Tale of Ragnarok ตอนที่ 19 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Tale of Ragnarok

Ch.19 - กำลังใจที่คอยผลักดัน


 

บทที่  19  กำลังใจที่คอยผลักดัน



ทันทีที่พวกเขาก้าวออกมาจากวิหารลับใต้ดินได้ เสียงๆแรกที่พวกเขาได้ยินก็คือเสียงของระฆังที่ดังก้องกังวาลของเมืองพอนเทร่า ใบหน้าของพวกเขาต่างก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ พวกเขาทำได้แล้ว ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมากลับมาถึงยังเมืองพอนเทร่าภายใน  1 วัน ทางออกของวิหารใต้ดินที่พวกเขาออกมานั้นอยู่ห่างจากเมืองพอนเทร่าไปไม่มาก หรือจะเรียกได้ว่าอยู่ไม่ห่างจากประตูเมืองทางทิศเหนือเลยก็ว่าได้ ลูเซียกับไวเปอร์ต่างก็ลากร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของอาเทอร์เดินไปตามทางเรื่อยๆ ส่วนลิเดียนั้นก็อุ่มเรดเดินตามมา พวกเขากำลังจะเดินทางเข้าสู้เมืองพอนเทร่าจากประตูทางทิศเหนือที่อยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตร

" เห้ พวกเจ้าอย่าทำเหมือนกับข้าเป็นคนพิการนักสิ " อาเทอร์พูดขึ้นขณะที่แขนทั้ง 2 ข้างของเขาพาดอยู่ที่บ่าของไวเปอร์และลูเซีย ส่วนขาของเขาก็ลากไปกับพื้นตลอดทาง

" เจ้านึกว่าข้าอยากจะลากมนุษย์ชุดเกราะที่หนักร่วม 300 กิโลนี้มากนักรึไง ถ้าว่างนักก็ช่วยเอาเท้าตะกุยพื้นไปด้วยซิฟระ " ไวเปอร์พูดขึ้น

" ไวเปอร์ ไว้จบเรื่องนี้ข้าจะขออาสาเป็นคนผ่าเอาสุนัขในปากเจ้าออกมาให้เอง " อาเทอร์ตอบกลับมา ในระหว่างที่พวกเขาเดินกันไปบ่นกันไปท่ามกลางความเซ็งของลูเซียและลิเดียนั้นพวกทหารที่เฝ้ายามอยู่ที่ประตูทางทิศเหนือก็ได้สังเกตเห็นพวกเค้าในทันที

" ท่านนายกอง มีกลุ่มคน 4 คนแต่งชุดประหลาดเดินมาทางทิศเหนือเข้าไกล้ประตูเมืองของเราแล้วครับ " เสียงของทหารนายหนึ่งรายงานเขามายังป้อมของประตูทางทิศเหนือ

ทันใดนั้นไนท์คนหนึ่งที่ขี่พิโค พิโค๊ะ ก็ได้ออกมาจากประตูทางด้านทิศเหนือและวิ่งตรงไปที่พวกเค้าในทันที และแล้วเมื่อไนท์คนนั้นมาเห็นพวกเค้าทั้ง 4 คนต่างก็ตะลึงในทันที

" เอ๋ นั่นท่านเจ้าชายอาเทอร์กับสหายไม่ใช่หรอครับ เอ๋ทำไมพวกท่านถึงแต่ชุดแบบนั้นล่ะคับ เอ๋แล้วท่านเจ้าชายท่านเป็นอะไรไปครับ เอ๋แล้วหมวกนั่นมัน... " ไนท์คนนั้นพูดออกมาแบบไม่หยุด มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะที่น่าแปลกในสถานการนี้มันก็คือพวกเค้าจริงๆนั่นแหละ ต่อให้เป็นใครก็หยุดที่จะรัวถามคำถามแบบนี้ไม่ได้ทั้งนั้น

" เอาเป็นว่า เจ้าไปเอาพิโค พิโค๊ะมาตัวนึงก็แล้วกัน ตอนนี้อาเทอร์ไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่เลย ข้าจะนำเค้าเข้าไปพักในปราสาทก่อน " ลูเซียพูดขึ้น

ทันใดนั้นไนท์คนนั้นก็ควบ พิโค พิโค๊ะ กลับไปรายงานที่ป้อมของประตูทิศเหนือ ไม่นานนักก็มีกลุ่มไนท์ขี่พิโค พิโค๊ะออกมา พวกเค้านำพิโค พิโค๊ะ อีกตัวมาด้วยเพื่อให้อาเทอร์ได้นั่งกลับไปยังปราสาทแห่งพอนเทร่า จากนั้นทั้ง ลูเซีย ลิเดีย และไวเปอร์ ต่างก็ตามเข้าไปยังปราสาทแห่งพอนเทร่า ทันทีที่พวกเขาย่างก้าวเข้าไปในเมืองนั้น สายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องมายังพวกเขา ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอีกแล้ว เนื่องจากสภาพของเจ้าชายที่ทรุดโทรมกลับมาพร้อมกับชุดแปลกๆ แถมยังหมวกเขาแพะแปลกๆนั่นอีก พวกเขาเดินไปตามถนนในเมืองพอนเทร่าจนในที่สุด พวกเขาก็มาถึงยังปราสาทแห่งเมืองพอนเทร่าที่ยิ่งใหญ่ เมืองหลวงของอาณาจักรมิดการ์ดแห่งนี้ ทันทีที่ถึงปราสาท คนรับใช้ต่างรีบพาอาเทอร์เข้าไปพักยังห้องนอนทันที ลิเดียถูกเรียกไปเข้าเฝ้าพระราชาไกอาโดยด่วน ยกเว้ยแต่ลูเซีย กับไวเปอร์ ซึ่งถึงจะเป็นสหายของเจ้าชายแต่ตามกฏแล้วจะไม่อณุยาติให้พวกนักฆ่าหรือนักล่าเข้าเฝ้าโดยเด็ดขาด ลิเดียอธิบายเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ที่พวกเค้าออกเดินทางไปจากเมืองพอนเทร่ามุ่งหน้าสู่ ลูเทีย และขากลับเจอเหตุการณ์อะไรบ้าง ทันใดนั้นพระราชาไกอาต่างก็ตกใจมากเมื่อรับรู้เรื่องที่พวกเขานั้นแท้จริงคือองครักษ์แห่งเทพ และพวกเขายังได้โค่น บาโพเมท ปีศาจจากนรกลงได้อีกต่างหาก เรื่องราวของลิเดียนั้นเหมือนกับเป็นการโกหกอย่างชัดเจนในสายตาของคนทั่วๆไป แต่ด้วยคำยืนยันจากเหล่านักปราชญ์ในท้องพระโรงถึงเครื่องแต่กายที่ถูกบันทึกไว้ในตำนาน รวมทั้งหมวก มาเจสติกโกส ที่อาเทอร์ได้ใส่มาก็ทำให้สิ่งที่ลิเดียพูดไปนั้นเป็นที่ยอมรับ ในขณะที่ลิเดียกำลังรายงานเรื่องราวต่างๆอยู่ในท้องพระโรงนั้น อาเทอร์ก็ได้เปิดประตูเข้ามายังท้องพระโรงพร้อมกับ ลูเซียและไวเปอร์ ดูเหมือนว่าเรี่ยวแรงของอาเทอร์จะกลับคืนมาแล้ว พวกเขาต่างก็ทำขุกเข่าลงคำนับต่อพระราชาไกอา ตามจริงลูเซียและไวเปอร์ต่างก็ยืนรอลิเดียอยู่ที่หน้าท้องพระโรง แต่ก็ถูกอาเทอร์ลากเข้ามาด้วยเพราะว่าจะต้องประชุมเรื่องสำคัญ

" ท่านพ่อ ข้าได้รับข่าวสารมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ว่าอีกไม่กี่วันนี้ เมืองของเรา ไม่สิ อาณาจักรของเราจะถูกโจมตีครั้งใหญ่โดยเหล่าปีศาจจากนรก "

สิ้นเสียงพูดของอาเทอร์นั้น ทั่วทั้งท้องพระโรงต่างก็แตกตื่นกันใหญ่ เสียงคุยกันดังลั่นไปทั่วทั้งห้อง ทันใดนั้นพระราชาไกอา ก็สั่งให้ทุกคนเงียบเสียง

" เจ้าว่า กองทัพปีศาจจะมาบุกโจมตีเมืองของเรางั้นหรอ " พระราชาเอ่ยถามอาเทอร์

" ใช่แล้วท่านพ่อ ที่ข้ารีบกลับมานี้ ก็เพื่อที่จะมาแจ้งข่าว และให้ทหารของเราเตรียมพร้อมที่จะสู้ศึกไว้ " อาเทอร์พูดตอบ ทันใดนั้นนายกองแห่งเมืองพอนเทร่า ก็ได้พูดขึ้น

" ขออภัยด้วยองชาย แต่ข้าเกรงว่าทหารของเราคงจะไม่สามารถที่จะทำศึกได้ในตอนนี้ เนื่องจากสงครามกับพวกออคเพื่งจะผ่านมาได้ไม่นาน ทหารของเราบาทเจ็บกันมาก บางคนถึงขั้นสาหัสมากแม้ว่าถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้สติเลยด้วยซ้ำ ท่านเจ้าชาย ข้าต้องขออภัยจริงๆที่ไม่อาจเตรียมกองทัพให้กับท่านได้ ข้าช่างเป็นนายกองที่ไร้ความสามารถจริงๆ "

" นั่นสินะ ข้าก็ลืมไปว่าสงครามกับพวกออคเพื่งจะผ่านมาเพียงไม่กี่วันสินะ บ้าจริง " อาเทอร์กำมือแน่นด้วยความโกรธ ทันใดนั้นนายกองแห่งพอนเทร่าก็คุกเข่าลงต่อหน้าอาเทอร์

" ข้าแต่เจ้าชาย ถึงทหารของข้าจะไม่สามารถออกรบใด้ในตอนนี้ แต่ข้าจะรวบรวมคนที่ยังพอสู้ได้ และตัวข้าเองก็จะออกรบกับท่านด้วย ถ้าเพื่อท่านและอาณาจักรแห่งนี้แล้ว ถึงข้าจะต้องไปตาย ข้าก็ยินดีจะไปเพื่อท่าน " ทันทีที่นายกองคนนั้นพูดขึ้นมา

อาเทอร์ก็ยิ่งรู้สึกลำบากใจที่จะให้ทหารนั้นเตรียมตัวสู้ศึก เขารู้ดีว่าหากเขายังดึงดันที่จะเตรียมกองทัพเพื่อต่อสู้อีก เมื่อสงครามเกิดขึ้นจะไม่มีทหารคนใดรอดจากสงครามนี้แม้แต่คนเดียว  การสั่งให้พวกเขาทำสงครามก็เหมือนดั่งว่าสั่งให้พวกเขานั้นไปตาย ในระหว่างที่สถานการณ์ในท้องพระโรงกำลังตึงเครียดอยู่นั้น ลูเซียก็ได้เดินเข้าไปหาอาเทอร์ เขาจับบ่าของอาเทอร์แล้วพูดขึ้น

" อาเทอร์ สงครามในครั้งนี้ พวกเราทั้ง 4 คนจะรับเอาไว้เอง "

ทันใดนั้นทุกคนในท้องพระโรงต่างก็ตกตะลึงกับคำพูดของลูเซีย อาเทอร์มองเข้าไปในตาของลูเซีย จากนั้นเขาก็หันไปมองที่ตาของ ลิเดียและไวเปอร์ ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ สำหรับพวกเขาแค่การมองตาซึ่งกันและกัน จิตใจของพวกเขาก็สื่อความเข้าใจกันเหมือนเป็นหนึ่งเดียว

" อืม ข้าเข้าใจแล้ว " อาเทอร์พูดออกมาพร้อมกับยิ้ม ทันใดนั้นก็ได้เกิดเสียงคัดค้านต่างๆนานา ในทันที ทันใดนั้นพระราชาไกอาก็พูดขึ้น

" ข้าไม่เห็นด้วยนะ อาเทอร์ ที่จะให้พวกเจ้าแค่ 4 คนไปรับมือกับกองทัพปีศาจ "

" มันไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วล่ะ ท่านพ่อ อีกอย่างข้าต้องขอโทษท่านด้วยแต่ข้าจะต้องขอบอกกับท่าน ในตอนนี้ พวกข้าทั้ง 4 คนไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งจากพอนเทร่าอีกแล้ว แต่พวกข้าทั้ง 4 คนนั้น รับคำสั่งโดยตรงจากมหาเทพ โอดิน ให้ยุติสงครามที่จะทำลายอาณาจักรในครั้งนี้ซะ และกำจัดเทพอสูร ด็อปเปอร์แกรนเกอร์ " พระราชาไกอาต่างก็มองไปที่แววตาของอาเทอร์

" ถ้าเจ้าจะตัดสินใจแบบนั้นข้าก็จะไม่ห้ามเจ้า ข้าไว้ใจเจ้าเสมอมาลูกชายของข้า และครั้งนี้ก็เช่นกัน " เมื่อพระราชาพูดจบ อาเทอร์ก็ยิ้มออกมา เขาหันไปสั่งนายกองแห่งพอนเทร่าในทันที

" ท่านนายกอง นี่คือคำสั่งจากข้า ท่านจงดูแลและปกป้องเมืองพอนเทร่าแห่งนี้เอาไว้ ด้วยชีวิตเข้าใจรึเปล่า "

" ข้าจะทำตามคำสั่งขอท่าน ข้าจะไม่ให้ศัตรูได้เข้ามาทำร้ายเมืองของเรา ประชาชนของเราเด็ดขาด ข้าขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน " นายกองแห่งพอนเทร่ารับคำสั่งในทันที

ทันใดนั้นอาเทอร์ก็หันไปถามเหล่านักปราชญ์เกี่ยวกับเรื่องของด็อปเปอร์ เหล่านักปราชญ์จึงให้ข้อมูลมาว่าปราสาทของด็อปเปอร์นั้นก็คือกลาสเฮม ตั้งอยู่ที่สุดขอบของแผนที่มิดการ์ด ถัดออกไปจากเมืองกิฟเฟนไปทางตะวันตก เมื่อพวกเขาได้ข้อมูลแล้วพวกเขาทั้ง 4 จึงเดินออกมาจากท้องพระโรงและเตรียมตัวที่จะมุ่งหน้าไปยังกิฟเฟนในวันรุ่งขึ้น โดยหวังว่าจะต้องไปกำจัดกองทัพเรดิกนั่นก่อนที่มันจะมาโจมตี ในตอนนี้พวกเขาต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน และเตรียมตัวที่จะออกเดินทางในตอนเช้า แต่ถึงจะบอกว่าแยกย้ายไปพักผ่อน แต่อาเทอร์ก็เที่ยวเดินสั่งการกองทัพต่างๆ ภายในพอนเทร่า และคอยออกคำสั่งให้ทหารทุกหน่วยวางแผนเตรียมตั้งรับหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ส่วนลูเซียกับไวเปอร์นั้นขออยู่แต่ในปราสาทเพราะว่าพวกเขาไม่ชอบที่จะตกเป็นเป้าสายตาเมื่อออกไปเดินในเมืองเนื่องจากชุดที่ดูแปลกตาของพวกเขา ก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะด้วยอาชีพของพวกเขาซึ่งเป็นนักล่า ย่อมไม่ชอบที่จะถูกใครมองอยู่แล้ว แต่ตรงกันข้าม พวกเขานั้นถนัดในเรื่องเฝ้ามองเป็นที่สุด ทางด้านลิเดียนั้น เธอออกจากปราสาทและเดินไปตามถนนสายหลักของเมืองพอนเทร่าฝั่งซ้าย ผ่านสายตาของผู้คนมากมาย สถานที่ที่เธอกำลังจะมุ่งไปนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง สถานที่แห่งนั้นก็คือโบสถ์ใหญ่แห่งเมืองพอนเทร่านั่นเอง ลิเดียเดินเข้าไปในโบสถ์แห่งนั้น สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่เธอเป็นจุดๆเดียว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะชุดที่ดูแปลกตาของเธอ แต่อีกส่วนหนึ่งก็คงจะมาจากความน่ารักของเธอที่ดูเข้ากับชุดนั้นมากด้วย เธอเดินเข้าไปยังเก้าอี้ที่ด้านหน้าที่เก้าอี้นั้น มีคนๆหนึ่งนั่งอยู่ คนๆนั้นก็คือซิสเตอร์เมเนียร์ ลิเดียเดินเข้าไปหาซิสเตอร์เมเนียร์ จากนั้นลิเดียก็ทำความเคารพ

" สวัสดีค่ะ ซิสเตอร์ ข้ากลับมาแล้วค่ะ ถึงจะกระทันหันไปหน่อยแต่ข้าอยากจะคุยกับท่านน่ะคะ " ลิเดียพูดขึ้น จากนั้นซิสเตอร์ก็ยิ้มให้กับลิเดียและพูดขึ้น

" อืม งั้นเราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่านะ " จากนั้นซิสเตอร์เมเนียก็เดินนำลิเดียเข้าไป

เมื่อเดินผ่านห้องรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ทันใดนั้นลิเดียก็หยุดและยืนดูห้องๆนั้น ดูเด็กๆเหล่านั้นสายตาของเธอมองเห็นภาพเหล่านั้นเหมือนกับว่าภาพเหล่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เธอนึกย้อนถึงอดีต ความจริงแล้วเรื่องราวความหลังของพวกเขาทั้ง 4 คนนั้น ดูเหมือนลูเซียจะเป็นคนที่มีความลับที่ปกปิดเอาไว้มาก แต่แท้จริงแล้วลิเดียคือคนๆเดียวที่ยังไม่เคยเปิดเผยประวัติที่แท้จริงให้ใครได้รับรู้เลย ลิเดียนั้นถูกเก็บได้ที่หน้าโบสถ์ในเมืองพอนเทร่าตั้งแต่ยังแบเบาะ คนที่ชุบเลี้ยงเธอมาก็คือซิสเตอร์เมเนียร์ เพราะงั้นลิเดียก็เลยเคารพซิสเตอร์เมเนียร์มากที่สุด ทุกครั้งที่เธอเจอกับซิสเตอร์เมเนียร์เธอจะทำความเคารพทุกครั้ง และเมื่อใดที่ลิเดียมีปัญหาคนที่เธอจะขอปรึกษาก็คือซิสเตอร์เมเนียร์ ลิเดียสะดุ้งออกจากภาพแห่งความทรงจำตรงหน้าเพราะเสียงเรียกจากซิสเตอร์เมเนียร์ เธอเดินตามซิสเตอร์เมเนียร์เข้าไปยังห้องรับแขกด้านใน

" ซิสเตอร์คะ ไม่ต้องใช้ห้องนี้หรอกค่ะ ข้าไม่ใช่แขกอะไรใหญ่โตซะหน่อยนะคะ " ลิเดียพูดขึ้นพร้อมกับนั่งลงที่โซฟา แล้วซิสเตอร์ก็เดินมานั่งตรงข้ามกับเธอ

" เอาน่าคุยที่นี่ก็ดีไม่ใช่หรอ อีกอย่างตอนเจ้าเป็นเด็กเจ้าก็ชอบเข้ามาเล่นในห้องนี้บ่อยๆ พอมาตอนนี้กลับบอกว่าไม่อยากเข้าซะแล้วหรอ " ซิสเตอร์เมเนียร์พูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม

" ก็ตอนนี้ข้าโตแล้วนี่คะ ว่าแต่ซิสเตอร์สบายดีใช่ใหมคะ ดูท่าทางเด็กๆจะเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนอีกนะคะเนี้ย ท่านคงจะลำบากแย่เลยนะคะ "

" ก็ไม่ถึงกับขนาดนั้นหรอก ก็แค่คอยดูแลพวกเค้าและคอยอพยพพวกเขาในตอนที่เกิดสงครามกับพวกอ๊อค ข้าก็ได้ย้ายพวกเขาไปอยู่ที่ วิหาร เซนต์ คาพิโทเลี่ยน แอบบี้

( St. Capitolina Abbey ) ที่อยู่ห่างจากเมือง พอนเทร่าไม่ไม่ไกลเท่านั้นเอง " พอซิสเตอร์เมเนียร์พูด ลิเดียก็ก้มหน้าลง

" ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะคะ "

" เอ๋ เจ้าจะขอโทษทำไมกันลิเดีย "

" คือมันเป็นความผิดของข้าน่ะค่ะ เป็นเพราะข้าเกิดที่เมืองนี้ ด็อปเปอร์ก็เลยส่งพวกออคมาโจมตีเมืองนี้ทำให้ท่านต้องเดือดร้อนน่ะค่ะ "

" เจ้าอย่าโทษตัวเองแบบนั้นสิ ลิเดีย ข้าสอนเจ้าอยู่ตลอดไม่ใช่หรอ เจ้าน่ะต้องมั่นใจในตัวเองให้มากกว่านี้นะ "

" ข้าขอโทษค่ะ ข้าไม่น่าออกไปข้างนอกเลย ข้าน่าจะอยู่ช่วยท่านมากกว่า ทั้งๆที่ท่านเป็นคนเลี้ยงข้ามาแท้ๆ " ลิเดียพูดพร้อมกับก้มหน้าลงไปน้ำตาของเธอเรื่มไหลออกมา เมื่อซิสเตอร์เมเนียร์เห็นลิเดียร้องให้ เธอจึงลุกจากโซฟาของเธอแล้วมานั่งข้างๆลิเดีย เธอกอดลิเดียไว้เหมือนกับแม่ที่ปลอบใจลูก

" ไม่เป็นไรหรอก ข้าดีใจซะมากกว่าที่ได้เห็นเจ้าใช้ชีวิตตามความฝันน่ะรู้ไหม ตอนเจ้าเด็กๆ เจ้าอยากจะออกพจนภัยท่องไปในโลกกว้างไม่ใช่หรอ "

" ค่ะ แต่ถึงยังไง ข้าก็ยังไม่เคยได้ตอบแทนบุญคุณของท่านที่ท่านเลี้ยงข้ามาเลย ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนอักตัญญูน่ะค่ะ ซิสเตอร์ " ลิเดียพูดออกมาพร้อมน้ำตา

" ลิเดีย วันแรกที่ข้าได้เจอกับเจ้า เจ้ายังเป็นเด็กทารกตัวเล็กๆ อยู่ที่หน้าประตูโบสถ์แห่งนี้ คืนนั้นเป็นคืนที่ฝนตกหนักมาก ข้าก็เลยรีบพาเจ้าเข้ามาข้างในโบสถ์ และทันทีที่ข้ามองใบหน้าที่ไร้เดียงสาของเจ้า ข้าก็รู้ทันทีว่าเจ้าน่ะพิเศษกว่าคนอื่น หลังจากนั้นข้าก็เลี้ยงดูเจ้ามาด้วยความรักและเอ็นดู ลิเดียตลอดเวลาที่ข้าเลี้ยงเจ้า ข้าคิดเสมอว่า เจ้าคือลูกสาวคนหนึ่งของข้าที่เทพ โอดิน ทรงประมานมาให้ ลิเดียข้าน่ะเลี้ยงเจ้าด้วยความรัก มันคือความรักที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ขอแค่ข้าได้เห็นเจ้ามีความสุขและอยู่ดี ข้าเองก็ดีใจแล้วล่ะ " ทันใดนั้นลิเดียก็โอบกอดซิสเตอร์เมเนียร์และร้องให้ในอ้อมอกของซิสเตอร์จากนั้นลิเดียก็พูดออกมา

" ข้าเอง ข้าเองก็รักท่าน เหมือนกับท่านเป็นแม่ของข้าค่ะ มีแต่ท่านเท่านั้นที่คอยดูแลข้า ห่วงใยข้ามาตลอด คอยสั่งสอนสิ่งต่างๆให้กับข้า ข้าเองก็รักท่านเหมือนกันค่ะ " ลิเดียพูดพร้อมกับร้องให้ ซิสเตอร์เมเนียร์ลูบไปที่หัวของลิเดียเบาๆด้วยความเอ็นดู จากนั้นก็พูดขึ้น

" ลิเดีย ถ้าหากเจ้าอยากจะตอบแทนข้า เจ้าช่วยเรียกข้าว่าแม่ จะได้ไหม " ซิสเตอร์เมเนียร์พูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มของความเอ็นดู

" ได้สิคะ ท่านแม่ นับจากวันที่ข้าจำความได้ ท่านก็คือแม่ของข้า " ลิเดียกอดซิสเตอร์เมเนีย์ไว้แน่นแล้วร้องให้ จากนั้นเธอก็นึกได้ว่าเธอมีเรื่องอยากจะถามซิสเตอร์เมเนียร์

" เอ๊ะ จริงด้วย ซิสเตอร์... ท่านแม่ ข้ามีเรื่องอยากจะถามน่ะค่ะ คือหินบลูแจมสโตน ที่ท่านได้ให้ข้ามาเมื่อวันก่อน ท่านเอามาจากใหนหรอคะ "

" หินนั่นน่ะหรอ เจ้าได้ใช้มันจริงๆสินะ ข้าจำได้ว่า นานมาแล้วข้าเดินทางไปที่เมืองกิฟเฟน ( Geffen ) ระหว่างทางกลับข้าผ่านป่าของพวกปีศาจเห็ดพิษ ( Posion Spore ) และข้าก็ได้เจอคนๆหนึ่ง เค้าเป็นเจ้าของร้านขายยาในเมืองกิฟเฟน ในตอนนั้นเค้าถูกพวกเห็ดพิษทำร้ายอาการสาหัสมาก ข้าเลยรีบเข้าไปช่วยเค้าได้ทันเวลาก่อนที่เค้าจะตายเพราะพิษพวกนั้นเมื่อข้ารักษาเค้าจนพ้นจากอันตรายแล้ว เค้าก็บอกข้าว่าที่เค้าเป็นเช่นนี้เพราะว่าเค้าออกมาหาวัตถุดินในการปรุงยาแต่ก็พลาดท่าถูกเห็ดพิษพวกนี้ทำร้ายอาการสาหัส และจากนั้นเค้าก็ขอบคุณข้าและให้หินนี้มาเป็นสิ่งตอบแทน เค้าบอกว่ามันเป็นหินที่มีพลังเวทมนต์แต่ข้าก็บอกเค้าไปว่า ข้าไม่มีเวทมนต์ใดที่จะใช้หินนี้ได้ ชายคนนั้นจึงบอกข้าว่าหินนี้เป็นแหล่งพลังเวทมนที่เทพองครักษ์แห่งโอดินในตำนาน ซาร่า เป็นผู้ใช้ ถึงเค้าจะเก็บมันไว้มันก็เป็นเพียงแค่ของมีค่าที่เอาไว้สะสมเท่านั้น เค้าจึงให้ข้ามาเพราะคิดว่ามันพอจะมีค่าที่สุดในตอนนั้น "

" พ่อค้ายาในเมืองกิฟเฟนหรอคะท่านแม่ แล้วท่านรู้จักชื่อของเขารึเปล่าคะ " ลิเดียรีบถามต่อในทันที

" ข้าน่ะไม่รู้จักเค้าหรอกนะ แม้แต่หน้าตาข้าก็จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ โทษทีนะ "

" ไม่หรอกค่ะท่านแม่ แค่นี้ก็พอแล้วล่ะค่ะ ข้าขอบคุณท่านมากนะคะ และยังไงถ้าจบสงครามครั้งนี้เมื่อไหร่ข้าจะกลับมาหาท่านนะคะ " ลิเดียพูดพร้อมกับยืนขึ้น เธอทำความเคารพซิสเตอร์เมเนียร์แล้วเดินออกจากห้องนั้น แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นจากประตูซิสเตอร์เมเนียร์ก็พูดขึ้น

" ลิเดีย ดูแลตัวเองด้วยนะ แล้วอย่าฝืนมากไปล่ะ และจงจำไว้นะว่าเจ้าน่ะสามารถทำได้ทุกอย่างถ้าใจเจ้าอยากจะทำ หากว่าเจ้ามีความมุ่งมั่นพลังก็จะเกิดออกมาจากใจของเจ้า พลังที่จะใช้ปกป้องตัวเจ้าและปกป้องคนสำคัญของเจ้า และจงอย่าได้ดูถูกตัวเองเป็นอันขาดล่ะ เจ้าน่ะเป็นถึงองครักษ์แห่งโอดินเชียวนะ จงทำอย่างที่ใจของเจ้าต้องการเถอะ และวันใดที่เจ้าเหนื่อยล้าและต้องการกำลังใจ ข้าคนนี้จะรอเจ้าอยู่ที่นี้เสมอนะ ลิเดีย " เมื่อซิสเตอร์เมเนียร์พูดจบ ลิเดียก็ก้มหน้าลงเธอพยายามกลั้นไม่ให้นำตาไหลออกมาอีกครั้ง จากนั้นลิเดียก็พูดตอบไป

" ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ... ท่านแม่ " พูดจบลิเดียก็เดินออกมาจากโบสถ์แห่งพอนเทร่า

ในตอนนี้ถึงเธอจะมีน้ำตาไหลออกมาแต่ใบหน้าของเธอกลับยิ้มแย้มและเต็มไปด้วยความสุขตอนนี้กำลังใจของลิเดียนั้นถูกเติมเต็มแล้ว ลิเดียพร้อมที่จะสู้เพื่อสิ่งที่เธอรัก ไม่ว่าเธอจะต้องพยายามมากมายซักแค่ไหนเธอก็พร้อมต่อสู้ สู้เพื่อสิ่งที่เธอรักที่อยู่ข้างหลังของเธอ...........


 

กาลเวลาแห่งเมืองพอนเทร่าผ่านพ้นไป ในที่สุดเมืองแห่งนี้ก็เข้าสู่เวลาค่ำคืนอีกครั้ง คืนก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทางเพื่อไปยุติสงครามที่ยิ่งใหญ่ ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่บานสะพรั่งแห่งปราสาทพอนเทร่านี้ นักฆ่าคนหนึ่งยืนมองไปยังท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน ดูเหมือนว่าลูเซียจะชอบที่นี่มากที่สุดในปราสาทหลังนี้ ทุกครั้งก่อนออกเดินทางเขาจะต้องมาอยู่ที่นี่ทุกครั้ง และเมื่อใดที่เขาได้มองดอก อิลูชั่น สีขาวในสวนแห่งนี้ มันก็ทำให้เขาหวนนึกถึงไอริสและช่วงเวลาของพวกเขาทั้งสองคน ท่ามกลางความเงียบสงบนั้นลิเดียก็ได้เดินเข้ามา

" ขอโทษนะ ข้ามารบกวนเวลาของท่านรึปล่าว ลูเซีย " ลิเดียเดินเข้ามาหาลูเซียมือทั้ง 2 ของเธอนั้นจับกันอยู่ที่ด้านหลังด้วยความเกร็ง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเดินเข้ามาหาเขาใสสภาพแบบนี้

" ไม่เลยลิเดีย สำหรับคนที่ชีวิตว่างเปล่าอย่างข้า เจ้าก็เหมือนกับแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในชีวิตของข้า " ลิเดียได้ฟังแบบนั้นยิ่งทำให้เธออายมากขึ้น ตอนนี้หน้าของเธอแดงไปหมด ลิเดียก้มหน้าลง มือที่จับกันไว้ที่ด้านหลังของเธอยิ่งสั่นเข้าไปใหญ่ ลูเซียสังเกตเห็นท่าทางของลิเดียจึงถามขึ้น

" เจ้าเป็นอะไรไป เจ้าไม่สบายตรงไหนรึปล่าว " ลูเซียรีบเข้าไปดูอาการของลิเดีย เขาเอามือไปวางที่หน้าผากของลิเดียเพื่อที่จะดูอาการไข้ แต่นั่นยิ่งเป็นการทำให้เธอตัวร้อนขึ้นไปอีก

" ลิเดีย เจ้าตัวร้อนนิ ไม่สบายรึไง งั้นข้าจะไปบอกอาเทอร์ให้เลื่อนเดินทางก็ได้นะ "

" ไม่ๆ อย่าเลย ข้าไม่เป็นอะไรหรอก ข้าสบายดี แต่ว่า... "

" แต่ว่าอะไรหรอ " ลูเซียถามขึ้น

" อ๋อ เปล่า ข้าจะมาบอกท่านว่า เรดหลับไปแล้วน่ะ ขะๆ ข้า ขอตัวก่อนนะ " ลิเดียรีบหันหลังแล้วเดินออกไปจากสถานการณ์ที่แสนจะตึกเครียดนั้น ทันใดนั้นลูเซียก็พูดขึ้น

" ลิเดีย แม้ว่าสงครามครั้งนี้ พวกเรา 4 คนอาจจะต้องตาย แต่ข้าก็จะขอปกป้องเจ้าให้ถึงที่สุดตราบเท่าที่ข้ายังมีลมหายใจ เพราะว่าเจ้านั้น คือคนสำคัญของข้า "

สิ้นคำพูดของลูเซีย ลิเดียก็ถึงกับตะลึงในคำพูดเหล่านั้น เธอก้มหน้าลงแล้วยิ้มออกมา ทันใดนั้นเธอก็หันหน้าไปหาลูเซียด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม มีคำพูดคำหนึ่งออกมาจากใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขนั่น

" ขอบใจนะ ลูเซีย " แล้วลิเดียก็เดินกลับเข้าไปในปราสาทแห่งพอนเทร่าอีกครั้ง เหนือขึ้นไปจากสถานการณ์ของพวกเขา ไวเปอร์นั่งดูเหตุการณ์เหล่านั้นอยู่ตลอดเวลาบนราวระเบียงของห้องนอนของเขาที่อยู่สูงขึ้นไปจากสวนดอกไม้นั่น และคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขาก็คืออาเทอร์ และอาเทอร์นั้นต่างก็ดูเหตุการณ์นี้ไปพร้อมๆกับไวเปอร์

" เห้อ เจ้าทึ่มนั่น มันรู้ตัวรึเปล่าว่าคำพูดที่ออกมาจากสมองกลวงๆของมัน มีค่ามากแค่ไหนสำหรับลิเดีย " ไวเปอร์พูดขึ้นพร้อมกับกัดแอ๊ปเปิ้ลที่อยู่ในมือของเขา

" เจ้าหมายความว่ายังไง เท่าที่ข้าดูข้าว่าลูเซียเองก็ชอบลิเดียอยู่นะ " ทันทีที่อาเทอร์พูดจบ ไวเปอร์ก็หันมามองหน้าเค้าในทันที

" เจ้านี่มันทึ่มพอๆกับเจ้าบ้านั่นเลย "

" เอ๋ เจ้าหมายถึงอะไรกันแน่ " อาเทอร์ถามด้วยความสงสัย จากนั้นไวเปอร์ก็หันกลับไปมองที่ลูเซียแล้วก็กัดแอ๊ปเปิ้ลในมืออีกครั้ง

" คนอย่างลูเซียน่ะดูออกง่าย นิสัยของหมอนั่นน่ะเป็นคนทำอะไรด้วยใจ เพราะงั้นการกระทำ ความตั้งใจ และคำพูดล้วนแล้วออกมาจากความจริงในใจทั้งสิ้น และเท่าที่ข้าดู เจ้านั่นน่ะ

ยังคงรักไอริสอยู่ "

" จริงหรอ แล้วทำไมลูเซียถึงบอกว่าลิเดียคือคนสำคัญล่ะ " อาเทอร์ถามต่อด้วยความสงสัย จากนั้นไวเปอร์ก็พูดต่อ

" ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้านั่นจะคิดกับลิเดียยังไง แต่คงไม่ใช่เป็นคนรักแน่นอน เห้อ~ ข้าล่ะสงสารลิเดียจริงๆ " จากนั้นไวเปอร์ก็ได้หันขึ้นไปมองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่แล้วก็พูดต่อ

" ข้าก็คงได้แต่พาวนา ขอให้เรื่องที่แสนสุขนี้ อย่าได้กลายเป็นเรื่องที่แสนเศร้าในตอบจบเลยก็แล้วกันนะ " ไวเปอร์และอาเทอร์ต่างก็มองไปที่ลูเซียในค่ำคืนที่เงียบงัน

สายลมที่พัดผ่านไปทำให้วันเวลาเหล่านี้ช่างมีค่า ในวันรุ่งขึ้นพวกเขาจะต้องออกเดินทาง เป็นการเดินทางที่ไม่อาจจะรับรู้ได้ว่า ปลายทางที่พวกเขาก้าวเดินนั้นจะมีความตายเป็นจุดจบของปลายทางหรือไม่แม้หนทางข้างหน้าจะมืดมนเพียงใด พวกเขาก็จะต้องเป็นคนที่ก้าวเดินเข้าไป เพื่อที่จะไปจุดไฟส่องสว่างให้กับคนข้างหลัง มันคือหน้าที่ของพวกเขา มันคือสิ่งที่พวกเขาเลือก และพวกเขาก็จะไม่นึกเสียใจในสิ่งที่พวกเขาจะทำ เพื่อบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเขา เพื่ออาณาจักรอันเป็นที่รักของเขา และเพื่อคนสำคัญที่พวกเขาจะขอปกป้อง ด้วยชีวิต.....................




 

To be continued.........................

 


 




NEKOPOST.NET