสาแทบละลายไปแล้วโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
“แต่ยังไงก็เถอะตอนนี้ฉันก็ต้องพูดว่าขอบคุณและขอโทษกับเธอจริงๆเพราะดูเหมือนว่าเมื่อครู่นี้ฉันจะทำให้เธอลำบากอยู่มากเลย”
“พึ่งรู้ตัวงั้นเหรอ” สาทำท่าตอบแบบกึ่งประชด
“ฉันถึงพูดว่าขอโทษยังไงล่ะ” กอล์ฟรีบพูดอย่างสำนึกผิด
“เฮอะ ช่างมันเถอะที่จริงฉันเองก็ไม่ได้เก็บเรื่องอะไรแบบนั้นมาคิดมากหรอกนะกอล์ฟ” สารีบพูดออกมาหลังจากเห็นท่าทีสลดของกอล์ฟในตอนนี้
“จริงนะ”
“เออสิ”
“ดีจัง”
กอล์ฟเอ่ยออกมาแล้วยิ้มให้สาอีกครั้งจนสาต้องรีบเบือนหน้าหนีอีกครั้งเพื่อหลบรัศมีรอยยิ้มอรหันต์กระชากใจเธอที่ค่อยเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้งจากกอล์ฟ ด้วยท่าทีประมาณว่าครั้งแรกยังพอทนมองได้สองสามวิ แต่ถ้ามีครั้งที่สองมาอีกล่ะก็จบกันเลยเพราะถ้าเผลอเหลือบมองสักเสี้ยววินาทีล่ะก็.... เธอคิดว่าความรู้สึกที่เธอมีให้กอล์ฟทั้งหมดคงหลุดออกจากปากเธอไปทั้งหมดแน่ๆ
“ว่าแต่กอล์ฟ รู้สึกว่านายจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนศิเหลือเกินเกี่ยวกับเรื่องนี้” สารีบเปลี่ยนเรื่องพูดทันที
“ก็ฉันกับศิเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆนี่นา” กอล์ฟพูดตอบ
“เพราะเหตุผลแค่นั้นเองเหรอ”
สาแกล้งถามกลับแบบอยากรู้แต่แท้จริงแล้วเธอที่ถามออกมาแบบนี้เพื่อสังเกตปฏิกิริยาตอบกลับของกอล์ฟมากกว่าว่ากอล์ฟคิดอย่างไรกับศิกันแน่เพื่อยืนยันความคิดของตัวเธอเอง ถึงแม้จะรู้ว่าการที่ทำแบบนี้มันอาจจะทำให้ตัวเองเจ็บปวดไม่ใช่น้อยเลย
“ก็ใช่นะสิ”
คราวนี้เป็นฝ่ายกอล์ฟที่เบือนหน้าหลบสายตาของสาบ้างเพื่อกลบเกลื่อนท่าทีที่มีพิรุธในคำตอบของคำถามของสาเมื่อครู่นี้อย่างสุดกำลัง แต่ทว่าสาเองก็ไม่ใช่คนโง่ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพราะทันทีที่เธอเห็นกอล์ฟทำท่าทางแบบนี้เธอเองก็มั่นใจอย่างสุดกำลังเลยว่าที่กอล์ฟพูดเมื่อครู่นี้มันเป็นคำโกหกคำโตแน่นอน เธอจึงได้แต่ทอดสายตามองลงไปที่พื้นหญ้าอย่างหดหู่ใจว่าเรื่องที่คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด
“อย่ามากลบเกลื่อนเลยดีกว่ากอล์ฟ” สากลั้นใจเอ่ยออกมาเบาๆอย่างฝืนอารมณ์เจ็บลึกลึกในใจของเธอเอาไว้
“กลบเกลื่อนเรื่องอะไร” กอล์ฟยังแกล้งตีหน้าซื่อแต่พูดปดออกมา
“นายแอบหลงรักศิก็บอกมาเถอะ”
สาตอบออกมาแบบลากเข้าตรงประเด็นอย่างไม่ต้องการอ้อมค้อมทันทีจนทำให้กอล์ฟผงะเสียหลักไปเล็กน้อยแบบคาดไม่ถึงว่าสาจะพูดออกมาตรงๆแบบนี้ สาที่เห็นปฏิกิริยาตอบกลับของกอล์ฟในตอนนี้ก็หลับตาลงอย่างทำใจและพยายามซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจไว้ไม่ให้กอล์ฟเห็นพร้อมกับท่องไว้ในใจซ้ำไปซ้ำมาว่า สาทำใจเสียเถอะว่ารักแรกครั้งนี้ของเรามันหมดหวังเสียแล้ว
“พูดอะไรของเธอนะสา” กอล์ฟรีบพูดแก้ตัวทันที
“อย่ามากลบเกลื่อนเลยกอล์ฟแค่ดูท่าทางตอนนี้ของนายฉันก็ดูออกแล้วว่าที่ฉันพูดเมื่อครู่นี้มันเป็นเรื่องจริง” สาพยายามฝืนพูดทุกคำพูดออกมาอย่างเจ็บช้ำ
“สา....” กอล์ฟพยายามจะพูดแก้ตัว
“ฉันจะช่วยให้นายสมหวังสนใจมั้ย” สารีบพูดขัดขึ้นพร้อมฝืนยิ้มบางๆ
“หมายความว่าไงสา”
“แล้วสนใจมั้ยล่ะ”
“ฉะ ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับศิสักหน่อย”
กอล์ฟยังคงพูดเฉไฉเหมือนเดิมจนสาเริ่มถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกเหนื่อยหนายกับท่าทีของกอล์ฟอย่างสุดขีดอีกที่ตัวเขาแสดงออกมาแบบนี้แล้วยังจะพยายามพูดกลบเกลื่อนอยู่อีกนี่เธออุตสาห์ยอมฝืนความเจ็บปวดของหัวใจเพื่อเขาเลยนะ
“ถ้างั้นกอล์ฟจะยอมให้ศิแต่งงานกับอาจารย์ต้นเหรอ”
สาถามกอล์ฟออกมาแบบเข้าจุดทันทีจนกอล์ฟเริ่มหน้าเสียออกมาน้อยๆหลังจากได้ยินแบบนั้นแต่ถึงอย่างนั้นสามัญสำนึกกับความคิดของเขามันก็ช้ากว่าที่จะยับยั้งปฏิกิริยาสวนกลับของเขาที่ตอนนี้มันตอบสนองอย่างรวดเร็วจนทำให้กอล์ฟอยากจะบ้าเหลือเกิน
“ไม่มีทาง!!”
สายิ้มออกมาน้อยๆกับคำตอบของชายหนุ่มที่ปากไม่ตรงกับใจแต่ร่างกายปรับสภาพไม่ทันคนนี้อย่างขำๆ
“แหม... ตอบซะหนักแน่นจังเลยนะ”
“เปล่า ฉันก็แค่เป็นห่วงศินะสิก็ศิมันเป็นผู้ชายนี่นา” กอล์ฟยังคงพยายามแถต่อไปอย่างไม่ลดละ
“ผู้ชายที่มีคำนำหน้าชื่อว่านางสาวนี่นะและแถมยังมีร่างกายที่ดูเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอีก” สาเถียงกลับด้วยท่าทีที่นิ่งเรียบกว่าเดิม
“แต่ถึงอย่างนั้นจิตใจของมันก็เป็นผู้ชายนี่นา”
“เธอคิดอย่างนั้นจริงๆเหรอกอล์ฟ”
สาพยายามมองเข้าไปที่ดวงตาของชายหนุ่มคู่สนทนาที่พยายามหลบหน้าเธอในตอนนี้เหลือเกินด้วยท่าทีที่คาดคั้นเต็มที่จนกอล์ฟรู้สึกอึดอัดน้อยๆ
“ผู้ชายบ้าอะไรที่พยายามกีดกันผู้ชายคนอื่นไม่เห็นร่างเปลือยของตน ผู้ชายบ้าอะไรที่ขี้งอนเอาแต่ใจยิ่งกว่าผู้หญิง และผู้ชายบ้าอะไรที่ใช้มารยาหญิงเก่งยิ่งกว่าผู้หญิงอย่างฉัน”
สาพูดออกมาแบบสาธยายความเป็นหญิงในตัวศิให้กอล์ฟฟังจนกอล์ฟเริ่มพูดไม่ออกอีกครั้งหลังจากพยายามอ้าปากนึกคำพูดเถียงของสาอยู่หลายคำ แต่สุดท้ายมันก็ไม่เข้าท่าเลยจนต้องหุบปากลงไปทุกครั้งอยู่ร่ำไป
“และที่นายแสดงออกมาอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่ความรู้สึกของคนที่เป็นห่วงเพื่อนหรอกนะแต่เป็นความรู้สึกโมโหของชายที่หลงรักหญิงคนหนึ่งแล้วไปเห็นหญิงคนนั้นไปอยู่กับชายอื่นพูดง่ายๆก็คือ ‘หึง’ นั้นเอง”
“อ่ะ มะ....”
“จะพูดเถียงหรือปฏิเสธอะไรอีกล่ะกอล์ฟ ฉันไม่ใช่ศินะที่จะดูไม่ออกว่านายคิดยังไงกับศิ สายตาที่นายมองศิ การกระทำที่นายทำเพื่อศิต่อหน้าฉันแบบไม่มีท่าทีที่จะปกปิดหรือไว้มาดเลยเพราะว่านายเห็นว่าฉันเป็นฉันไม่ใช่ศิมันเป็นการบอกโต้งๆอยู่แล้วว่านายคิดยังไงกับศิ”
สาพยายามข่มน้ำตาที่ใกล้จะไหลออกมาจากดวงตาของเธอในทุกคำพูดที่เธอพูดออกมาเพื่อคาดคั้นให้กอล์ฟให้ยอมรับความรู้สึกของเขาว่าเขาคิดยังไงกับศิกับเธอด้วยความรู้สึกที่รวดร้าวราวกับตัวเองจะเริ่มแตกสลายไปในไม่ช้าถ้าเธอยังคงพยายามทำแบบนี้ต่อไป ทั้งที่สารู้แบบนั้นแต่เธอก็ยังไม่หยุดการกระทำหนนี้ของเธอลงง่ายๆ แม้ว่ามันจะทำให้เธอต้องขาดใจลงไปนอนตายในตอนนี้ก็ตามด้วยเหตุผลที่ว่าเธอนั้นได้ตัดสินใจไปแล้ว
“ยอมรับมาสักทีเถอะว่านายรักศิ”
สาพูดออกอย่างเริ่มกลั้นน้ำตาไม่อยู่เพราะหยดน้ำเล็กๆหนึ่งหยดมันเริ่มไหลรินออกมาจากดวงตาของเธอซึ่งเธอก็รีบเบือนหน้าหนีกอล์ฟทันที
ถ้านายยอมรับว่านายรักศิฉันจะได้หักห้ามใจให้เลิกรักนายสักที เพราะฉะนั้นได้โปรดเถอะพูดออกมาให้ฉันได้ยินสักครั้งฉันจะได้หลุดพ้นจากความเจ็บปวดบ้าบ้าที่เกิดเพราะนายแบบนี้สักทีและจะได้อยู่กับนายและศิเหมือนเดิมอีกครั้งแบบที่ฉันไม่ต้องมานั่งตะขิดตะขวงใจอย่างนี้
“แล้วไงล่ะ” กอล์ฟถามกลับเสียงเย็นอย่างเปลี่ยนท่าทีจากเมื่อครู่นี้โดนสิ้นเชิง
“อะไรนะ”
สารีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วหันหากอล์ฟทันทีอย่างประหลาดใจกับคำพูดตอบกลับของกอล์ฟในตอนนี้
“ฉันถามว่าแล้วไงล่ะ”
“ทำไมนายถึงถามแบบนั้นล่ะ”
“ฉันรู้ว่าสาไม่ได้โง่จนจะมาหลงกลกับการกลบเกลื่อนแย่ๆของฉันแบบนี้ได้หรอก เพราะฉะนั้นฉันคิดว่าเธอเองก็คงจะมองออกถึงสายตาของศิที่ศิมองมาที่ฉันทุกครั้งว่าสายตาของศินั้นไม่ได้มองฉันเกินเลยกว่าคำเพื่อนเลยสักครั้งไม่ว่าตอนไหนก็ตาม” กอล์ฟพูดตอบแล้วก้มหน้าลงอย่างสลด
ถ้าไม่อย่างนั้นแม่ของศิมีหรือที่จะพยายามหาคู่หมั้นให้ศิมาแต่งงานด้วยอย่างนี้ ทั้งที่มีเขาอยู่ทั้งคนอยู่แล้ว ชายคนที่รักลูกของเธอหมดหัวใจและยอมทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อลูกของเธอโดยไม่ปริปากบ่นออกมาสักครั้งแบบนี้แม้ว่าเขาต้องเจ็บตัวหรือเสียศักดิ์ศรีไปขนาดไหนก็ตาม
แต่ก็เพราะนฤมลเองก็รู้ว่าระหว่างศิกับกอล์ฟมันยังมีกำแพงขนาดใหญ่ที่กั้นระหว่างศิกับกอล์ฟเอาไว้ กำแพงขนาดใหญ่ที่ถูกเรียกว่าความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิทจึงทำให้ศิและกอล์ฟไม่อาจที่จะพัฒนาความรู้สึกไปได้ไกลกว่านั้น ไกลเกินกว่าคำว่าเพื่อนสนิทและไหนจะเรื่องเพศที่ยังคงกำกวมของศิอีก มันเลยยิ่งทำให้เรื่องนี้ยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่สำหรับศิและกอล์ฟ
“นี่ฉันหลงรักคนโง่แบบนี้อยู่หรือไงฟะ” สาพึมพำกับตัวเองเสียงค่อย
“อะไรนะสา” กอล์ฟถามออกมาอย่างสงสัยเพราะเขาได้ยินสิ่งที่สาพูดเมื่อครู่ไม่ชัดเนื่องด้วยสาพูดเบาเกินไป
“ฉันบอกว่านายนี่งี่เง่าที่สุดเลยยังไงล่ะทั้งที่ดูผู้หญิงไม่เป็นยังจะแกล้งทำเป็นดูเป็นอีก”
สาเอ่ยออกมาเสียงดังกว่าเดิม แต่เปลี่ยนประโยคที่พูดก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิงยกเว้นคำว่างี่เง่าที่มีความหมายเดียวกับคำว่าโง่ที่ยังคงอยู่
“ทำไม....”
“งี่เง่า”
“นี่สา...”
“งี่เง่า”
“ทำไมเธอถึง....”
“งี่เง่า งี่เง่า งี่เง่า งี่เง่า งี่เง่า” สาพูดซ้ำอีกหลายครั้งจนทำให้กอล์ฟตีหน้าไม่ถูกที่สามาด่าแบบนี้
“จูบของผู้หญิงน่ะสำคัญมากเลยรู้เปล่าถึงจะเป็นเพื่อนสนิทกันก็เถอะ ถ้าจู่จู่ต้องมาเสียจูบไปให้มันล่ะก็เป็นฉัน ฉันไม่หยุดอัดมันเพียงแค่หมัดเดียวแน่ๆถึงแม้ว่าคนคนนั้นจะสลบหมดสติไปแล้วก็ตามที” สาพูดอธิบาย
“พูดอะไรน่ะสา....”
“พี่อิน”
“อะไรของสานี่พี่อินเกี่ยวอะไรด้วยฉันงงไปหมดแล้ว”
“นั้นแหล่ะคือสิ่งที่ฉันอยากให้นายรู้สึกตอนนี้”
“ทำไมล่ะ”
เพี้ย!!!!
เสียงสาตบกอล์ฟดังขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้เป็นการตบกันคนละข้างกับครั้งที่แล้วที่เธอเคยตบกอล์ฟเมื่อครู่ใหญ่ที่ผ่านมาจนทำให้คนที่ถูกตบตีหน้าไม่ถูกไปเลยว่าทำไมเขาถึงต้องมาถูกสาตบอีกครั้งแบบที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรถึงสองรอบ
“สมองจะได้บาลานซ์กันและคิดอะไรออกเสียที” สาพูดออกมาด้วยแววตาที่หมองเศร้า
ก่อนที่เธอจะเริ่มต้นหันหน้าเดินจากกอล์ฟไปทิ้งให้ชายหนุ่มมองหน้าตามหลังเธอไปอย่างสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับสาในตอนนี้ ทำไมเธอถึงมาทำแบบนี้และท่าทีแปลกๆที่เหมือนจะร้องไห้อย่างนั้นอีก (ใช่ว่ากอล์ฟจะไม่สังเกตเห็นแต่เขาไม่อยากพูดมากกว่าจึงแกล้งทำเป็นไม่เห็นไปอย่างนั้นเอง) กับคำพูดแปลกๆที่เธอพูดทิ้งไว้เมื่อครู่นี้อีกและก็ไอ้คำด่าที่ว่า งี่เง่า
งี่เง่า งี่เง่า งี่เง่า งี่เง่า งี่เง่า
คำคำนั้นยังดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวสมองของเขาหลังที่เขาเห็นสาเดินจากเขาไปจนแทบจะลืมความรู้สึกที่เขาแค้นเคืองต้นในตอนแรกจนหมดสิ้น เพราะในตอนนี้มันมีแต่คำถามที่ถามว่า ทำไม เพราะอะไร มันประดังเดอยู่เต็มหัวเข้าเสียมากกว่า
แต่ก็เพราะแบบนี้จึงทำให้เขาไม่ทันได้สังเกตว่าตอนนี้ที่ชั้นสามในห้องพักอาจารย์หมวดวิชาสังคมศึกษาได้มีสายตาของต้นที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างกำลังทอดสายตามองเขาอยู่ด้วยรอยยิ้มที่มากไปด้วยแผนการเมื่อเช่นทุกที
“งี่เง่าจริงๆนั้นแหล่ะ” ต้นพูดอย่างเห็นด้วยกับคำด่าของสาที่ด่ากอล์ฟเมื่อครู่นี้
ก่อนที่เขาจะหันหน้ากลับไปทางโต๊ะทำงานเขาอีกครั้งพร้อมทั้งยืดเส้นยืดสาย หลังจากที่เขานั่งอยู่บนเก้าอี้มองกอล์ฟกับสาเมื่อครู่นี้มานานอย่างอารมณ์ดีแบบบอกไม่ถูกที่เขาได้เห็นสถานการณ์เมื่อครู่นี้ระหว่างกอล์ฟกับสา
“หมากของศัตรูก็เหมาะที่จะเป็นหมากของตัวเองได้ถ้าใช้เป็น เนื้อเรื่องต่อไปนี้มันคงน่าสนุกน่าดูเลยล่ะนะศิ ฉันจะทำให้เธอรู้เลยล่ะว่าเธอคิดผิดอย่างมหันต์เลยที่เธอทำแบบนั้นกับฉันทำในตอนนั้น”
ต้นเอ่ยออกมากับตัวเองอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่เขาจะเอนหลังไปพิงเก้าอี้อย่างสบายๆพร้อมทั้งดึงโทรศัพท์มือถือสีฟ้าแบบพับได้ออกมาเปิดดูแบบไม่สนใจสายตาของเพื่อนร่วมงานของเขาที่เริ่มมองเขาอย่างแปลกๆในตอนนี้
*
ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Confusing love him or her