Tale of Ragnarok ตอนที่ 13 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Tale of Ragnarok

Ch.13 - ความมุ่งมั่นอันแรงกล้า


 

บทที่ 13 ความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

 


หลังจากสงครามและการต่อสู้ที่เนินดินจบลง ด็อปเปอร์ก็ได้ใช้เวทมนต์เคลื่อนย้ายตำแหน่งที่เรียกว่า"เทเลพอต"กลับมายังปราสาท กลาสเฮม ( Glast Heim ) ของเขา

ปราสาทกลาสเฮมนี้ เดิมทีเป็นปราสาทของเทพีเฟย่ามารดาของด็อปเปอร์แกรนเกอร์ ปราสาทกลาสเฮมแห่งนี้เคยมีความงดงามมากในอดีต มันตั้งอยู่สุดขอบของอาณาจักรมิดการ์ดไปทางทิศตะวันตกถัดไปจากเมืองกริฟเฟน สาเหตุที่ปราสาทของเฟย่าต้องไปอยู่ที่นั่นเพราะเป็นคำสั่งของมหาเทพโอดิน แต่ทว่าปราสาทที่เคยงดงามในอดีตนั้น บัดนี้กลับกลายเป็นแค่เศษซากของอิฐและหินเนื่องจากกาลเวลาที่ผ่านมานับพันๆปี หมดสิ้นซึ่งความงดงาม หลงเหลือไว้เพียงแต่ภาพลักษณ์ของปราสาทร้างที่ไม่มีผู้คนกล้าเข้าไกล้ ก้อนหินที่เคยวางเรียงต่อกันอย่างสวยงามกลับร่วงหล่นลงมาและแตกหัก เหล่ารากไม้ เถาวัลย์และตระไคร่ ต่างก็ขึ้นมาเกาะอยู่เต็มไปทั่วทั้งบริเวณปราสาท ฝูงปลานานาฃนิดที่เคยมีอยู่ในสระน้ำกลับหายไปหมดสิ้น เงาเหล่าต้นไม้ใหญ่ต่างแผ่นขยายกิ่งก้านมาบดบังแสงอาทิตย์ทำให้บริเวณปราสาทนั้นมืดทึบไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม

ด็อปเปอร์เดินย่างก้าวเข้าไปในปราสาทร้างหลังนั้น ด้านในของปราสาทนั้นก็ผุพังไม่แพ้ด้านนอก มีสิ่งของที่เคยเป็นของประดับตกแต่งแตกหักกระจัดกระจายเต็มไปหมด ด็อปเปอร์เดินผ่านเศษซากของสิ่งเหล่านั้นไปเรื่อยๆ และทันใดนั้นก็มีเสียงของทหารที่ใส่ชุดเกราะวิ่งมาหา มันคือทหารปีศาจที่คอยเฝ้ายามปราสาทหลังนี้ตามคำสั่งของด็อปเปอร์ พวกมันคือปีศาจที่มีชื่อว่า เรดิก ( Raydric ) พวกเรดิกนั้นเป็นพวกปีศาจนักรบที่มีแต่ชุดเกราะเดินไปมาไร้ร่างกาย แต่ทว่าพวกมันกลับแข็งแกร่งผิดกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างไม่น่าเชื่อ เจ้าเรดิกตัวนั้นได้วิ่งเข้ามาหาด็อปเปอร์แล้วคุกเข่าลงในทันที

" ยินดีต้อนรับกลับปราสาทกลาสเฮมครับ นายท่าน " เรดิกพูดขึ้น

" อืม เจ้าพวกนั้นอยู่ไหน " ด็อปเปอร์พูดพร้อมกับมองไปรอบๆ

" ข้าจะรีบไปบอกพวกเค้าว่าท่านกลับมาแล้วครับ "

" อืม บอกให้ไปพบข้าที่ห้องโถงก็แล้วกัน " พูดเสร็จด็อปเปอร์ก็เดินก้าวไปตามทางที่ปูด้วยพรมแดงที่เก่าและขาดรุ่งริ่ง ในไม่ช้าเขาก็ได้มาถึงห้องโถงใหญ่ เขาเดินไปตามทางเรื่อยๆ ผ่านเสาหินที่เก่าและทรุดโทรม ด็อปเปอร์ก้าวเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้น และนั่งลงที่บัลลังที่เคยเป็นของเฟย่า ในเวลาไม่นานนักก็ได้มีเสียงๆหนึ่งพูดออกมาจากทางประตูห้องโถง

" ยินดีต้อนรับกลับมาครับนายท่าน สงครามเป็นยังไงบ้างล่ะครับ " เสียงๆนี้เป็นเสียงของนักรบคนหนึ่ง นักรบคนนี้ใส่ชุดเกราะสีดำทั้งตัว ในมือถือหอกอันใหญ่สีดำดวงตาแดงก่ำ นามของเขาก็คือ อาบิส ไนท์ ( Abyss Knight ) หรือมีฉายาว่า นักรบม้าดำ เขาเป็น 1 ใน 2 นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของด็อปเปอร์ อาบิสไนท์คือปีศาจนักรบที่แข็งแกร่งมาก

" ข้าว่าคงไม่ได้เรื่องซักเท่าไหร่หรอกมั้ง ออคพวกนั้นจะไปใช้การอะไรได้ล่ะ อาบิสไนท์ " เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น มันเป็นเสียงของ บลัดไนท์  ( Bloody Knight ) มันคือนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดอีกตนหนึ่งของด็อปเปอร์แกรนเกอร์ บลัดไนท์มีขนาดตัวและชุดเกราะที่ใหญ่โต มันมีดวงตาที่ลุกเป็นไฟ อีกทั้งโล่อันใหญ่และดาบยาวที่ชโลมไปด้วยเลือด ความจริงแล้วทั้งตัวของมันก็ชโลมไปด้วยเลือดเช่นกัน บลัดไนท์นั้นชอบการฆ่าฟันเป็นที่สุด

" มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกน่า พวกเจ้าทั้งสองประเมินเจ้าออคหลอดนั่นต่ำไปหน่อยนะ ถึงมันจะมีฝีมืออ่อนหัดมากถ้าเทียบกับพวกเจ้าแต่มันก็สร้างความสนุกให้ข้าได้เยอะเชียวล่ะ แล้วอีกอย่าง ตอนนี้กองทัพแห่งพอนเทร่า กองทัพเดียวที่พวกมนุษย์มีเพื่อปกป้องอาณาจักรแห่งนี้ก็ได้อ่อนแอลงไปเยอะเพราะผลจากสงคราม " ด็อปเปอร์พูดพร้อมกับเอามือท้าวคาง

" ถ้างั้น เราก็ยกกองทัพของเราไปบุกเมืองพอนเทร่าเลยสิ นายท่าน กองทัพของข้ามีทหารเรดิกจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 แสน รับรองว่าจะต้องบดขยี้พอนเทร่าได้สบายแน่นอน " อาบิสไนท์พูดขึ้น

" ไม่ล่ะ ถ้าทำอย่างนั้นข้าก็หมดสนุกน่ะซี่~ วันนี้น่ะข้าได้เจอของดีรู้ไหม ข้าคิดว่าจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเจอพวกมันทุกคน แต่นี้กลับใช้เวลาแค่สองปีหลังจากที่ข้าตื่นขึ้นมาเท่านั้นเอง ถ้าเจ้ารีบจบมันซะตอนนี้ข้าก็คงจะเบื่อแย่เลย " ด็อปเปอร์พูดออกมาพร้อมกับยิ้ม ใบหน้าของเขานั้นแสดงออกมาเหมือนกับว่าได้เจอของเล่นชิ้นใหม่

" พวกนั้นรึครับ ? หรือว่า... " อาบิสไนท์ถามขึ้น

" ใช่แล้ว เหล่าองครักษ์แห่งโอดินที่มาเกิดใหม่ยังไงล่ะ "

" องครักษ์แห่งโอดินงั้นหรอ ข้าอยากที่จะฆ่ามันจริงๆ นายท่าน สงคราม!!! " บลัดไนท์พูดออกมาด้วยความดุดันและกระหายเลือด

" ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า สงครามที่พวกเจ้าเคยร่วมสนุกไปกับการฆ่าเหมือนในอดีดน่ะมันต้องมาถึงแน่ เพราะงั้นข้าถึงได้ปลุกชีพพวกเจ้าขึ้นมายังไงล่ะ แต่ตอนนี้ข้าจะขอเล่นสนุกกับพวกมันซักหน่อยให้หายกับที่ข้าต้องนอนหลับไปนานนับพันปี " ด็อปเปอร์พูดขึ้นพร้อมกับเปิดหนังสือที่ได้มาจากเรด

" นั่นมันหนังสืออะไรหรอครับ นายท่าน " อาบิสไนท์ถามขึ้น

" มันเป็นหนังสือแห่งความรอบรู้ ข้าจะดูว่ามันจะสามารถบอกหรือใบ้ที่ซ่อนของดาบ เอ็กคาลิเบอร์ ( Excalibur ) ให้กับข้าได้ไหม ถ้าข้าได้ดาบนั่นมาก็จะไม่มีอะไรที่จะสามารถเอาชนะข้าได้ ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ นรก หรือมิดการ์ดดินแดนแห่งพวกมนุษย์ ก็ตาม " ด็อปเปอร์พูดพร้อมกับดูหนังสือไปทีละหน้า

" แต่ว่านายท่าน ถึงท่านไม่มีดาบนั่น แต่แค่ดาบเทเลฟริ๊งของท่านก็ไม่มีใครที่จะต่อกรกับท่านได้อีกแล้ว แม้แต่มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่อย่างโอดินเองก็พ่ายแพ้กับท่านเพราะดาบเล่มนี้ " อาบิสไนท์กล่าว

" ถึงมันจะเป็นแบบนั้น ข้าก็ยังอยากที่จะได้ เอ็กคาลิเบอร์ มาครอบครองอยู่ดี " ด็อปเปอร์ตอบไป

ในขณะที่ด็อปเปอร์กำลังหาข้อมูลของดาบเอ็กคาลิเบอร์ที่เหมือนจะไม่มีบอกไว้ในหนังสือนั่น เขาก็ได้บังเอิญเปิดไปเจอหน้านึงของหนังสือที่บอกเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมิดการ์ด ใช่แล้ว...สิ่งที่ด็อปเปอร์เปิดไปเจอนั่นก็คือตำนานเทพนิยายของมิดการ์ดนั่นเอง ด็อปเปอร์อ่านเนื้อความของตำนานั้นไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นเขาก็เกิดโมโหเป็นอย่างมาก เขาขว้างหนังสือเล่มนั้นลงไปที่พื้นในทันที อาบิสไนท์ และ บลัดไนท์ต่างก็สะดุ้งด้วยความตกใจ

" มะ มีอะไรรึครับ นายท่าน " อาบิสไนท์ได้ถามขึ้น

" พวกเจ้าออกไปซะ ข้าอยากจะอยู่คนเดียว " ด็อปเปอร์พูดขึ้น

" อะ อ่า.... แต่ว่า..... " บลัดไนท์ ออกอาการตะกุกตะกัก

" ข้าบอกว่าอยากจะอยู่คนเดียวไงล่ะ พวกเจ้าออกไป !! " ด็อปเปอร์ตะโกนออกมา บลัดไนท์ และ อาบิสไนท์ ต่างก็โค้งคำนับและเดินออกไปจากห้องโถงนั่น ปล่อยให้ด็อปเปอร์ได้อยู่คนเดียว

ด็อปเปอร์เอนตัวของเขาไปพิงกับบัลลังเข้าเอามือขึ้นมากุมที่ขมัมของเขา ซักพักเขาก็ลุกจากบัลลังและเดินไปที่ระเบียงด้านนอกของห้องโถง ด็อปเปอร์ยืนเกาะราวระเบียงไว้แล้วเหม่อมองไปยังดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า

" ไม่มีใครซักคนที่รู้เรื่องราวที่แท้จริง ไม่มีเลยซักคน ท่านแม่...ข้าจะยึดครองดินแดนแห่งนี้ซะ เพื่อที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์นั่นให้ถูกต้อง ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง ท่านแม่ หากข้ายึดครองดินแดนแห่งนี้แล้ว ข้าจะสามารถเปลี่ยนมันได้รึปล่าวนะ ท่านแม่ ผู้ชนะย่อมเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์ดั่งเช่นที่พวกมนุษย์ทำกันอยู่ตอนนี้ ถ้าข้าได้เขียนมันขึ้นมาใหม่ ข้าจะเขียนความจริงลงไปในประวัติศาสต์นั่น ท่านแม่... ตอนนี้... ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน " ด็อปเปอร์เหม่อมองจันทราด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย ความจริงของประวัติศาสต์นั้นคืออะไรกันแน่ ความจริงของอดีดที่มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่เป็นคนที่ล่วงรู้มัน ....................

 


ทางด้านของกองทัพแห่งพอนเทร่าที่ถึงจะชนะสงครามมาได้ แต่ทุกคนก็ล้วยแต่ได้รับบาทเจ็บกลับมาอย่างมากเช่นกันโดยเฉพาะพวกเขาทั้งสี่คนนั้น ต่างก็ถูกนำตัวเข้าไปรักษายังปราสาทพอนเทร่าอย่างเร่งด่วน ทางด้านปราสาทพอนเทร่าเองก็ออกคำสั่งให้ระดมพวกพรีสมาช่วยรักษาพวกเขาเป็นการด่วน เนื่องจากว่าอาการของพวกเขานั้นสาหัสมาก พระราชาแห่งพอนเทร่าหรือพระราชาไกอา ก็ได้ทรงมาเยี่ยมพวกเขาด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าท่านจะทรงชราและไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเดินแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังฝืนลุกขึ้นมาเพื่อที่จะมาดูอาการของพวกเขา เหล่าพรีสต่างก็เร่งรักษากันอย่างเต็มที่ แต่ถึงแม้ว่าจะใช้พลังของพรีสรักษาพวกเขามากแค่ไหน มันก็ต้องให้พวกเค้าได้พักผ่อนตามธรรมชาติบ้าง เพื่อให้ร่างกายของพวกเขาได้หายเป็นปกติ พลังของพรีสนั้นก็แค่ช่วยรักษาในเบื่องต้นเท่านั้น ...

จากเหตุการณ์ที่วุ่นวายนั้น กาลเวลาได้ผ่านล่วงเลยมาแล้วถึงสามวัน ตอนนี้ในเมืองพอนเทร่าต่างก็เรื่มที่จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ชาวเมืองต่างก็เดินทางกลับเข้ามายังบ้านและร้านค้าของตนเอง ผู้คนต่างเรื่มเดินทางเข้ามาในเมืองกันมากขึ้นแต่ก็ยังไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน แต่ถึงยังไงสภาวะปกติก็จะต้องกลับมาแน่ มันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น กลางวันล่วงเลยไป และแล้วเวลาค่ำคืนก็ได้มาเยือนเมืองพอนเทร่าอีกครั้ง ลูเซียลืมตาตื่นขึ้นมาในคืนที่สามหลังจากสงครามใหญ่ที่ผ่านมา เขาหลับไปถึงสามวันเต็มๆ ทันทีที่ตื่นขึ้นมา ลูเซียก็รีบถามพรีสที่คอยดูแลเขาว่ามันผ่านไปกี่วันแล้วเพื่อที่เขาจะได้รีบกลับไปยังเมืองลูเทียร์อีกครั้ง...


หลังจากถามเรื่องราวต่างๆจากพรีสแล้ว ลูเซียก็ได้แต่งตัวและเดินออกมายังสวนดอกไม้ของปราสาทพอนเทร่า เขานั่งลงที่เก้าอี้ในสวนนั้น มันเป็นเก้าอี้ตัวเดียวกับตอนที่เขานั่งคุยกับอาเทอร์เป็นครั้งแรก ลูเซียนั่งนึกทบทวนเรื่องราวที่ด็อปเปอร์พูดออกมา ทั้งเรื่องที่ด็อปเปอร์ต้องการจะฆ่าพวกเขา เรื่องที่ด็อปเปอร์สั่งให้ปีศาจจู่โจมบ้านเกิดของเขา หรือแม้กระทั่งเรื่องที่พวกเขาทั้งสี่คนนั้นเคยเป็นองครักษ์ของมหาเทพโอดินมาก่อน ลูเซียนั่งนึกทบทวนเรื่องราวต่างๆนานา และแล้วเขาก็ตัดสินใจว่า เมืองลูเทียร์นั้นรอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว และเขาก็คงจะรอให้ทุกคนนั้นตื่นขึ้นมาจนครบไม่ได้ด้วย เขาต้องรีบออกเดินทางเพื่อที่จะกลับไปยังเมืองลูเทียร์และจัดการกับ การ์ม ให้เรียบร้อย ลูเซียคิดว่าตั้งแต่แรกนั้นเขาก็ออกเดินทางเพื่อจะจัดการกับการ์มเพียงคนเดียวอยู่แล้ว เพราะฉนั้นตอนนี้ในใจของลูเซียไม่สนอะไรอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พวกเขาทั้งสี่คนเคยเป็นอะไรมาก่อน เรื่องที่ทำไมพวกเค้าถึงได้ผูกพันธ์กัน ตอนนี้ลูเซียคิดแค่เพียงอย่างเดียวว่า เขาจะต้องช่วยหมู่บ้านลูเทียร์และจะกลับมาจัดการกับด็อปเปอร์ ต้นตอของความเลวร้ายและต้นเหตุการตายของไอริสให้จงได้

ในขณะที่ลูเซียกำลังจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อที่จะออกเดินทางนั้นลิเดียก็ได้เดินเข้ามาพอดี เธออุ้มเรดมาด้วย ดูเหมือนว่าเธอก็กำลังพาเรดมาเดินเล่นที่สวนดอกไม้นี้เหมือนกัน

" อ่าวลูเซีย ท่านตื่นแล้วหรอ ดีจังเลยข้ากับเรดเป็นห่วงท่านมากนะ " ลิเดียพูดพร้อมกับเดินเข้ามาที่ลูเซีย

" ใช้แล้วท่านเจ้านาย ท่านน่ะ สลบไปถึงสามวันเลยนะ ข้าเรียกเท่าไหร่ท่านก็ไม่รู้สึกตัวเลย ข้ากลัวว่าท่านจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว " เรดพูดพร้อมกับร้องให้

" อะไรกัน เจ้าตื่นแล้วงั้นหรอ เป็นอะไรมากรึเปล่า ถ้าไม่ไหวก็ควรจะนอนพักผ่อนต่อนะ " ลูเซียพูดขึ้น

" ข้าไม่เป็นไรแล้วล่ะ ว่าแต่ท่านเถอะ ไม่เป็นไรแล้วแน่หรอก " ลิเดียพูดตอบมา

" อืม ข้าสบายดีแล้ว ขอบใจพวกเจ้าที่เป็นห่วงนะ อีกอย่างข้าน่ะไม่หลับไปตลอดหรอกนะเรด ข้ายังตายไม่ได้หากว่าข้ายังไม่ได้ฆ่าการ์ม และข้าก็กำลังคิดว่าจะออกเดินทางในคืนนี้เลย " ลูเซียพูดขึ้น

" คืนนี้งั้นหรอ!! แต่นี่มันก็ดึกมากแล้วนะ แถมท่านก็ยังไม่หายดีอีกต่างหาก " ลิเดียรีบพูดออกมาด้วยความเป็นห่วง

" ข้าคงจะรอต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ กว่าจะเดินทางขึ้นเหนือไปยังลูเทียร์คงต้องเร่งสปีดไปเต็มที่เพราะว่าเหลือเวลาอีกแค่สี่วันเท่านั้น ลิเดีย เรด ข้าขอโทษนะแต่ว่าคราวนี้ข้าคงจะพาพวกเจ้าไปด้วยไม่ได้หรอก " ลูเซียพูดขึ้น

ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงๆหนึ่งดังมาจากบนหลังคาของทางเดินในสวนดอกไม้

" แต่ข้าเห็นด้วยกับลิเดียนะ ข้าว่าเจ้านอนพักผ่อนอีกหน่อยเถอะไว้ตอนเช้าค่อยออกเดินทางก็ได้ อย่าลืมสิว่าเจ้าน่ะเกือบจะตายเพราะโดน 'อาชูร่า สไตร์'อะไรนั่นนะ และถึงจะรอดมาได้ก็เถอะ แต่ตามหลักแล้วเจ้านั่นแหละที่บาทเจ็บหนักที่สุด ลูเซีย " เสียงนั้นเป็นเสียงของไวเปอร์นั่นเอง เข้าพูดพร้อมกับกระโดดลงมาและเดินตรงมายังลูเซีย

ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงอีกเสียงดังขึ้นมาจากทางเดินอีกฝากหนึ่งของสวนดอกไม้

" นั่นสิ ไวเปอร์พูดถูกนะ เอาแบบนี้ก็แล้วกันวันพรุ่งนี้ข้าจะให้พวกเจ้าขี้ พีโค พีโค๊ะ ไปก็แล้วกัน เพราะงั้นไม่ต้องห่วงว่าจะไปไม่ทันใน 4 วันหรอกนะ ลูเซีย " เสียงๆนั้นก็คือเสียงของอาเทอร์นั่นเอง พูดจบอาเทอร์ก็เดินเข้ามาหาลูเซียเช่นกัน

" ต่อจากนี้ไป ข้าจะออกเดินทางไปกับพวกเจ้าด้วย ตอนนี้พวกเราต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือด็อปเปอร์แกรนเกอร์ เพราะฉนั้นไม่ว่าจะเป็นหุบเหวหรือว่านรกข้าก็จะไปกับพวกเจ้า " อาเทอร์พูดขึ้น คำพูดของเขานั้น มันทำให้พวกเขาต่างก็ยิ้มออกมา

" นั่นสินะ ข้าไม่สนใจไอ่เรื่ององครักษ์บ้าบออะไรนั่นหรอก แต่ว่าพวกเราคือเพื่อนกัน มีสุขเราก็มีร่วมกัน มีทุกข์เราก็จะฟันฝ่ามันไปด้วยกัน!! " ไวเปอร์พูดขึ้นพร้อมกับยื่นมือออกมาข้างหน้า

ทันใดนั้นพวกเขาทุกคนต่างก็ยื่นมือออกไปและซ้อนกันเอาไว้

" ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเราจะเป็นสหายกันตลอดไป จะเป็นหรือตายพวกเราก็จะไม่ทอดทิ้งกัน " อาเทอร์พูดคำมั่นสัญญาออกมา ถึงแม้ว่าจะไม่มีเสียงตอบรับใดๆ แต่ทว่ารอยยิ้มของพวกเขานั้นก็เป็นเครื่องยืนยันคำมั่นสัญญานี้ได้เป็นอย่างดี

ท้องฟ้าในค่ำคืนนั้นต่างก็สว่างสดใส แสงจันทร์เองก็ส่องแสงออกมาสว่างสไว ท่ามกลางคำสัญญาแห่งความเชื่อใจของพวกเขา .............

 


ค่ำคืนผ่านพ้นไป ในที่สุดรุ่งเช้าก็มาเยือนอีกครั้ง พวกเขาทั้งสี่คนต่างก็ขึ้นขี่ พีโค พีโค๊ะ นกที่วิ่งเร็วที่สุดในมิดการ์ด อาเทอร์ได้ฝากเมืองพอนเทร่าไว้กับเสนาบดีให้ดูแลแทนเขาและคอยช่วยเหลือพระราชาไกอาในการดูแลสิ่งต่างๆของอาณาจักรด้วย ในตอนนี้พวกเค้าทั้งสี่รวมทั้งเรดต่างก็เรื่มออกเดินทางจากเมืองพอนเทร่าแล้ว พวกเขาออกจากเมืองโดยใช้ทางประตูทิศเหนือเพื่อที่จะมุ่งตรงไปยังเมืองลูเทียร์ ดินแดนที่อยู่สุดทางเหนือของอาณาจักรมิดการ์ด ดินแดน ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดเวลา

" เอาล่ะเราจะขี่เจ้านี่ไปจนถึงลูเทียร์เลย เร่งเดินทางกลางวันกลางคืนนอนพัก คงจะใช้เวลาซัก 3 วันได้ละมั้ง " อาเทอร์พูดขึ้น

" อืม เอาแบบนั้นก็แล้วกัน ไปถึงก่อนหน้าซักวันก็ยังดี " ลูเซียพูดขึ้น จากนั้นทั้งสี่คนต่างก็ควบพีโค พีโค๊ะไปด้วยความรวดเร็ว ...

 

ในระหว่างทางนั้น ลิเดียก็ได้นึกถึงเรื่องราวในวันก่อน เธอนั้นได้ตื่นขึ้นมาในวันที่ 2 หลังจากที่สงครามจบลง เธอสามารถพื้นตัวได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่นๆเพราะพลังเวทในตัวของเธอเอง ในทันทีที่เธอตื่นขึ้นมานั้นเธอก็รีบไปหาลูเซียที่ห้องในทันทีด้วยความเป็นห่วง และนั่นก็ทำให้เธอก็ได้เจอกับพรีสที่รักษาลูเซีย เธอคือ ซิสเตอร์ เมเนียร์ ( Mania ) ซึ่งซิสเตอร์เมเนียร์นั้นเคยเป็นคนที่คอยดูแลลิเดียในตอนที่เธอฝึกเป็นพรีสอยู่ที่โบสถ์ ลิเดียเดินเข้าไปหาซิสเตอร์เมเนียร์พร้อมกับทำความเคารพ

" สวัสดีค่ะ ซิสเตอร์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ ท่านสบายดีรึปล่าวคะ " ลิเดียพูดขึ้น ทันทีที่ได้ยินเสียงของลิเดียนั้น ซิสเตอร์ เมเนียร์ก็รีบหันมาที่เธอในทันที

" อ่าว ลิเดียเจ้าตื่นแล้วหรอนี่ ดูเหมือนว่าพลังของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นมากเลยนะ " ซิสเตอร์พูดพร้อมกับรอยยิ้ม

" เค้าเป็นยังไงบ้างคะซิสเตอร์ " ลิเดียถามด้วยความกังวล

" เค้าไม่เป็นอะไรแล้ว ร่ายกายของเขาน่ะแข็งแรง คงเพราะผ่านการฝึกฝนมาเยอะ ข้าเองก็รักษาเค้าไปแล้วที่เหลือก็แค่รอให้เค้าตื่นขึ้นมาเท่านั้นเอง " ซิตเตอร์พูดตอบไป ทันทีที่ซิสเตอร์พูดจบลิเดียก็ร้องให้ออกมา

" ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเองค่ะ ซิสเตอร์... ข้ายังอ่อนแอเกินไป ทั้งอ่อนแอในการต่อสู้ทั้งอ่อนแอในการช่วยเหลือข้าไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้ " ลิเดียพูดออกมาพร้อมกับลงไปนั่งที่พื้นแล้วร้องให้ เธอเอามือทั้งสองข้างมาปิดที่หน้าของเธอไว้แล้วร้องให้ด้วยความเสียใจ ทันใดนั้นซิสเตอร์เมเนียร์ก็ได้เอามือลูบไปที่หัวของลิเดียแล้วพูดขึ้น

" ลิเดีย เจ้ายังจำคำที่ข้าบอกได้รึปล่าว พลังที่แข้มแข็งของพรีสนั้นไม่ได้มาจากการฝึกฝนหรือการต่อสู้ แต่มันมาจากใจ ใจที่อยากจะปกป้องคนที่เจ้าต้องการปกป้อง เพราะฉนั้นเจ้าก็จงเชื่อมั่นในพลังของเจ้าเองเถอะนะ เจ้าน่ะทำดีที่สุดแล้ว "

" แต่ว่า เป็นเพราะข้า เพราะเวทมนต์ของข้าไม่แข็งแกร่งพอเขาถึงได้บาทเจ็บสาหัสขนาดนี้ " ลิเดียยังคงพูดพร้อมกับร้องให้ ทันใดนั้นซิสเตอร์เมเนียร์ ก็ได้หยิบหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง มันคือหิน บลูเจมสโตน ( Blue Gemstone ) เธอยื่นมันให้กับลิเดีย

" นี่มันอะไรหรอคะ " ลิเดียถามด้วยความสงสัย

" จงเก็บหินนี่เอาไว้กับตัวเอง เมื่อถึงเวลาจำเป็นเมื่อไหร่เจ้าจะได้ใช้มันเพื่อช่วยเหลือคนที่เจ้ารักได้อย่างแน่นอน ".........

 


ลิเดียคิดถึงเรื่องราวในวันนั้นที่เธอได้คุยกับซิสเตอร์เมเนียร์ เธอขี่พีโค พีโค๊ะ ไปพร้อมๆกับทุกคนโดยเชื่อมั่นในคำพูดของซิสเตอร์เมเนียร์ และเชื่อมั่นในหินของซิสเตอร์ที่อยู่ในกระเป๋าของเธอ  ลิเดียสาบาญกับตัวเองว่า ไม่ว่าจะยังไงเธอก็จะช่วยเหลือลูเซียจนถึงที่สุดให้ได้ และจะไม่ยอมปล่อยให้ลูเซียต้องเป็นอันตรายอีก ...


สายลมที่พัดไปเหมือนกับเป็นการพัดส่งพวกเค้า เหล่าพีโค พีโค๊ะ ต่างก็วิ่งไปอย่างสุดกำลัง พวกเขากำลังจะเดินทางไปยังเมืองลูเทียร์เพื่อไปหยุดยั้งปีศาจที่จะมาทำลายหมู่บ้านของลูเซีย ณ ช่วงเวลานั้นหัวใจของลูเซียคิดถึงแต่เรื่องของไอริส เขากำลังจะไปแก้แค้นให้กับเธอแล้ว ดวงตาของเขาส่อแววที่มุ่งมั่นอย่างแรงกล้า "รอก่อนนะไอริส ข้าจะแก้แค้นให้กับเจ้าเอง " .....................

 

To be Continued.................................

 

 



 




NEKOPOST.NET