[นิยายแปล] ไปต่างโลก! ก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ!!! ( Isekai wa Smartphone to Tomoni ) ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ไปต่างโลก! ก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ!!! ( Isekai wa Smartphone to Tomoni )

Ch.2 - เล่มที่1 ตอนที่2 ยืนอยู่ ณ ต่างโลก (1)


            เมื่อผมได้สติขึ้นมาก็มองเห็นท้องฟ้า

            มันมีเมฆลอยอยู่เอื่อย ๆและยังได้ยินเสียงร้องของนกดังมาจากที่ไหนสักแห่ง

            ผมดันตัวขึ้นมา ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ หลังลุกขึ้นยืนก็กวาดตามองไปรอบ ๆ ภูเขาหลายลูกและทุ่งหญ้าที่กว้างขวาง มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นทิวทัศน์ของชนบทที่ไหนซักแห่ง

            ที่นี่คงเป็นต่างโลกสินะ

            ผมมองเห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ไกล ๆ ส่วนที่เห็นอยู่ใกล้ ๆ ต้นไม้นั่นก็คงเป็นถนนล่ะมั้ง

            “ก่อนอื่นเลย ถ้าเดินไปตามถนนก็น่าจะได้เจอกับผู้คนรึเปล่านะ?”

            พอตัดสินใจได้แบบนั้น ผมก็ออกเดินทางโดยมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า ไม่นานต่อมาก็มองเห็นถนน มันเป็นถนนตามที่คิดไว้จริง ๆ ด้วย

            “เอาล่ะ จะไปทางไหนดีล่ะเนี่ย......”

            ผมกลุ้มใจว่าจะไปทางซ้ายหรือขวามือจากโคนต้นไม้ใหญ่ดี อืม ถ้าเกิดว่าไปทางขวาก็น่าจะใช้เวลาชั่วโมงเดียว แต่ถ้าไปทางซ้ายต้องใช้เวลาแปดชั่วโมงได้ มันก็น่าจะลำบากอยู่แฮะ...ตอนที่กำลังใช้ความคิด อยู่ ๆ สมาร์ทโฟนที่อยู่ในกระเป๋าก็ดังขึ้นมา

            พอหยิบออกมาดูก็เห็นตัวอักษรขึ้นว่า “สายเข้าจากพระเจ้า”

            “ฮัลโหล?”

            ‘โอ้ ต่อสายได้แล้ว ต่อสายได้แล้ว ท่าทางจะไปถึงโดยสวัสดิภาพสินะ?’

            เมื่อนำส่วนลำโพงไปแนบที่หูก็ได้ยินเสียงของพระเจ้า เพิ่งจะแยกจากกันมาเมื่อกี้แท้ ๆ แต่กลับรู้สึกคิดถึงแฮะ

            ‘ลืมบอกไปว่าสมาร์ทโฟนของเธอน่ะ ถูกปรับเปลี่ยนแผนที่หรือทิศทางให้สามารถใช้การได้กับโลกทางนั้นแล้ว ลองประยุกต์ใช้ดูนะ’

            “งั้นเหรอครับ? แหม ช่วยได้มากเลยล่ะ กำลังหลงทางอยู่พอดีเลยครับ”

            ‘ว่าแล้วเชียว สถานที่ที่จะส่งเธอไปถ้าเป็นกลางเมืองเลย มันก็ได้อยู่หรอก แต่คิดว่ามันจะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายยุ่งยากขึ้นน่ะ ก็เลยส่งไปยังที่ลับตาคน แต่ถึงยังไงก็ยังลำบากอยู่ดีน่ะแหละว่าจะเอาเป็นที่ไหนดี’

            “ครับ ก็นะ”

            ผมยิ้มเจื่อน ๆ พร้อมตอบกลับ ผมไม่มีจุดหมายที่จะไปจริง ๆ เพราะไม่มีทั้งบ้านเกิดและคนรู้จักเลยนี่นา

            ‘ถ้าเดินทางไปพร้อมกับตรวจสอบแผนที่ก็คงถึงเมืองได้โดยไม่มีปัญหาล่ะน่อ งั้นก็พยายามเข้านะ’

            “ครับ แค่นี้นะ”

            หลังวางสาย ผมก็ควบคุมหน้าจอของสมาร์ทโฟน แล้วเริ่มใช้งานแอปพลิเคชันแผนที่ จากนั้นหน้าจอก็แสดงแผนที่โดยมีตัวผมเป็นศูนย์กลาง ด้านข้างมีถนนทอดยาวอยู่ คงเป็นถนนที่อยู่ใต้เท้านี่ล่ะมั้ง สุดปลายทางของถนนที่ถูกย่อส่วนลง มีเมืองทางทิศตะวันตก เอ่อ......ลิฟเล็ท? เมืองลิฟเล็ทสินะ

            “ดีล่ะ งั้นก็มุ่งหน้าไปเลยละกัน”

            ผมเริ่มเดินไปทางตะวันตกพร้อมกับตรวจสอบทิศทางด้วยแอปพลิเคชันเข็มทิศ

            หลังจากเดินมาซักพัก ผมก็เริ่มคิดได้ว่านี่เป็นสถานการณ์ที่แย่เอาการเลยไม่ใช่เหรอ

            อย่างแรก ผมไม่มีเสบียง น้ำก็ไม่มี ต่อให้ไปถึงเมืองได้ แล้วต่อจากนั้นล่ะ? เงินก็ไม่มี ถึงจะมีกระเป๋าสตางค์อยู่ แต่มันจะใช้แทนเงินของที่นี้ได้เหรอ? คิดตามปกติมันก็ต้องไม่ได้อยู่แล้วจริงไหม เอาล่ะ จะทำยังไงดีหว่า......

            ขณะที่กำลังเดินไปคิดไปอย่างเหม่อลอย ผมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างมาจากข้างหลัง พอหันหลังไปก็เห็นอะไรบางอย่างกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้จากที่ไกล ๆ นั่นมัน......รถม้าเหรอ เพิ่งเคยเห็นรถม้าเป็นครั้งแรกเลยแฮะ อาจจะมีใครบางคนนั่งมาด้วยก็ได้มั้ง......

            ถึงจะเป็นการสื่อสารครั้งแรกตั้งแต่มายังต่างโลก แต่จะทำไงดีล่ะ หยุดรถม้า? แล้วบอกขอขึ้นไปด้วยครับ แบบนั้นก็อาจจะได้อยู่ แต่อย่าทำดีกว่า ทำไมน่ะเหรอ

            ก็เพราะพอรถม้าเข้ามาใกล้ ถึงรู้ไงว่ารถม้าคันนั้นเป็นของที่หรูสุด ๆ ไปเลย มันเป็นงานฝีมืออันปราณีตซึ่งถูกสร้างมาอย่างดี ต้องเป็นของที่พวกคนรวยหรือขุนนางนั่งมาไม่ผิดแน่

            ถ้าไปรั้งคนแบบนั้นไว้ แล้วโดนด่าว่า “เจ้าคนไร้มารยาท! จงชดใช้มาซะดี ๆ!” ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็คงรับมือไม่ไหวแหงๆ ผมจึงหลบไปข้างทาง ยกถนนให้รถม้าที่เข้ามาใกล้จากทางด้านหลังได้ไปก่อน

            รถม้าแล่นผ่านหน้าไปพร้อมเสียงกึกกัก และฝุ่นดินฟุ้งกระจาย จากนั้นผมก็กลับมายังถนนอีกครั้งโดยที่ไม่มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น พอจะเริ่มเดินต่อผมก็รู้สึกตัวว่ารถม้ากำลังจอดอยู่

            “เธอ! เธอตรงนั้นน่ะ!”

            ผู้ที่ออกมาโดยเปิดประตูของรถม้าดังโครมก็คือ สุภาพบุรุษผมขาวไว้หนวดอย่างสง่างาม สวมผ้าพันคอและผ้าคลุมดูทันสมัย ส่วนตรงหน้าอกก็มีเข็มกลัดกุหลาบเปล่งประกายอยู่

            “อะไรเหรอครับ......?”

            ผมมองสุภาพบุรุษที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยท่าทางตื่นเต้น ส่วนหนึ่งในใจผมก็รู้สึกโล่งอกว่า “อ๊ะ เข้าใจคำพูดกันด้วยแฮะ”

            หมับ เขาจับไหล่ผม แล้วมองไปทั่วร่างราวกับจะโลมเลีย เอ๊ะ อะไรเนี่ย สถานการณ์ย่ำแย่ซะแล้วเหรอ

            “ปะ...ไปได้ชุดนี้มาจากไหนน่ะ!?”

            “หา?”

            พริบตาหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่ เล่นเอาผมอ้าปากหวอไปเลย แต่สุภาพบุรุษไว้หนวดเดินอ้อมไปข้างหลังบ้าง อ้อมไปข้าง ๆ บ้าง โดยไม่ได้ใส่ใจผมที่ทำท่าทางแบบนั้น เพื่อพินิจพิจารณาชุดนักเรียนของโรงเรียนที่ผมสวมอยู่ให้ชัด ๆ

            “เป็นดีไซน์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แล้วก็รูปแบบการเย็บนี่......ทำได้ยังไงกันนะ...... อืม......”

            ผมพอจะเข้าใจแล้ว สรุปคือชุดนักเรียนนี่มันหายากนั่นเอง บางทีโลกนี้คงไม่มีชุดเหมือนแบบนี้อยู่ล่ะมั้ง ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็

            “......ถ้าไม่รังเกียจ จะยกให้เอาไหมครับ?”

            “จริงเหรอ!?”

            สุภาพบุรุษไว้หนวดรับข้อเสนอของผมด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง

            “ชุดนี้เป็นของที่ผมซื้อมาจากพ่อค้าเร่น่ะครับ ถ้าไม่รังเกียจจะยกให้ก็ได้ เพียงแต่ ถ้าขายเครื่องแต่งตัวไปหมดผมก็จะลำบาก ขอแค่เตรียมชุดอื่นให้ที่เมืองถัดไป ผมก็รู้สึกขอบคุณมากแล้วล่ะครับ......”

            เพราะบอกไม่ได้ว่าเป็นชุดของต่างโลก ผมจึงใช้ข้ออ้างที่นึกได้แถไปก่อน ถ้าเกิดได้เงินมาซักเล็กน้อยจากการขายชุดนี้ก็คงช่วยได้มาก ยิ่งไม่อยากเป็นจุดเด่นอยู่ด้วย อาจเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียว

            “ได้เลย! ขึ้นรถม้าสิ! จะให้นั่งไปถึงเมืองถัดไปด้วย แล้วก็ต้องเตรียมชุดใหม่ของเธอที่นั่นซะก่อน เอาไว้ค่อยขายชุดหลังจากนั้นก็ได้”

            “งั้นก็ เป็นอันว่าตกลงการค้ากันเรียบร้อยแล้วนะครับ”

            สุภาพบุรุษไว้หนวดกับผมจับมือกันจนแน่น แล้วก็ได้ขึ้นรถม้ามาทั้ง ๆ แบบนั้น จากนั้นก็ต้องสั่นสะเทือนอยู่ประมาณสามชั่วโมงกว่าจะถึงลิฟเล็ทซึ่งเป็นเมืองถัดไป ในระหว่างนั้นสุภาพบุรุษไว้หนวด (เห็นบอกว่าชื่อคุณซานัค) ก็รับเสื้อนอกของชุดนักเรียนที่ผมถอดให้ไป แล้วสัมผัสรวมถึงตรวจสอบฝีเข็มด้วยความสนอกสนใจเป็นอย่างมาก

            ดูเหมือนคุณซานัคจะทำงานเกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องประดับ และวันนี้ก็กำลังกลับจากการประชุมงานที่ว่านั่นพอดี อย่างนี้นี่เอง ในเมื่อทำงานเกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าเครื่องประดับ ปฏิกิริยาแบบนั้นก็สามารถเข้าใจได้อยู่

            อย่างไรก็ตาม ผมกำลังสนุกอยู่กับทิวทัศน์ที่ไหลผ่านไปจากหน้าต่างของรถม้า โลกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จากนี้ไปที่นี่คือโลกของผม

 

            สามชั่วโมงนับจากที่บังเอิญเจอคุณซานัค หลังจากโยกไปโยกมา รถม้าก็มาถึงเมืองลิฟเล็ทในที่สุด

            หลังจากทักทายและตอบคำถามเล็กน้อยกับทหารเฝ้าประตูเมือง ก็ขออนุญาตเข้าเมืองได้ด้วยความรวดเร็ว จากท่าทางของเหล่าทหารแล้ว ดูเหมือนคุณซานัคจะเป็นคนดังพอตัวทีเดียว

            รถม้าแล่นอย่างรวดเร็วไปยังกลางเมือง ตอนที่ผ่านพื้นหินแบบโบราณ ตัวรถรูปทรงกล่องก็สั่นไหวเล็กน้อย ไม่นานต่อมา หลังเข้าสู่ถนนใหญ่ที่มีร้านค้าเรียงรายและคนพลุกพล่าน แล้วรถม้าก็ไปจอดอยู่ตรงหน้าร้านหนึ่ง

            “เอาล่ะ ลงได้เลย จะเตรียมชุดของเธอให้ที่นี่แหละ”

            ผมลงจากรถม้าตามที่คุณซานัคบอก ถึงร้านนั้นจะมีป้ายที่ใช้โลโก้เป็นด้ายกับเข็ม แต่พอเห็นตัวอักษรที่อยู่ข้างใต้นั้น ผมก็รู้สึกตัวได้ถึงเรื่องที่แย่เล็กน้อย

            “อ่านไม่ออก......”

            ผมอ่านตัวอักษรบนป้ายไม่ออก แบบนี้มันค่อนข้างแย่เลยไม่ใช่เหรอ สามารถคุยได้แต่อ่านหนังสือไม่ออกเนี่ยนะ...... เอาเถอะ เพราะสามารถคุยกันได้ เรื่องที่จะให้ใครมาสอนให้มันก็เป็นไปได้จริงไหมล่ะ...... ยังไงก็ต้องเรียนล่ะนะ

            พอคุณซานัคพาเข้าไปในร้าน เหล่าพนักงานหลายคนก็เข้ามาต้อนรับพวกเรา

            “ยินดีต้อนรับกลับค่ะ โอนเนอร์”

            คำพูดของเหล่าพนักงานทำให้ผมตกใจเล็กน้อย

            “โอนเนอร์?”

            “ที่นี่คือร้านของฉันไงล่ะ ที่สำคัญกว่านั้น เอ้า ไปเปลี่ยนชุดซะสิ เฮ้ ใครก็ได้ไปเลือดชุดเหมาะ ๆ มาให้เขาที!”

 



NEKOPOST.NET