Arezs

Ch.2 - Mage of night (จอมเวทแห่งรัตติกาล)

 

 เช้านี้ก็ยังเป็นเช้าอีกวันที่สดใสอีกวันหนึ่งของเฟรย์ริน่าที่ต้องอาศัยอยู่ภายในบ้านไม้ซุงชั้นเดียวกลางป่าสนใหญ่อย่างนี้ได้สิบกว่าวันแล้ว โดยป่าสนที่เธออาศัยอยู่นี้นั้นถูกขนานนามว่า ‘ป่าหลงลืม’ เนื่องด้วยความทึบและต้นไม้ที่ขึ้นอยู่มากมายภายในป่าจนทำให้คนส่วนใหญ่นั้นหลงทางได้ง่ายๆ ประกอบกับเนื่องด้วยในบริเวณป่านี้นั้นมีเขตอาคมเวทมนตร์ประหลาดที่ทำคนที่หลงอยู่ในป่านี้นั้นจะรู้สึกว่าความจำที่ตัวเองนึกได้นั้นมันเลือนรางไม่ชัดเจน

ดังนั้นการที่ป่าแห่งนี้จะมีชื่ออย่างที่ว่ามาจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยแม้แต่น้อย

แต่ทว่าสำหรับบ้านหลังนี้แล้วกลับไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อยเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเขตอาคมที่กล้าแข็งของวินรี่นั้นเองที่เธอได้กางเอาไว้ทำให้พวกเธอจึงอยู่มาได้ถึงปัจจุบันนี้

ทำให้ทุกเช้าก็ยังคงเป็นเช้าที่สดใสเหมือนเดิมทั้งเสียงนกร้องและเสียงไก่ขันที่ปลุกเธอในยามเช้า อันที่จริงเฟรย์เองเป็นคนไม่ค่อยตื่นชอบตื่นเช้าสักเท่าไรนักและแถมยังไม่มีใครกล้าว่าเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เสียด้วย ซึ่งมันก็แน่อยู่แล้วล่ะ ก็เพราะเธอเป็นถึงเจ้าหญิงคนเดียวแห่งเมืองพรอนเทียนี่นา

แต่ทว่าหลังจากที่เธอมาอยู่ที่นี่สิบวันแล้ว ถึงแม้เธอจะเหนื่อยแค่ไหนก็ตามแต่ก็ไม่เคยไม่เคยมีวันไหนเลยที่เธอคิดอยากที่จะตื่นสายสักครั้ง

ให้ตายสิอากาศดีๆและบริสุทธิ์กลางป่าใหญ่อย่างนี้จะให้เอาแต่อุดอู้อยู่ในห้องให้เสียอารมณ์ได้ไงต้องออกไปสูดอากาศยามเช้าหน่อย เฟรย์ริน่าคิดในใจก่อนจะลุกขึ้นเก็บที่นอนแล้วเดินออกจากห้องนอนไป
                เมื่อเธอเปิดประตูเดินออกมาที่นอกห้องเธอพบผู้หญิงหญิงผมสีน้ำตาลยาวถึงสะโพกคนที่รับคำสั่งจากรีเซิกร์และออกไปจัดการชายฉกรรจ์ที่ตามล่าเฟรย์ริน่าคนที่เหลือรอดจากการโจมตีด้วยพายุของวินรี่คนสุดท้าย วันนี้เธอใส่ชุดวันพีชกระโปรงบานสีดำคลุมทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีแดงและกำลังทำอาหารเช้าอยู่

พอเธอคนนั้นรู้สึกตัวว่าเฟรย์เดินมาแถวนี้เธอก็รีบหันหน้ามาทางเฟรย์พร้อมทั้งส่งยิ้มให้น้อยๆทันที

"อรุณสวัสดิ์คะคุณเฟรย์ริน่า เมื่อคืนหลับฝันดีไหมค่ะ"
            “ไม่ค่อยดีสักเท่าไรหรอกคะคุณคลูเอล” เฟรย์ตอบอย่างยิ้มแย้มก่อนจะแกล้งทำหน้าสลดแล้วพูดออกมาว่า “ก็ไอ้คุณผู้ชายใจหินทมิฬชาตินั้นไปอยู่ในความฝันที่แสนจะสุดวิเศษของฉันน่ะค่ะ ขนาดหลับยังฝันเห็นซวยจริงๆ”
            “เหรอค่ะ ถึงกับเก็บเอาท่านรีเซิกร์ไปฝันถึงแบบนี้แสดงว่าคุณเฟรย์ชอบท่านรีเซิกร์มากๆเลยสินะค่ะ” คลูเอลพูดกระเซ้าขึ้นมาเล่นทำเอาคู่สนทนาถึงกับหน้าเสียเล็กน้อย
            “อย่าล้อเล่นอย่างนั้นสิคะคุณคลูเอลผู้ชายอย่างนั้นใครจะไปชอบลงกันค่ะ” เฟรย์แกล้งทำหน้างอใส่คลูเอลทันที
            “แหมๆ ล้อเล่นนิดหน่อยอย่าพึ่งงอนสิค่ะ” คลูเอลรีบพูดหลังจากเห็นเฟรย์ทำหน้างอใส่
            “อ่ะ ล้อเล่นเหมือนกันคะ ว่าแต่ฉันอยู่ที่นี่มาได้สิบวันแล้วฉันยังไม่เคยเจอหน้าคนที่ชื่อเฟนริลสักทีเลยนะคะ”
            “พี่เฟนริลเหรอคะ เขาออกไปทำงานให้ท่านรีเซิกร์อยู่คะคงอีกหลายวันกว่าจะกลับมา” คลูเอลพูดตอบพร้อมทั้งไปทำอาหารที่ตัวเองทำค้างไว้อยู่

“พี่เฟนริลงั้นเหรอ หมายความว่าคนที่ชื่อเฟนริลคนนั้นเป็นพี่สาวคุณคลูเอลเหรอคะ” เฟรย์ริน่าถามขึ้นอย่างสงสัย

“ใช่แล้วคะ เป็นพี่น้องคลานตามกันมาเลยคะ อันที่จริงเรายังมีพี่น้องอีกสองคนด้วยนะคะ แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว”

“หมายความว่าพวกเขา...”

“ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาตายไปแล้วหรอกนะคะแค่พวกเขาตอนนี้ไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ในที่ที่แสนไกลอยู่คะคิดว่าคงอีกนานกว่าพวกเขาจะกลับมาคะ” หญิงสาวผมสีน้ำตาลรีบพูดต่อทันทีที่ดูเหมือนว่าเฟรย์กำลังจะเข้าใจอะไรผิด
            “เหรอคะแล้วว่าแต่คุณเฟนริลเป็นคนยังไงเหรอคะ”
            “อธิบายยากน่ะคะ คือ... พี่เฟนริลเป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่งถ้าเอาที่ปิดตาออกนะ นิสัยก็ใช้ได้แต่รู้สึกจะเป็นคนจริงจังกับชีวิตไปหน่อยคะ แต่ว่าก็เป็นคนอารมณ์ดียิ้มง่ายเหมือนฉันนี่แหละคะ” คลูเอลตอบก่อนที่จะตักซุปที่ตัวเองทำขึ้นมาชิม
            “เหรอคะ” เฟรย์ก้มหน้าคิดอะไรได้บางอย่าง “งั้นทั้งบ้านก็มีคนที่เป็นผู้ชายคือรีเซิกร์คนเดียวสินะคะ”

 “เข้าใจถูกแล้วคะคุณเฟรย์ริน่า” คลูเอลตอบแล้วเธอก็ยกอาหารที่ทำเสร็จออกจากเตา “ฮาเรมดีๆสำหรับผู้ชายแต่ไม่ใช่สำหรับท่านรีเซิกร์หรอกนะคะ”

“ทำไมล่ะค่ะ”

“แล้วคุณเฟรย์จะรู้เองคะ ตัวฉันนินทาเจ้านายตัวเองมากๆไม่ดีหรอกนะคะ”

ว่าจบคลูเอลก็ยกอาหารไปที่โต๊ะอาหาร

“ออกไปเดินเล่นข้างนอกสักพักก็ได้คะ อาหารใกล้จะเสร็จแล้วแต่คงต้องขอเวลาซักหน่อยคะ”

“ก็ดีคะ”

จากนั้นเธอก็ผลักเปิดประตูไม้บานใหญ่เพื่อเดินออกจากบ้านไปเดินตากลมฟังเสียงนกร้องและไก่ป่าขันในยามเช้าที่สดใสกลางป่าใหญ่ข้างนอกบ้าน หลังจากที่เฟรย์ยืนสูดอาการและทำกายบริหารอยู่หน้าบ้านได้สักพักหนึ่งก็เธอก็ได้ยินเสียงเปิดประตูบ้านดังขึ้นดังนั้นเธอจึงรีบหันไปมองทันทีด้วยความหวาดระแหวง

แต่ทว่าความรู้สึกนั้นมันก็ต้องมลายหายไปในฉับพลันเมื่อคนที่เดินออกมาจากบ้านนั้นเป็นหญิงสาวที่งดงามไว้ผมยาวสีน้ำตาลยาวสลวยแถมยังมีผิวขาวนวล และยิ่งหญิงสาวคนนั้นเดินเข้ามาใกล้เธอมากเท่าไรเธอก็ยิ่งพบว่าหญิงสาวผู้นั้นเป็นคนที่มีหน้าตางดงามและดูดึงดูดอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะนัยน์ตาสีแดงที่ดูชวนน่าพิศวงคู่นั้นที่กำลังจ้องมองเธออยู่ หญิงสาวผู้นี้หยุดมองเฟรย์ที่ตอนนี้ยืนตะลึงกับการปรากฎตัวของเธอ พร้อมเอ่ยทักทายกับเฟรย์ด้วยเสียงที่ใสไพเราะชวนกล่อมให้คนฟังเคลิ้มตามทันที

“อรุณสวัสดิ์เฟรย์วันนี้ก็ตื่นแต่เช้าเหมือนเคยเลยนะ”

“เอ่อ...คุณเป็นใครคะแล้วรู้จักชื่อฉันได้ยังไงกันคะ” เฟรย์ที่จู่จู่เห็นหญิงสาวผู้ไม่คุ้นหน้าผู้นี้มาทักทายจึงรีบถามสวนออกไปทันที

“นี่เธอจำฉันไม่ได้จริงๆงั้นเหรอ?” หญิงผมสีน้ำตาลคนนั้นถามขึ้นอย่างประหลาดใจ

“นี่เราเคยเจอกันแล้วเหรอคะ” เฟรย์ถามด้วยสีหน้าที่ระแวงมากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อได้ยินคำถามที่สองของเฟรย์อีกครั้งหญิงสาวผู้นี้ก็ขมวดคิ้วตีหน้าสงสัยออกมาทันที ก่อนที่เธอจะก้มลงไปสำรวจตัวเองซึ่งเมื่อเธอเห็นสภาพของตัวเองเข้าหญิงสาวผู้นี้แสดงท่าทีตกใจออกมาเล็กน้อย โดยที่มีเฟรย์นั้นยืนมองเธออย่างสงสัยว่าหญิงสาวคนนี้ตกใจอะไรกันแน่

“อีกแล้วงั้นเหรอ” หญิงสาวแสนสวยคนนี้พูดขึ้นมาอย่างเซ็งๆเมื่อเห็นสภาพของตนในตอนนี้

“อะไรเหรอคะ” เฟรย์ถามขึ้นอย่างสงสัยหลังจากเห็นท่าทีของหญิงสาวคนนี้ในตอนนี้ที่ทำท่าแปลกๆ

“เปล่าไม่มีอะไรหรอก อย่าไปสนใจมันเลยเอาเป็นว่าฉันชื่อเรเชลก็แล้วกันฉันเป็นเพื่อนกับรีเซิกร์น่ะ” เรเชลพูดตัดบทอย่างง่ายๆพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ค่อยๆพรุดพรายบนใบหน้าที่แสนสวยของหล่อนไปให้เฟรย์ ซึ่งในสายตาของเฟรย์แล้วรอยยิ้มนี้มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ชวนน่าหลงใหลเสียจริงๆ

“เหรอคะ แล้วรีเซิกร์ล่ะคะทุกครั้งเขาจะชอบออกมากวนฉันตอนเช้านี่คะ” เฟรย์พยายามมองไปข้างหลังของเรเชลเพื่อแลหาผู้ชายที่เธอเอ่ยถึงทันที

“อ๋อ... เอ่อ... อะ ออกไปทำธุระข้างนอกตั้งแต่เช้าแล้ว ดังนั้นวันนี้ฉันจะมาเป็นคนสอนเวทให้เธอแทนรีเซิกร์เอง” เรเชลตอบอย่างตะกุกตะกัก

“เหรอคะ คุณเรเชล” เฟรย์พูดรับด้วยท่าทีที่สงสัยว่าทำไมหญิงสาวตรงหน้าถึงทำท่าทางน่าสงสัยแบบนี้

“ว่าแต่คุณมาถึงบ้านหลังนี้ตั้งแต่เมื่อไรเหรอคะทำไมฉันถึงไม่รู้เลย”

“เอ่อ... อันที่จริงฉันมาถึงที่นี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่ไม่ค่อยอยากจะออกมาจากห้องเท่าไรน่ะ” เรเชลเอ่ยแก้ตัวอย่างละล่ำละลั่กก่อนที่เธอจะพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

“แต่ว่าตอนนี้เราเข้าไปทานอาหารเช้ากันดีกว่า เพราะวันนี้คงต้องฝึกกันหนัก ป่านนี้คลูเอลคงจะจัดโต๊ะเสร็จแล้วมั้ง”

“ค่ะ คุณเรเชล” เฟรย์รับคำอย่างง่ายดายแม้ใจจะยังคงสงสัยอยู่ก็ตาม

“เอ่อ...ไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณเรเชลก็ได้นะเรียกเรเชลเฉยๆดีกว่าฟังแล้วมันลื่นหูกว่าน่ะ” เรเชลพูดน้ำเสียงที่เป็นกันเอง

“ได้คะ เรเชล”

“อืม...ต้องอย่างนี้สิ” เรเชลเอ่ยอย่างยินดีก่อนที่จะเดินนำเฟรย์เข้าไปในบ้าน

 

...................................................................................................................................................................

 

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้วเรเชลก็พาเฟรย์มาที่จุดฝึกประจำของรีเซิกร์คือบริเวณพื้นที่ข้างบ้าน โดยแถวนี้นั้นมีลำธารสายเล็กๆสายหนึ่งไหลผ่านอย่างเอื่อยๆ และที่สำคัญตรงนี้นั้นจะมีลมเย็นๆพัดเป็นระยะๆอยู่เสมอทำให้บรรยากาศบริเวณนี้น่านอนเป็นอย่างมาก

อันที่จริงตอนวันฝึกวันแรกที่เป็นการเล่าประวัติความเป็นมาของจอมเวทแห่งรัตติกาลรีเซิกร์ก็พาเฟรย์มานั่งที่นี้แต่เพราะบรรยากาศที่เป็นแบบนี้เลยทำให้เฟรย์พล่อยหลับจนโดนรีเซิกร์ว่ามาแล้ว

 

7 วันก่อนหน้านี้

 

เอาล่ะวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิบสามจอมเวทจอมราชันย์และฐานะตำแหน่งของจอมเวทที่เธอจะต้องเป็นกันดีกว่า” รีเซิกร์เริ่มพูดขึ้นในเช้าวันที่ 3 นับตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ที่นี่

 “โดยปกติเธอคงจะรู้อยู่แล้วจากวิชาเรียนประวัติศาสตร์ในวังหลวงพรอนเทียว่า‘จอมเวทจอมราชันย์’ นั้นคือกลุ่มจอมเวทที่ได้รับเลือกให้มีพลังในการควบคุมและรักษาสมดุลของธรรมชาติในโลกแห่งนี้จะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 สายคือ พวกสายควบคุมธาตุมีทั้งหมด 6 คนได้แก่ จอมเวทแห่งสายลมที่วินรี่เป็นอยู่นอกจากนั้นก็มีจอมเวทแห่งเปลวเพลิง, ปฐพี, สายน้ำ, พฤกษาและสายฟ้า

ส่วนอีกสายคือสายควบคุมทั่วไปกลุ่มนี้จะมีทั้งหมดอยู่ 7 คนได้แก่จอมเวทแห่งรัตติกาลซึ่งก็คือเธอและส่วนคนอื่นๆก็มีจอมเวทแห่งห้วงมิติเวลา, แมลง, สัตว์ป่า, แรงโน้มถ่วง , ความฝัน และสุดท้ายก็คือจอมเวทแห่งความตาย ในส่วน ‘จอมเวทแห่งรัตติกาล’ นั้นในฐานะของสิบสามจอมเวทจอมราชันย์ก็มีความสำคัญสูงเหมือนกัน นี่!เธอถ้าอยากจะหลับและก็บอกดีๆก็ได้นะตาปรือเชียว” รีเซิกร์พูดขึ้นหลังจากเห็นสีหน้าเฟรย์ที่ง่วงนอน

เปล่านะคือที่นี่ลมมันเย็นดีไปหน่อยก็เลยเคลิ้มไปเท่าเอง” เฟรย์รีบพูดแก้ตัว

เหรอ งั้นก็แล้วไปแต่เธอทำให้ฉันหมดอารมณ์อยากอธิบายไปแล้วนะสิ งั้นก็ที่เหลือก็อย่างที่บอกไปนะตรงส่วนนี้เธอคงจะรู้จากวิชาประวัติศาสตร์เป็นอย่างดีแล้ว มีข้อข้องใจตรงไหนหรือเปล่า” รีเซิกร์พูดเสียงเรียบหลังจากที่ได้ฟังคำแก้ตัวที่ไม่เหมือนคำแก้ตัวของเฟรย์แล้ว

เอ่อ...แล้วคุณเองก็เป็นหนึ่งในสิบสามจอมเวทจอมราชันย์ด้วยหรือเปล่าคะ” เฟรย์ถามสวนแบบได้โอกาส

แล้วเธอคิดว่าฉันเป็นหรือเปล่าล่ะ” รีเซิกร์ถามย้อนกลับอย่างกวนๆ

ก็เพราะฉันไม่แน่ใจน่ะสิคะ ฉันถึงได้ถามคุณและฉันก็ต้องการคำตอบจากคุณไม่ใช่ให้คุณมาถามย้อนแบบนี้” เฟรย์เอ่ยสวนทันที

อือ ก็ใช่นะที่เธอพูดมาแต่บางสิ่งบางอย่างเธอก็ยังไม่ควรรู้ตอนนี้ก็ได้แล้วสักวันเธอก็จะรู้และเข้าใจเองว่าฉันเป็นใครหรืออะไร”

พูดตัดบทอย่างนี้ทุกทีสินะ” เฟรย์พูดด้วยสีหน้าที่ออกอาการเคืองเล็กน้อย

ใช่สิครับ ก็ผมเป็นคนอย่างนี้นี่นา” รีเซิกร์พูดตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแบบยอมรับความเป็นตัวเองโดยรอยยิ้มนั้นของเขาดูเหมือนจะเป็นรอยยิ้มประหลาดที่คอยกระชากใจของเฟรย์ไปได้ทุกทีที่เธอได้เห็นมันเพราะทุกครั้งที่เธอได้เห็นรอยยิ้มนี้ในใจเฟรย์จะรู้สึกสั่นไหวอย่างน่าประหลาด

แล้วนอกจากเรื่องนี้มีอะไรจะถามต่ออีกไหมครับ”

แค่นี้แหละคะ ไม่มีอะไรจะถามแล้ว”

งั้นก็หมดเวลาเรียนภาคทฤษฎีแล้วมาเริ่มฝึกหนักกันดีกว่า”

 “ค่ะ” เฟรย์พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าไม่มีสิทธิ์มาบ่นนะครับ” รีเซิกร์ยิ้มบ้างปิดท้ายประโยค              

 

แล้วจากนั้นความทรงจำทุกอย่างก็เลือนหายไปจากความคิดเฟรย์เพราะเท่าที่เธอจำได้ลางๆก็คือเธอต้องทนฝึกการใช้พลังเวททุกวันและจำกฎต่างๆในการใช้พลังของเธอแถมด้วยฝึกการใช้กำลังกายเท่าที่จำเป็นและศิลปะการต่อสู้ในแบบต่างๆตลอดทั้งวัน

แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่ร้ายกาจที่สุดสำหรับเฟรย์ก็คือการที่ต้องปลุกพลังที่หลับใหลในตัวเธอให้ตื่นขึ้นมาก่อนและวิธีการปลุกพลังของรีเซิกร์ที่กระทำกับเธอก็คือการจูบและจูบที่ไหนที่ไหนไม่จูบดันต้องมาจำเพาะจูบที่ตรงปาก

 แต่เพราะเป็นจูบแรกของเจ้าหญิงคนสวยคนนี้หลังจากเสร็จพิธีการปลุกพลังจึงเล่นทำเอารีเซิกร์เจ็บทั้งตัวไปอีกหลายวันเพราะเธอเล่นซัดด้วยพลังเวทที่เพิ่งได้มาใส่รีเซิกร์ไม่ยั้ง

“ไม่เลวสำหรับนักเวทมือใหม่อย่างเธอ”

นั้นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่รีเซิกร์จะสลบไปในวันนั้นโชคยังดีที่เขายังกางข่ายเวทป้องกันเพื่อลดความเสียหายทันไม่งั้นคงไม่รอดเป็นแน่แท้

7 วันแห่งความทรมาน 7 วันแห่งความทุกข์ทน

แต่วันนี้เป็นวันที่สอนอะไรที่สบายมากก็นั้นคือการนั่งสมาธิเพื่อกำหนดจิตเรเชลก็เดินไปเรื่อยๆอยู่รอบๆโดยพยายามกวนสมาธิเฟรย์ให้มากที่สุดแต่ก็ไม่เกิดผลอะไรเพราะเรื่องสมาธิเป็นอะไรที่เฟรย์มั่นใจมากเพราะโดยฝึกมาตั้งแต่เด็กและหลังจากการฝึกสมาธิเสร็จก็แถมด้วยการฝึกคาถาในสายเวทของเธออีกนิดหน่อยซึ่งไม่ยากเท่าไรเพราะส่วนใหญ่จะเป็นเวทรักษากับเวทป้องกัน

หลังจากฝึกเสร็จประมาณบ่ายโมงเศษๆ เรเชลกับเฟรย์ก็มานอนแผ่หลาพักผ่อนอย่างสบายใจอยู่ตรงบริเวณแถวที่พวกเธอฝึกปล่อยให้ลมเย็นๆพัดมากระทบตัวเพื่อคลายความร้อน ทันใดนั้นเองเฟรย์ก็เอ่ยถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เอ่อ...เรเชลรู้จักรีเซิกร์มานานหรือยังคะ?”

เรเชลอึ้งไปสักพักอย่างนึกไม่ถึงเมื่อได้ยินคำถามนี้

“ก็นานพอดู แล้วเฟรย์ถามแบบนี้ทำไมงั้นเหรอ”

“เปล่าคะ ก็แค่... อยากรู้เฉยๆ” เฟรย์ตอบด้วยเสียงที่อึกอักและสับสนกับตัวเองว่าทำไมเธอต้องถามแบบนั้นด้วย

“แล้วเธออยากรู้ไปทำไม?” เรเชลรุกถามต่อ

“ก็คือ... ฉันไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับรีเซิกร์เลยสักอย่างก็เลยอยากทำความรู้จักอะไรที่เกี่ยวกับเขาบ้างสักเรื่องก็ยังดีฉันรู้สึกอย่างนั้นคะ อันที่จริงบางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนว่าเคยเจอกับเขาและรู้จักเขามาก่อนเมื่อนานมาแล้ว แต่ตัวฉันเองก็นึกถึงความทรงจำนั้นไม่ออก”

“หรือว่าบางทีเธออาจจะเคยพบกันกับเขาเมื่อชาติที่แล้วก็ได้นะ” เรเชลแกล้งพูดแหย่เล่น

“เป็นไปไม่ได้หรอกคะ แล้วว่าแต่เรื่องชาติที่แล้วมันมีจริงด้วยเหรอคะ” เฟรย์พูดจบแล้วก็หัวเราะเบาๆ

“มันก็ไม่แน่นี่นะจริงมั้ย” เรเชลเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับเป็นคนละคนจนทำให้เฟรย์ต้องลุกขึ้นมามองหน้าเรเชลอย่างสงสัยทันที

“การพบกันที่เหมือนดั่งโชคชะตาและการลาจากกันที่คาดไม่ถึงจนกระทั่งได้พบกันใหม่อีกครั้งทั้งที่จากกันมานานและอยู่กันคนละมิติเวลา”

“นี่ เรเชลคุณรู้ใช่หรือเปล่าคะว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างฉันกับรีเซิกร์ ช่วยบอกฉันหน่อยสิคะ ฉันอยากรู้จริงๆคะ” เฟรย์ถามขึ้นมาอย่างตกใจหลังจากเรเชลหยุดพูด

“บางสิ่งบางอย่างเธอยังไม่ควรรู้ตอนนี้ก็ได้เพราะยังไงซะสักวันเธอก็จะได้รับรู้มันเอง สักวันหนึ่งเมื่อเธอพร้อมที่จะยอมรับถึงตัวตนที่ฉันเป็นและนึกในสิ่งที่เธอเคยจำได้เฟรย์ริน่า” เรเชลเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วซึ่งและเมื่อเรเชลพูดจบทุกอย่างรอบตัวเฟรย์ก็เริ่มเลือนหายไปอย่างช้าๆสู่ความมืดมิด

 

...................................................................................................................................................................

 

เฟรย์ค่อยๆรู้สึกตัวขึ้นแต่ยังไม่ได้สติเต็มที่ แต่พอเธอลืมตาตื่นได้สักพักใหญ่เธอก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาก่อนเธอหมดสติได้ เธอจึงรีบลุกขึ้นมาสำรวจมองรอบๆทันที แล้วเฟรย์ก็พบว่าบัดนี้ตนเองได้กลับมานอนอยู่บนเตียงในห้องของตัวเองแล้ว โดยที่ข้างเตียงมีชายหนุ่มผมสีดำที่นั่งมองเธอที่ลุกพรวดพราดขึ้นมามองรอบๆอยู่อย่างนิ่งเฉยจนกระทั่งเธอสังเกตเห็นเขา เขาจึงพูดขึ้นว่า “ฟื้นแล้วเหรอ ดีจริงๆ พวกวินรี่เป็นห่วงเธอแทบตายแน่ะเธอรู้ไหม”

“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? แล้วเรเชลล่ะเธออยู่ที่ไหน?” เฟรย์หันไปถามรีเซิกร์พร้อมทั้งมองสำรวจรอบๆห้อง

“ใครเหรอคนที่ชื่อเรเชลน่ะ?” คราวนี้กลับเป็นรีเซิกร์ถามกลับด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบ

“นายไม่รู้จักเหรอเขาบอกว่าเป็นเพื่อนกับนายนี่นา” เฟรย์พูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“เออสิ ไม่รู้จักและก็ไม่ได้ล้อเล่นด้วย” รีเซิกร์ตอบเสียงเรียบพร้อมกับยื่นแก้วน้ำที่ตัวเองพึ่งรินน้ำใส่ให้เฟรย์ “คลูเอลพบเธอนอนสลบอยู่ที่หน้าบ้านหลังจากที่เขาจัดโต๊ะเสร็จแล้วไปตามเธอมาทานข้าวในตอนเช้า รู้สึกว่าตอนนั้นคลูเอลจะแตกตื่นและเป็นห่วงเธอมากก็เลยอุ้มเธอมานอนที่เตียงและเรียกฉันมานี่แหละ”

“เหรอ” เฟรย์ตอบรับอย่างเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแต่ว่าเธอรู้สึกเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เหมือนไม่ใช่ฝันมันจะเป็นฝันไปได้อย่างไรกันเมื่อมันรู้สึกเหมือนจริงซะแบบนั้น

“แล้วเรเชลนั่นคือใครเหรอเป็นคนที่เธอเจอในความฝันหรือไง?” รีเซิกร์ถามขึ้นอย่างสนใจเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้

สิ้นคำถามนี้ของรีเซิกร์เฟรย์ก็หันไปมองชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธออย่างสงสัยทันที เพราะเธอมั่นใจว่าเขาต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่จึงตัดสินใจพูดออกไป

“ใช่ แต่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นมันรู้สึกเหมือนไม่ใช่ความฝันเลยนะ” เฟรย์ตอบโดยที่ตาจ้องมองไปที่แก้วน้ำที่ตัวเองถืออยู่ “เพราะทุกอย่างมันดูเหมือนเกิดขึ้นจริงๆ”

“แล้วเธอฝันเห็นอะไร” รีเซิกร์ถามเธอต่อแล้วมองไปที่ใบหน้าคู่สนทนาของตัวเอง

“ก็ ฉันฝันเห็น........” แล้วเฟรย์ก็เราเรื่องในความฝันให้รีเซิกร์ฟังตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียด พอเล่าจนจบแล้วรีเซิกร์ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะพูดว่า “งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อน ไม่มีการฝึกหรือสอนอะไรทั้งนั้นนอนพักและผ่อนคลายให้สบายก็แล้วกัน เดี๋ยวจะให้วินรี่มาอยู่เฝ้าต่อ”

“แล้วเรื่องนี้มัน...” เฟรย์ตั้งท่าจะถามแต่รีเซิกร์พูดขัดขึ้นมาว่า “สักวันเธอจะได้รู้เอง สักวันหนึ่ง”

“แล้วมันวันไหนกันสักวันของนาย” เฟรย์พูดอย่างหมดความอดทน “นายก็พูดอย่างนี้ซะทุกครั้งที่ฉันถาม ตอนแรกบอกว่าจะบอกเกี่ยวกับเรื่องของนายทั้งหมดแต่ตอนนี้กลับปิดเป็นความลับมันเรื่องบ้าอะไรกันแน่”

“เอาเป็นว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีสำหรับเธอนักเท่าไรหรอกนะ ส่วนวันที่เธอจะได้รู้ก็คือวันที่เธอพร้อมจะยอมรับความจริงทั้งหมดได้ซึ่งก็คงอีกไม่นานหรอกเจ้าหญิง”

“ใจคอกะไม่ให้ฉันรู้เรื่องอะไรสักอย่างเลยใช่ไหมนี่ทั้งที่มันเกี่ยวกับตัวฉัน” เฟรย์พูดพร้อมกับมองไปที่ใบหน้าของรีเซิกร์ด้วยสายตาที่คาดคั้น

“ถ้าเธอรู้แล้วมันทำให้เธอยิ่งเครียดและเจ็บปวดไปมากกว่านี้ล่ะก็ฉันว่าเธออย่าพึ่งรู้มันเลยดีกว่า” รีเซิกร์พูดตัดบทอย่างง่ายๆ

พอว่าจบรีเซิกร์ก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจคำทัดทานของเฟรย์เลยแม้แต่น้อยทิ้งให้เฟรย์นั่งจมอยู่กับความคิดบนเตียงเพียงคนเดียว พอรีเซิกร์เดินออกมาจากห้องเขาก็พบว่าวินรี่กำลังยืนฟังพวกเขาคุยกันอยู่หน้าห้องกับคลูเอล

“ทำแบบนี้ไม่เกินไปหน่อยเหรอรีเซิกร์ นายก็รู้นี้เธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงอายุ สิบเจ็ดปีธรรมดาจะบอกหน่อยก็ไม่ได้เหรอว่าเรื่องที่เธอเจอมันเป็นเรื่องอะไรสักหน่อยก็ยังดี ทั้งๆที่นายรู้สึก...” วินรี่เอ่ยถามขึ้นทันทีหลังเธอเห็นรีเซิกร์เดินออกมา

“ฉันทำไม่ได้หรอกที่จะบอกเรื่องนั้นกับหล่อนในตอนนี้ ทั้งที่หล่อนเองก็ยังไม่มีความทรงจำเรื่องของฉันอยู่เลยแม้แต่น้อย” รีเซิกร์ตอบด้วยเสียงเศร้าๆ

“หรือว่ามันเกี่ยวกับคำสาปนั่น”

“ไม่หรอกมันเกี่ยวกับชะตากรรมมากกว่า ชะตากรรมของฉันกับเจ้าหญิงเฟรย์ริน่ารัชทายาทแห่งอาณาจักรพรอนเทีย ชะตากรรมที่มันดำเนินมาเนิ่นนานกว่าหกพันปี”

“นายมันก็อย่างนี้ทุกที” วินรี่พูดก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “แล้วเรื่องความฝันนั้นนายคิดว่าไง คิดว่าเป็นฝีมือของทรานซ์หรือเปล่า”

“เรื่องฝันฉันว่านั่นไม่ใช่ฝีมือของทรานซ์หรอก ฉันมั่นใจ สงสัยว่าฉันคงหนีชะตากรรมอย่างนี้ไม่พ้นจริงๆล่ะมั้ง ยังไงก็ฝากดูเฟรย์ด้วยแล้วกันฉันจะออกไปทำธุระข้างนอกป่าแปบหนึ่งเดี๋ยวมา ส่วนเรื่องจอมเวทแห่งรัตติกาลเธอจะบอกทุกเรื่องที่เธอรู้ให้เฟรย์ฟังก็ได้”

“อย่างน้อยก็ให้เธอรู้เรื่องว่าทำไมเธอถึงถูกตามล่าจะได้ไม่คิดทำอะไรบ้าๆใช่หรือเปล่า” วินรี่พูดอย่างพอเข้าใจกับการกระทำหนนี้ของรีเซิกร์

“ก็อย่างนั้นแหละ ให้เธอรู้เรื่องบางเรื่องที่คิดว่าเธอยอมรับมันได้ก่อนก็คงไม่เสียหายอะไรนี่นา” รีเซิกร์พูดแล้วเหลือบสายตามองไปที่ห้องเฟรย์เล็กน้อย

หลังจากนั้นรีเซิกร์ก็หายตัวไปจากบริเวณนี้ทันที ทิ้งวินรี่กับคลูเอลไว้ก่อนที่วินรี่จะมองเข้าไปในห้องแล้วเห็นเฟรย์นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง ดังนั้นเธอจึงหันกลับไปหาคลูเอลแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อยากเข้าไปลองพูดอะไรกับเฟรย์ดูไหมคลูเอล”

“ฉันก็เหมือนกับนายท่านรีเซิกร์แหล่ะคะไม่ค่อยถนัดเรื่องแบบนี้สักเท่าไร”

“เป็นอย่างนี้กันหมดทุกคนสินา... รีเซิกร์เองก็เป็นคนที่ห่วงคนอื่นรอบข้างมากเกินไปจริงๆ โดยไม่รู้ว่าความเป็นห่วงที่เขามีให้นั้นมันทำร้ายคนรอบข้างขนาดไหน” วินรี่พูดแล้วมองไปที่เฟรย์ “โดยเฉพาะกับคนที่ตัวเองรักมากที่สุด”

“ก็เพราะอย่างนี้แหล่ะท่านรีเซิกร์ถึงยอมช่วยฉันและคุณในวันนั้น”

“ก็ใช่ล่ะนะ แต่เรื่องของฉันกับเธอมันต่างกันนี่นา ว่าแต่วันนี้เวรเธอทำอาหารไม่ใช่เหรอไปเตรียมได้แล้วมั้งส่วนของเฟรย์เป็นข้าวต้มก็แล้วกัน”

“ค่ะ” คลูเอลพูดรับคำ

หลังจากมองคลูเอลเดินไปที่ครัวได้สักพักวินรี่ก็พลักประตูเข้าไปหาเฟรย์ในห้องซึ่งยังนั่งซึมอยู่บนเตียงนอนของตนเองแล้วก็พูดขึ้นว่า “ไง เฟรย์นั่งซึมเชียว”

“ก็รีเซิกร์เขาไม่ยอมบอกอะไรฉันเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งที่เรื่องพวกนี้มันเกี่ยวกับฉันแท้ๆนี่เขาเห็นฉันเป็นตัวอะไรอะไรกันแน่” เฟรย์พูดตอบด้วยเสียงที่มีน้ำโห

“เอาน่า... รีเซิกร์เขาก็เป็นคนแบบนี้แหล่ะมีอะไรชอบปิดบัง แต่ถ้าเขาพูดว่าสักวันหนึ่งเธอจะรู้เรื่องนี้แสดงว่าสักวันหนึ่งเธอต้องรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอนเพราะรีเซิกร์ไม่เคยโกหกหรือผิดสัญญาใครหรอกนะ” วินรี่รีบพูดแก้ตัวให้รีเซิกร์ทันที

“ค่ะ ฉันเข้าใจและรู้สึกไว้ใจเขา แต่ว่าอย่างนี้มันเหมือนโดนกีดกันเลยนะคะทั้งที่เรื่องเกี่ยวกับตัวเองแท้ๆแต่กลับไม่สามารถรู้เรื่องอะไรได้เลย”

“ฉันก็พอจะเข้าใจเพราะฉันเองก็เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่ฉันก็พอจะเข้าใจว่าเพราะรีเซิกร์เขาเป็นห่วงเขาถึงทำแบบนี้น่ะ เพราะเขาไม่อยากให้ฉันในตอนนั้นหรือเธอในตอนนี้คิดมากยังไงล่ะ”

“เหรอคะ” เฟรย์พูดแล้วมองไปที่วินรี่อย่างตั้งใจฟัง

“ก็เพราะรีเซิกร์มีนิสัยอย่างนี้แหละ เฉยๆแต่ก็ชอบเป็นห่วงคนอื่นไปซะทุกคนแล้วก็เก็บความทุกข์ของคนอื่นทั้งหมดไว้ที่ตนเอง”

“คงทรมานสินะตัวรีเซิกร์เองต้องทนเก็บความรู้สึกทุกข์ใจไว้ที่ตัวเองทั้งหมด”

“คงอย่างนั้นละมั้ง” วินรี่พูดแบบกึ่งเห็นด้วย “เพราะอย่างงั้นหมอนั้นเลยไม่ค่อยแสดงอารมณ์ออกมาเท่าที่ควรยังไงล่ะแต่สำหรับเธอคงเป็นข้อยกเว้นละมั้ง”

“ทำไมเหรอคะ” เจ้าหญิงคนสวยรีบถามออกมาอย่างสงสัย

“คิดเอาเองสิหรือไม่ก็ลองนึกให้ออกเอาเอง” วินรี่ไม่ยอมพูดตอบอย่างง่ายๆ

“ก็ได้คะ” เฟรย์ยอมพูดรับคำอย่างไม่เซ้าซี้มากมายนัก “แล้วตอนนี้รีเซิกร์ไปไหนเหรอคะ”

“ออกไปทำธุระข้างนอกอยู่เดี๋ยวสักพักคงกลับมาน่ะ”

“เหรอคะ ขอบคุณมากนคะวินรี่ตอนนี้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะแล้ว” เฟรย์ตอบแล้วก็ยิ้มให้วินรี่

“งั้นก็ดีแล้ว แต่ว่าตอนนี้เอาอย่างนี้ก็แล้วกันฉันว่าฉันจะบอกอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับจอมเวทแห่งรัตติกาลให้เธอฟังหน่อยเพราะรีเซิกร์บอกว่าให้ฉันบอกเธอได้เกี่ยวกับเรื่องได้” วินรี่พูดแล้วลุกขึ้นไปนั่งบนเตียงกับเฟรย์

“รีเซิกร์บอกว่าให้มาบอกเหรอคะ” เฟรย์ถามด้วยความประหลาดใจ

“แล้วดีไหมล่ะ”

“ก็ดีคะ ฉันรู้เพียงแต่ว่าฉันอยู่สายควบคุมทั่วไปในหมู่สิบจอมเวทจอมราชันย์เท่าเองเพราะตอนช่วงที่เขาจะอธิบายต่อฉันดันเผลอหลับไปจนโดนเขาต่อว่า” เฟรย์พูดแล้วหัวเราะเบาๆ

“ก็เพราะแบบนั้นสินะถึงยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย” วินรี่พูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆตามเฟรย์

“อืม... งั้นก็เริ่มจากลักษณะพลังที่เด่นของจอมเวทแห่งรัตติกาลก่อนก็แล้วกันเท่าที่ฉันรู้จอมเวทแห่งรัตติกาลจะเป็นพวกสายเวทสายป้องกัน พวกเวทที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นโล่หรือเวทรักษาจะแกร่งมาก เวทส่วนใหญ่ของเธอจึงจะเป็นเวทช่วยในการต่อสู้หรือเวทรักษาบาดแผล ฉะนั้นถ้าจะให้เธอไปต่อสู้สำหรับจอมเวทแห่งรัตติกาลก็คงไม่ไหวแน่แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี ดังนั้นในการฝึกทุกวันรีเซิกร์จึงช่วยฝึกเสริมเรื่องการโจมตีและการป้องกันตัวด้วยกระบวนท่าที่เป็นศิลปะการต่อสู้เข้าไปด้วยเป็นการป้องกันจุดอ่อนตรงนี้” วินรี่พูดอธิบาย

“เพราะอย่างนั้นจึงดูเหมือนฝึกหนักขึ้นเป็นพิเศษใช่หรือเปล่าค่ะ”

“คงอย่างนั้นแหล่ะมั้งเพราะเธอเป็นองค์หญิงนี่พื้นฐานเรื่องกำลังและทักษะการเตะต่อยจึงไม่ค่อยมี” วินรี่พูดพอเห็นเฟรย์พยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วจึงพูดต่อ “แต่จอมเวทแห่งรัตติกาลไม่ได้มีพลังอยู่แค่นั้น จอมเวทแห่งรัตติกาลยังมีพลังอื่นซ่อนไว้อยู่ที่ไม่ใช่พลังเพื่อช่วยตัวเองแต่เป็นพลังเพื่อเอื้อให้คนอื่นเสียมากกว่า พลังนั้นก็คือการที่สามารถมอบพลังเวทให้อีกฝ่ายได้ไม่รู้จบกล่าวคือพลังในตัวของบุคคลซึ่งเป็นจอมเวทแห่งรัตติกาลจะมีพลังเวทมหาศาลที่ไม่มีวันหมดอยู่ในตัวอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากพวกจอมเวทคนอื่นตรงที่ถ้าพวกนั้นใช้พลังไปแล้วมันก็จะหมดลงไปและต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งถึงจะฟื้นขึ้นมาใหม่ได้

โดยพลังของเธอนั้นสามารถช่วยพวกนั้นได้ตรงที่ถ้าพลังเวทของจอมเวทพวกนั้นหมดจอมเวทแห่งรัตติกาลก็สามารถจ่ายพลังเวทในตัวให้อีกฝ่ายได้และแถมเป็นพลังที่มหาศาลเสียด้วย เปรียบง่ายๆก็เหมือนกับไม้ฝืนที่ใช้เติมไม่ให้กองไฟที่ก่อมอดลงดีๆนั่นเอง และแถมยังเป็นไม้ฝืนชั้นดีที่พอเติมลงไปในกองไฟแล้วยิ่งทำให้ไฟลุกโหมอย่างไม่กลัวแรงลมที่พัดผ่านว่าจะทำให้ไฟมอดลงเสียด้วย”

“เพราะอย่างนี้เลยไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมจึงมีคนตามล่าฉันอยู่” เฟรย์พูดอย่างเซ็งๆ

“ก็ประมาณนั้น เพราะแค่มีเธออยู่ใกล้ๆมันก็สามารถทำให้จอมเวทธรรมดาๆคนหนึ่งกลายเป็นจอมเวทที่พลังเวทมหาศาลพอๆกับสิบสามจอมเวทจอมราชันย์ได้เลย”

“แล้วถ้าอีกฝ่ายที่ได้ตัวฉันไปเป็นจอมเวทที่มีพลังเวทสูงอยู่แล้วล่ะคะ”

“ฝ่ายนั้นก็จะกลายเป็นคนที่ไร้เทียมทานไปเลยยังไงล่ะ” วินรี่ตอบเสียงเรียบ

แล้วจากนั้นทั้งห้องก็เงียบไปสักพักใหญ่เพราะวินรี่ปล่อยให้เฟรย์จมอยู่กับความคิดของตัวเอง

“เพราะเหตุนี้จึงทำให้ฉันต้องฝึกพลังเวทใช่หรือเปล่าค่ะ” เฟรย์พูดขึ้นในที่สุด

“คงอย่างนั้น รีเซิกร์น่ะเขาเป็นห่วงเธอมากจริงๆนะ ถึงแม้บางครั้งเขาจะทำตัวเย็นชากับเธออย่างไม่มีเหตุผลก็เถอะ”

“กับคนที่พึ่งเคยเจอกันครั้งแรกนี่นะคะ” เฟรย์พูดแบบไม่อยากจะเชื่อ

“แล้วเธอแน่ใจได้ไงว่านี่คือครั้งแรกที่เธอเจอกับรีเซิกร์ อันที่จริงฉันเองก็ไม่รู้อะไรหรอกนะเกี่ยวกับเรื่องระหว่างเธอกับรีเซิกร์น่ะ เพราะรีเซิกร์ไม่เคยเล่าอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ฉันฟังสักที”

จากนั้นเมื่อวินรี่เห็นเฟรย์ก้มหน้าไม่พูดอะไรออกมาเธอจึงกล่าวต่อออกมาว่า “ภายในใจลึกๆแล้วเธอก็คงรู้สึกไว้ใจรีเซิกร์มากใช่ไหม ถึงแม้ว่าตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำไมเธอถึงไว้ใจชายคนนี้มากก็ตาม”

“ก็ใช่คะ” เฟรย์พูดอย่างเจ็บช้ำเกี่ยวกับเรื่องนี้ “แต่ยิ่งฉันพยายามทำความเข้าใจในตัวเขามากเท่าไรก็เหมือนกับเขาจะยิ่งดูดำมืดและห่างเหินจากฉันมากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น”

“ตอนนี้เขาคงมีเหตุผลที่ทำกับเธอแบบนั้น แต่ว่าสักวันเธอคงรู้คำตอบของเรื่องนั้นแน่ คำตอบที่เธอเองก็อยากรู้ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้นกับเธอ”

 “ก็คงสักวันใช่ไหมค่ะ” เฟรย์พูดด้วยอารมณ์ที่สดชื่นขึ้น

“คงอย่างนั้นแหละ สักวันหนึ่ง” วินรี่พูดแล้วยิ้มให้เฟรย์

จากนั้นทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นและเมื่อทั้งสองหันไปมองก็พบคลูเอลกำลังถือถาดใส่ชามข้าวต้มร้อนๆอยู่หน้าประตูและกำลังเดินเข้ามาในห้อง

“อารมณ์ดีขึ้นแล้วนะคะคุณเฟรย์ริน่า คุณวินรี่นี่ปลอบคนเก่งจังเลยนะคะ” คลูเอลพูดขึ้นหลังจากเห็นท่าทีของเฟรย์ที่ยิ้มออกมาในตอนนี้

“ก็คงอย่างนั้นคะเพราะวินรี่เป็นคนที่พูดอะไรให้ฉันสบายใจได้เสมอทุกครั้ง” เฟรย์พูดยอวินรี่บ้าง

“แหม...ชมกันอย่างนี้ก็เขินแย่สิ” วินรี่พูดแล้วแกล้งก้มหน้าแล้วยิ้มออกมาอย่างเขินๆ ทำเอาทุกคนในห้องหัวเราะกันหมด

“แต่ว่าตอนนี้มาทานข้าวต้มกันก่อนดีกว่าคะคุณเฟรย์ เดี๋ยวมันจะเย็นหมดเสียก่อนคะ โดยเฉพาะตอนนี้คุณเฟรย์ยิ่งไม่ค่อยสบายด้วยแถมข้าวเช้ายังไม่ได้ทานอีกนะคะ”

“ใช่ เดี๋ยวไม่สบายหนักเข้าไปอีก” วินรี่ช่วยพูดเสริม

“คะ ทานอยู่แล้วที่จริงฉันเองก็หิวมากเหมือนกันแต่ไม่กล้าบอกเพราะอายคะ” เฟรย์พูดตอบหน้าแดงอย่างอายๆ

แล้วทั้งห้องก็หัวเราะขึ้นมาอีกครั้งวินรี่จึงพูดเสริมว่า “ใช่สินะวันแรกที่เราช่วยเธอ เธอก็กินหมดอย่างรวดเร็วแบบหมดมาดความเป็นเจ้าหญิงไปเลยนี่นา”

“ก็คนมันหิวนี่คะจะให้ทำไงถึงยังไงเรื่องปากท้องก็สำคัญอยู่แล้วนี่คะ” เฟรย์พูดเถียง

 “ระวังจะอ้วนก็แล้วกันนะคะ” คลูเอลพูดแซว

“คงไม่หรอกคะ ฝึกหนักซะอย่างนี้” เฟรย์เถียงก่อนแล้วค่อยๆตักข้าวต้มมาทาน

“มันก็ไม่แน่นี่คะ” คลูเอลพูดแย้งต่อ “ถ้าทานข้าวมากกว่าจำนวนเวลาที่ฝึก”

“แหม...คิดไม่ถึงเลยนะคะว่าคุณคลูเอลจะเป็นคนขี้เล่นขนาดนี้น่ะ” เฟรย์พูดแซวคลูเอลคืนหลังจากกลืนข้าวต้มอุ่นๆคำแรกลงคอหมด

“เห็นอย่างนี้ก็เถอะนะคะ แต่ฉันก็เป็นเด็กสาวอายุสิบหกที่ใสซื่อบริสุทธิ์ธรรมดานะค่ะ ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นหนึ่งในสี่จตุรองครักษ์จอมราชันย์ก็ตามทีเถอะคะ”

“จตุรองครักษ์จอมราชันย์” เฟรย์ทวนคำอย่างประหลาดใจ

“ใช่คะ ฉันกับพี่เฟนริลเป็นหนึ่งในสี่จตุรองครักษ์จอมราชันย์ทั้งคู่เลยคะ ขอโทษนะคะที่ลืมบอกไป”

“จตุรองครักษ์จอมราชันย์นี่คือผู้คุ้มครองจอมราชันย์แห่งโลกผู้ที่มีศักดิ์รองจากเอรีซซึ่งเป็นพระเจ้าในโลกของเราไม่ใช่เหรอแล้วทำไมถึงมาอยู่กับรีเซิกร์หรือว่ารีเซิกร์จะเป็น...” เฟรย์กำลังจะพูดต่อแต่คลูเอลกลับพูดขัดขึ้นมาก่อนว่า “ฉันกับพี่เฟนริลแค่อยู่กับท่านรีเซิกร์เพื่อตอบแทนบุญคุณที่เขาเคยช่วยพวกฉันไว้ก็เท่าเองคะ ส่วนเรื่องที่คุณกำลังจะพูดฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน”

“แล้วไม่เคยคิดจะหาคนที่เป็นเจ้านายที่แท้จริงของเธอบ้างเลยเหรอคะ” เฟรย์ถามต่อ

“ไม่หรอกคะอยู่แบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้วอันที่จริงถ้าจะบอกว่าตอนนี้มันยังไม่มีน่าจะดีกว่าคะ” คลูเอลตอบแบบยิ้มๆ

“งั้นเหรอคะ”

“ใช่คะ ตอนนี้แค่ได้อยู่ใกล้ท่านรีเซิกร์แค่นี้พวกฉันก็สุขใจแล้วคะ” คลูเอลพูดง่ายๆ

“ชอบรีเซิกร์มากสินะคะ” เฟรย์ถามอย่างสบายๆ

“ก็ใช่นะสิคะ คุณวินรี่เองก็เหมือนกันนี่ใช่ไหมคะ” คลูเอลพูดพร้อมลากวินรี่เข้าไปร่วมวงด้วย

“ฉันนั่งอยูเฉยๆ ไหงโดนลากเข้าไปร่วมวงด้วยตั้งแต่เมื่อไรนี่” วินรี่พูดก่อนมองไปที่หน้าเฟรย์ซึ่งกำลังตั้งใจฟังอยู่ “ก็เหมือนกับคลูเอล หมอนั่นเองก็ช่วยฉันไว้เหมือนกัน”

“ยังไงเหรอคะ” เฟรย์ถามแบบอย่างรู้สุดๆ

“ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟังก็แล้วกันแต่ตอนนี้เธอรีบทานข้าวแล้วนอนได้แล้วเธอไม่สบายอยู่นี่” วินรี่พูดตัดบท

“อย่างนี้อีกแล้วเหรอคะ” เฟรย์พูดอย่างเซ็งๆ

“ฉันเล่าแน่น่า... แต่วันนี้เธอต้องพักผ่อนก่อน”

“สัญญานะคะ”

“แน่นอนจ้ะ” วินรี่พูดพร้อมกับเอามือเกี่ยวก้อยกับเฟรย์ “งั้นพวกฉันจะออกไปก่อนนะ ถ้าทานเสร็จแล้วก็ทิ้งจานไว้ข้างเตียงก็แล้วกันไม่ต้องเดินออกมาเดี๋ยวพวกฉันมาเก็บไปเอง”

“ค่ะ” เฟรย์พูดรับคำ

จากนั้นพวกวินรี่ก็เดินออกจากห้องไปแต่ว่าก่อนที่จะปิดประตูคลูเอลก็หันมาพูดกับเฟรย์ว่า “พักผ่อนให้มากๆนะคะอย่ากังวลอะไร”

“ค่ะ” เฟรย์พูดรับคำอีกครั้งหลังจากนั้นวินรี่ก็ปิดประตูห้องให้เฟรย์ได้พักผ่อน

ในตอนนี้เฟรย์รู้สึกสบายใจขึ้นมากแล้วจึงรีบทานข้าวและนอนหลับไปตามคำบอกของทั้งคู่ที่ออกจากห้องไปเมื่อครู่นี้ ซึ่งก่อนนอนเธอได้คิดใจว่าเธอรู้สึกดีใจมากๆที่เธอได้รู้จักบ้านหลังนี้และทุกคนเพราะทุกคนล้วนเป็นห่วงและแคร์เธอทุกคน ก่อนที่เธอจะนอนหลับไปอย่างมีความสุข

 

 

*

ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งได้ที่หน้าแรก Arezs