[นิยายแปล] Glutton Berserker คนคลั่งจอมตะกละ ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Glutton Berserker คนคลั่งจอมตะกละ

Ch.1 - ผู้ไม่มีอะไรเลย


ตอนที่ 1 -  ผู้ไม่มีอะไรเลย   Part1


 

มีแนวคิดเรื่องของเลเวลระดับต่างๆอยู่ในโลกใบนี้

 

สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเริ่มจากเลเวล 1   ทุกคนสามารถเพิ่มเลเวลได้โดยการรับค่าประสบการณ์   และประสบการณ์ก็สามารถรับได้จากการเอาชนะมอนสเตอร์ที่อยู่ในโลกแห่งนี้   


 

แต่ทว่า เหล่ามอนสเตอร์นั้นอันตรายมาก ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเอาชนะพวกมันได้

คนที่สามารถเอาชนะได้ คือคนที่มีสกิลโจมตีที่แข็งแกร่งเท่านั้น


 

ซึ่งบางครั้งคนเราจะได้รับสกิลมาตั้งแต่แต่เกิด  พรสวรรค์ที่ได้รับจะมีหนึ่งหรืออาจมากกว่านั้น

เพราะแบบนั้น คนที่มีสกิลมากกว่าหนึ่งคือมักจะถูกเรียกว่าผู้ถูกเลือกของพระเจ้า.


 

ซึ่งนั้นผมได้เรียนรู้จากพ่อที่ตายไปแล้ว       ****ต้นฉบับพระเอกแทนตัวว่าฉัน (โอเระ) แต่ผมชอบคำว่าผม มากกว่าเพราะมันอ่านแล้วรู้สึกลื่นไหลดี****


 

แล้วสกิลที่ผมได้รับคือสกิล《ตะกละ》เป็นสกิลที่ทำให้ผมลำบากมาก เพราะมันทำให้หิวอยู่ตลอดเวลา  ในหมู่บ้านที่ผมเติบโตมา ผมถูกมองว่าเป็นขยะไร้ค่าและถูกรังแกเสมอ


 

ผมมันคนที่ไม่จำเป็นต่อโลกใบนี้…...ผมมันไม่มีอะไรเลย


 

ต้องขอบคุณสกิลที่ไร้ประโยชน์นี้  หลังจากพ่อของผมที่เป็นญาติคนสุดท้ายป่วยตาย ผมก็ถูกไล่ออกจากหมู่บ้านไป   ผมจึงเดินทางไปที่เมืองหลวงเซฟา

 

ถ้าเป็นเมืองใหญ่แบบนี้ล่ะก็ จะต้องมีงานสักอย่างที่ผมทำได้  นั้นเป็นความหวังที่อยู่ในใจของผม


 

ทว่า ผมก็ไม่ได้งานที่ดีเท่าไหร่  ผมได้เป็นยามเฝ้าประตูหน้าปราสาท ซึ่งเป็นงานรายวัน


 

ไม่ว่าจะเป็นวันฝนตก ลมแรงหรือแม้แต่หิมะตก ผมก็ห้ามขยับออกจากประตู  แถมค่าจ้างยังน้อย

อีกด้วย


 

ตามปกติแล้วนี้มันไม่ใช่งานของสามัญชนเลยสักนิด  เป็นงานของอัศวินของปราสาทต่างหาก


 

อย่างไรก็ตามมันมีสิ่งที่เรียกว่า 3K (คิซุย : ความเข้มงวด)  (คิตาไน : ความสกปรก) (คิเคน : ความอันตราย) ซึ่งแบบนี้พวกชั้นสูงจึงจ้างพวกลูกจ้างรายวันอย่างผมมาทำงานแทน


 

[โฮ่ย…. วันนี้นายยังขยันทำหน้าที่แทนพวกเราได้ดีรึเปล่า]


 

เสียงนั้นมาจากอัศวินหนุ่มที่สวมชุดเกราะอันสง่างาม   และเขาก็เป็นนายจ้างของผมซึ่งเป็น 1 ในสามพี่น้องจากตระกูลเบรริกค์ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ตระกูลขุนนางของอาณาจักรนี้


 

ชายซึ่งมีท่าทางหยิ่งที่กำลังคุยกับผมอยู่คนนี้  เป็นลูกชายคนโตมีชื่อว่า ราฟาล คนที่อยู่ด้านขวาเป็นลูกชายคนรองชื่อว่า ฮาโด้  ส่วนคนที่อยู่ข้างหลังพวกเขาเป็นน้องสาวคนสุดท้องชื่อว่า เมเมียร์


 

ทั้งสามคนเป็นพี่น้องที่มีสีผมน้ำเงินเหมือนกัน และทั้งสามก็เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ยอดเยี่ยม



 

อัศวินศักดิ์สิทธิ์คืออะไรงั้นเหรอ?   อัศวินศักดิ์สิทธิ์คือเหล่าบุคคลที่มีความโดดเด่นทางด้านสกิลที่มีคุณสมบัติศักดิ์สิทธิ์ในหมู่ทหารทั้งหลาย เป็นนามที่มีเกียรติที่ได้มอบให้แก่ผู้ได้การยอมรับจากอาณาจักร



 

สกิลที่แข็งเกร่งในโลกนี้สามารถทำให้สเตตัสของเราเพิ่มขึ้นได้  ดังนั้นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่มีสกิลคุณสมบัติศักดิ์สิทธิ์ จะสามารถต่อสู้กับพวกมอนสเตอร์เพื่อเพิ่มระดับได้ เทียบกับผมแล้วมันช่างอยู่คนล่ะมิติเลยทีเดียว



 

ถ้าผมทำให้พวกเขาโกรธ ผมไม่อยากจะรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง


 

[ครับ….ท่านราฟาล เบรริกค์]


 

ผมคุกเข่าและก้มหัวลง ถึงแม้พวกนี้จะเป็นพวกขยะ (糞野郎)ก็เถอะ


 

[เอ้า  ค่าจ้างของวันนี้]


 

ราฟาลโยนเหรียญทองแดงหลายเหรียญไปที่เท้าผม ส่วนอีกสองคนยิ้มอย่างดูแคลน


 

[เอาสิ  รีบหยิบขึ้นมาสิ  ไม่งั้นค่าจ้างแกจะลดลงนะถ้าไม่รีบหยิบขึ้นมาน่ะ]


 

ถึงเขาไม่พูดแบบนั้น เงินก็เป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิต  ผมเก็บมันอย่างรวดเร็ว และพอผมกำลังเก็บเหรียญสุดท้าย ราฟาลมันก็เหยียบมือผม


 

[อ๊ะ  โทษทีนะ มือแกอยู่ตรงนั้นหรอ พอดีมันสกปรกมากจนมองไม่เห็นมันน่ะ]


 

เขาหัวเราะในขณะที่ยังเหยีบมือของผมอยู่ ดูยังไงก็จงใจขัดๆ


 

[อย่าลืมล่ะ  มีแต่พวกเรานะที่จ้างขยะอย่างแกน่ะ  พวกเราสามารถจ้างคนอื่นมาแทนแกได้ทุกเมื่อ เข้าใจมั้ย  หรือเรื่องพวกนี้มันจะเข้าใจยากไปสำหรับขยะอย่างแก]


 

[จริงสิ  พักนี้ ดูเหมือนแกจะทำงานได้หย่อนยานลงนะ แกได้ทำงานในตำแหน่งที่มีเกียรติแทนพวกเรา  ตามจริงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้ด้วยซ้ำ ที่พวกเราเมตตาจ่ายเงินให้ แกไม่รู้สึกสำเหนียกบ้างเลยหรอที่เก็บมันขึ้นมา]


 

[อย่างที่พวกพี่ชายของชั้นบอก  หากแกทำงานพลาดขึ้นมา มันจะทำให้พวกเราลำบากนะรู้มั้ย ชั้นไม่อยากรู้สึกแย่เพราะตัดหัวแกหรอกนะ]      ***(お前) นี่ใช้คำว่านายหรือแกดี***


 

นี่เป็นการสั่งสอนผมของพวกราฟาล  พวกเขาพยายามเตือนผมให้รู้จุดยืนของตัวเอง  พวกเขาบอกผม ว่าผมเป็นพวกชั้นต่ำทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด พวกเขาฝังมันไว้ลงจิตใจของผม


 

หากผมไม่พยักหน้า เขาจะไม่ให้ผมหยิบเหรียญสุดท้ายขึ้นมา และถ้าผมต่อต้านเขาจะไล่ผมออกจากเป็นคนเฝ้าประตู แถมอาจจะถูกพวกเขาหาว่าเป็นกบฏและฆ่าทิ้งก็ได้

เวรเอ๊ย  ผ่านมา 5 ปีแล้ว พวกมันก็ยังทำเหมือนผมเป็นทาสไม่เปลี่ยน แล้วถ้าผมลาออกจากการเป็นยามเฝ้าประตู ผมแน่ใจเลยว่าพวกราฟาลจะโกรธผมและยัดข้อหาบางอย่างให้ผมแน่นอน  นี่แหละวิธีที่พวกมันชอบใช้ล่ะ


 

ความโกรธที่เริ่มสุกงอมหลังจากผ่านมา 5 ปี  ความโกรธที่ว่าทำไมผมต้องเชื่อฟังพวกมัน และความไม่พอใจที่ตัวเองอ่อนแอไร้ค่า  แล้วตอนนี้สกิล [ตะกละ] ของผมก็ตื่นขึ้นทำให้ท้องของผมร้องออกมาเสียงดัง


 

ราฟาลคิดว่าผมไม่ได้กินข้าวมา  เขาเริ่มด่าผมด้วยถ่อยคำรุนแรง


 

[ช่างเป็นคนที่หน้าสมเพชอะไรอย่างนี้  ดูเหมือนว่าแกจะทำงานได้ไม่ดีเลยนะ พวกเราให้อาหารแก อย่ามาทำให้ตระกูลเบรริกค์ต้องเสื่อมเสีย]  


 

แล้วเขาก็เตะมาตรงท้องผมที่กำลังคุกเข่าอยู่  ดูเหมือนเขาจะออมมือไว้ด้วย แต่ค่าสถานะของอัศวินศักดิ์สิทธิ์กับสามัญชนที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว  ผลกระทบจากการเตะผมรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในมันจะออกมาทางปาก


 

ขณะที่ผมอ้วกออกมา ผมหายใจไม่ออกและล้มลงที่พื้น


 

[นี่มันอะไร อย่างกับแมลง สกปรกแล้วก็เหม็นชะมัด]  


 

ในขณะที่ผมกำลังจะหมดสติ ผมได้ยินเสียงที่น่าจะเป็นของเมเมียร์


 

[เฮ้ย  ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ ถ้าแกไม่ลุกมาทำหน้าที่ยามเฝ้าประตู พวกเราจะโดนอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนอื่นตำหนิเอานะ]  


 

ราฟาลเหยียบลงที่หน้าผมในขณะที่ผมยังนอนกองอยู่พื้น


 

[รีบลุกขึ้นมาสิโว้ย]


 

ไม่มีทางที่ผมจะลุกขึ้นได้หรอก ตราบใดที่เขายังไม่เอาขาอออกเพราะความแตกต่างในพลังของนั้นต่างกับเกินไป แน่นอนว่าราฟาลรู้เรื่องนั้นและกำลังสนุกที่เห็นผมดิ้นรนใต้เท้าของเขา


 

เขาใส่แรงที่ขามากขึ้น มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บอย่างรุนแรงจนรู้สึกว่าหัวผมมันกำลังจะระเบิด


 

ในตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองกำลังจะตายผมได้ยินเสียงที่ไพเราะดังขึ้น


 

[ราฟาล  หยุดเดี๋ยวนี้นะคะ เขาจะตายเอาน่ะ เขาเป็นหนึ่งในคนที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์ต้องปกป้องนายไม่ควรทำอย่างนั้น มันเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ค่ะ]


 

[ชิ…..วันนี้เป็นเวรของร็อคซี่เรอะ]

 

 

คนที่ช่วยผมไว้คือ  ร๊อคซี่ ฮาร์ท อัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างจากเหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ  ผู้จัดการคนแข็งแกร่งเพื่อช่วยเหลือคนอ่อนแอ


 

ผมสีทองของ ร๊อคซี่  ฮาร์ท กระพือในสายลมช่างเป็นภาพที่เหมาะกับความกล้าหาญของเธอเสียจริง


 

ตระกูลฮาร์ทของเธอเป็น 1 ใน 5 ตระกูลขุนนางในอาณาจักรนี้  เป็นครอบครัวที่ยึดถือความยุติธรรม ทำให้ครอบครัวเธอเป็นที่ชื่นชอบของชาวเมือง และแน่นอนผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับเธอด้วย


 

หลังจากร๊อคซี่มองไปที่ราฟาล กลุ่มของเขาก็หนีไป และสาปแช่งเธอ ในตอนนั้นราฟาลมองไปที่ร็อคซี่และหัวเราะอย่างไม่เกรงกลัว


 

ผมรู้จักหน้าแบบนั้น ราฟาลเป็นคนที่ดื้อรั้น เขาอาจจะคิดว่าร๊อคซี่ทำให้เขาเสียศักดิ์ศรี ผมเลยคิดว่าเขาอาจจะแก้แค้นเธอ


 

เธอไม่สนใจและเดินมาจับมือผมให้ลุกขึ้น  เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเลือดที่ไหลอยู่บนหน้าผากของผม

 

 

[เธอเป็นอะไรมั้ยค่ะ]


 

[ครับ   มันเป็นเรื่องปกติครับ  ขอบคุณที่ช่วยครับท่านร๊อคซี่]


 

[ไม่เป็นไรๆ พวกเราเป็นพวกพ้องยามเฝ้าประตูเหมือนกัน  เป็นเรื่องปกติที่ต้องช่วยอยู่แล้วค่ะ เอาล่ะ มาเปลี่ยนกะกันเถอะ]


 

ผมคำนับลง และส่งหอกที่มีตราของราชวงศ์ประดับอยู่ให้กับร๊อคซี่


 

หอกนี้เป็นสัญลักษณ์ของยามเฝ้าประตู  เธอช่างแตกต่างกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ  เพราะเธอทำงานของยามเฝ้าประตูได้อย่างไร้ที่ติ   


 

ร๊อคซี่เป็นห่วงผมหลังจากที่ส่งธงให้เธอแล้ว


 

[ถ้าพวกเขาทำร้ายเธออีก ชั้นจะ----]


 

[ไม่ครับ  ผมไม่อยากสร้างปัญหาให้ท่านร๊อคซี่  ผมไม่เป็นไรหรอกครับ ขอตัวนะครับ]


 

[อ๊ะ!]


 

ร๊อคซี่เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ผมรีบออกมาจากที่นั้น   หากมากกว่านั้นอาจสร้างปัญหาให้เธอด้วย และผมไม่อยากสร้างปัญหาให้กับตระกูลเบลริกค์ เพราะจากนิสัยของพวกเขา  ผมไม่รู้เลยว่าอุบายสกปรกแบบไหนที่พวกเขาจะเอามาใช้อีก


 

ถ้าหากว่าเธอทำแบบนั้นเฉพาะแค่ผม    คิดแบบนั้นผมคงไม่รู้สึกสิ้นหวังอีกต่อไป แต่ว่าผมอยากให้ร๊อคซี่ก้าวต่อไปข้างหน้าโดยไม่ลังเล     แน่นอนว่าแบบนั้นจะนำพาความสุขมาสู่ประชาชนของอาณาจักร


 

เพื่อหันเหความสนใจตัวเอง     ผมตัดสินใจไปที่ร้านประจำของผม  ดวงจันทร์ขึ้นเหนือท้องฟ้าเมื่อเข้าสู่ร้าน   


 

ในร้านตอนดึกๆอย่างตอนนี้มีเหล่าพ่อค้า   หญิงโสเภณี นักเดินทางดื่มแอลกอฮอล์

ด้วยใบหน้าแดงกำ



 

ผมไปนั่งที่เคาน์เตอร์ซึ่งเป็นที่นั่งสำรองซึ่งผมก็ไม่ได้บ่นอะไรมาก    ก็มีไวน์แดงมาเสริฟ


 

ซึ่งเป็นไวน์ที่ถูกที่สุดในร้านมันไม่อร่อยและมีรสที่เปรี้ยวมาก    แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้ผมเมา


 

[มาสเตอร์    ขอขนมปังกับซุป]


 

[ได้เลย]


 

มันเป็นขนมปังที่ไหม้ เพราะถูกอบนานไป    ซุปที่จืดชืดเพราะถูกต้มจากผักที่เป็นของเหลือจากจานอื่น    นี่เป็นมื้อเย็นเย็นของผม ผมไม่ได้กินเนื้อมา 5 ปี แล้ว   เนื้อชิ้นสุดท้ายที่ผมกินคือชิ้นเล็กๆของเนื้อตากแห้ง


 

ตอนนี้ผมลืมรสชาติของมันไปแล้วล่ะ


 

ผมหิวอยู่เสมอเพราะสกิลตะกละ  แต่ผมไม่มีเงินพอที่จะตอบสนองมัน   ดังนั้นผมเลยต้องกินอาหารอย่างช้าๆ  เพื่อดึงสมาธิตัวเองจากความหิวแม้เล็กน้อยก็ตาม


 

ขณะที่ผมกินที่ล่ะเล็ก ทีล่ะน้อยเจ้าของบาร์ก็พูดกับผม


 

[งานเฝ้าประตูเป็นไงบ้าง]


 

[หนักนะครับ]


 

[งั้นหรอ     ชั้นหวังว่าเธอจะไม่จบแบบคนก่อนน่ะนะ]


 

[ผมไม่ได้ตอบเขากลับ]


 

ผมได้ยินมาว่า คนก่อนหน้าได้ถูกตระกูลเบลริกค์จ้าง  และเสียชีวิตเพราะทำงานหนักเกินไป คนก่อนนั้นเหมือนผม  เขาถูกข่มขู่และให้ทำงานหลายชั่วโมง เขาผอมลงและก็ตายในที่สุด


 

หลังจากนั้นเจ้าของบาร์ได้เห็นเขาตายในขณะที่เฝ้ายามประตู  และหัวหน้าตระกูลเบลริกค์ก็ได้เหยียบย่ำลงบนร่างของผู้เฝ้าประตูคนก่อนลง เพราะไม่ได้ประโยชน์อีกต่อไป


 

เขาบอกว่าภาพนั้นยังติดตา และเขายังไม่สามารถลืมมันไปได้เลย

 

จบตอน 1



 




NEKOPOST.NET