[นิยายแปล] ไปต่างโลก! ก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ!!! ( Isekai wa Smartphone to Tomoni ) ตอนที่ 3 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ไปต่างโลก! ก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ!!! ( Isekai wa Smartphone to Tomoni )

Ch.3 - เล่มที่1 ตอนที่3 ยืนอยู่ ณ ต่างโลก (2)


            คุณซานัคดันผมเข้าไปในห้องลองชุด (ไม่ใช่ห้องที่กั้นด้วยผ้าม่าน แต่เป็นห้องเล็ก ๆ ของจริง) อย่างเร่งรีบ จากนั้นก็นำชุดมาให้หลายชุด เพื่อที่จะเปลี่ยนชุด ผมจึงถอดเสื้อนอกออก ตามด้วยเนคไท และถอดเสื้อเชิ้ตออก ส่วนด้านในผมสวมทีเชิ้ตสีดำเอาไว้ แต่เมื่อคุณซานัคได้เห็นสิ่งนั้นตาก็เปลี่ยนสีไปทันที

            “!? ธะ เธอ ช่วยขายเสื้อตัวข้างในนั่นให้ด้วยได้ไหม!”

            โจรดักปล้นเรอะ

            สุดท้ายแล้ว ก็ต้องจำยอมขายทุกอย่างที่มีติดตัวให้คุณซานัค ตั้งแต่ถุงเท้ายันรองเท้า ทั้งหมดเลย ตอนที่บอกให้ขายกระทั่งบ็อกเซอร์นี่บอกตรง ๆ ว่าถึงกับเอือมระอาเลย ก็พอเข้าใจความรู้สึกอยู่หรอก แต่ก็อยากให้เข้าใจความรู้สึกของผมบ้างอ่ะ......

            ส่วนชุดหรือรองเท้าที่ได้รับมาเป็นการตอบแทน เนื่องจากดูทนทานและเคลื่อนไหวง่ายดี โดยส่วนตัวก็เลยไม่มีอะไรจะบ่น กางเกงขายาวสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีขาว และแจ็คเก็ตสีดำ ให้ความรู้สึกเก๋ไก๋ไม่ฉูดฉาดใช้ได้เลย ถ้าเป็นแบบนี้คงไม่สะดุดตาใครแน่

            “แล้วจะขายชุดของเธอเท่าไหร่ดีล่ะ แน่นอนว่า จะให้เงินอย่างเหมาะสม แต่มีจำนวนเงินที่อยากได้อยู่รึเปล่า?”

            “ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ......เพราะไม่รู้ราคาตลาดก็เลยบอกไม่ได้น่ะครับ ถ้าได้ราคาแพงมันก็ดีอยู่หรอก......แต่ที่จริง ผมไม่มีซักแดงเลยน่ะครับ”

            “งั้นเหรอ......แบบนั้นก็น่าสงสารนะ...... ดีล่ะ งั้นก็เอาไปสิบเหรียญทองเป็นไง”

            สำหรับผมที่ไม่รู้ว่าสิบเหรียญทองมีมูลค่าขนาดไหนก็ได้แต่พยักหน้าเท่านั้น

            “งั้นก็ เอาตามนั้น”

            “งั้นเหรอ! งั้นก็นี่”

            กริ๊ง เหรียญทองสิบเหรียญถูกส่งมาให้ เหรียญมีขนาดใหญ่ประมาณเหรียญห้าร้อยเยน และมีการแกะสลักลายนูนเหมือนจะเป็นรูปสิงโตหรืออะไรซักอย่างไว้ นี่คือทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตัวผม ต้องใช้อย่างระมัดระวังซะแล้ว

            “จะว่าไป ที่เมืองนี้มีสถานที่อย่างโรงแรมบ้างไหมครับ ผมอยากหาที่พักให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ตกน่ะครับ”

            “ถ้าโรงแรมล่ะก็ ตรงดิ่งไปทางขวาจากถนนหน้าร้านก็มีอยู่ที่นึงนะ มีป้ายเขียนว่า ‘จันทราสีเงิน’ อยู่ เห็นแล้วจะรู้ทันทีเลย”

            ถึงมีป้ายก็อ่านไม่ออกหรอกนะครับ......แต่ถ้าถามคนไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะรู้แหละ ยังไงก็คุยกันรู้เรื่องนี่นา

            “เข้าใจแล้วครับ งั้นก็ขอตัวก่อน”

            “อ้อ ถ้าได้ชุดหายากมาอีกก็ช่วยเอามาให้ทีนะ”

            หลังบอกลาคุณซานัคแล้วออกมานอกร้าน ดวงอาทิตย์ยังลอยสูงอยู่ ผมหยิบสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋าด้านใน เมื่อเปิดขึ้นมาก็พบว่ายังเป็นเวลาก่อนบ่ายสอง

            “ก็คิดมาตั้งแต่อยู่ในรถม้าแล้วล่ะนะแต่......เวลานี่มันจะตรงกันรึเปล่าหว่า......?”

            เอาเถอะ ดูจากตำแหน่งพระอาทิตย์แล้ว คิดว่าคงคลาดเคลื่อนกันไม่มากนักหรอก

            อยู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ผมจึงเปิดใช้งานแอปฯแผนที่ พอค้นหาก็มีแผนที่ของเมืองนี้แสดงขึ้นมา มีแสดงกระทั่งตำแหน่งปัจจุบันหรือชื่อของร้านค้าเลยทีเดียว ถ้าแบบนี้ก็ไม่มีหลงทางแน่นอน โรงแรม “จันทราสีเงิน” ก็มีแสดงอยู่เรียบร้อย ยังไงก็เถอะ......

            ผมหันหน้ากลับไปที่ร้านของคุณซานัค

            “ป้ายนี่......เขียนว่า ‘แฟชั่นคิง ซานัค’ เองเรอะ”

            ผมเริ่มเดินไปยังโรงแรม พร้อมกับรู้สึกเสียดายเซนส์การตั้งชื่อของคุณซานัคอยู่เล็กน้อย

 

◇ ◇ ◇

 

            หลังจากเดินมาได้ซักพักก็เห็นป้ายของ “จันทราสีเงิน” และเห็นว่าโลโก้คือรูปจันทร์เสี้ยว เข้าใจง่ายดี เท่าที่เห็นก็เป็นอาคารสามชั้น สร้างด้วยอิฐและไม้ ดูแล้วเหมือนจะสร้างมาได้ค่อนข้างแข็งแรงดี

            เมื่อลอดผ่านประตูบานพับคู่เข้าไป ชั้นหนึ่งนั้นให้ความรู้สึกว่าเป็นโรงอาหารที่เรียกว่าร้านเหล้า ผมเห็นเคาท์เตอร์อยู่ทางขวา และบันไดอยู่ทางซ้าย

            “ยินดีต้อนรับค่า จะทานอาหารหรือว่ามาพักค้างคืนคะ?”

            พี่สาวที่อยู่ตรงเคาท์เตอร์ส่งเสียงทักทายผม เป็นคนที่ให้ความรู้สึกว่ากระฉับกระเฉง เหมาะกันดีกับผมสีแดงที่ไว้ทรงหางม้า อายุคงราว ๆ ยี่สิบมั้ง

            “เอ่อ อยากจะพักค้างคืนน่ะครับ ว่าแต่คืนละเท่าไหร่เหรอครับ?”

            “ของเรามีอาหารเช้ากลางวันเย็นให้ด้วยก็เป็นสองทองแดงน่ะ อ๊ะ จ่ายล่วงหน้านะ”

            สองทองแดง......จะว่าถูกหรือแพงก็ตัดสินไม่ได้แฮะ เอาเถอะ คิดว่ามันถูกกว่าเหรียญทองอยู่หรอก แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าหนึ่งเหรียญทองจะเท่ากับกี่เหรียญทองแดง

            ขั้นแรกผมจึงนำหนึ่งเหรียญทองจากในกระเป๋าสตางค์ออกมาวางบนเคาท์เตอร์

            “เท่านี้พักได้กี่คืนเหรอครับ?”

            “กี่คืนเหรอ......ก็ห้าสิบคืนไม่ใช่เหรอ?”

            “ห้าสิบ!?”

            คุณพี่สาวส่งสายตาเจ็บปวดมาเป็นเชิงบอกว่า คำนวณไม่เป็นเหรอ? เอ่อ หมายความว่าหนึ่งเหรียญทองเท่ากับร้อยเหรียญทองแดงสินะ จากที่มีอยู่สิบเหรียญทองก็ได้ห้าร้อยคืน ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องทำอะไรได้เกือบปีครึ่งเลยเรอะ อย่าบอกนะว่า นี่มันเงินก้อนโตเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย

            “แล้ว จะเอาไงล่ะ?”

            “เอ่อ งั้นขอหนึ่งเดือนละกันครับ”

            “ได้เลย หนึ่งเดือนนะ ช่วงนี้ลูกค้าน้อยช่วยได้เยอะเลยล่ะ ขอบพระคุณมากค่า พอดีตอนนี้เหรียญเงินหมด เดี๋ยวทอนเป็นเหรียญทองแดงละกันนะ”

            หลังรับเหรียญทองไป คุณพี่สาวก็ทอนกลับมาเป็นเหรียญทองแดงสี่สิบเหรียญ เท่ากับถูกดึงไปหกสิบเหรียญทองแดง งี้นี่เอง ถึงจะเป็นทางนี้ แต่หนึ่งเดือนก็มีสามสิบวันสินะ ไม่ค่อยต่างกันเลยแฮะ

            คุณพี่สาวหยิบสมุดลงทะเบียนผู้พักแรมออกมาจากด้านในสุดของเคาท์เตอร์ จากนั้นก็กางออกตรงหน้าผม แล้วส่งปากกาขนนกที่จุ่มหมึกแล้วมาให้

            “งั้นก็ รบกวนเขียนชื่อลงตรงนี้ทีนะคะ”

            “อ่า......ขอโทษนะครับ ผมเขียนหนังสือไม่เป็น ช่วยเขียนแทนให้ทีได้ไหมครับ?”

            “งั้นเหรอ? เข้าใจละ แล้ว ชื่ออะไรล่ะ?”

            “โมจิซึคิครับ โมจิซึคิ โทยะ”

            “โมจิซึคิ? ชื่อแปลกจังนะ”

            “เปล่าครับ ชื่อคือโทยะ ส่วนโมจิซึคิเป็นนามสกุล......ชื่อตระกูลน่ะครับ”

            “อ๋อ ชื่อกับสกุลสลับที่กันสินะ เกิดที่อีเซ่นเหรอ?”

            “อ่า......ก็นะ ทำนองนั้นแหละครับ”

            ถึงจะไม่รู้ว่าอีเซ่นมันอยู่ที่ไหน แต่เพราะท่าทางจะยุ่งยากก็เลยว่าไปตามนั้น เอาไว้ค่อยตรวจสอบจากแผนที่ทีหลังละกัน

            “งั้นก็ นี่กุญแจห้องนะ อย่าทำหายล่ะ ห้องก็อยู่ด้านในสุดของชั้นสาม เป็นห้องที่รับแดดได้ดีที่สุดเลย ห้องน้ำกับห้องอาบน้ำอยู่ชั้นหนึ่ง ส่วนอาหารก็มากินที่นี่นะ อ๊ะ ว่าไง? มื้อกลางวันจะกินไหม?”

            “อ๊ะ ขอด้วยครับ ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้ว......”

            “งั้นจะทำของเบา ๆ ให้ รอเดี๋ยวนะ ระหว่างนี้ไปตรวจสอบห้องแล้วพักผ่อนก่อนก็ได้”

            “เข้าใจแล้วครับ”

            หลังจากที่รับกุญแจมาแล้ว ผมก็ขึ้นบันไดไป แล้วเปิดประตูห้องด้านในสุดของชั้นสาม ในห้องขนาดประมาณหกเสื่อมีเตียง โต๊ะ เก้าอี้ และตู้เสื้อผ้าวางอยู่ เมื่อเปิดหน้าต่างที่อยู่ตรงหน้าก็มองเห็นถนนหน้าโรงแรม วิวดีไม่เบาเลย เห็นพวกเด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นอยู่บนถนนอย่างสนุกสนานอีกด้วย

            หลังใส่กุญแจห้องแล้วลงบันไดมาอย่างอารมณ์ดี ก็ได้กลิ่นหอมโชยมา

            “เอ้านี่ ขอโทษที่ให้คอย”

            เมื่อนั่งลงตรงที่นั่งของโรงอาหาร ของที่ดูเหมือนแซนด์วิชกับซุป และสลัดก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ขนมปังแข็งไปหน่อย แต่รสชาติของต่างโลกที่ได้กินเป็นครั้งแรกก็เป็นรสชาติที่ทำให้พอใจได้อย่างเหลือเชื่อ อร่อยดีจัง กินเกลี้ยงเลย เอาล่ะ จากนี้ไปเอาไงดีหว่า

            จากนี้ไปคงต้องอาศัยอยู่ที่นี่ซักพัก  อยากไปดูหลาย ๆ ที่ในเมืองจัง

            “ออกไปเดินเล่นก่อนนะครับ”

            “ได้เลย ไปดีมาดีน้า”

            คุณพี่สาว (เห็นว่าชื่อคุณมิกะ) มองส่งผมที่ออกไปเดินเล่นในเมือง

            ถึงยังไงก็เป็นเมืองของต่างโลก ทำให้ของที่เห็นดูแปลกตาไปหมดจนโดนดึงดูดความสนใจไป ผมเดินเตร็ดเตร่ด้วยสายตาสอดส่าย จนต้องร้อง อ๊ะ เพราะสายตาเย็นชาของเหล่าคนที่คิดว่าผมน่าสงสัย ทำให้ผมต้องปรับอารมณ์ใหม่ แต่ก็กลายเป็นคนน่าสงสัยทำตัวล่อกแล่กอีกจนได้ วนลูปแบบไม่มีที่สิ้นสุดซะแล้ว ไม่ได้การไม่ได้การ

            ถึงจะเห็นคนในเมืองแล้วเพิ่งรู้สึกตัว แต่ก็มีคนที่พกอาวุธอยู่เยอะแยะ มีอาวุธมากมายตั้งแต่ดาบ ขวาน มีด ยันไปถึงแส้ ถึงจะดูอันตราย แต่มันอาจเป็นสามัญสำนึกของต่างโลกก็ได้ ผมเองก็น่าจะหาซื้ออาวุธอะไรซักอย่างไว้บ้างคงจะดีกว่ามั้ง

            “อย่างแรกก็ต้องหาวิธีหาเงินก่อนล่ะ ในโลกนี้ นอกจากชีวิตแล้ว เงินก็เป็นสิ่งสำคัญด้วยสิ”

            ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาหางานทำเร็วขนาดนี้ ยังไงก็ตาม ถ้ามีอะไรที่ถนัดอยู่บ้างมันก็ดีหรอก......แต่วิชาที่ถนัดที่สุดในคาบเรียนดันเป็นประวัติศาสตร์นี่สิ...... การรู้รายละเอียดประวัติศาสตร์ของโลกอื่นไปก็ไม่มีประโยชน์ซะหน่อย

            ที่เหลือก็น่าจะเล่นเครื่องดนตรีสินะ ถ้าโลกนี้มีเปียโนก็คงจะดี แต่ก็ ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้นอ่ะนะ

            “หือ?”

            อะไรหว่า เอะอะจัง ทางตรอกด้านหลังห่างออกมาจากถนนใหญ่ได้ยินเสียงขาด ๆ หาย ๆ เหมือนกำลังโต้เถียงบางอย่างกันอยู่

            “ลองไปดูละกัน”

            จากนั้นผมก็ก้าวเท้าเข้าไปยังตรอกด้านหลัง

 

◇ ◇ ◇

         




NEKOPOST.NET