Tale of Ragnarok ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Tale of Ragnarok

Ch.2 - นครมอร็อค


บทที่ 2 นคร มอร็อค ( Morroc )

 

หลังจากที่พวกเขาจัดการเจ้าแองเจอริ่งที่ป่านั้นได้แล้ว ในช่วงเวลาสายของวันนั้น ลูเซียและเรดก็ได้เดินทางมาถึงนครมอร็อคเมืองแห่งทะเลทราย พวกเข้ามาเมืองจากประตูทางทิศตะวันออก ในทันทีที่ก้าวเข้ามา พวกเขารู้สึกได้ถึงความคึกคัก เหล่าผู้คน พ่อค้า เสียงเพลง ต่างก็เข้ามาแทนที่ความเงียบสงบของทะเลทรายจนหมดสิ้น เมืองมอร็อคแห่งนี้เป็นเมืองที่คึกคับและแออัดไปด้วยผู้คนเป็นอันดับหนึ่งของมิดการ์ดเลยก็ว่าได้ ทั้งๆที่สภาพอากาศในเมืองดูค่อนข้างที่จะร้อนอบอ้าวแท้ๆ

" ไม่เปลี่ยนไปเลยแฮะเมืองนี้ มีแต่เรื่องหนวกขูวุ่นวาย ข้าไม่ชอบเมืองนี้เลยจริงๆ มาทีไรมีแต่เรื่องทุกที " ลูเซียพูดพร้อมกับถอนหายใจ

" งั้นท่านเจ้านายก็ไปพักผ่อนเถอะนะครับ เดียวข้าจะเอาปีกนี่ไปขายให้เอง " เจ้าโพริ่งพูดขึ้น

" อืม เอาแบบนั้นก็ได้ งั้นข้าจะรออยู่แถวๆนี้ก็แล้วกันนะ " พูดจบลูเซียก็กระโดดขึ้นไปอยู่บนหลังคาของบ้านหลังหนึ่งในบริเวณนั้น จากนั้นเจ้าโปริ่งจึงกระโดดไปแถวๆกลางเมืองที่เป็นจุดค้าขายขนาดใหญ่เพื่อที่จะขายปีกของแองเจอริ่ง...

 

กาลเวลาค่อยๆผ่านเลยไปอย่างช้าๆ สายลมก็พัดมาเอี่อยๆ บรรยากาศในตอนนั้นเย็นสบาย ผิดกับสภาพของแดดที่ดูค่อนข้างแรง เมืองมอร็อคนั้นเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ครั้งก่อนเมืองนี้เคยชื่อว่าเมือง ฮีโรตี้ ดาร์ท ( Herote Dart ) เป็นเมืองที่ถูกปกครองโดยราชาที่มีชื่อว่า โอซิริส ( Osiris ) ยุคที่โอซิริสปกครองนั้นเป็นยุคที่รุ่งเรืองมาก มีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเมืองอื่นๆมากมาย โอซิริสนั้นมีความเป็นผู้นำในทุกๆด้าน ทั้งด้านการทหาร การเงิน เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครอง โอซิริสมีความสามารถที่หลากหลาย เขาเป็นราชาที่ผู้คนต่างก็ยกย่อง ในตอนที่โอซิริสยังมีชีวิตอยู่นั้น เขาได้สั่งให้ช่างฝีมือดีสร้างมหาสมบัติไว้สองสิ่ง โดยสิ่งแรกก็คือ คราว ( Crown ) มหามงกุฎที่บ่งบอกถึงความเป็นราชา มันทำมาจากทองและเพรชล้ำค่ามากมายมีความเป็นประกายเมื่อต้องแสงอาทิตย์ ผู้ใดที่พบเห็นจะต้องก้มหัวให้ผู้ที่สวมใส่ และสิ่งที่สองคือ แอสซะซิน แดรกเกอร์ ( Assassin Dagger ) มีดของนักฆ่าแห่งทะเลทราย มีดเล่มนี้ดีกว่าอาวุธประจำตัวของนักฆ่าอย่างคาต้ามากนัก มันเป็นมีดชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อแอสซะซินโดนเฉพาะ ตัวมีดกับด้ามจับสามารถแยกจากกันได้ด้วยเทคโนโลยีโบราณด้ามจับนั้นสามารถทำให้ใบมีดกลับมาหาด้ามจับได้เหมือนดั่งมีแรงดึงดูด มันใช้สำหรับการลอบฆ่าจากระยะไกล อีกทั้งตัวมีดนั้นยังทำมาจากโลหะพิเศษ มันสามารถยืดหยุ่นได้และยังสามารถปรับให้โค้งงอหรือยืดหดได้ตามต้องการอีกด้วย ส่วนของใบมีดนั้นตีมาจากโลหะยืดหยุ่นผสมกับพืชที่มีพิษหลากหลายชนิด นั่นจึงทำให้ใบมีดของมีพิษเคลือบไว้ตลอดเวลาและด้วยความหลากหลายของพืชพิษโบราณจึงทำให้ผู้ที่ถูกพิษนั้นไม่สามารถที่จะหายามารักษาอย่างพูกต้องได้เลย นอกเสียจากจะรักษาด้วยยาจากด้ามของมัน ซึ่งด้ามมีดนั้นก็หลอมพร้อมกับพืชที่ใช้แก้พิษนานาชนิดด้วยเช่นกัน ข้อมูลชนิดของยาพิษและยาถอนพิษถูกเก็บไว้เป็นความลับ


ต่อมาเมือโอซิริสไกล้จะตาย เขาได้สั่งให้สร้าง พีระมิด ( Pyramid ) เอาไว้เป็นที่เก็บศพของตน อีกทั้งยังสั่งให้บูชายัญประชากรชาย 200 คน หญิง 150 คน และสุนัขพันธ์ดีอีก 500 ตัว ประชากรชายนั้นถูกทำให้เป็น มัมมี่ ( Mummy ) ปีศาจที่ไม่รู้จักความเจ็บปวดและความตาย ประชากรหญิงถูกทำให้เป็นปีศาจครึ่งคนครึ่งงู อิซิส ( Isis ) ปีศาจที่ดุร้ายและกระหายเลือด ส่วนสุนัขอีก 500 ตัวนั้น ถูกทำพิธีปลุกเศกให้กลายเป็นสุนัขปีศาจ เมทาร์ ( Matyr ) สุนัขปีศาจที่มีดวงตาแดงก่ำแล้วมีความว่วงไวสูง พวกมันจะคอยเฝ้าและคุ้มกันไม่ให้ใครได้เข้ามารบกวนการนอนหลับของราชาโอซิริสได้...


และเมื่อถึงเวลาที่โอซิริสตาย ศพของโอซิริสก็ได้ถูกเก็บอยู่ที่พีระมิดโดยที่ในห้องฝังศพนั้นก็มีหีบที่เก็บสมบัติสำค่าทั้งสองใบอยู่ด้วย นั่นก็คือ คราว และ แอสซะซิน แดรกเกอร์ ส่วนในของพีระมิดถูกแบ่งเป็นชั้นต่างๆถึง 6 ชั้น โดนแต่ละชั้นนั้นได้ถูกวางกับดักไว้มากมาย และจะมีปีศาจ มัมมี่ อิซิซ และ เมทาร์ คอยออกมาฆ่าคนที่บังอาจล่วงล้ำสุสานของโอซิริส...


โอซิริสนั้นมีลูกชายอยู่สองคนด้วยกันคือ องค์ชาย ฟาโร ( Pharaoh ) และ องค์ชาย อะมอน รา ( Amon Ra ) เมื่อโอซิริสตายลง ราชวงศ์ก็ได้สถาปนาองค์ชายฟาโรขึ้นเป็นราชาต่อจากโอซิริส ฟาโรนั้นถูกอะมอนราผู้เป็นน้องยุยงให้นำกำลังทหารบุกไปยังสุสานของพระบิดาเพื่อที่จะนำสมบัติล้ำค่ามาไว้ในครอบครองให้สมกับที่ได้เป็นราชา เพราะถ้ามีสมบัติเหล่านั้นก็จะแสดงว่าได้เป็นราชาที่แท้จริงเหมื่อนเช่นบิดา เมื่อฟาโรได้ฟังคำยั่วยุของอะมอนราผู้เป็นน้องชายแล้วจึงเกิดความโลภคิดอยากจะได้สมบัติของพระบิดามาครอบครอง โดยที่เขาไม่รู้ตัวว่าอะมอนรานั้นได้วางแผนเอาไว้ ถ้าหากฟาโรนำสมบัติแห่งราชาออกมาจากสุสานได้ อะมอนราก็จะก่อกบฎและแย่งชิงทั้งบัลลังและสมบัติ แต่ถ้าฟาโรถูกกับดักในสุสานฆ่าตาย เขาก็จะได้ขึ้นเป็นราชาองค์ต่อไปเช่นเดียวกัน แผนของเขานั้นมีแต่ได้กับได้ มันเป็นแผนที่ชาญฉลาดเหมาะกับคนโลภอย่าเขา...

และแล้วในไม่กี่วันต่อมา ฟาโรได้นำกองกำลังนับหมื่นบุกเข้าไปยังสุสานของพระบิดาเพื่อหมายจะแย่งชิงสมบัติอันล้ำค่ามาเป็นของตน ในการยกทัพครั้งนั้นของฟาโร อะมอนร่าผู้เป็นน้องนั้นก็ได้ติดตามไปด้วย โดยหวังว่าถ้าได้สมบัติมาเมื่อไหร่ก็จะจัดการฆ่าฟาโรทิ้งซะที่นี่ แล้วแย่งชิงทั้งสมบัติและบัลลังมาเป็นของตนเอง แต่ทว่าเหตุการณ์ประหลาดได้เกิดขึ้น เมื่อฟาโร ยกกองทัพมาถึงที่หน้าพีระมิด ทันใดนั้นท้องฟ้าที่เคยแจ่มแจ้งด้วยแสงอาทิตย์อันแรงกล้ากลับกลายเป็นมืดมัว มีก้อนเมฆปกคลุมไปทั้วทั้งบริเวณ ท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำนั้นมันได้ทำให้พื้นที่แถบนั้นทั้งหมดมืดมิดเหมือนกับเป็นตอนกลางคืน ในขณะที่ทุกคนกำลังตกใจกับเหตุการณ์ประหลาดตรงหน้านั้นอยู่ๆก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น พื้นดินที่กองทัพของฟาโรยืนอยู่ก็แยกออกจากกันด้วย ทำให้กองทัพของฟาโรต่างพากันร่วงหล่นไปตามรอยแยกของดินเป็นจำนวนมาก

ท่ามกลางความตื่นตกใจนั้น อยู่ๆฟาโรและอะมอนราก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากพีระมิด มันเป็นเสียงที่เหมือนกับกองทัพอะไรซักอย่างกำลังมุ่งหน้ามาที่พวกเขา ฟาโรและอมอนราจึงเพ่งมองสิ่งนั้นอย่างถี่ถ้วน และสิ่งที่พวกเค้าเห็นก็คือกองทับปีศาจที่กำลังพากันเดินออกมาจากพีระมิด ทั้งมัมมี่ อิซิซ และเมทาร์ ต่างออกมาไล่ฆ่าฟันกับกองทัพของฟาโร แทบไม่น่าเชื่อว่า กองทับที่มีกำลังนับหมื่นของฟาโรนั้นจะพ่ายแพ้ให้กับกองทัพปีศาจของโอซิริซที่มีแค่ไม่กี่ร้อยตัว และยิ่งกว่านั้น คนที่ตายลงจะกลายเป็นผีดิบ (Ghoul) และลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันกองทัพของฟาโรเอง ทำให้จำนวนของกองทัพปีศาจเพื่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ท่ามกลางความหวาดกลัวนั้น ฟาโรและอะมอนราก็ได้เห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อขึ้นอีก มีมัมมี่ตัวหนึ่งเดินออกมาจากพีระมิด มันเป็นมัมมี่ที่ใช้ผ้าพันตัวสีม่วง บนหัวใส่มงกุฎที่ทำด้วยทองและเพรช แน่นอนว่ามงกุฏนั้นมันจะต้องเป็น คราว มงกุฏแห่งมหาราชา และไม่ต้องสงสัยเลย มัมมี้ตัวนั้นก็คือ โอซิริส นั่นเอง โอซิริสค่อยๆเดินออกมาเรื่อยๆ สายตาที่แดงก่ำนั้นจับจ้องมองมาที่ฟาโรและอะมอนรา ทั้งคู่พยายามคิดที่จะหนีแต่ไม่รู้เพราะอะไรทำให้พวกเขานั้นไม่อาจจะขยับตัวได้

โอซิริสเดินมาหยุดตรงที่ฟาโรและอะมอนรายืนอยู่ ทันใดนั้นโอซิริสก็พูดขึ้น

" พวกเจ้ามีความโลภอยู่ในจิตใจ ไม่รู้จักในความพอที่มีอยู่ ข้าจะสาปพวกเจ้าซะ "

โอซิริสหันมาทางฟาโรผู้เป็นลูกคนโตแล้วพูดขึ้น

" เจ้าไม่มีความรอบคอบไม่มีคุณสมบัติของราชา เชื่อคนง่าย ข้าจะสาปให้เจ้ากลายเป็นปีศาจที่รูปร่างหน้าตาน่าเกียจตลอดไป " สิ้นคำพูดของโอซิริส ทันใดนั้นร่างกายของฟาโรก็ซูบผอมลงในทันที รอบๆตัวของเขานั้นต่างก็มีควัญลอยขึ้นมามากมาย ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดนั้น โอซิริสก็ได้เปลี่ยนฟาโรให้กลายเป็นปีศาจอย่างสมบูรณ์ จากนั้นโอซิริสก็เดินมายังอะมอนราผู้เป็นลูกคนรอง

" เจ้ามีความมักใหญ่ใฝ่สูง มีความอิจฉาริสยา เป็นอันตรายแก่คนรอบข้างไม่เว่นแม้แต่ญาติของเจ้าเอง ดังนั้นข้าจะกักขังเจ้าเอาไว้ชั่วนิรันดร์ " เมื่อโอซิริสพูดจบ พื้นดินบริเวณที่อะมอนร่ายืนอยู่ก็นูนขึ้นมาและกลายเป็นเก้าอี้ ร่ายกายของเขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นเหมือนถูกบงการ แขนและขาของเขาถูกล็อกไว้กับมัน ดินจากเก้าอี้ค่อยๆกลืนกินเขาจนร่างของอะมอนรานั้นปกคลุมไปด้วยดินและเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นปีศาจโดยสมบูรณ์

เมื่อทุกคนกลายเป็นปีศาจและนั้น โอซิริสจึงได้ยกกองทัพปีศาจของเขาไปถล่มเมือง ฮีโรตี้ ดาร์ท จนเมืองทั้งเมืองนั้นถูกถล่มจบราบคาบ ภายในเมืองที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนนั้น ในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยกองทัพปีศาจ เมืองที่เคยรุ่งเรืองและมีวัฒนธรรมมายาวนานกลับกลายเป็นแค่ซากปรหักพัง...


เมื่อพอนเทร่าเมืองหลวงของอานาจักรมิดการ์ดรู้เรื่องนี่เข้า พวกเขาจึงได้ส่งกองทัพมาต่อสู้กับโอซิริส ถึงแม้โอซิริสนั้นจะเก่งกาจซักแค่ไหน แต่เขาก็ไม่อาจที่จะรับมือกับกองทัพศักศิทธ์ที่มีกำลังนับแสนได้

โอซิริสถูกไล่ต้อนให้กลับเข้าไปในพีระมิดอีกครั้งพร้อมกับปิดผนึกพีระมิดนั้นด้วยเวทมนต์ศักศิทธ์ของพวกพรีส ( Priest ) จึงทำให้โอซิริสนั้นกลับสู่ความหลับไหลอยู่ในพีระมิดอีกครั้ง ส่วน ฟาโร นั้นได้ถูกขับไล่ไปยัง สฟริ้ง ( Sphinx ) สุสานเขาวงกฏที่อยู่ไกล้ๆกับพีระมิดและถูกปิดผนึกไว้เช่นเดียวกัน ส่วนอะมอนรานั้นได้หายสาปสูญไป ไม่มีใครล่วงรู้ว่ามันไปไหน ไม่มีใครหาพบ ดังนั้นทางพอนเทร่าจึงลงความเห็นกันว่ามันได้ตายไปแล้ว

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น อานาจักรก็ได้ส่งคนมาปรับปรุงเมืองใหม่และเปลี่ยนชื่อจากเมือง ฮีโรตี้ ดาร์ทเป็น มหานคร มอร็อค ( Morroc ) มาจนถึงปัจจุบันนี้

( ปัจจุบันปี M.D. 2010 { M.D.= Midgard }หมายถึง ปีที่ 2010 ของอานาจักร มิดการ์ด ) หลังจากเหตุการณ์นั้นมา โอซิริส ก็ไม่เคยตื่นขึ้นมาอีกเลย.......

 

ลูเซียนั่งอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่งในเมืองมอร็อค สายลมเบาๆที่พัดผ่านมานั้น มันได้ทำให้เขานึกถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมา เขาแหงนหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าพร้อมกับล้วงมือเข้าไปในเสื้อและหยิบรูปๆหนึ่งออกมา รูปๆนั้นเป็นรูปของผู้หญิงคนหนึ่งที่ใส่ชุดของฮันเตอร์ ( Hunter ) เธอมีผมยาวสีน้ำตาลเข้มใบหน้าสวย คิ้วบางและโค้งเข้ารูปกับหน้าของเธอ ดวงตาใสและดูซุกซน รอยยิ้มของเธอนั้นเหมือนกับว่าจะทำให้โลกทั้งโลกสดใสได้ เธอช่างดูเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากจิงๆ

ลูเซียมองดูรูปนั้นด้วยดวงตาอันเศร้าสร้อย มีคำพูดเบาๆคำหนึ่งหลุดลอยออกมาจากปากของเขา

" ไอริส ( Iris )... ถ้าไม่ใช่เพราะข้า เจ้าก็คงไม่ต้องออกไปจากบ้านในคืนหิมะตกหนักแบบนั้น และถ้าไม่ใช่เพราะ การ์ม ( Garm ) เธอก็คงไม่ตาย ชั้นขอสาบาน ว่าชั้นจะต้องฆ่าการ์มเพื่อเธอให้ได้ "

ในขณะที่ลูเซียกำลังมองดูรูปนั้นด้วยสายตาที่เหม่อลอย ทันใดนั้นเขาก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงๆหนึ่งดังมาจากตรอกหลังบ้านที่เขานั้นอยู่บนหลังคา

" กรี๊ดดดด !!! ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที " เสียงๆนั้นมันเป็นเสียงของพรีสสาวคนหนึ่ง ดูเหมือนกว่าเธอกำลังจะถูกทำร้าย

" ถอยไปนะแกจะทำอะไร ชั้น!! " พรีสสาวคนนั้นยังคงตะโกนออกมา

" เฮ่~ น้องสาว น่าตาน่ารักแบบนี้ มาเป็นแฟนกับพี่ดีกว่าไหม พี่จะคอยเลี้ยงดูอย่างดีเลย หึหึหึ~  " เสียงของอีกคนหนึ่งพูดขึ้น มันเป็นเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่ใส่เสื้อสีน้ำตาล ใส่กางเกงขาสั้น น่าตาดูน่ากลัว เขาก็คือพวกโจร ( Thief ) นั่นเอง โจรผู้นี้กำลังเข้าไปไกล้พรีสสาว ทีละนิดๆ โดยที่พรีสไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ท่ามกลางเหตุการณ์ที่กำลังคับขันนั้น ก็ได้มีเสียงอีกเสียงหนึ่ง ดังมาจากทางด้านหลังของเจ้าโจรคนนั้น

" เอ่อ... ขอโทดที่ขัดจังหวะนะ แต่ข้ามันดันไปได้ยินเสียงร้องของพรีสตรงนั้นเข้า แล้วข้าเองก็ทนดูอยู่เฉยๆไม่ได้ซะด้วยสิ แย่จริงๆ " ใช่แล้วเสียงๆนั้นเป็นเสียงของลูเซีย เขาพูดพร้อมกับหยิบคาต้าของเขาออกมา นั่นเพราะลูเซียรู้ดีว่าพวกโจรร้ายกาจแค่ไหน ถ้าไม่จำเป็นเขาก็ไม่ค่อยอยากจะยุ่งด้วยซักเท่าไหร่ แต่นี่เขาทนนั่งฟังเฉยๆไม่ได้จริงๆ

" กล้าดีนี่ไอ่หนูที่มายุ่งกับจอมโจรอย่างข้า ก็ได้...ถ้าอยากจะตายมากนัก ข้าก็จะสงเคราะเจ้าเอง " โจรผู้นั้นพูดพร้อมกับหยิบอาวุธของเขาขึ้นมา

อาวุธของพวกโจรนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพวกมีดโดยที่มีดแต่ละเล่มนั้นจะบ่งบอกถึงระดับของโจรผู้นั้นด้วย และมีดที่ชายผู้นี้หยิบขึ้นมาก็คือ ดามาสคัส ( Damascus ) มันคือมีดที่ดีที่สุดสำหรับพวกโจร

" ดามาสคัสงั้นหรอ งานนี้สงสัยคงจะตึงมือแล้วแฮะ " ลูเซียคิดในใจ

เสี้ยววินาทีนั้นเอง โจรผู้นั้นได้กระโดดเข้ามาหาลูเซียด้วยความรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ลูเซียหลบไปด้านข้างแล้วใช้คาต้าที่มือขวาปัดปลายมีดของเจ้าโจรผู้นั้นขึ้นไปที่ด้านบนจนทำให้เกิดช่องว่างที่ตรงลำตัวของเจ้าโจรผู้นั้น เมื่อลูเซียเห็นแบบนั้นเขาจึงใช้คาต้าที่มือซ้ายแทงเข้าไปที่ตำแหน่งบริเวณท้อง แต่....

วูบ!! เจ้าโจรผู้นั้นหลบได้ เจ้านี่มันร้ายกาจไม่เบา สมแล้วที่หลักการฝึกฝนมาคล้ายกัน เจ้าโจรคนนั้นได้กระโดดถอยหลังออกไปก้าวหนึง ลูเซียไม่ปล่อยให้มันตั้งหลักได้เขากระโดดตามเข้าไปประชิดและฟันลงไปอย่างรวดเร็ว

 

Sonic Blow!!!!!!!!

 

การโจมตีนับครั้งไม่ถ้วนได้ทำให้เจ้าโจรนั้นบาทเจ็บเป็นอย่างมาก แต่ทว่ามันมากเกินไป เจ้าโจรคนนั้นบาทเจ็บมากเกินกว่าการที่โจมตีเมื่อกี้ของลูเซียจะทำได้ รอยแผลนับ 20-30 แผลปรากฎขึ้นบนตัวเขา

" ทำไมกัน ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ ? มันไม่น่าจะหนักขนาดนี้นี่นา " เจ้าโจรคนนั้นพูดออกมาด้วยความตกใจและสงสัย แม้แต่ลูเซียเองที่เป็นคนฟันก็งงกับเหตุการที่เกิดขึ้นนี้ด้วย

และแล้วคำตอบทุกอย่างก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงของพรีสสาวที่ดังออกมาจากด้านหลัง

" เล็ก อเทน่า ( Lex Aeterna ) ไงละเจ้าโง่ ข้าใช้เวทมนต์'เล็ก อเทน่า'บนตัวเจ้า มันจึงทำให้เจ้าได้รับบาทเจ็บเป็นสองเท่ายังไงละ " พรีสสาวพูดพร้อมกับแววตาและรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ

" แก ทำได้แสบมากนะ ข้าจะฆ่าแกทิ้งซะเดี๋ยวนี้เลย " พูดจบเจ้าโจรคนนั้นก็หันไปเล่นงานพรีสสาวแทน แต่ทว่าเสี้ยววินาทีนั้นเอง เจ้าโจรก็รู้สึกเหมือมีวัตถุบางอย่างมาสัมผัสที่คอของเขา ใช่ มันคือคาต้าของลูเซียที่ชุ่มไปด้วยพิษ

" ข้าใส่พิษของข้าลงไปในคาต้าแล้ว ถ้าเจ้ายังไม่อยากตายก็รีบไปซะ " ลูเซียพูดขึ้นด้วยท่าทางที่น่ากลัว

" ชิ... ก็ได้ ฝากไว้ก่อนเถอะ " พูดจบเจ้าโจรก็วิ่งหนีออกไปจากบริเวณนั้นในทันที ลูเซียคอยมองดูเจ้าโจรนั้นจนมันวิ่งลับสายตาไปเพื่อความแน่ใจ

" ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยเหลือข้าเอาไว้ " พรีสสาวพูดขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาหาลูเซีย พรีสสาวคนนี้มีผมสีน้ำเงินอ่อนๆ ผมยาวประมาณหลัง ใบหน้าดูสดใสเข้ากับรอยยิ้มของเธอ มันไม่แปลกเลยถ้าหากว่าเธอจะต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ เพราะโดยรวมแล้วทั้งหน้าตาและลักษณะที่โดนเด่นของเธอนั้นบ่งบอกได้อย่างดีกว่าเธอเป็นคนที่น่ารักมาก

" ไม่เป็นไรหรอก ข้าแค่บังเอินได้ยินเสียงของเจ้าก็เท่านั้น พวกคนชั่วยังมีอีกมากเจ้าเองก็ระวังตัวไว้ด้วยละ " ลูเซียพูดพร้อมกับเดินจากไป

" เดี๋ยวก่อนซิ ข้ายังไม่รู้จักชื่อของท่านเลย ข้าชื่อ ลิเดีย ( Lydia ) แล้วท่านล่ะ ท่านชื่อว่าอะไรหรอคะ "

" เดี๋ยวเราก็ต้องจากกันแล้ว เจ้าจะรู้ชื่อข้าไปทำไม " ลูเซียพูดด้วยท่าทางไม่สนใจ

" อย่างน้อยๆก็ขอให้ข้าได้รู้ว่าคนที่มีบุญคุณต่อข้าชื่ออะไร ได้รึปล่าวคะ " ลิเดียพยายามจะถามต่อ

" ..... ข้าชื่อ ลูเซีย ขอตัวนะ " เมื่อพูดจบ ลูเซียก็เดินจากไปในทันที

" เดี๋ยวก่อน ท่าน...  ลูเซีย.. เดี๋ยว... " ลิเดียพยายามเรียกลูเซียที่กำลังเดินจากไป แต่ก็ไม่ทันแล้วลูเซียนั้นหายไปจากสายตาของลิเดียแล้ว

" ลูเซียงั้นหรอ... เป็นคนดีจังเลยนะ หวังว่าเราคงจะได้พบกันอีกนะ อิอิ~ "

พูดเสร็จลิเดียก็เดินเข้าไปที่กลางเมืองมอร็อค มุ่งหน้าสู่ตลาดสิ้นค้าที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรมิดการ์ดแห่งนี้ มันเป็นสถานที่ๆมีความหลากหลายทางด้านการค้า สถานที่ๆเป็นแหล่งรวมของเหล่าผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทหาร ประชาชน นักเดินทาง และเหล่าพ่อค้าที่ต่างก็ตะโกนขายสินค้ากันอยู่เต็มไปหมด ........


 

.


To be Continued .................

 

 

 




NEKOPOST.NET