Tale of Ragnarok ตอนที่ 14 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Tale of Ragnarok

Ch.14 - ลมหายใจที่หมดลง


บทที่ 14  ลมหายใจที่หมดลง




หลังจากที่พวกเค้าออกเดินทางมาจากเมืองพอนเทร่าด้วย พีโค พีโค๊ะ พวกเขาก็เร่งเดินทางขึ้นเหนืออย่างสุดฝีเท้า การเดินทางนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นเหล่าพีโค พีโค๊ะนั้นรวดเร็วและปราดเปรียวจนเกินกว่าที่จะมีพวกปีศาจตามทางโจมตีพวกเขาได้ทัน พวกเขาเดินทางมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ไม่นานพวกเขาก็ผ่านเข้าเขตแดนแห่งภูเขาแมลง มาโจลเนีย ( Mt.Mjolnir ) ภูเขาลูกนี้ตั้งอยู่ระหว่างทางไปกลับเมืองพอนเทร่ากับ อาล ดีบาลาน มันเป็นภูเขาที่มีต้นไม้ขึ้นรกทึบเป็นรังขนาดใหญ่ของพวกแมลงยักษ์ มีทั้งหนอนแดง ( Argiope ) แมงมุมยักษ์ ( Argos ) ต้นไม้กินคน ( Folra ) ตั๊กแตนยักษ์ ( Mantis ) ผึ้งยักษ์ ( Hornet ) หรือแม้แต่นางพญาผึ้ง มิสเทรส ( Mistress ) ที่ร้ายกาจก็ทำรังและหลบซ่อนอยู่ที่ใหนซักแห่งในภูเขานี้เช่นกัน มันจึงเป็นเรื่องยากที่ทหารจากพอนเทร่าจะเดินทางขึ้นไปที่เมืองทางเหนือ ทหารที่จะถูกส่งไปได้จริงๆ ก็ต้องชำนาญในการขี่ พีโค พีโค๊ะ ด้วยความเร็วอีกด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีโอกาสที่จะประสบเหตุร้ายได้เช่นกัน พวกเขาต่างก็มุ่งหน้าไปด้วยความเร็ว ลูเซีย ไวเปอร์และอาเทอร์ต่างก็คอยจัดการกับพวกปีศาจที่ขวางทางหรือพวกที่ไล่ตามหลังมาอย่างง่ายดาย แต่ถึงพวกเขาจะจัดการพวกมันได้ง่ายเพียงใดในใจลึกๆของพวกเขาต่างก็พาวนาอย่างให้ได้เจอกับเจ้า มิสเทรสเลย เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะยิ่งเสียเวลาอย่างมากพวกเขามุ่งขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเมือง อาล ดีบาลานได้อย่างปลอดภัยแต่ อาล ดีบาลานนั้นก็เป็นเพียงแค่ทางผ่าน พวกเขาไม่คิดที่จะหยุดพักในเมืองนั่น พวกเขาต่างก็ขี่พีโค พีโค๊ะวิ่งไปตามถนนในเมืองที่มีผู้คนบางตา เมืองนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากเนื่องจากว่าอยู่ห่างไกลและการเดินทางมาถึงก็ทำได้ยาก เมื่อเทียบกับเมืองมอร็อคหรือกริฟเฟน  ดังนั้นเมืองนี้จึงไม่ค่อยมีนักเดินทางมาให้เห็นนัก ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ชาวเมืองอาศัยอยู่กันเพียงแค่นั้นแต่นั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมืองนี้ดูสงบร่มเย็นและดูไม่วุ่นวาย ดูๆไปเมืองนี้ก็น่าพักผ่อนไม่น้อย ด้วยบรรยากาศและความสงบร่มเย็นของเมืองถ้าหากว่าการเดินทางในครั้งนี้ของพวกเขาไม่ใช่การเดินทางเพื่อไปช่วยเหลือเมืองลูเทียร์แต่หากเป็นการเดินทางท่องเทียวพักผ่อนแล้วล่ะก็ เมืองอาล ดีบาลานแห่งนี้ก็เป็นอะไรที่น่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก พวกเขาผ่านหอนาฬิกายักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางใจเมือง อาล ดีบาลานไป หอนาฬิกายักษ์แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างมากของเมืองอาล ดี บาลาน พวกเขามุ่งหน้าออกไปทางประตูทิศเหนือของเมือง มุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไปเรื่อยๆ หลังจากนี้จะเป็นเส้นทางที่ทั้ง 3 คนนั้นไม่รู้จัก จึงเป็นหน้าที่ของลูเซียที่จะนำทางพวกเขาไปต่อ ไม่นานนักพวกเขาก็ผ่านเขาสู่เขตอากาศหนาวเย็น หิมะต่างโปรยปรายลงมาตามสายลม อากาศเรื่มจะเย็นลง สายลมที่พัดผ่านมาในแต่ละครั้งก็ชวนทำให้สั่นสะท้าน มีเพียงแต่ลูเซียเท่านั้นที่ชินชากับสภาพอากาศแบบนี้ พวกเขาเดินทางมาไม่นานนัก ก็ต้องลงจากพีโค พีโค๊ะ เนื่องจากพวกมันเป็นนกทะเลทราย อากาศที่หนาวเย็นจึงทำให้พวกมันอ่อนแรงและไม่สามารถที่จะวิ่งต่อไปได้ อาเทอร์จึงได้ปล่อยให้พวกมันเดินทางกลับไปยังเมืองพอนเทร่า จากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางกันต่อ เพราะอีกไม่ไกลนักก็จะถึงเมืองลูเทียร์แล้ว

" กลับไปยังพอนเทร่าซะนะ พวกเจ้าไปต่อไม่ไหวหรอก ขอบใจพวกเจ้ามากนะ " อาเทอร์พูดขณะที่ลูบหัวพวก พีโค พีโค๊ะ ก่อนที่พวกมันจะวิ่งกลับไป

" ลูเซียนี่แกไม่หนาวบ้างรึไงนะ " ไวเปอร์พูดในขณะที่กำลังสั่นด้วยความหนาว ไม่เพียงแค่ไวเปอร์ แต่ลิเดียนั้นเหมือนจะเป็นคนที่ออกอาการสั่นมากที่สุดเธอกอดเรดไว้แน่น

" ข้าน่ะเกิดที่นี่ โตที่นี่ อากาศแบบนี้ข้าชินแล้วก็เหมือนที่ข้าไปมอร็อคใหม่ๆ ข้าก็เป็นแบบพวกเจ้าน่ะแหละ " ลูเซียพูดขึ้น

" นี่แกอยู่ได้ทั้งร้อนทั้งหนาวเลยรึไงเนี้ย แกใช่คนแน่หรอ " ไวเปอร์พูดต่อ

" พวกนายจะยืนคุยกันท่ามกลางหิมะแบบนี้อีกนานไหมเนี้ย " อาเทอร์พูดขึ้นมา เขาเองก็เรื่มออกอาการสั่นเหมือนกัน

" ลิเดีย เจ้าไหวนะ " ลูเซียหันไปถามลิเดีย

" ของแค่นี้ไม่ทำให้ข้าลำบากได้หรอกน่า " ลิเดียพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและสั่นจนได้ยินเสียงฟันที่กระทบกันดังออกมาชัดเจน

" เอาเถอะ อีกไม่นานก็ถึงเมืองแล้ว อดทนอีกนึดก็แล้วกัน " ลูเซียพูดขึ้นพร้อมกับเดินนำทางพวกเขาไป พวกเขาเดินฝ่าหิมะไปเรื่อยๆ จนในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงเมืองลูเทียร์แล้ว พวกเขาใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 3 วันในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเมืองลูเทียร์ เมืองสีขาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ บ้านเกิดของลูเซีย พวกเขาเดินเข้ามาในเมืองท่ามกลางหิมะ อากาศที่หนาวเน็บและสายตาของชาวเมือง ดูเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะถูกจ้องมองจากชาวเมืองเพราะเมืองที่หนาวเย็นแห่งนี้ ไม่เคยมีนักเดินทางผ่านมาก่อน เมืองลูเทียร์แห่งนี้อยู่ทางเหนือสุดของทวีปมิดการ์ดที่กว้างใหญ่ เป็นเมืองที่อยู่ในเขตอากาศหนาวเย็นบ้านเรือนที่นี่มีไม่มากเท่าไหร่จนแทบจะนับหลังได้เลย ที่นี่มีแค่โบสถ์เล็กๆตั้งอยู่หนึ่งหลังเป็นศูนย์รวมของหมู่บ้านเท่านั้น พวกเขาเดินเข้าไปในเมืองซักพักก็มีชาวบ้านเดินเข้ามาหาลูเซีย

" ไง นั่นลูเซียใช่ไหม ไม่ได้เจอกันนานเลยนะตั้งแต่นายจากไป " ชายคนนั้นทักทายลูเซียด้วยความสนิดสนมมันไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะคนในหมู่บ้านแห่งนี้มีจำนวนน้อยมาก พวกเขาเลยพูดคุยกันเหมือนดั่งว่าเป็นคนหนึ่งในครอบครัว

" อืม ข้ามาธุระน่ะ ท่านบาทหลวงอยู่ไหม "

" ฮะๆ เจ้าคิดว่าเค้าจะไปไหนได้ล่ะลูเซีย เขาอยู่ที่โบสถ์ทั้งวันทุกวันนั่นแหละ ไปซิ " ชายคนนั้นพูดพร้อมกับหัวเราะ

" นั่นสินะ ข้านี่ไม่น่าถามอะไรแบบนี้เลย ขอบใจนะ " แล้วพวกเขาทั้งหมดก็เดินตามลูเซียไป ไม่นานนักพวกเขาทั้งหมดก็ได้มาถึงโบสถ์ของหมู่บ้าน ลูเซียเปิดประตูเข้าไป

" ท่านบาทหลวง ท่านบาทหลวงอยู่รึปล่าว "

" อ่าวนั่นลูเซียไม่ใช่หรอ เป็นยังไงบ้างล่ะเจ้าน่ะ " บาทหลวงพูดขึ้น

" ข้าสบายดีครับหลวงพ่อ พวกนี้คือเพื่อนของข้า อาเทอร์ ไวเปอร์ ลิเดีย และโปริ่งชื่อว่าเรด "

" โอ้ๆ เจ้าออกไปคนเดียวแต่กลับมาพร้อมกับเพื่อนๆ งั้นหรอ ดีจังเลยนะข้ายังเป็นห่วงว่าเจ้าน่ะจะเข้ากันคนยากซะอีก เอาเถอะขอต้อนรับนะเพื่อนของลูเซีย ข้ามีชื่อว่า มูดิน ( Mudin ) เป็นบาทหลวงที่มีเพียงคนเดียวของเมืองลูเทียร์แห่งนี้เอาล่ะเข้ามาข้างในก่อนสิ " ทุกคนต่างเดินตามบาทหลวงมูดินเข้าไปในโบสถ์ พวกเขาเดินไปตามทางที่ทอดยาวอยู่ระหว่างเก้าอี้ทั้ง 2 ฝั่ง ด้านหน้าของพวกเขามีรูปปั้นอยู่ 3 รูปด้วยกัน ทันใดนั้นลิเดียก็ได้ถามขึ้น

" เอ่อ ท่านมูดินคะ รูปปั้นทั้ง 3 นี้คือ... "

" มันเป็นรูปปั้นแห่งเทพที่คอยปกป้องอาณาจักรแห่งนี้ไงล่ะ รูปปั้นที่อยู่ตรงกลาง เทพเจ้าที่ถือดาบและใส่ชุดเกราะก็คือ มหาเทพโอดิน ( Odin ) เทพแห่งสงครามและการต่อสู้ ส่วนทางด้านขวาของเทพโอดินผู้ที่ถือฆ้อนสายฟ้า ก็คือเทพเจ้าทอร์ ( Thor ) เทพผู้ควบคุมดินฟ้าอากาศ และด้านซ้ายก็คือ เทพีเฟย่า ( Freya ) เทพแห่งความรอบรู้ เหล่าเทพทั้ง 3 นี้คือผู้ที่ปกป้องอาณาจักรแห่งนี้ให้ร่มเย็นเป็นสุขน่ะ "

" ถ้าเทพช่วยทำให้อาณาจักรนี้ร่มเย็นเป็นสุขได้จริง ข้าคงไม่ต้องถ่อมาถึงที่นี่หรอก " ไวเปอร์พูดสวนขึ้น

" ไวเปอร์อย่าเสียมารยาทต่อท่านบาทหลวงสิ " อาเทอร์หันไปดุในทันที

" เอ๋ ท่านหมายความว่ายังไงหรอ " บาทหลวงมูดินถามด้วยความสงสัย ทันใดนั้นลูเซียก็พูดขึ้น

" การ์มน่ะ มันกำลังจะมาโจมตีหมู่บ้านนี้อีกครั้ง พวกข้ามาก็เพราะต้องการจะมากำจัดมัน "

" เอ๋ จริงหรอเนี้ย!!! " บาทหลวงพูดออกมาพร้อมกับตกใจ จากนั้นเค้าก็พูดต่อ

" แล้วมันจะมาเมื่อไหร่ล่ะ "

" ถ้าเป็นตามที่เจ้านั่นบอกก็คือ คืนพรุ่งนี้ " ลูเซียพูดขึ้น

" เจ้านั่นหรอ " บาทหลวงถามด้วยความสงสัย

" เรื่องมันยาวน่ะคับ แต่มันก็น่าจะเป็นเรื่องจริง พวกเราก็เลยมาดักรอมัน " อาเทอร์พูดเสริม

" เอาล่ะ คืนนี้ก็ดึกมาแล้ว พวกเจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะนะแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เราค่อยคุยกันอีกทีก็แล้วกัน " บาทหลวงพูดขึ้น และแล้วพวกเขาก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน

 

โบถส์แห่งนี้มีห้องพักเตรียมไวมากมายเนื่องจากว่าหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ หากมีแขกมาจากที่อื่นทางหมู่บ้านก็จะให้แขกพักที่ในโบสถ์แห่งนี้ที่เดียวเท่านั้น เพราะงั้นโบสถ์แห่งนี้ถึงได้มีห้องพักไว้รับแขกด้วย แต่ถึงจะมีไปมันก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่นัก ถ้าดูจากความเป็นจริงแล้ว พวกเขาก็เป็นกลุ่มแรกที่ได้ใช้ห้องพักพวกนี้ พวกเขาต่างเข้าไปพักผ่อนในห้องต่างๆที่บาทหลวงจัดเตรียมไว้ให้ เว้นแต่ลูเซียคนเดียวที่ไม่ได้เขาไปพักผ่อนที่ห้อง เขาเดินไปที่สุสานด้านหลังของโบสถ์เขาเดินไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งสุสานของไอริส ทันใดนั้นเค้าก็หยิบใบ โรแมนติก ลีฟ ที่ไอริสเคยให้เขาเอาไว้ออกมา จากนั้นลูเซียก็เป่ามันเป็นเพลงต่อหน้าหลุมศพของไอริส ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาช้าๆ...

" ไอริส ข้ากลับมาหาเจ้าแล้วนะ ถึงจะผิดสัญญาเพราะการ์มยังไม่ตาย แต่ก็ไม่ต้องห่วงนะ ข้าจะฆ่ามันในคืนพรุ่งนี้ให้ได้ "...

พูดจบลูเซียก็นั่งอยู่ที่หน้าหลุมศพของไอริส และต่างก็คิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เขากับไอริสเคยผ่านมาด้วยกันในอดีดท่ามกลางแสงสลัวของดวงจันทร์ และหิมะที่โปรยปรายอย่างไม่มีวันหยุด................


 

กาลเวลาผ่านไป ในที่สุดรุ่งเช้าก็มาเยือนเมืองนี้ แต่ถึงแม้จะเป็นตอนกลางวันเมืองแห่งนี้ก็ยังไม่ค่อยจะมีแดดออกให้เห็นซักเท่าไหร่เนื่องจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆ ณ เวลานั้นพวกเขาทั้ง 4 คนต่างก็มาประชุมกันในโบสถ์พร้อมกับท่านบาทหลวงมูดินเพื่อที่จะหาวิธีรับมือกับการ์ม

" เอาล่ะ เรามาวางแผนรับมือกับมันดีกว่า " อาเทอร์พูดขึ้น ในขณะนั้นลูเซียก็เดินเข้ามาพอดี

" ข้าจะไปจัดการกับมันในป่าทางใต้คนเดียวเอง อาเทอร์ฝากนายดูแลภายในเมืองนี้ด้วยหากว่ามันบุกเข้ามาทางอื่น ไวเปอร์นายช่วยวางกับดักไว้ให้ทั่วเมืองทีนะ ลิเดียเธอก็อยู่ช่วยทางนี้เถอะนะ " ลูเซียพูดขึ้นท่ามกลางความตกใจของทุกคน

" อะไรนะ นายจะไปจัดการกับมันคนเดียวเนี้ยนะ " ไวเปอร์พูดออกมา

" ใช่ ข้าไม่อยากให้มันเข้ามาในเมืองได้อีก แล้วช่วยปิดเรื่องนี้ไม่ให้พวกชาวบ้านรู้ทีนะ ข้าไม่อยากให้พวกเค้าต้องแตกตื่น " ลูเซียพูดขึ้น

" ... เจ้าคิดดีแล้วหรอ " อาเทอร์ถามพร้อมกับมองตาของลูเซีย

" อืม เรื่องการ์มข้าจะเป็นคนจัดการเอง พวกเจ้าทำตามที่ข้าบอกเถอะนะ " พูดเสร็จ ลูเซียก็เดินออกไปจากโบสถ์ ไวเปอร์คิดจะถามให้แน่ใจอีกครั้งแต่ก็ถูกบาทหลวงห้ามเอาไว้

 

จากนั้นบาทหลวงก็ได้เล่าเรื่องของลูเซีย ไอริส และการ์มที่เคยมาโจมตีหมู่บ้านเมื่อ 2 ปีก่อนให้พวกเค้าฟัง หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้เข้าใจทุกอย่างทั้งเรื่องราวของ ลูเซีย และความกังวลในใจของเขาด้วย ตอนนี้พวกเขานั้นรู้ทุกอย่างแล้ว เมื่อฟังเรื่องราวเสร็จ อาเทอร์ก็หันหลังเดินออกเพื่อสำรวจเมืองและหาวิธีป้องกันตามที่ลูเซียได้บอกโดยที่ไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว ไวเปอร์เห็นดังนั้นก็เดินตามออกไปเพื่อที่จะวางกับดักไว้ให้ทั่วเมือง ลิเดียก็เดินอุ้มเรดตามออกไปเช่นกัน ในขณะที่พวกเขากำลังออกสำรวจเมืองอยู่นั้นลิเดียก็ได้เดินมาเจอกับลูเซียอยู่ที่ซากบ้านที่พังทลายลงหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านของไอริส แต่ลิเดียนั้นไม่อาจที่จะรู้ เธอยืนมองดูลูเซียอยู่ห่างๆ เหมือนอย่างที่เคยทำ ลูเซียนั่งอยู่ที่เหนือซากบ้านของไอริส ที่ซากบ้านหลังนี้ยังคงอยู่เป็นเพราะว่า บาทหลวงมูดินนั้นเป็นคนขอร้องไม่ให้รื้นไปเพราะคิดว่าลูเซียคงยากที่จะทำใจได้ ลูเซียคุ้ยเศษซากปรักหักพังนั้นออก ทีละชิ้นๆ และเค้าก็ได้เจอรูปเก่าๆบานหนึ่งเป็นรูปของไอริสที่ถ่าย
ไว้คู่กับเค้าตอนก่อนออกจากหมู่บ้านเพื่อไปฝึกฝนตามสายอาชีพที่หวังเอาไว้ ลูเซียหยิบรูปนั้นขึ้นมาดูแล้วน้ำตาของเขานั้นก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ลิเดียยืนมองเขาด้วยความเศร้าสร้อย เธอไม่อาจที่จะมีคำพูดใดๆที่จะเข้าไปพูดกับเขาในตอนนี้ได้เลย แต่ถึงแม้จะมีเธอก็คงจะไม่เดินเข้าไปในตอนนี้อยู่ดี ทันใดนั้นเรดก็พูดขึ้น

" ไม่เข้าไปคุยกับเจ้านายหน่อยหรอลิเดีย เผื่อว่าจะเป็นโอกาศที่จะได้เข้าใจเจ้านายมากขึ้นนะ "

" ไม่ล่ะเรด แบบนี้แหละดีแล้ว บางเวลาคนเราน่ะ ก็ต้องการที่จะอยู่คนเดียวนะ " ลิเดียวพูดพร้อมกับสายตาที่มองเหม่อ ทันใดนั้นไวเปอร์ก็ห้อยหัวลงมาจากต้นไม้

" ใช่ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกันนะ แต่ซักวันหนึ่งข้าว่าเจ้าจะต้องมีโอกาศที่จะบอกความในใจเองแหละ ลิเดีย "

" เห้ย~!!  ไวเปอร์!! นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง  ละๆๆ...แล้วความในใจอะไร นายพูดอะไรของนายเนี้ย " ลิเดียออกอาการตะกุกตะกัก

" เจ้าหลอกสายตาข้าไม่ได้หรอกน่า ลิเดีย สายตาข้าน่ะคมเหมือนฟาลคอนเชียวนะจะบอกให้ แต่วางใจเถอะข้าไม่บอกเจ้าทึ่มนั่นหรอกน่า ข้าจะให้เจ้าได้เป็นคนบอกด้วยตัวเอง "

" ... งั้นหรอ ... อือ~... ขอบใจนะ " ลิเดียพูดพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ จากนั้นพวกเขาทั้งคู่ต่างก็มองดูลูเซียที่ยังคงเหม่อลอยและร้องให้ไปกับรูปภาพของไอริส โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าลิเดียกับไวเปอร์กำลังมองดูเค้าอยู่ซึ้งมันผิดกับนิสัยของนักฆ่าที่เขาเคยฝึกมาว่าควรจะระวังและคอยสังเกตรอบข้างอยู่เสมอ แต่ทว่าสภาพของเขาในตอนนี้ ต่อให้ทั้งคู่ไปยืนอยู่ไกล้ๆเขาก็คงจะไม่รู้ตัวอยู่ดี....

 

วันเวลาผ่านล่วงเลยไปในที่สุดก็มาถึงเวลาค่ำคืน พวกเขาต่างก็มารวมตัวกันที่โบสถ์อีกครั้ง

" เอาล่ะ ข้าจะเข้าป่าเพื่อไปล่ามันพวกเจ้าก็คอยดูแลหมู่บ้านให้ดีล่ะ "

" นายคิดดีแล้วใช่ไหมลูเซีย " อาเทอร์ถามอีกครั้ง

" อืม ข้าคิดดีแล้ว " พูดเสร็จลูเซียก็หันหลังเดินออกไปทันใดนั้นลิเดียก็ตะโกนเรียกลูเซีย

" ลูเซีย " ลูเซียหันหลังมาหาลิเดีย

" ระวังตัวด้วยนะ " ลูเซียหันมายิ้มให้กับลิเดีย ก่อนที่จะกระโดดและหายเข้าไปในป่าทางใต้อีกครั้ง เขากระโดดไปตามต้นไม้ต่างๆด้วยความรวดเร็วสายตานั้นก็มองหาไปทั่วทุกๆบริเวณในป่าแห่งนั้น ดวงจันทร์ในค่ำคืนนี้ลอยเด่นผิดปกติ แต่ทว่าสภาพในป่านั้นกลับมืดสลั่วเป็นอย่างมาก สภาพของป่าในตอนนี้ มันช่างเหมาะกับการออกล่า ลูเซียวิ่งไปหยุดที่จุดๆหนึ่งในป่า สายตาของเขามองสอดส่ายเพื่อหาร่องรอยของมัน และแล้วทันใดนั้นเองเขาก็ได้เจอมัน ลูเซียหันไปเห็นร่างๆหนึ่งในเงามืด ร่างนั้นมีขนาดใหญ่โตมาก มันค่อยๆเดินออกมาจากเงามืดนั้น ลมหายใจของมันพ่นออกมาเป็นไอเย็น ขนของมันที่กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งแหลม ดวงตาแห่งความอาฆาตและรอยแตกที่แร่รูปพระจันทร์บนหัวของมัน ใช่แล้วมันคือการ์มนั่นเอง มันค่อยๆเดินออกมาหาลูเซียและคำรามออกมาต่อหน้าลูเซียทันที เสียงคำรามของมันนั้นดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ เหล่าสัตว์ต่างๆที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็พากันแตกตื่นและวิ่งหนีกันอย่างแตกตื่น ลูเซียยิ้มที่มุมปากพร้อมกับหยิบคาต้าของเขาขึ้นมาใส่ในทันที

 

" ไง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ แกยังจำข้าได้อยู่รึปล่าว... ยมทูตที่จะมาเอาชีวิตแกไงล่ะ " ลูเซียพูดพร้อมกับยิ้ม เจ้าการ์มพ่นลมหายใจที่เป็นไอเย็นของมันออกมา มันจ้องไปที่คาต้าของลูเซียแล้วก็ขู่ออกมา

" หืม แกคงจะจำคาต้าอันนี้ได้สินะ ใช่เจ้านี่น่ะทำให้แกมีแผลเป็นอยู่ที่หัวไงล่ะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะเพราะมันจะไม่ใช่แค่ที่หัวแกอีกแล้วแต่มันจะเป็นที่หัวใจของแกด้วย " พูดจบลูเซียก็พุ่งไปยังเจ้าการ์มทันที พร้อมกันกับที่เจ้าการ์มก็กระโดดพุ่งเข้ามา................






ทางด้านของอาเทอร์และไวเปอร์นั้น พวกเขาต่างก็นั่งคอยอยู่ที่หน้าโบสถ์ มันคือที่แรกที่เมื่อออกมาจากป่าทางใต้ของเมืองแล้วจะมาเจอ พวกเขาต่างก็เป็นห่วงลูเซีย

" นี่ ไม่เป็นไรแน่นะ " ไวเปอร์พูดขึ้น

" เอาเถอะน่า เจ้านั่นน่ะเก่งออกนะ อีกอย่างถึงนายดึงดันไป ใช่ว่าเจ้านั่นจะยอมซะเมื่อไหร่ ก็ในเมื่อเรื่องนี้น่ะมัน.... " อาเทอร์พูดออกมา

" อืม นั่นสินะพวกเราคงได้แต่รอคอยเท่านั้นแหละ เฮ่อ~ " ในขณะที่ทั้ง 2 กำลังนั่งรอคอยอยู่ที่หน้าโบสถ์นั้น ลิเดียก็ได้เดินไปยังสุสานทางด้านหลัง เธอเดินเข้าไปด้านในของสุสานไปยังตำแหน่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ใช่แล้วนั่นคือหลุมศพของไอ่ริส ลิเดียเดินไปหยุดที่หน้าหลุมศพแล้วนั่งลง เธอมองไปยังป้ายหลุมศพของไอริสแล้วก็พูดขึ้น

" สวัสดีจ๊ะ เธอคงจะเป็นไอริสใช่ไหม ฉันชื่อว่าลิเดียนะ ยินดีได้ที่รู้จัก ฉันคือหนึ่งในคนที่มากับลูเซียเมื่อวานน่ะ เธอรู้ใหมว่าเค้าน่ะคิดถึงเธออยู่ตลอดเวลาเลยนะ ไม่มีแม้แต่นาทีเดียวที่เค้าจะเลิกคิดถึงเธอเลยเธอจะรู้รึเปล่าวนะไอริส สำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่าเธอน่ะเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกเลยนะ ฉันน่ะอิจฉาเธอจริงๆเลยล่ะ ฉันเองก็อยากให้มีซักครั้ง ที่เค้าจะคิดถึงฉันแบบนั้นบ้าง เธอจะรู้สึกไม่ดีต่อฉันรึเปล่านะที่ฉันพูดออกไปแบบนี้ ฉันขอโทษนะ " ลิเดียพูดพร้อมกับน้ำตาของเธอที่ไหลซึมออกมา ในขณะที่เธอกำลังก้มหน้าและร้องให้ ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงๆหนึ่งดังขึ้น

" รีบไป.......เร็วเข้า " สิ้นเสียงนั้นลิเดียก็รีบหันไปมองรอบๆ และนั่นก็ทำให้เธอได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีผมที่ยาวสีน้ำตาลเข้มและใส่ชุดของฮันเตอร์ ใบหน้าของเธอดูเศร้าสร้อยเหมือนกับว่าเธอนั้นกำลังจะขาดใจ

" อะๆ  ไอริสหรอ ? " ลิเดียออกอาการตะกุกตะกักทันที มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วๆ ที่พบเจอกับวิญญาณ แล้วยิ่งเป็นลิเดียที่กลัวผีมาก เธอนั้นไกล้จะช็อกอยู่แล้ว แต่ทันใดนั้นไอริสก็พูดต่อ

" รีบไป.....เร็วเข้า....แย่...ลูเซีย....แย่แล้ว " เสียงเย็นๆเสียงนั้นดังออกมาจากภาพร่างจางๆของผู้หญิงคนนั้นอีก แต่คราวนี้ลิเดียกลับได้สติคืนมาเพราะคำว่าลูเซีย

" รีบไป....ช่วย......ลูเซีย " เมื่อพูดจบภาพร่างจางๆของไอริสนั้นก็จางหายไป ณ เวลานี้ เธอไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องคิด ไม่มีอะไรต้องไตร่ตรง ไม่มีอะไรที่ต้องรอฟังคำอธิบายหรือเหตุและผล ลิเดียรีบวิ่งออกไปจากสุสานในทันที เธอวิ่งผ่านอาเทอร์และไวเปอร์เข้าไปในป่าทางใต้ด้วยความรวดเร็ว ไวเปอร์ตะโกนเรียกลิเดียแต่เธอก็ไม่ตอบเธอเอาแต่มุ่งตรงเข้าไปในป่าทางใต้ของเมืองลูเทียร์เพียงอย่างเดียว อาเทอร์และไวเปอร์เห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งตามเธอไป ลิเดียวิ่งไปถึงที่บริเวณกลางป่า ทันใดนั้นก็มีเสียงของหมาป่าหอนขึ้นมาท่ามกลางความมืด เสียงๆนั้นดังก้องไปทั่วทั้งป่า สร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่าสัตว์และมอเตอร์ต่างๆที่อยู่ในป่า พวกมันต่างวิ่งหนีกันอลหม่าน เหล่านกต่างก็แตกตื่น บรรยากาศในตอนนั้นบ่งบอกถึงความน่ากลัวและอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนายพรานที่เก่งกาจซักแค่ไหน ถ้าลองได้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เซลทุกเซลในร่างกายจะช่วยกันสั่งให้ขาของเขานั้นพาร่างกายออกไปจากจุดๆนั้นโดยทันที แต่ทว่าในตอนนี้ลิเดียไม่กลัวสิ่งใดแล้ว เธอเรียกชื่อลูเซียอยู่ในใจและวิ่งไปตามทางที่เสียงหอนนั้นดังขึ้นมา เธอวิ่งไปพร้อมๆกับพาวนาขออย่าให้ลูเซียเป็นอะไร เธอวิ่งต่อไปเรื่อยๆและทันใดนั้นเธอก็ได้มาถึงลานโล่งๆกลางป่าแห่งนี้ เธอหยุดยืนนิ่งแล้วมองไปที่กลางลาน...

ในตอนนี้ตัวของลิเดียเรื่มสั่นแต่นั่นไม่ใช่เพราะอากาศหนาว น้ำตาของเธอไหลออกมาจากดวงตาทั้ง 2 ข้าง ภาพที่เธอเห็นด้านหน้านั้นคือร่างไร้วิญญาณของลูเซียที่นอนจมอยู่ในกองเลือด เธอรีบวิ่งเข้าไปที่ร่างที่ไร้วิญญาณของเขา และยังคงพาวนาให้เขานั้นยังมีชีวิตอยู่ เธอนั่งลงและกอดร่างของเขาเอาไว้ ทันใดนั้นลิเดียก็ร้องให้ออกมาอย่างมาก ความรู้สึกเสียใจนั้นยากยิ่งเกินกว่าที่จะอธิบายได้ เธอตะโกนเรียกชื่อของลูเซียดังลั่น แต่ก็ไม่มีเสียงตอนรับจากร่างของเขาที่โชกไปด้วยเลือด บาทแผลที่ท้องของลูเซียคือรอยกัดที่สาหัสเกินกว่าที่เขาจะมีชีวิตอยู่ได้ ลูเซียสิ้นใจลงแล้ว เขาตายจากไปพร้อมกับคำสัญญาที่เขายังทำไม่สำเร็จ ลิเดียร้องให้และกอดร่างของเขาเอาไว้แน่น เลือดของลูเซียนั้นเปื้อนเปะไปทั้งใบหน้าและชุดของลิเดีย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงกอดร่างไร้วิญญาณของคนที่เธอรักที่สุดเอาไว้

เธอมาไม่ทัน...  ตอนนี้ลมหายใจของลูเซียนั้นได้หมดลงแล้ว หมดลงท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมา แสงจันทร์ที่สาดส่องไปทั่วป่าสีขาว และหยดน้ำตา... ของคนที่รักเขาจนหมดหัวใจ ......................
 

 

 

To be continued.........................

 

 

 




NEKOPOST.NET