[นิยายแปล] เกิดใหม่เป็นยัยหมูขาวลูกสาวท่านเอิร์ล ตอนที่ 37 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] เกิดใหม่เป็นยัยหมูขาวลูกสาวท่านเอิร์ล

Ch.37 - การเก็บความลับกับคนในครอบครัวช่างยากนัก


เพราะคำพูดของท่านพี่ริวเซ่ ฉันเลยเอียงหัวและเคลื่อนไหวตัวแบบสะเปะสะปะ

 

“ท่านพี่พูดถึงเรื่องอะไรกันคะ? ฉันก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่ บริทานียังไงล่ะค่ะ”

 

“อืม แต่ว่า… พวกเราอยู่ด้วยกันมานาน หลังจากเฝ้าสังเกตเธอมาตลอดก็รู้สึกผิดสังเกตอยู่แล้ว แต่เพราะท่านปู่คอยปกป้อง”

 

เหมือนกันเลยล่ะ ขณะที่ฉันเฝ้าจับตาดูท่านพี่ริวเซ่ ท่านพี่ริวเซ่ก็จับตาดูฉันเหมือนกัน

 

“อืมมมม ไม่ใช่เพราะว่าฉันลดน้ำหนักไปเลยเปลี่ยนไปเหรอคะ?”

 

“นั่นก็อาจใช่ แต่มันเหมือนมีบางอย่างสิงเธออยู่ ตอนแรกก็นึกอยู่แล้วว่ามันไม่น่าจะเป็นพฤติกรรมปกติของลูกสาวขุนนางที่อายุแค่ 13 ได้เลย”

 

“... ผู้หญิงเองก็มีหลายแบบนะคะ”

 

ฉันพยายามหลบการตั้งคำถามของท่านพี่ริวเซ่ด้วยคำตอบที่คลุมเคลือ แต่ลูกพี่ลูกน้องของฉันดูท่าจะไม่เชื่อง่ายๆ

 

“แล้วในตอนแรกที่เธอแสดงความรู้ออกมาให้เห็น พี่เคยถามไปใช่มั้ย? แต่ในห้องสมุดของเราไม่มีทั้งหนังสือเรื่องน้ำพุร้อนหรือสบู่อยู่เลย ตัวเธอที่ไม่เคยออกจากบ้านจะเอาความรู้พวกนั้นมาจากไหนกัน?”

 

ลูกพี่ลูกน้องเริ่มเขยิบเข้ามาใกล้ฉันและวางมือสองข้างไว้บนประตูกันไม่ให้ฉันหนี

 

“นี่ บริทานี เธอแอบซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่ บอกมาตรงๆ ซะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่เหรอ?”

 

“อึก… ก็แค่วัยที่จะเจริญเติบโตไปสู่วัยผู้ใหญ่เท่านั้นเองค่ะ เรื่องน้ำพุร้อน เอ่อ… ฉันรู้มาจากท่านพ่อนะคะ ส่วนเรื่องสบู่เป็นอุบัติเหตุค่ะ”

 

“สายตาของเธอดูลอกแลกนะ มองไปด้านซ้ายบน น่าเสียดายนะ ยังโกหกอยู่ใช่มั้ย”

 

“เอ่อ…”

 

ดูเหมือนว่าที่อ่านหนังสือจิตวิทยาเมื่อชาติก่อนจะเป็นของจริงแฮะ

 

ถ้าสายตาของคู่สนทนาของคุณจ้องไปทางซ้ายบน แปลว่าเขากำลังพูดโกหก ถ้าเขาจ้องมองด้านขวาบนนั่นคือความจริง จ้องไปทางล่างซ้ายหมายความว่าพยายามจะนึกเรื่องในอดีตและจ้องมองไปด้านล่างขวาแปลว่ากำลังสงสัยอะไรบางอย่าง

 

ถึงจะเป็นโลกในการ์ตูนผู้หญิง แต่ฉันก็โดนเล่นงานเข้าซะแล้ว ชักเป็นห่วงแล้วสิ แค่จิตวิทยาอย่างเดียวก็ทำให้รู้ไปถึงขนาดนี้เลย?

 

“ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรหรอก”

 

ฉันคิดว่าในสถานการณ์ตอนนี้ควรระวังตัวให้มากที่สุด

 

ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในท่าคาเบะดน ฉันไม่คิดว่ามันจะมีความหมายลึกซึ้งหรอกตอนนี้ แต่มันไม่ดีต่อหัวใจซะเลย

 

“ถ้าฉันพูดออกไปแล้วท่านพี่จะเชื่อเหรอ?”

 

“บอกความจริงมาซะ”

 

“....เป็นความจริงที่น่ากลัวมากนะ?”

 

“ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากรู้”

 

ฉันคิดไตร่ตรอง

 

(เพื่อที่จะหนีจากสถานการณ์ในตอนนี้ ควรบอกความจริงให้เขารู้ดีมั้ย?)

 

ถึงจะรู้ความจริงไป ท่านพี่ก็ใช่ว่าจะเชื่อหรอก

 

ฉันใส่ความมั่นใจลงไปในสีหน้าและสายตาจับจ้องลูกพี่ลูกน้อง จากนั้นดึงค่อยๆ เปิดปากพูด…

 

“ท่านพี่ เชื่อการกลับชาติมาเกิดมั้ยคะ?”

 

“...เอ๊ะ?”

 

“ฉันมีความทรงจำของคนอีกคนค่ะ ตั้งแต่โดนถอนหมั้นในวันนั้น ฉันก็จำได้จนหมดทุกอย่าง”

 

ท่านพี่ริวเซ่จ้องมองฉันอย่างเงียบๆ เขาคงกำลังยืนยันว่าที่ฉันพูดเป็นเรื่องโกหกหรือไม่

 

“โลกเมื่อชาติก่อนของฉันมีระดับอารยธรรมที่สูงมาก ที่โลกนั้นมีสบู่ถูกสร้างขึ้นมากมาย… ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ฉันทำ ต่างก็ใช้ความรู้จากเมื่อชาติที่แล้ว น่า ถึงจะจำส่วนผสมไม่ได้ทั้งหมด เลยทำของที่เหมือนกันเป๊ะไม่ได้ก็เถอะ”

 

“...”

 

“อายุของฉันเมื่อชาติก่อนแก่กว่าริวเซ่ ไม่สิ ท่านพี่ริวเซ่นิดหน่อย เลยคิดว่าริวเซ่อาจจะไม่สบายใจ… เชื่อที่ฉันพูดมั้ย?”

 

“บริทานี”

 

“น่า เพราะได้คำพูดของท่านพี่ริวเซ่ มุมมองของฉันถึงเดินมาบนเส้นทางที่ถูกทาง ถึงได้กล้าบอกเรื่องนี้”

 

ฉันรีบพูดอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รอดผ่านช่องว่างของลูกพี่ลูกน้อง

 

(ดีล่ะ ฉันหนีได้แล้ว!)

 

ก็คิดแบบนั้นนะ แต่เขาก็จับมือฉันไว้เพื่อไม่ให้ฉันหนี

 

“ไม่รู้หรอกนะ ว่าเรื่องชาติก่อนของน้องจะเป็นเรื่องจริงมั้ย… แต่ตอนนี้ชักน่าสนใจขึ้นมาแล้ว”

 

ดวงตาสีน้ำเงินดั่งมหาสมุทรของเขาจับจ้องฉัน

 

“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ ไม่ต้องมาสนใจอะไรฉันนักก็ได้ ฉันมันก็แค่หมูขาว”

 

“มันแปลกตั้งแต่ที่น้องปฏิเสธการเป็นผู้ติดตามของเจ้าหญิงแองเจล่าแบบไม่แยแสเลยนั้นล่ะ… ตอนนั้นก็คิดสงสัยอยู่แล้ว?”

 

“จริงเหรอคะ? ทั้งที่ฉันเองก็หาเหตุผลปฏิเสธที่คิดว่าน่าจะใช้ได้แล้วนะคะ ถึงได้พยายามที่จะลดน้ำหนักและสร้างความรู้สึกดีๆ เพื่อหาคู่หมั้น …. ถึงจะพยายามแล้ว แต่น้ำหนักก็ไม่ลดลงจาก 60 กิโลเลย…”

 

“ที่มันไม่ได้ผลก็เพราะไปแอบกินขนมตอนเที่ยงคืนไม่ใช่เหรอ?”

 

“...แอบกินขนมตอนเที่ยงคืน? พูดถึงเรื่องอะไรคะ?”

 

“บางครั้ง น้องก็จะไปค้นห้องครัวเพื่อหาของกินตอนเที่ยงคืนไม่ใช่เหรอไง?

 

“....อ๊ะ กะ โกหก ไม่จริง”

 

จากนั้นก็มีภาพปรากฏขึ้นในใจฉัน

 

ฉันนึกขึ้นได้ว่าตอนที่เริ่มลดน้ำหนักแรกๆ บางครั้งฉันจะละเมอและจู่ๆ ตัวฉันก็ไปอยู่ในห้องครัวซะแล้ว…

 

ในตอนนั้น ฉันตื่นทันล่ะนะ แต่ถ้าคราวนี้ฉันกินได้ทั้งที่ยังนอนอยู่แล้วเดินกลับเตียงไปเองล่ะ คิดดูว่ามันน่ากลัวขนาดไหน…

 

(ต้องหามาตรการมารับมือให้เร็วที่สุด!!)

 

คราวนี้ฉันรีบสลัดมือพี่ริวเซ่แล้ววิ่งไปที่ห้องด้วยความเร็วสูง

 

พลางได้ยินเสียงเขาหัวเราะอยู่ข้างหลัง แต่ฉันไม่ควรหันกลับไปมอง…




NEKOPOST.NET