[นิยายแปล] ไปต่างโลก! ก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ!!! ( Isekai wa Smartphone to Tomoni ) ตอนที่ 11 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ไปต่างโลก! ก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ!!! ( Isekai wa Smartphone to Tomoni )

Ch.11 - เล่มที่1 ตอนที่11 การเดินทางคือเพื่อนร่วมทาง โลกคือความเมตตา (2)


        การไหลไปตามแรงของอีกฝ่าย ทำลายท่วงท่า แล้วจับทุ่ม ไอคิโด้......หรือยิวยิตสูล่ะมั้ง ซามูไรสาว

        จับทุ่มต่อไปทั้ง ๆ อย่างนั้นอีกสองถึงสามคน แต่ไม่รู้ว่าทำไมการเคลื่อนไหวจึงทื่อลงจนโซซัดโซเซอย่างไม่คาดคิด

        มีคนที่เล็งช่องว่างนั้นยกดาบขึ้นมาจะฟันเธอจากด้านหลัง อันตราย!

        “【ทรายเอ๋ยจงมา เศษทรายบังตา ไบลนด์แซนด์】!”

        ผมร่ายคาถาใช้งานเวทมนตร์อย่างรวดเร็ว

        “อ๊าก ตาข้า......!”

        มันคือคาถาสาดทรายใส่ตาที่ผมจำได้ ถึงผลลัพธ์จะไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่ก็ทำให้รอดจากวิกฤตได้เหลือเฟือ

        ระหว่างนั้นผมก็กระโดดถีบใส่ชายถือดาบ ซามูไรสาวตกใจที่มีผู้เข้ามาแทรกอย่างกะทันหัน แต่คงเพราะเห็นว่าไม่ใช่ศัตรูล่ะมั้ง เธอจึงกลับไประวังศัตรูที่อยู่ตรงหน้าของตนต่อ

        “อ๊าโธ่ เข้าไปแส่หาเรื่องยุ่งยากซะแล้ว!”

        ผู้ที่บ่นเช่นนั้นแล้วกระโจนเข้ามาในวงต่อสู้ พร้อมกับปล่อยการโจมตีอันหนักหน่วงของกอนท์เล็ทไปครั้งหนึ่งก็คือ เอลเซ่นั่นเอง ถึงจะบ่นมาแบบนั้น แต่รู้สึกว่าจะหัวเราะอยู่ไม่ใช่เหรอครับนั่น?

        ครู่ต่อมา ผู้ชายเหล่านั้นก็โดนจัดการจนเรียบ ครึ่งหนึ่งโดนเอลเซ่อัดด้วยความสะใจซะด้วย น่ากลัววุ้ย

        เนื่องจากทหารยามของเมืองมาถึงแล้ว ก็เลยฝากให้จัดการที่เหลือ แล้วพวกผมก็ออกห่างจากจุดเกิดเหตุมา

        “ขอขอบคุณในความช่วยเหลือ ข้าน้อยชื่อ โคโคโนเอะ ยาเอะ อ๊ะ ยาเอะคือชื่อ ส่วนโคโคโนเอะคือนามสกุลนะเจ้าคะ”


        เด็กสาวซามูไร โคโคโนเอะ ยาเอะ พูดเช่นนั้น แล้วก้มหัวลง การแนะนำตัวแบบนั้นมันเดจาวูนิด ๆ แฮะ

        “อย่าบอกนะว่าเธอ เกิดที่อีเซ่น?”

        “ถูกต้อง มาจากโอเอโดะของอีเซ่นเจ้าค่ะ”

        โอเอโดะเหรอ กระทั่งจุดนั้นก็ยังคล้ายอีกแฮะ

        “ผมชื่อ โมจิซึคิ โทยะ โทยะคือชื่อ ส่วนโมจิซึคิคือนามสกุลนะ”

        “โอ้ ท่านโทยะ เองก็เกิดที่อีเซ่นหรือเจ้าคะ!?”

        “เปล่า ถึงจะคล้าย ๆ กันแต่ก็มาจากอาณาจักรอื่นน่ะ”

        ““เอ๋?””

        คำตอบของผมทำให้พี่น้องฝาแฝดที่อยู่ข้างหลังส่งเสียงด้วยความตกใจ อ้อ จะว่าไป เพราะมันยุ่งยากก็เลยเออออไปว่าเกิดที่อีเซ่นนี่นะ

        “ที่สำคัญกว่านั้น......ระหว่างที่สู้เมื่อกี้ดูเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่ด้วยนี่ สภาพร่างกายไม่ค่อยดีเหรอ?”

        “เปล่า ร่างกายไม่มีปัญหาหรอกเจ้าค่ะ คือว่า......ข้าน้อย ตั้งแต่มาถึงที่นี่ น่าอายเหลือเกินที่ทำค่าเดินทางตกหายเจ้าค่ะ ก็เลย......”

        โครกกกกกกก

        ท้องของยาเอะส่งเสียงดังสนั่น หน้าของเธอแดงแจ๋พร้อมห่อไหล่เล็กน้อย

        ซามูไรไส้กิ่วมาเยือนแล้ว

        ◇ ◇ ◇

         

        เนื่องจากพวกผมคิดว่าจะไปหาอะไรกินกันพอดี ก็เลยพายาเอะเข้าร้านอาหารไปด้วย แต่เธอจะไม่ยอมรับการให้ทานจากคนแปลกหน้าเด็ดขาด ไม่ว่าจะพูดยังไงก็ไม่ยอมรับอาหารไปกินเลย

        “พวกผมอยากฟังเรื่องของอีเซ่นไว้เป็นความทรงจำระหว่างเดินทางน่ะ เพื่อเป็นการตอบแทน พวกผมจะเลี้ยงอาหารเธอ เท่านี้ก็ไม่ใช่การให้ฟรี ๆ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมแล้ว”

        พอผมพูดไปแบบนั้น เธอก็บอกว่า ถ้างั้นก็ แล้วเริ่มสั่งอาหาร ง่ายดีแฮะ

        “......เอ๋ คุณยาเอะ กำลังออกเดินทางเพื่อฝึกฝนการเป็นนักรบ เหรอคะ”

        “ง่ำ ๆ......ถูกต้อง บ้านของพวกเราเป็นตระกูลนักรบที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนเจ้าค่ะ ที่บ้านหลักมีพี่ชายสืบทอดแล้ว ข้าน้อยจึงออกเดินทางเพื่อขัดเกลาฝีมือเจ้าค่ะ หงับ”

        “อย่างนี้นี่เอง ลำบากแย่เลยเนอะ เธอเนี่ย น่านับถือจัง”

        เอลเซ่ชื่นชมยาเอะที่กำลังกินเนื้อวัวเสียบไม้ย่าง จะยังไงก็เถอะ ผมว่ายาเอะควรจะเลือกซักอย่างดีกว่านะ ว่าจะกินหรือจะพูด

        “แล้ว จากนี้ไปยาเอะจะทำยังไงต่อล่ะ? มีจุดหมายที่ไหนอยู่รึเปล่า?”

        “......ที่เมืองหลวง มีคนที่ท่านพ่อเคยช่วยดูแลเอาไว้ในอดีตอยู่ ก็เลยคิดว่าจะลองไปหาดูเจ้าค่ะ”

        ยาเอะตอบคำถามของผมเช่นนั้น พร้อมกับซด (ของที่เหมือนกับ) อุด้งเต้าหู้ ดังซู้ด ๆ ก็บอกแล้วไงว่าอย่าตอบตอนที่กำลังกินอยู่

        “บังเอิญจัง พวกฉันเองก็ต้องไปเมืองหลวงเพราะงานอยู่พอดี ถ้าไม่รังเกียจจะไปด้วยกันไหม? ถ้าแค่อีกคนเดียวล่ะก็ ขึ้นรถม้าไปไหวอยู่แล้ว แบบนั้นยาเอะเองก็จะสบายกว่าจริงไหม?”

        “จริงเหรอ เจ้าคะ? ด้วยความยินดีอย่างยิ่งเลยเจ้าค่ะ......หงับ แต่อย่างข้าน้อยเนี่ย อ้ำ จะดีหรือเจ้าคะ?”

        ข้อเสนอของเอลเซ่ทำให้ยาเอะที่กำลังยัด (ของที่เหมือน) ทาโกะยากิ จนแก้มป่องทำตากลมโต ว่าแต่ กินเก่งชะมัดเลย!? กี่จานแล้วเนี่ย!?

        “ไม่ว่าอะไร ใช่ไหมคะ คุณโทยะ?”

        “อ๊ะ อ๋อ เรื่องนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่า......”

        ผมกำลังเป็นห่วงเรื่องอื่นอยู่ ถ้าพาเด็กคนนี้ไปด้วย ค่าอาหารก็ต้องบินหายไปเยอะเลย

        ไม่ใช่เหรอ

        ยังไงก็ตาม เนื่องจากดูเหมือนยาเอะจะกินจนพอใจแล้ว (ที่ยาเอะซัดเรียบไปคนเดียวก็มี ขนมปังเจ็ดก้อน เนื้อวัวเสียบไม้ย่าง ไก่ย่าง อุด้งเต้าหู้ ทาโกะยากิ ปลาย่าง แซนด์วิช และสเต็กเนื้อวัว) ผมจึงเรียกคิดเงิน แล้วออกจากร้านมา โอ้......รายจ่ายที่ผิดคาด......

        ระหว่างทางกลับก็นัดกันว่าให้มารวมตัวกันอีกทีพรุ่งนี้ และขณะที่พวกผมกำลังจะกลับโรงแรม เดี๋ยวก่อนนะ? ผมสงสัยขึ้นมานิดหน่อยก็เลยลองถามยาเอะดู

        “ยาเอะพักอยู่ที่ไหนเหรอ?”

        “อ่า เอ่อ นอนกลางแจ้งเจ้าค่ะ......”

        นั่นสินะ เด็กคนนี้ถังแตกนี่นา......

        “กลางแจ้งเหรอ......มาที่โรงแรมของพวกเราเถอะ เดี๋ยวจะจ่ายเงินให้ก่อน”

        “นอนกลางแจ้งคนเดียวมันอันตรายนะคะ”

        “ไม่ ๆ ต้องให้ดูแลถึงขนาดนั้นมันรู้สึกผิด......”

        คงเกรงใจล่ะมั้ง ตรงส่วนนั้นเองก็เหมือนคนญี่ปุ่นแฮะ เอาล่ะสิ ส่งเงินให้เฉย ๆ ก็คงไม่ยอมรับแหง เอาไงดี......ดีล่ะ

        “ยาเอะ ขายปิ่นนั่นให้ผมได้ไหม?”

        “ปิ่น......เหรอเจ้าคะ?”

        ยาเอะดึงปิ่นที่ปักอยู่บนผมออกมา เป็นปิ่นลายจุดสีเหลืองกับน้ำตาล

        “นั่นคือ ปิ่นเบ็คโคสินะ อยากได้มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วล่ะ กะว่าจะเอาไปให้คนที่เคยช่วยดูแลมาน่ะ”

        “เบ็คโค?”

        คำพูดที่ไม่คุ้นหูทำให้เอลเซ่พูดแทรกขึ้นมา

        “เป็นงานฝีมือที่ทำมาจากกระดองเต่าน่ะ เป็นของหรูของอาณาจักรผมเลยนะ”

        บอกตรง ๆ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่ถ้าจำไม่ผิดเมื่อก่อนน่าจะเป็นแบบนั้น

        แน่นอนว่า ที่บอกอยากได้มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้เป็นการโกหก มันเป็นการอ้างเพื่อมอบเงินให้เธอ ดูเหมือนเอลเซ่กับลินเซ่จะรู้สึกตัวถึงเรื่องนั้น ก็เลยช่วยคะยั้นคะยอกันหลายรอบว่า ขายไปเลยดีกว่านะ

        “ถ้าไม่รังเกียจของแบบนี้ล่ะก็ ข้าน้อยก็ไม่ขัดข้องหรอกเจ้าค่ะ......”

        “เจรจาเสร็จสิ้น งั้นก็นี่เงินนะ”

        ผมรับปิ่นเบ็คโคมา แล้วส่งหนึ่งเหรียญทองที่หยิบมาจากกระเป๋าสตางค์ให้เธอแทน

        “นะ นี่มันเยอะเกินไปแล้วเจ้าค่ะ! เยอะขนาดนี้รับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ!”

        “เอาน่า เอาน่า รับเอาไว้เถอะ เพราะโทยะอยากได้ปิ่นนี่มาตลอดเลยนี่นา เอ้า ๆ กลับโรงแรมกันเถอะ”

        “เอ่อ เดี๋ยว......ท่านเอลเซ่!?”

        เอลเซ่ดึงแขนยาเอะลากตัวไปอย่างดึงดัน เมื่อเห็นทั้งสองคนไปได้ไกลแล้ว ลินเซ่จึงถามผม

        “......ปิ่นนั่นแพงจริง ๆ เหรอคะ?”

        “ไม่รู้สิ? อย่างน้อยถ้าเป็นของจริงล่ะก็ ที่อาณาจักรผมถือว่าเป็นของล้ำค่าเลยล่ะ ถึงจะไม่รู้ราคาตลาดก็เถอะ”

        “ไม่รู้แท้ ๆ แต่ยังให้ไปหนึ่งเหรียญทอง?”

        “ก็นะ ท่าทางเป็นของดีด้วยสิ น่าจะแพงขนาดนั้นแหละมั้ง เจ้านี่น่ะ แล้วผมไม่รู้สึกว่าขาดทุนด้วยล่ะนะ”

        ผมหัวเราะพลางเก็บปิ่นใส่กระเป๋า แล้วพวกผมก็ออกเดินไปยังโรงแรม

        หลังจากนั้น ยาเอะก็ได้ห้องในโรงแรมเดียวกับพวกผมอย่างปลอดภัย หลังจากนอนหลับสนิททั้งคืน พวกผมก็ได้พรรคพวกเดินทางด้วยรถม้าไปด้วยกัน

  




NEKOPOST.NET