[นิยายแปล] ไปต่างโลก! ก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ!!! ( Isekai wa Smartphone to Tomoni ) ตอนที่ 10 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ไปต่างโลก! ก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ!!! ( Isekai wa Smartphone to Tomoni )

Ch.10 - เล่มที่1 ตอนที่10 การเดินทางคือเพื่อนร่วมทาง โลกคือความเมตตา (1)


        คำร้องของกิลด์มีอยู่มากมาย ตั้งแต่กำจัดสัตว์อสูร เก็บรวบรวม สำรวจ หรือเรื่องแปลก ๆ อย่างพี่เลี้ยงเด็กก็มี

        พวกผมที่จัดการคำร้องของกิลด์ไปหลายอย่าง ได้เลื่อนแรงค์กิลด์กันเมื่อวานนี้ การ์ดจึงกลายเป็นสีม่วง จบการเป็นมือใหม่ซะที

        เท่านี้ก็สามารถเลือกใบคำร้องสีดำกับสีม่วงแบบไหนก็ได้ที่แปะอยู่บนกระดานได้แบบไม่ต้องห่วงเรื่องการประทับตรา

        แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าหากประมาทก็อาจล้มเหลวได้ อย่างแย่ก็อาจมีอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว ต้องรอบคอบให้มากกว่าเดิมซะแล้ว

        “ซากปรักหักพัง ทางเหนือ......กำ จัด......เมก้า......สไลม์?”

        ผมลองอ่านหนึ่งในใบคำร้องสีม่วงดู ต้องขอบคุณลินเซ่ ดูเหมือนผมจะพออ่านคำศัพท์ง่าย ๆ ได้แล้ว ค่าตอบแทนก็......แปดเหรียญเงินสินะ คงไม่เลวล่ะมั้ง

        “นี่ อันนี้......”

        ““ไม่เอา””

        ปฏิเสธแบบประสานเสียงเลยรึขอรับ งั้นเหรอครับ ทั้งสองคนทำหน้ายี้แบบสุด ๆ ว่าแต่มันขนาดนั้นเลยเหรอ?

        ดูเหมือนทั้งสองคนจะรับสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายเป็นสสารเหนียว ๆ หนืด ๆ ไม่ได้แฮะ

        “ยิ่งกว่านั้น เจ้าพวกนั้นมันกัดกร่อนเสื้อผ้าได้นี่? ไม่ทำเด็ดขาดเลย”

        แบบนั้นก็......น่าเสียดายนะ......

        “นี่ล่ะ? ไปส่งจดหมายที่เมืองหลวง มีค่าเดินทางให้ ค่าตอบแทนเจ็ดเหรียญเงิน เป็นไงบ้าง?”

        “เจ็ดเหรียญเงินเหรอ......แบ่งสามคงไม่ลงตัวนะ”

        “ก็แยกส่วนที่เหลือออกมาแล้วเอาไว้ใช้ซื้ออะไรบางอย่างสำหรับทุกคนก็ได้นี่”

        นั่นก็จริงนะ

        ผมลองตรวจสอบใบคำร้องที่เอลเซ่เสนอดู เจ้าของคำร้องคือ ซานัค เซนฟิลด์......อ้าว? นี่มันของคุณซานัคคนนั้นหรอกเหรอ?

        ผมลองตรวจสอบที่อยู่ดู ก็เป็นคุณซานัคของ “แฟชั่นคิงซานัค” อย่างที่คิด ไม่ผิดแน่แล้ว

        “เมืองหลวงเนี่ย จากที่นี่ไปต้องใช้เวลาประมาณเท่าไรเหรอ?”

        “อืม ใช้รถม้าก็ประมาณห้าวันมั้ง?”

        ไกลพอควรเลยแฮะ ท่าทางจะเป็นการเดินทางไกลครั้งแรก แต่ขากลับถ้าใช้【เกท】ก็จะกลับมาได้ในพริบตาเดียว สบายดี ยิ่งกว่านั้น ถ้าได้ไปถึงเมืองหลวงซักครั้ง คราวหน้าเวลาจะไป ก็ใช้【เกท】ไปถึงได้ในพริบตาเดียว ในอนาคตสะดวกแน่

        “อืม งั้นรับคำร้องนี่ละกัน ผู้ว่าจ้างคนนี้ เป็นคนรู้จักของผมน่ะ”

        “เหรอ? งั้นก็ตัดสินใจได้แล้วนะ”

        เอลเซ่ดึงใบคำร้องมา แล้วไปยื่นเรื่องที่ประชาสัมพันธ์ สิ่งที่เอลเซ่บอกมาหลังไปรับงานเสร็จก็คือ เนื้อหาของคำร้องโดยละเอียดให้ไปฟังจากผู้ว่าจ้างโดยตรง ประมาณนั้น

        งั้นก็ ลองไปหาดูละกัน

        “ไง ไม่ได้เจอกันนานนะ สบายดีรึเปล่า?”

        “ขอบคุณที่ช่วยดูแลเมื่อตอนนั้นนะครับ”

        ทันทีที่เข้าไปในร้าน คุณซานัคก็รู้สึกถึงตัวผมแล้วส่งเสียงทัก หลังบอกไปว่ามาเพราะคำร้องของกิลด์ พวกผมก็เลยถูกพาไปยังห้องด้านใน

        “เนื้อหาของงานคือนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้ไวส์เคานท์ซอร์ดเร็คที่อยู่ในเมืองหลวง ถ้าบอกชื่อของฉันออกไปก็น่าจะรู้แหละ แล้วก็อยากให้รับคำตอบของไวส์เคานท์กลับมาด้วย”

        “จดหมายด่วนรึเปล่าครับ?”

        “ไม่ถึงกับด่วน แต่ถ้าช้ามากไปก็จะลำบากน่ะนะ”

        คุณซานัคหัวเราะพลางนำจดหมายที่ใส่ไว้ในท่อสั้น ๆ มาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็นำอะไรบางอย่างที่เหมือนขี้ผึ้งมาปิดผนึก แล้วประทับตราลงไป

        “แล้วก็ทางนี้คือค่าเดินทาง ให้ไปเยอะหน่อย ถ้าเหลือไม่ต้องเอามาคืนก็ได้ เอาไปเที่ยวชมเมืองหลวงซะนะ”

        “ขอบคุณมากครับ”

        หลังรับจดหมายกับค่าเดินทางแล้วออกจากร้านมา พวกผมก็เริ่มเตรียมตัวออกเดินทางทันที ผมไปเตรียมรถม้า ลินเซ่ไปซื้อเสบียงสำหรับช่วงที่เดินทาง ส่วนเอลเซ่กลับไปที่โรงแรมเพื่อนำอุปกรณ์ที่จำเป็นมา

        หนึ่งชั่วโมงให้หลัง การเตรียมตัวทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย พวกผมจึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง

        รถม้านั้นไปเช่ามา ถึงจะเป็นรถม้าแบบเรียบง่าย ที่เรียกได้ว่ามีแค่กระบะขนของไม่มีหลังคาติดอยู่ก็เถอะ แต่ก็ยังดีกว่าเดินย่ำต๊อกตั้งหลายเท่าล่ะนะ

        ถึงผมจะบังคับม้าไม่เป็น แต่ทั้งสองคนนั้นไร้ที่ติเลย ดูเหมือนว่าญาติของพวกเธอจะเป็นคนบริหารฟาร์ม

        ก็เลยคุ้นเคยกับการบังคับม้ามาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ

        ผลคือ ทั้งสองคนต้องผลัดกันไปนั่งตรงที่นั่งสารถี ส่วนผมแค่นั่งโยกไปโยกมาอยู่บนกระบะเท่านั้น รู้สึกผิดนิด ๆ แล้วสิ

        รถม้าเดินหน้าไปตามถนนสายหลักอย่างราบรื่น บางครั้งก็ทักทายรถม้าคันอื่นที่สวนทางกัน พร้อมกับมุ่งหน้าไปทางเหนือเรื่อย ๆ

        พอออกจากเมืองลีฟเล็ท ถัดมาก็ผ่านเมืองโนรัน และเมื่อมาถึงเมืองอามาเนสค์ พระอาทิตย์ก็กำลังจะตกพอดี

        วันนี้จะพักกันในโรงแรมที่เมืองนี้ อ้าว? เดี๋ยวก่อนนะ

        พอมาคิดดูดี ๆ แล้ว ใช้【เกท】กลับไปที่ลีฟเล็ท ค้างคืนที่ “จันทราสีเงิน” แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาสตาร์ทที่นี่ก็ได้ไม่ใช่เหรอ?

        พอบอกเรื่องที่คิดได้กับทั้งสองคนไป ผมก็โดนคัดค้านกลับมาทันที เอ๋

        ทั้งสองคนบอกว่ามันเป็นการทิ้งความสนุกของการเดินทาง ประมาณนั้น

        “ได้แวะร้านที่ไม่รู้จัก ได้ค้างคืนในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ในเมืองที่ไม่รู้จักมันดีจะตายไป ไม่เข้าใจอะไรซะเลยน้า”

        เอลเซ่ว่าอย่างเอือมระอา คงหมายความว่า ถ้าไม่มีค่าเดินทางก็ยังพอว่า แต่นี่ได้ค่าเดินทางมาด้วย อย่าทำเป็นขี้เหนียวไปหน่อยเลย ประมาณนั้นล่ะมั้ง

        พวกผมพากันไปเลือกโรงแรมก่อนที่พระอาทิตย์จะลับฟ้า แล้วก็ได้ห้องที่โรมแรมหรูกว่า “จันทราสีเงิน” เล็กน้อย การแบ่งห้องสองห้องคือผมอยู่คนเดียวส่วนพวกเธออยู่กันสองคน ทางผมเป็นห้องขนาดปกติ แต่ทางพวกเธอเป็นห้องสำหรับสองคนที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย

        เนื่องจากเลือกโรงแรมได้แล้ว รถม้าก็ฝากไว้แล้ว ทุกคนจึงออกมาหาอาหารกินกัน ดูเหมือนคุณลุงที่โรงแรมจะบอกว่าอาหารประเภทเส้นของที่นี่อร่อย จะมีพวกราเม็งไหมน้า

        ขณะที่กำลังเดินไปเรื่อย ๆ ในเมืองเพื่อหาร้านที่ดูเหมาะ ๆ เข้า พวกผมก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากริมถนน มีคนมุงกันอยู่ ดูเหมือนจะมีเรื่องวุ่นวายด้วย

        “อะไรกันนะ?”

        พวกผมที่รู้สึกสนใจจึงแทรกตัวเข้าไปถึงใจกลางความวุ่นวายได้ในที่สุด ที่ตรงนั้นมีพวกผู้ชายหลายคนกำลังล้อมสาวน้อยต่างชาติอยู่

        “เด็กคนนั้น......แต่งตัวแปลก ๆ นะคะ......”

        “......ซามูไรน่ะ”

        ผมตอบสั้น ๆ ให้กับความสงสัยของลินเซ่

        กิโมโนสีชมพูอ่อนกับฮากามะสีกรมท่า ถุงเท้าญี่ปุ่นสีขาวกับรองเท้าแตะแบบสายคีบสีดำ และที่อยู่ตรงเอวคือคาตานะเล่มใหญ่กับเล่มเล็ก ผมสีดำสลวยถูกตัดเรียบอยู่เหนือคิ้ว ส่วนด้านหลังมัดรวบเป็นหางม้า ส่วนปลายของหางม้าก็ตัดเป็นแนวตรงอย่างเรียบร้อยอยู่เหนือไหล่ ปิ่นปักผมเรียบ ๆ ก็ดูเหมาะกับเธอดี

        ถึงจะบอกว่าซามูไร แต่ความประทับใจแรกพบแบบนั้น ควรจะบอกว่าให้อิมเมจเหมือนแต่งเป็นแฟชั่นมากกว่า แต่ภาพลักษณ์แบบนั้นก็เป็นซามูไรอยู่ดีล่ะนะ

        ส่วนพวกผู้ชายเกือบสิบคนที่ล้อมสาวน้อยซามูไรคนนั้น กำลังส่งสายตาอันตรายไปหาเธออยู่ มีคนที่ชักดาบหรือมีดออกมาแล้วอยู่ด้วย

        “เมื่อกลางวันดูแลกันไว้ดีมากเลยนะ พี่สาว ก็เลยมาขอบคุณนี่ไง”

        “......เดี๋ยวสิ? ข้าน้อย จำไม่ได้ว่าเคยดูแลใครไว้นะเจ้าคะ”

        หวา ข้าน้อยเหรอ! เจ้าคะเหรอ! เกิดมาเพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละ

        “แกล้งเซ่อได้ตลอดเลยนะ......! มาอัดพรรคพวกของพวกเรา อย่าคิดว่าจะได้กลับไปแบบปลอดภัยเชียว”

        “......อ๋อ พรรคพวกของคนที่ผลักทหารยามเมื่อกลางวันสินะเจ้าคะ เรื่องนั้นพวกเจ้าเป็นคนผิด ก็เมาหัวราน้ำตั้งแต่กลางวัน แล้วไปอาละวาดมั่วซั่วเองนี่เจ้าคะ”

        “รำคาญโว้ย! จัดการมันเลย!”

        พวกผู้ชายทำการจู่โจมพร้อมกัน สาวซามูไรจึงหลบอย่างพลิ้วไหว จากนั้นก็จับแขนของชายคนหนึ่งแล้วทุ่มลงจนกลิ้งไปได้อย่างสบาย ๆ ชายคนที่หลังฟาดเข้ากับพื้นจึงหมดสติไม่กระดุกกระดิกทันที

 



NEKOPOST.NET