[นิยายแปล] ไปต่างโลก! ก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ!!! ( Isekai wa Smartphone to Tomoni ) ตอนที่ 5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ไปต่างโลก! ก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ!!! ( Isekai wa Smartphone to Tomoni )

Ch.5 - เล่มที่1 ตอนที่5 ยืนอยู่ ณ ต่างโลก (4)


            ผมคลานออกมาจากที่นอนอย่างเชื่องช้าเพราะถูกปลุกด้วยแอปฯนาฬิกาปลุกซึ่งมีอยู่ในสมาร์ทโฟน

            หลังจากล้างหน้า แต่งตัวจนเรียบร้อย แล้วลงมายังโรงอาหารเอลเซ่กับลินเซ่ทั้งสองคนก็ตื่นกันเรียบร้อย และกำลังกินอาหารกันอยู่ เมื่อผมไปนั่งบ้าง คุณมิกะก็นำอาหารมาเสิร์ฟให้ มื้อเช้าคือขนมปังพร้อมไข่คนกับแฮม ซุปผัก และสลัดมะเขือเทศ อร่อยแต่เช้าเลย

            พอกินเสร็จแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังกิลด์อย่างรวดเร็วพร้อมกันทั้งสามคน กิลด์อยู่แถว ๆ ใจกลางของหมู่บ้าน มองเห็นผู้คนคับคั่งพอควรเลยทีเดียว

            ชั้นหนึ่งของกิลด์เป็นร้านอาหาร มีบรรยากาศสดใสมากกว่าที่คิด ถึงจะจินตนาการไว้ทำนองว่า มีอิมเมจเป็นร้านเหล้าที่มีแต่พวกนักเลง แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรต้องห่วง พอมุ่งหน้าไปยังเคาท์เตอร์ พี่สาวประชาสัมพันธ์ก็ยิ้มให้อย่างร่าเริง

            “เอ่อ อยากลงทะเบียนกับกิลด์น่ะครับ”

            “ค่ะ รับทราบแล้ว รวมกับท่านทางนั้นด้วยก็เป็น สามท่านสินะคะ?”

            “ครับ สามคนครับ”

            “ทั้งสามท่านเพิ่งจะเคยลงทะเบียนกับกิลด์สินะ ถ้าเช่นนั้นจะอธิบายเกี่ยวกับการลงทะเบียนแบบง่าย ๆ ให้ฟังนะคะ”

            “รบกวนด้วยครับ”

            โดยพื้นฐานแล้วจะคอยแนะนำงานของผู้ว่าจ้างแล้วรับส่วนแบ่งนั้นมา นั่นล่ะคือกิลด์

            เนื่องจากงานมีการแบ่งแรงค์ด้วยระดับความยากง่ายของงานนั้น ๆ ทำให้คนแรงค์ต่ำไม่สามารถรับงานแรงค์สูงได้ แต่ถ้ามีพวกแรงค์สูง ๆ อยู่ด้วยซักครึ่งหนึ่งของกลุ่มเพื่อนร่วมทาง ต่อให้เป็นคนแรงค์ต่ำก็สามารถรับงานของแรงค์สูงได้

            ถ้าหากทำคำร้องสำเร็จก็จะได้รับค่าตอบแทน แต่ในกรณีที่ทำคำร้องพลาดก็จะมีการเสียค่าผิดสัญญาด้วย ต้องเลือกงานอย่างรอบคอบแล้วสิ

            และในกรณีที่ทำคำร้องพลาดหลาย ๆ ครั้ง จนถูกตัดสินว่าไร้ความสามารถ ดูเหมือนจะโดนลงโทษด้วยการลบชื่อออกจากทะเบียนกิลด์ เมื่อโดนแบบนั้นแล้ว ดูเหมือนจะไปลงทะเบียนที่กิลด์ของเมืองอื่น ๆ อีกไม่ได้เลย

            อย่างอื่นก็ ถ้าไม่รับงานเลยซักครั้งในช่วงห้าปี การลงทะเบียนก็จะหมดอายุ รับคำร้องได้ทีละงาน คำร้องปราบปรามถ้าไปล่านอกเขตที่กำหนดไว้ในคำร้องก็จะไม่มีผล โดยพื้นฐานแล้ว กิลด์จะไม่เข้าไปแทรกแซงความขัดแย้งส่วนตัวของนักผจญภัยด้วยกัน แต่กรณีที่ถูกตัดสินว่าทำให้กิลด์เสียผลประโยชน์มันก็เป็นอีกเรื่อง......เธออธิบายมาหลายเรื่องเลย

            “จบการอธิบายเพียงเท่านี้ค่ะ ถ้ามีเรื่องที่ไม่เข้าใจล่ะก็ สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ทุกเมื่อเลยนะคะ”

            “เข้าใจแล้วครับ”

            “ถ้างั้น กรุณากรอกหัวข้อที่จำเป็นในแบบฟอร์มทางนี้ด้วยค่ะ”

            คุณพี่สาวประชาสัมพันธ์ส่งแบบฟอร์มสามแผ่นมาให้พวกผม แต่มันเขียนไว้ว่าอะไรบ้าง ผมไม่รู้เลยซักนิด ผมจึงบอกเรื่องที่เขียนอ่านไม่ได้ แล้วขอให้ลินเซ่ช่วยเขียนแทน อืม...เขียนอ่านไม่ได้นี่มันน่าเวทนาจริง ๆ ด้วยแฮะ

            หลังจากที่คุณพี่สาวรับแบบฟอร์มลงทะเบียนไป เธอก็นำการ์ดสีดำสนิทมาวางไว้บนแบบฟอร์มนั้น แล้วพึมพำคำที่เหมือนเป็นคาถาอะไรซักอย่าง หลังจากนั้นเธอก็ส่งเข็มเล็ก ๆ มาให้ แล้วบอกให้แต่ละคนนำเลือดของตนเองมาป้ายลงบนการ์ด

            เมื่อใช้เข็มจิ้มนิ้วตามที่เธอบอก แล้วเอานิ้วไปสัมผัสกับการ์ด ก็มีตัวอักษรสีขาวค่อย ๆ ลอยขึ้นมา......แต่ก็ตามคาด ไม่รู้เลยว่ามันเขียนอะไรไว้บ้าง

            “ กิลด์การ์ดนี้ลงเวทมนตร์ไว้ว่าถ้าผู้อื่นนอกจากเจ้าของมาสัมผัสเป็นเวลาสิบกว่าวินาทีก็จะกลายเป็นสีเทา เพื่อป้องกันการปลอมแปลงนะคะ แล้วก็ ในกรณีที่ทำหาย กรุณารีบมาแจ้งที่กิลด์ด้วยนะคะ ถึงจะต้องเสียเงิน แต่ก็จะออกให้อีกครั้งค่ะ”

            คุณพี่สาวหยิบการ์ดของผมขึ้นมา หลังจากที่สัมผัสได้ครู่เดียวการ์ดสีดำก็เปลี่ยนไปเป็นสีเทา พอผมสัมผัสอีกครั้งก็กลับมาเป็นสีดำในพริบตา ผลิตมาได้สุดยอดเลยแฮะ ทำได้ไงเนี่ย?

            “เท่านี้การลงทะเบียนก็เสร็จสิ้นแล้วค่ะ ส่วนคำร้องทำงานก็ติดอยู่บนกระดานทางโน้น พอตรวจเช็คคำร้องเหล่านั้นจนแน่ใจแล้ว กรุณามายื่นเรื่องรับทำคำร้องด้วยนะคะ”

            เราสามคนมายืนอยู่หน้ากระดานที่มีคำร้องติดอยู่ การ์ดของพวกผมคือสีดำ ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นมือใหม่ ถ้าหากแรงค์สูงขึ้น ดูเหมือนสีของการ์ดก็จะเปลี่ยนไป แต่ก็หมายความว่าตอนนี้ยังรับได้แค่ใบคำร้องสีดำของมือใหม่เท่านั้นสินะ

            ดูเหมือนเอลเซ่กับลินเซ่จะกำลังครุ่นคิดพร้อมกับพิจารณาด้วยการอ่านไปทีละใบ  ส่วนผมจะว่าไงดีล่ะ......

            “แย่แล้ว......ยังไงก็ต้องเรียนอ่านเขียนจริง ๆ จัง ๆ แล้วสิ......”

            ไม่รู้เนื้อหาของงานก็ไม่มีความหมาย คืนนี้ได้เวลาเรียนอ่านเขียนแล้วล่ะ

            “นี่ นี่ อันนี้เป็นไง ลินเซ่ ค่าตอบแทนก็ไม่เลวด้วยสิ เหมาะกับการเริ่มต้นเลยไม่ใช่เหรอ?”

            “อืม......ก็คิดว่าไม่เลวนะ คุณโทยะว่าไงคะ?”

            “......ขอโทษนะ ผมไม่รู้เลยว่าเขียนอะไรไว้บ้างน่ะ”

            นิ้วของเอลเซ่ที่ชี้ไปทางกระดาษที่แปะอยู่บนกระดานอย่างร่าเริง งอลงอย่างไร้เรี่ยวแรง อึก

            “......เอ่อ ให้ปราบปรามสัตว์อสูรที่ป่าทางตะวันออก สัตว์อสูรที่ชื่อหมาป่าเขาเดียวห้าตัว เพราะมันไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมาก......ถึงจะเป็นพวกเราก็น่าจะทำได้ คิดว่านะคะ อ๊ะ ค่าตอบแทนคือสิบแปดเหรียญทองแดงค่ะ”

            เพื่อผมที่อ่านไม่ออก ลินเซ่จึงอ่านใบคำร้องให้ฟังแบบติด ๆ ขัด ๆ สิบแปดเหรียญทองแดง......แบ่งกันสามคนก็ได้คนละหกเหรียญทองแดงเหรอ เท่ากับค่าที่พักในส่วนของสามวันสินะ ไม่เลวเลย

            “งั้นเอาอันนั้นละกัน”

            “โอเค งั้นก็ไปยื่นเรื่องรับทำล่ะนะ”

            เอลเซ่ดึงกระดาษคำร้องออกมา แล้วไปยื่นเรื่องรับทำคำร้อง หมาป่าเขาเดียวเหรอ ดูเหมือนจะเป็นหมาป่าที่มีเขางอกอยู่บนหัวตามชื่อ กังวลนิด ๆ แล้วสิว่าสุดท้ายตัวผมจะจัดการมันได้รึเปล่า

            ......อ้าว?

            “เสร็จแล้ว......ลืมเรื่องสำคัญไปเลย......”

            “......มีอะไรเหรอคะ?”

            ลินเซ่ถามผมที่กำลังยืนอึ้งอยู่ด้วยท่าทางประหลาดใจ

            “ผม......ยังไม่มีอาวุธเลยน่ะ”

            ลืมไปสนิทเลย

 

            คำร้องปราบปรามนั้น ถ้าไปโดยไม่มีอาวุธ หรือตัวเปล่าก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เอง  พวกผมที่ออกจากกิลด์มาแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังร้านอาวุธ

            หลังเดินไปทางเหนือตามถนน ก็เห็นป้ายที่มีโลโก้แบบง่าย ๆ เช่นเคย ที่เป็นรูปดาบกับโล่และชื่อร้านที่อยู่ข้างใต้นั้น ผมก็อ่านไม่ออกอีกตามเคย

            พอเปิดประตูทางเข้า เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ตรงประตูก็ดัง กรุ๊งกริ๊ง เพราะมีปฏิกิริยาต่อเสียงนั่นล่ะมั้ง ชายวัยกลางคนไว้หนวดรูปร่างสูงใหญ่จึงปรากฏตัวออกมาจากด้านในของร้าน ตัวใหญ่มาก อย่างกับหมีเลย

            “ยินดีต้อนรับ หาอะไรอยู่ล่ะ?”

            ดูเหมือนว่าคุณลุงหมีจะเป็นเจ้าของร้าน แต่ว่าใหญ่จัง เกินสองเมตรเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย ร่างกายอย่างกับนักมวยปล้ำอาชีพแน่ะ

            “คนนี้เขากะว่าจะซื้ออาวุธที่เหมาะกับตัวเองน่ะ ขอดูของในร้านหน่อยได้ไหม?”

            “เชิญเลย ลองหยิบมาถือดูก็ได้นะ”

            คุณหมีตอบกลับคำพูดของเอลเซ่อย่างร่าเริง เป็นหมีที่ดี......เอ้ย เป็นคนดีจัง จะชอบน้ำผึ้งรึเปล่านะ

            หลังกวาดตามองภายในร้านก็พบว่ามีอาวุธวางโชว์อยู่ทั่วไปหมด ประเภทของอาวุธก็มีหลากหลายมาก ตั้งแต่ดาบ หอก ธนู ขวาน แส้ มีอาวุธมากมายวางเรียงกันอยู่แน่นขนัด

            “โทยะมีอาวุธอะไรที่ถนัดรึเปล่าล่ะ?”

            “อืม......ก็ไม่มีเป็นพิเศษนะ......ถ้าให้พูดแบบมั่นใจก็เคยเรียนดาบมานิดหน่อยน่ะ”

            ผมคิดเล็กน้อยพร้อมกับตอบคำถามของเอลเซ่ ก็นะ ที่โรงเรียนก็มีคาบเรียนเคนโด้อยู่หรอก แต่มันไม่ใช่การสอนแบบจริง ๆ จัง ๆ ด้วยสิ เหมือนส่วนเสริมของการฟันดาบเท่านั้นเอง ก็ระดับมือสมัครเล่นนั่นล่ะ

            “ถ้างั้น คิดว่าเอาเป็นดาบคงจะดีกว่าจริง ๆ ล่ะค่ะ กรณีของคุณโทยะ รู้สึกว่าจะเหมาะกับวิธีสู้แบบเพิ่มลูกเล่นด้วยความเร็ว มากกว่าวิธีสู้แบบกดดันด้วยพลัง เพราะงั้น เอาเป็นพวก ดาบมือเดียว”

            ลินเซ่ชี้นิ้วข้างหนึ่งไปทางมุมที่จัดวางไว้สำหรับดาบมือเดียว ผมจึงกำด้ามดาบด้วยมือข้างเดียว แล้วหยิบดาบที่ยังเก็บไว้ในฝักจากตรงนั้นขึ้นมาเล่มหนึ่ง เบาแฮะ ถ้าหนักกว่านี้อีกซักหน่อยก็คงจะดี

            อยู่ ๆ สายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่ดาบเล่มหนึ่งซึ่งแขวนอยู่บนกำแพง ไม่สิ แทนที่จะเรียกว่าดาบ......นั่นมันคาตานะ*นี่นา ใบดาบเรียวและมีความโค้ง กั่นดาบวงกลมก็เป็นงานฝีมือที่ยอดเยี่ยมมาก ด้ามที่พันด้วยเชือกพันด้ามกับฝักที่ทาสีดำ พอมองดูดี ๆ ก็พบว่ามีส่วนที่ต่างกับดาบญี่ปุ่นที่ผมรู้จักอยู่เล็กน้อย แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะเรียกมันว่าคาตานะล่ะมั้ง

            “......เป็นอะไรไปคะ?”

            “อ๋อ นี่ดาบของอีเซ่นสินะ ว่าแล้วต้องสนใจดาบของบ้านเกิดล่ะสิ?”

            ขณะที่ผมกำลังหลงเสน่ห์ของคาตานะ ลินเซ่กับเอลเซ่ก็ส่งเสียงทัก งั้นเหรอ นี่คือดาบของอีเซ่นนี่เองว่าแต่ ถึงจะไม่ใช่บ้านเกิดก็เถอะนะ ดูเหมือนว่าอีเซ่นจะมีจุดร่วมกับญี่ปุ่นอยู่เยอะเลย ยิ่งน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ เลยแฮะ อีเซ่นเนี่ย 

 

 

        *ดาบญี่ปุ่น

         




NEKOPOST.NET