Tale of Ragnarok ตอนที่ 15 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Tale of Ragnarok

Ch.15 - ความจริงที่ต้องยอมรับ


บทที่ 15  ความจริงที่ต้องยอมรับ



ค่ำคืนอันหนาวเหน็บแห่งเมืองลูเทียร์และหิมะที่โปรยปรายท่ามกลางแสงจันทร์นี้ยังคงดำเนินต่อไป หญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่กลางป่าสีขาวที่หนาวเหน็บแห่งนั้นด้วยความเศร้าสร้อย เธอร้องให้คร่ำครวญเหมือนดั่งคนเสียสติ ในอ้อมกอดของเธอนั้นมีร่างไร้วิญญาณของชายที่เธอรัก ตามตัวของเธอก็เต็มไปด้วยเลือดของเขาคนนั้น ลิเดียเสียใจเป็นอย่างมาก เธอพร่ำเพ้อคำขอโทษออกมาอย่างไม่มีหยุด น้ำตาของเธอไหลออกมาจนแทบจะกลายเป็นสายเลือดเธอไม่เคยเสียใจครั้งไหนเท่าครั้งนี้มาก่อน เธอคิดว่านี่เป็นความผิดของเธอทั้งๆที่เธอบอกว่าจะปกป้องเค้า จะดูแลเค้า จะไม่ให้เค้าเป็นอันตราย แต่เธอก็พลาด เธอคิดว่าเธอนั้นเป็นคนที่ทำให้เขาต้องตาย

" ลูเซียข้าขอโทษ ได้โปรดเถอะนะ ช่วยลืมตาขึ้นมาทีเถอะ ข้าขอร้อง ลูเซีย " ลิเดียร้องเรียกชื่อของเขาไม่หยุดเธอเร่งใช้เวทมนต์รักษาเขาอย่างสุดกำลัง พร้อมกับพาวนาให้เขาหลับมาหายใจอีกครั้งอย่างไม่มีหยุดหย่อน น้ำตาขอเธอไหลออกมามากมายนัก ในตอนนั้นไวเปอร์และอาเทอร์ต่างก็ตามลิเดียมาถึงที่ลานกลางป่า ทันใดนั้นพวกเขาแทบที่จะไม่เชื่อสายตาของตัวเอง พวกเขาถึงกับช็อคเพราะภาพตรงหน้า ใช่พวกเขานั้นต่างก็ได้เห็นภาพลูเซียที่ตายแล้วเช่นกัน

" บ้าน่ะ เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม " อาเทอร์พูดขึ้นมา

" เจ้าบ้านั่น ทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ มันไม่จริงใช่ไหม " ไวเปอร์พูดออกมาร่างกายของเขาเหมือนจะอ่อนแรงและแทบทรุดลงไปที่ตรงนั้น ลิเดียพยายามใช้เวทมนต์รักษาเขามากขึ้น มากขึ้น แต่เขาก็ไม่มีท่าทางที่จะตอบสนองใดๆเลย แน่นอนเพราะว่าเขาได้ตายไปแล้วจริงๆ ลิเดียหยุดเวทรักษาลงเธอร้องให้แล้วก้มลงไปกอดร่างของลูเซียเอาไว้ เธอเอื้มมือไปหยิบหิน บลู แจมสโตนที่ซิสเตอร์เมเนียร์เคยให้กับเธอไว้ขึ้นมา เธอกำมันไว้แน่น

" ซิสเตอร์คะ ท่านเคยบอกว่าสิ่งนี้จะทำให้ข้าช่วยเค้าได้ ได้โปรถเถอะข้าต้องทำยังไง ซิสเตอร์คะ ช่วยข้าด้วย ข้า.....ข้ารักเค้า " ลิเดียพูดออกมาพร้อมกับน้ำตา อาเทอร์กำลังจะเดินเข้าไปหาลิเดียเพื่อคิดที่จะปลอยใจ เขาก้าวเดินเข้าไปหาลิเดียแต่ทันใดนั้นไวเปอร์ก็ดึงบ่าของเขาเอาไว้

" ปล่อยพวกเขาไว้เถอะ " ไวเปอร์พูดขึ้น อาเทอร์เลยหยุดแล้วยืนอยู่ที่เดิม ลิเดียกำหินนั่นไว้แน่นและพูดขึ้นมา

" ได้โปรดเถิดเหล่าเทพผู้อยู่บนสวงสวรรค์ ได้โปรดช่วยเค้าทีเถอะ " ทันใดนั้นหินบลูแจมสโตนก้อนนั้นก็ได้เปร่งแสงออกมาจนสว่างจ้า แล้วลิเดียก็ร่ายเวทย์มนออกมาเองโดยไม่รู้ตัว

" ข้าแต่เหล่าปวงเทพที่คอยให้ความช่วยเหลืออยู่บนสวงสวรรค์ จงมองพลังอันศักศิทธิ์แก่ข้า เพื่อได้ช่วยเหลือผู้ที่หมดสิ้นลมหายใจผู้นี้ด้วยเถิด " ทันใดนั้นหินบลูแจมสโตนก็แตกออก



Resurrection !!!!


ทันใดนั้นก็มีแสงสีขาวสว่างขึ้นมาแสงนั้นค่อยๆก่อตัวกันเป็นรูปของเทพ ลิเดียตกใจมากเธอแทบไม่รู้ตัวว่าเธอทำอะไรไป เทพนั้นได้กางปีกออกทันใดนั้นแสงพวกนั้นก็โปรยเป็นละอองลงมายังตัวของลูเซีย บาดแผลของเขาค่อยๆปิดสนิดลิเดียตะลึงกับเหตุการ์ตรงหน้ามาก ไม่นานนักลูเซียก็กระอักเลือดออกมาและหายใจขึ้นอีกครั้ง ลิเดียตกใจมากเธอรีบใช้เวทรักษาเขาในทันที ตอนนี้ความรู้สึกของเธอตีกันมั่วไปหมดทั้งความเสียใจ ความดีใจ ความตื่นเต้น ความตกตะลึง และน้ำตา เธอไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของเธอได้เลยแต่สิ่งที่เธอนั้น เลือกที่จะทำตอนนี้ก็คือเร่งรักษาเขาเพราะว่าเขานั้นกลับมาหายใจอีกครั้งแล้ว ไวเปอร์และอาเทอร์ที่ดูเหตุการณ์อยู่นั้นต่างก็ตกตะลึงไปตามกันพวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต

" นี่มัน...นายก็เห็นแบบที่ฉันเห็นใช่ไหม ฉันไม่ได้ตาฝาดไปสินะ " อาเทอร์พูดออกมาในขณะที่เขากำลังช็อคไม่หาย

" เป็นไปไม่ได้...ยัยนั่น ชุบชีวิตคนได้ " ไวเปอร์พูดออกมาด้วยอารมณ์ที่ช็อคเช่นกัน แต่ทันใดนั้นอาเทอร์ได้ได้สติแล้วเรียกไวเปอร์กลับคืนมา

" เห้ๆ เรายังมีเวลาให้ทึ่งกันอีกเยอะตอนนี้เรารีบไปช่วยลูเซียกันก่อนเถอะ " อาเทอร์พูดพร้อมกับเขย่าไวเปอร์ให้ได้สติ ทันใดนั้นพวกเขาก็วิ่งเข้าไปที่ลิเดียกับลูเซีย ลิเดียตกใจที่เห็นพวกเขาทั้ง 2 คนเธอไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขานั้นอยู่ไกล้ๆ หลังจากนั้นพวกเขาก็รีบพาลูเซียกลับไปที่โบสถ์ทันที อาเทอร์แบกลูเซียไว้บนหลัง ลิเดียคอยรักษา ไวเปอร์คอยดูและจัดการกับพวกปีศาจที่จะเขามาโจมตีไม่นานนักพวกเขาก็ออกจากป่าทางใต้ได้ พวกเขารีบนำตัวลูเซียเข้าไปในโบสถ์ทันที เมื่อพวกเขาเข้ามาแล้วก็ได้วางร่างของลูเซียลง ในตอนนั้นลูเซียก็เรื่มได้สติแล้ว บาทหลวงมูดินเองก็รีบมาช่วยกันรักษาเขา ลูเซียลืมตาขึ้นมาเขาเห็นใบหน้าของลิเดีย แต่เขาก็เห็นคนอีกคนหนึ่งซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ยืนอยู่ด้านหลังของลิเดีย คนที่ลูเซียเห็นนั้นก็คือไอริส เธอยืนมองมาที่เขาใบหน้าของเธอดูเศร้าสร้อยและแสดงถึงความเป็นห่วงอย่างมาก ลูเซียหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพของไอริสนั้นก็ได้หายไปเหลือแต่ลิเดียที่กำลังรักษาเขาอยู่

" ลิเดีย ข้า มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี้ย " ลูเซียพูดขึ้น จากนั้นเขาก็เรื่มลุกขึ้นนั่ง

" ท่านอย่าเพื่งทำอะไรนะข้ากับท่านมูดินกำลังรักษาท่านอยู่ ท่านบาทเจ็บสาหัสมาก "

" บาทเจ็บหรอ ใช่ข้าสู้กับการ์มนี่นะ แต่ตอนนี้ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกบาทเจ็บอะไรเลยล่ะ " ลูเซียพูดขึ้นพร้อมกับมองดูที่ร่างกายของตนเอง ร่างกายของเขานั้นไม่มีบาทแผลเลยซักที่ มันดูเหมือนกับตอนก่อนที่เขาจะเข้าไปในป่า ลูเซียยืนขึ้นเขาดูแข็งแรงดีเหมือนคนปกติ

" ข้าไม่ได้บาทเจ็บอะไรซักหน่อยนี่ไง ข้ายังดูปกติอยู่เลยนะลิเดีย " ลุเซียพูดในขณะที่เขาก็หมุนแขนหมุนขาของตัวเองเพื่มสำรวจความผิดปกติ

" เป็นไปไม่ได้ เวทรักษามันก็แค่ช่วยเบื่องต้นเท่านั้นมันไม่สามารถทำให้หายสนิดได้แบบนี้หรอกนะ " ลิเดียพูดออกมาด้วยความงงงวย ทันใดนั้นไวเปอร์ก็ได้พูดขึ้น

" เจ้าไม่ได้บาทแค่เจ็บหรอกนะ ลูเซีย แต่เจ้าน่ะตายไปแล้ว "

" ข้าน่ะหรอ ตายไปแล้ว ใช่ข้าจำได้ว่าข้าเสียท่ามันและถูกมันกัดเข้าที่ลำตัวข้า และภาพสุดท้ายที่ข้าจำได้ก็คือมันหอนออกมาจากนั้นตาของข้าก็พร่ามัวและจากนั้นข้าก็จำอะไรไม่ได้อีก "

ลูเซียพูดขึ้นมาเขาเองก็รู้สึกงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เหมือนกัน แต่ก็มีเพียงแค่ 2 คนที่ไม่งงกับเรื่องนี้ ผู้ที่ดูเหตุการณ์อยู่นั่นก็คืออาเทอร์กับไวเปอร์ จากนั้นอาเทอร์ก็พูดต่อ

" ใช่ ข้ากับ ไวเปอร์นั้นยืนดูเหตุการณ์อยู่เจ้าน่ะตายไปแล้วจริงๆ แต่ลิเดียก็ได้ใช้เวทมนต์ชุบชีวิตเจ้าขึ้นมา พวกข้าเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อแต่มันก็เป็นเรื่องจริงๆ "

" ขะๆ ข้าน่ะหรอ ชุบชีวิตของเขาขึ้นมาใหม่ ข้าจำได้ว่าข้าท่องบทเวทมนต์ออกไปพร้อมกับหินที่แตกออกแต่ตอนนั้นข้าทำไปโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย " ลิเดียพูดขึ้นทันใดนั้นบาทหลวงมูดินก็เกิดอาการตกใจเป็นอย่างยิ่ง เขาถามลิเดียด้วยอาการตะกุกตะกัก

" ธะๆ เธอบอกว่าเธอใช้หินเวทมนต์ชุบชีวิตลูเซียอย่างงั้นหรอก หินนั่นคือหินบลูแจมสโตนใช่รึปล่าว " บาทหลวงมูดินถามด้วยความตกใจเขาเอามือจับแขนทั้ง 2 ข้างของลิเดียไว้

" ชะ ใช่ค่ะ หินนั่นเป็นหินที่ซิสเตอร์เมเนียร์ ผู้มีพระคุณของฉันให้มา เธอบอกว่ามันจะช่วยได้น่ะ " จากนั้นบาทหลวงมูดินก็อยู่ในอาการของคนที่เหมือนกับช็อค เขาเดินถอยหลังไปด้วยอาการที่สั่นเทา เขานั่งลงไปที่เก้าอี้ในโบสถ์พร้อมกับพูดขึ้นมา

" เป็นไปไม่ได้ นี่มันเป็นเวทมนต์ในตำนานที่ไม่มีใครสามารถใช้ได้ ในประวัติศาสตร์นั้นมีพรีสแค่เพียงผู้เดียวที่ใช้เวทมนต์นี้ได้ นั่นก็คือ ซาร่า องครักษ์แห่งมหาเทพโอดินเท่านั้น "

คำพูดของบาทหลวงนั่นสร้างความตกใจให้กับพวกเขาแต่มันก็แค่ไม่นานเพราะเรื่องพวกนี้ต่างก็เกิดขึ้นกับพวกเขามาแล้ว เรื่องที่พวกเขานั้นเป็นองครักษ์แห่งเทพ

" เป็นไปไม่ได้ เจ้าใช้เวทมนต์นี้ได้ยังไงกัน ไม่มีใครที่สามารถใช้มันได้เลยนะ แต่ว่าถ้าดูจากที่ลูเซียหายเป็นปกติแบบนี้มันเป็นผลจากเวทมนต์นั้นจริงๆนั่นแหละ แต่ว่าไม่ได้ ยังไงเรื่องนี้ก็เป็นไปไม่ได้ "

บาทหลวงมูดินยังคงยากที่จะเชื่อกับความจริงที่เกิดขึ้นนี้ ทันใดนั้นก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของพวกเขา

" ทีนี้ พวกเจ้าจะยอมรับตัวตนที่แท้จริงของพวกเจ้ารึยังล่ะ " เสียงๆหนึ่งดังขึ้น พวกเขาต่างมองไปรอบๆ ทันใดนั้นพวกเขาแทบไม่เชื่อสายตา โดยเฉพาะบาทหลวงมูดินเขาหยิกแก้มของตัวเองเพื่อที่จะพิสูจน์เหตุการณ์ตรงหน้าว่ามันคือความฝันรึไม่แต่มันก็คือความจริง สิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นก็คือ ร่างของมหาเทพโอดิน ร่างจางๆของเทพโอดินนั้นออกมาจากรูปปั้นที่อยู่ในโบสถ์ จากนั้นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่โอดินก็พูดต่อ

" ข้าคือมหาเทพ โอดิน ผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของเหล่าเทพทั้งปวง ถึงเวลาแล้วที่พวกเจ้าเหล่าองครักษ์ของข้าจะต้องยอมรับและกลับคืนสู่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเจ้าซะ "

" ทะๆ เทพ ของจริงหรอเนี้ย " ไวเปอร์มองตาไม่กระพิบ

" พวกเราก็เคยได้ยินที่ด็อปเปอร์แกรนเกอร์พูดมาเหมือนกัน มันคืออะไรกันแน่ " ลูเซียพูดขึ้น จากนั้นพวกเขาทั้ง 4 ก็ได้เดินไปยังเทวรูปและร่างจางๆของเทพโอดิน

" ในอดีตกาลนั้น พวกเจ้าทั้ง 4 คนคือเหล่านักรบที่แข็งแกร่งเป็นองครักษ์ของเราจนกระทั่งด็อปเปอร์แกรนเกอร์ได้ครอบครองดาบปีศาจ เทเลฟริ๊ง ทุกอย่างก็ล่มสลายลง พวกเจ้าถูกเขาสังหารไม่เว้นแม้แต่เราเองก็เช่นกัน แต่ว่าเรานั้นคือมหาเทพแม้ร่างกายจะถูกทำลายแต่จิตวิญญาณของเรานั้นไม่อาจที่จะสูนย์สลายไปเหมือนเทพองค์อื่นๆได้ "

" งั้นตำนานนั่นก็เป็นเป็นเรื่องจริงนะสิ " อาเทอร์พูดออกมา

" ตอนนี้ด็อปเปอร์แกรนเกอร์นั้นได้ตื่นขึ้นจากการหลับไหลมานานนับพันปี บัดนี้มิดการ์ดกำลังจะเข้าสู่ความเลวร้ายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เขาจะฆ่าฟัน เขาจะทำลาย เขาจะปลุกชีพเหล่าปีศาจ และจะไม่มีใครที่จะหยุดยั้งเขาได้ เว้นแต่พวกเจ้าทั้ง 4 คนเท่านั้นที่จะกำจัดเค้าได้ แต่ในตอนนี้พลังของพวกเจ้ามีไม่เพียงพอนอกจากว่าพวกเจ้าจะยอมรับตัวตนของพวกเจ้า "

" ตอนนี้ข้าไม่สนใจเจ้านั่นหรอก สิ่งที่ข้าจะต้องทำก็คือกำจัดการ์มซะ " ลูเซียพูดขึ้นพร้อมกับหันหลังและกำลังจะก้าวเดินออกไปแต่เขาก็ต้องหยุดเพราะคำพูดของโอดิน

" เจ้าไม่สามารถที่จะเอาชนะมันได้ใช่ไหมล่ะ กริมเนียร์ ไม่ว่าเจ้าจะพยายามเท่าไหร่ มันก็แข็งแกร่งกว่าเจ้า " ทันใดนั้นลูเซียก็หันกลับมา

" ท่านรู้ได้ยังไง "

" ใช่ พวกเจ้าในตอนนี้ก็เหมือนกับดักแด้ที่ยังไม่กางปีกออกมาเป็นผีเสื้อ เมื่อพวกเจ้ากางปีกออกมาเมื่อไหร่พวกเจ้าก็จะมีพลังที่แท้จริง เวทชุบชีวิตนั่นก็เป็นเครื่องยืนยันที่ดีถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเจ้าได้มิใช่รึ "

ลูเซียหยุดคิดถึงความเป็นจริงเหล่านั้น แล้วทันใดนั้นความมุ่งมั่นก็ได้ฉายขึ้นในแววตาของเขาอีกครั้ง เขาเดินเข้าไปหาเทพเจ้าโอดิน

" ถ้าข้ายอมรับสิ่งนี้ ข้าจะสามารถฆ่ามันได้ไหม " ลูเซียถามขึ้น

" แน่นอน องครักษ์ของข้า พวกเจ้าจะสามารถปกป้องดินแดนแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน "

" ได้ งั้นข้าจะยอมรับมัน ยอมรับตัวตนที่แท้จริงในอดีตของข้า " ลูเซียพูดขึ้น

" ถ้ามันทำให้ข้าสามารถปกป้องอาณาจักรแห่งนี้ได้ ข้าก็ขอยอมรับด้วย " อาเทอร์กล่าวขึ้น และลิเดียกับไวเปอร์ต่างก็ยอมรับด้วยเช่นกัน

" หากข้ายอมรับตัวตนที่แท้จริงแล้วจะสามารถปกป้องลูเซียได้ ข้าก็จะรับมัน " ลิเดียคิดอยู่ในใจ

" ถ้ามันช่วยให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นและไม่เป็นตัวถ่วงแบบในสงคราม ข้าก็ยินดีที่จะรับมัน " ไวเปอร์พูดขึ้น

" ดีมาก ถ้างั้นพวกเจ้าทั้ง 4 คนจงคุกเข่าลงและเอ่ยนามที่แท้จริงของพวกเจ้าออกมาต่อหน้าข้ามหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ โอดิน " จากนั้นพวกเขาทั้ง 4 คนก็คุกเข่าลงและเรื่มพูดชื่อพวกเค้าออกมา

" ข้าคือ เฮมดอล ( Heimdal ) องครักษ์ ผู้ปกป้อง " อาเทอร์พูดขึ้น จากนั้นลิเดียก็พูดต่อ

" ข้าคือ ซาร่า ( Sarah ) องครักษ์ ผู้ช่วยเหลือ " เมื่อลิเดียพูดเสร็จไวเปอร์ก็พูดต่อ

" ข้าคือ ฮอเนียร์ ( Honir ) องครักษ์ ผู้จู่โจม " จากนั้นลูเซียก็พูดเป็นคนสุดท้าย

" ข้าคือ กริมเนียร์ ( Grimnir ) องครักษ์ ผู้ลอบสังหาร " เมื่อพูดจบทันใดนั้น ก็ได้มีแสงสีขาวสว่างจ้าออกมาจากตัวของพวกเขา จากนั้นเทพโอดินก็ได้พูดขึ้น

" ในนามแห่งข้า มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่โอดินและด้วยอำนาจแห่งข้า ข้าจะขอมอบตำแหน่งและพลังความสามารถที่พวกเจ้าเคยมีในอดีดคืนให้กับพวกเจ้าอีกครั้ง ในนามของข้าๆขอแต่ตั้ง "

" แฮมดอล จากนี้ไปเจ้าคือ หลอดไนท์ ( Lord Knight ) " ทันใดนั้นชุดของอาเทอร์ที่ใส่อยู่ก็เปลี่ยนไป จากเกราะโซ่เหล็กที่เคยสวมใส่อยู่ภายใต้เสื้อผ้า มันกลับกลายเป็นชุดเกราะจริงๆ ชุดเกราะของเขานั้นคลุมไปทั่วทั้งร่างมันดูแข็งแกร่งมาก ตราสัญลักษณ์รูปไม้กางเขนสีทองปรากฏขึ้นบนชุดเกราะสีเงินของเขา ผ้าคลุมของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงและใหญ่ขึ้น

" ซาร่า จากนี้ไปเจ้าคือ ไฮ พรีส ( High Priest ) " พูดจบ ชุดของลิเดียก็เปลี่ยนไป จากชุดพรีสที่เป็นสีม่วงก็กลายเป็นสีแดงมีลายสีขาวยาวพาดไปตามลำตัว กระโปรงของเธอบานออกใหญ่ขึ้นตราสัญลักษ์สีทองปรากฏขึ้นที่ไหล่ทั้ง 2 ข้างของเธอ และมีผ้าสีขาวมัดอยู่ที่เอวของเธอและมัดเป็นโบขนาดใหญ่ที่เอวด้านหลัง ชุดใหม่ของเธอนั้นดูน่ารักมาก

" ฮอเนียร์ จากนี้ไป เจ้าคือ สไนเปอร์ ( Snipre ) " และแล้วชุดของไวเปอร์ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เสื้อยืดของเขานั้นหายไปเหลือไว้แต่เจ๊คแก็ต มีปลอดแขนปรากฏขึ้นมาแทนปลอกข้อมือของเดิม กางเกงขายาวของเขาถูกทับด้วยกางเกงขาสั้น ขอบเสื้อและกางเกงรวมถึงปลอกแขนของเขานั้นประดับประดาไปด้วยขนปุยของสัตว์ สัญลักษณ์ของเขาคือผ้าสีแดงที่ผูกไว้ที่ต้นแขน

" กริมเนียร์ จากนี้ไป เจ้าคือ แอสซะซินครอส ( Assassin Cross ) " สิ้นเสียงนั้นชุดของลูเซียก็เปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีน้ำตาลแข้ม ชุดของเขานั้นเปิดหน้าอกออกแล้วมีเกราะคล้ายกับโครงกระดูดมาใส่ทับเสื้อของเขา เกราะแขนและหน้าแข้งก็มีลักษณะคล้ายกับกระดูดเช่นกัน ที่ปลายรองเท้าของเขานั้นกลายเป็นดาบโค้งงอขึ้นมาและสัญลักษณ์ของเขาก็คือผ้าพันคอสีแดงอันใหญ่ที่ยาวกว่าเดิมมาก ในขณะที่พวกเขากำลังตะลึงกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น เทพโอดินก็ได้พูดต่อ

" นี่คือรูปลักษณ์ที่แท้จริงของพวกเจ้า ในตอนนี้พวกเจ้านั้นได้กลับคืนสู่ตำแหน่งองครักษ์ของข้าอีกครั้ง พร้อมกับพลังและความสามารถทั้งหมดที่พวกเจ้าเคยมีด้วย "

" งั้นก็หมายความว่า ... " อาเทอร์พูดขึ้นมา

" ใช่ ตอนนี้พวกเจ้าก็คือเทพ และจงจำไว้ว่า มิดการ์ดนั้นอยู่ในกำมือของพวกเจ้าแล้ว จงกำจัดด็อปเปอร์และทำให้มิดการ์ดกลับสู่ความสงบร่มเย็นตลอดกาล ข้าขอฝากความหวังไว้ที่พวกเจ้า
นักรบทั้ง 4 แห่งข้า... "

สิ้นเสียงนั้นร่างของโอดินก็จางหายไป พวกเขาต่างก็เดินออกมาพร้อมกับรูปลักษณ์ใหม่นี้

" ชุดเจ้าดูสวยมากเลยนะ ลิเดีย " ลูเซียพูดขึ้น

" เอ๋ จะๆ จริงหรอ ข้าว่ามันดูโป๊ๆ ไปนิดนะ "

" แบบนี้แหละดีแล้ว แต่ของข้านี่สิเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนเท่าไหร่เลยแฮะ " ไวเปอร์พูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าเซงๆ

" ข้าว่าชุดพวกนี้มันดูแปลกๆ จริงๆ นั่นแหละข้าไม่เคยเห็นชุดพวกนี้มาก่อนเลยจริงๆ " อาเทอร์พูดขึ้นพร้อมกับลองขยำมือของตัวเอง ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันนั้น ได้มีคนๆหนึ่งถึงกับช็อคหมดสติไปกับเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อตรงหน้านั้น ใช่แล้วนั่นคือบาทหลวงมูดิน เขาตกใจจนเป็นลมไปแล้ว

" เอาไงดีเนี้ยลูเซีย " ไวเปอร์ถามขึ้น

" ข้าจะเอาเค้าเข้าไปพักผ่อนในห้องเอง ป่านนี้เรดเองก็คงจะหลับไปแล้วเหมือนกัน ส่วนข้านั้นจะออกไปล่าการ์มอีกครั้ง "

" เจ้าจะไปคนเดียวงั้นหรอ " อาเทอร์ถามขึ้น

" ไม่ได้นะลูเซีย คราวนี้ข้าจะไปช่วยท่านด้วย ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านไปคนเดียวอีกแล้ว " ลิเดียรีบพูดขึ้นมาเมื่อได้ยินอาเทอร์ถามออกไปแบบนั้น

" ขอโทษนะแต่ข้าอยากจะจัดการกับมันคนเดียวจริงๆ "

" อืมข้าเข้าใจเหตุผลและความต้องการจากใจจริงของเจ้า แต่เจ้าต้องรับปากกับเราเรื่องนึง " อาเทอร์พูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ตาของลูเซีย

" ได้ ว่ามาเลย "

" พวกเราจะให้เจ้าจัดการกับมันคนเดียวแต่ว่าพวกเราจะตามเจ้าไปด้วยถ้าหากเห็นว่าเจ้าไม่ไหว พวกเราจะเข้าไปช่วยทันทีแต่ถ้าเจ้าไหวพวกเราก็จะทำเพียงแค่ยืนดูเท่านั้น ตกลงไหม "

ลูเซียมองตาของอาเทอร์ทันใดนั้น เขาก็ยิ้มออกมา

" อืม ตกลง ขอบใจพวกเจ้านะที่เป็นห่วงข้า "

" อืม งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ " ไวเปอร์พูดขึ้น จากนั้นลูเซียก็แบกบาทหลวงมูดินแล้วนำไปไว้ยังห้องพัก จากนั้นพวกเขาทั้ง 4 คนต่างก็กลับเข้าไปในป่าทางใต้อีกครั้ง พวกเขาต่างมุ่งหน้าไปด้วยความรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ อาจจะเป็นเพราะพลังใหม่ที่พวกเขาได้มา ตอนนี้พวกเขานั้นแข็งแกร่งกว่าเดิมมากมายนัก พวกเขารู้สึกได้ถึงพลังในตัวของเขาที่เพื่มมากขึ้น พวกเขามุ่งไปยังจุดเดิมคือลานกว้างในป่า จากนั้นไวเปอร์ก็ได้แกะร่องรอยของมันและตามไปเรื่อยๆ จนในที่สุดพวกเขาก็ได้เจอมันอีกครั้ง พวกเขาทั้ง 4 คนต่างเดินออกมาจากเงามืดของพุ่มไม้

ท่ามกลางแสงจันทร์และหิมะสีขาว ลูเซียเดินเข้าไปหาการ์ม ทันใดนั้นมันหันมาจ้องลูเซีย ดวงตาของมันเบิกกว้างเหมือนดั่งว่ามันได้เห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ทันใดนั้นมันก็คำรามออกมาอีกครั้ง

เสียงคำรามของมันดังกึกก้องไปทั่วทั้งป่า ลิเดีย ไวเปอร์ อาเทอร์ ต่างก็ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ทันใดนั้นลูเซียก็หยิบคาต้าของเขามาใส่ที่มือทั้ง 2 ข้างเขายิ้มออกมาแล้วพูดขึ้น

" มาต่อยกที่ 2 กันเถอะนะ " ลูเซียเดินเข้าไปหาเจ้าการ์มในขณะที่มันก็ตั้งท่ารอโจมตี สายลมที่หนาวเน็บพัดผ่านพวกเขา การต่อสู้ของลูเซียและการ์มกำลังจะเรื่มขึ้นอีกครั้ง ............




 

To be continued.........................

 




NEKOPOST.NET