ท่านเทพ! เมตตาข้าด้วย ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

ท่านเทพ! เมตตาข้าด้วย

Ch.2 - เจ้าน้องสาวจอมตะกละ!


ท่านเทพ! เมตตาข้าด้วย ตอนที่ 2 – เจ้าน้องสาวจอมตะกละ!

 

ลู่ชูไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจับมือเสี่ยวหยูไว้แน่น พร้อมที่จะเผ่นได้ทุกเมื่อ ถึงจะดูยังไงก็ไม่มีทางจะหนีจากคนพวกนี้ได้ แต่อย่างน้อยก็ถือว่ามีโอกาสได้หนี

 

แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มคนชุดดำไม่อยากจะทำให้เรื่องราวยุ่งยากไปกว่านี้ พวกเขานั้นไม่ใช่ตัวร้ายในหนังที่จะฆ่าคนเป็นผักปลาโดยไม่มีเหตุผล พวกเขาจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อและเดินจากไป

 

หลังจากนั้นไม่นาน  ลู่ชูก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก "พวกนั้นเป็นคนของรัฐบาลจริงๆเหรอ"

 

ลู่ชูย้อนนึกไปถึงเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงหลังๆ ทั้งคลิปที่เกี่ยวข้องและพยานต่างก็หายไปอย่างรวดเร็ว "นักแสดงนั้นจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พวกนั้นไหมนะ?"  ถึงพวกคนชุดดำจะดูน่ากลัว แต่ลู่ชูคิดว่าชุดของพวกเขาค่อนข้างเท่ทีเดียว ...

 

ถ้าคนกลุ่มเมื่อกี้บอกว่าตัวเองเป็นสายลับ ลู่ชูก็คงเชื่อสนิทใจ แต่ถ้าให้เชื่อว่าเป็นพนักงานป้องกันอัคคีภัยตามที่พวกนั้นบอก  ... ใครเชื่อก็โง่แล้วว้อย

 

เมื่อมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ทั้งลู่ชู และลู่ เสี่ยวหยู ต่างก็ไม่มีอารมณ์ที่จะเที่ยวงานวัดต่อ ทั้งสองจึงเดินทางกลับบ้าน ระหว่างกลับลู่ชูดูเหม่อลอยเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างไปตลอดทางที่ทั้งสองเดินออกจากบริเวณวัด

 

เสี่ยวหยูเห็นดังนั้นเลยถามออกไปว่า "ลู่ชู คิดอะไรอยู่เหรอ?"

 

"ต้องเรียกว่า 'พี่' ลู่ชูสิ!" เขาตอบกลับแบบหงุดหงิดเล็กน้อย

 

เสี่ยวหยูหน้าบึ้งทันทีที่ถูกเอ็ด เธอเถียงออกไปว่า "เราไม่ได้เป็นพี่น้องกันจริงๆเสียหน่อย"

 

ทันใดนั้น คนหนุ่มคนหนึ่งก็โผล่มาตรงหน้าลู่ชู เขายิ้มกว้าง เขาถามว่า "ผมเห็นคุณสองคนเข้าไปด้านหลังเวที บอกหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น?"

 

"นายเป็นใคร?" ลู่ชูถามด้วยความระแวง

 

ชายหนุ่มหน้าตาดีคนนี้ยิ้มกว้าง และแนะนำตัว "สวัสดี ผมชีเว่ย ยินดีที่ได้รู้จัก"

 

"เหรอ แต่ฉันไม่เห็นจะรู้สึกยินดีเลยสักนิด" ลู่ชู ตอบกลับแบบห้วนๆ

 

ชีเว่ยชะงักไป ทำไมชายคนนี้ทำตัวไม่มีเหตุผลแบบนี้เนี่ย?!

 

"เอ่อ... ถ้าอย่างนั้นก็ ... ช่างมันเถอะ"

 

ในเมื่อลู่ชูไม่ยอมบอก ชีเว่ยก็คงต้องไปถามผู้คนในที่เกิดเหตุด้วยตนเอง พวกเขาต้องให้ความร่วมมือมากกว่าคนไร้มารยาทนี่อย่างแน่นอน

 

หลังจากทิ้งระยะห่างมาจากชีเว่ย  ลู่ชูก็หันหน้ากลับไปมองเขาอีกครั้งก่อนที่จะขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
 

"วันนี้พี่ลู่ชูดูไม่เป็นตัวของตัวเองเลย" เสี่ยวหยูกล่าว

 

"เสี่ยวหยู น้องจะทำอย่างไรถ้าโลกนี้มีคนยโสและอวดดีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม" ลู่ชูถาม เขาคิดในใจว่า "ถ้านักแสดงคนนั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ นั่นหมายความว่าอาการใจสั่นที่พี่รู้สึกจากการได้เห็นลูกไฟนั่น จะเป็นสัญญาณเตือนว่าพี่ก็ผิดแผกไปจากคนอื่นหรือเปล่า "

 

"น้องจะอวดดีให้มากกว่าคนพวกนั้น!" ลู่ เสี่ยวหยู ตอบอย่างมั่นใจ

 

หลังจากได้ยินคำตอบนั้น ลู่ชูก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และจัดการกับปัญหาที่กวนใจเขาอยู่ "เป็นวิธีคิดที่ไร้เดียงสาดีนะ แต่มันก็สมเหตุสมผลมากเลยล่ะ" ลู่ชูตอบด้วยรอยยิ้ม "ไปเถอะกลับบ้านกัน"

 

เสี่ยวหยูพูดต่ออย่างมั่นใจว่า "แต่ในเมื่อพี่อ่อนแอขนาดนี้ พี่คงไปอวดดีใส่ใครไม่ได้หรอก แค่เล่นบาสเก็ตบอลกับเพื่อนแค่ห้านาที พี่ก็หอบแฮ่กๆแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวน้องสาวคนนี้จะเป็นคนอวดดีที่คอยปกป้องพี่ชายเอง! แล้วพี่ชายก็ต้องตอบแทนเสี่ยวหยูด้วยการทำกับข้าวอร่อยๆให้เสี่ยวหยูกิน!"

 

"ฮ่า ฮ่า มั่นใจจังเลยนะ"

 

ลู่ชู และ เสี่ยวหยู อาศัยอยู่ที่เขตสี่ของ ถนน’ลั่วเชงชิงซู’ ที่นี่ในอดีตเคยเป็นที่ดินของตระกูล ชีเว่ย แต่นั่นมันก็ผ่านมานานมากแล้ว ตอนนี้เขตสี่กลายเป็นสลัมไปแล้ว มีสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียว คืออพาร์ทเมนชั้นเดียว ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นยุคแห่งเทคโนโลยี แต่อพาร์ทเม้นหลังนี้กลับดูเก่าและผุพัง ไม่มีแม้แต่เครื่องทำความร้อน ทำให้หน้าหนาวกลายเป็นฤดูที่ทรมานจิตใจ ช่างเหมาะสมกับที่อยู่ในพื้นที่สลัมจริงๆ

 

ลู่ชูต้องจ่ายค่าเช่า 500 ดอลล่าต่อเดือน นี่ยังไม่รวมค่าน้ำและค่าไฟ เพื่ออยู่ในอพาร์ทเมนขนาด 80 ตารางเมตรนี้อีกนะ

 

เจ้าของอาคารหวังว่าจะได้เงินชดเชยก้อนโต เมื่อเกิดกับการเวณคืนพื้นที่ทั้งเขตขึ้น จึงไม่คิดจะขายอาคารหลังนี้ แม้จะคนลั่นวาจาว่าจะถล่มสลัมนี่ให้ราบตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ก็ยังไม่มีใครทำอะไรที่นี่ได้ เพราะคนที่อาศัยอยู่ในเขตนี้ไม่มีเหตุผลและยากที่จะรับมือ

 

 แม้ที่แห่งนี้จะเป็นที่รังเกียจของใครหลายๆคน แต่ลู่ชูกลับชอบมัน เพราะทุกๆห้องจะมีสวนหน้าห้องยาวราวๆ 10 เมตร เป็นของตัวเอง พวกเขาสามารถปลูกผักสวนครัว เช่น กระเทียม ต้นหอม และอื่นๆ ไว้ใช้ประกอบอาหารโดยที่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อซื้อมัน

 

ลู่ชูเป็นคนยากจน เขาเป็นเด็กกำพร้า ที่ถูกทิ้งไว้หน้าสถานเลี้ยงเด็กตั้งแต่เล็กๆ

 

ลู่ เสี่ยวหยูก็เช่นกัน

 

เด็กส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในนั้น ต้องออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเอง หลังจากอายุครบ 16 ปี ถ้าไม่มีใครรับอุปการะ ... และลู่ชูก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

เขาอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก และนั่นทำให้เขาต้องเผชิญกับความจริงอันแสนโหดร้าย  --- ไม่มีใครอยากรับเลี้ยง เด็กอ่อนแอที่ดูเหมือนจะป่วยได้ตลอดเวลาคนนี้

 

สำหรับเสี่ยวหยู เธอแอบหนีออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กด้วยตนเอง และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเด็กกำพร้าบางคนก็ไม่อาจทนใช้ชีวิตอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กได้  บางคนก็หนีออกมา เป็นขโมย เป็นโจร หรือเป็นขอทาน เพื่อเอาชีวิตรอด ดังนั้น จึงมีการแจ้งเด็กหายเต็มบันทึกการแจ้งความของตำรวจไปหมด

 

เจ้าหน้าที่สถานเลี้ยงเด็ก ก็ไม่ได้เป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบขนาดนั้น ถ้าเด็กหนีออกไป ... ก็ช่างหัวมันสิ ใครจะไปสนเล่า ถ้าพวกเด็กๆออกไปแล้ว มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาอีกต่อไป

 

ลู่ชู อยากจะส่งเสี่ยวหยูกลับไปยังสถานเลี้ยงเด็ก เพราะเสี่ยวหยูนั้นเป็นเด็กดีและอายุยังน้อย ต้องมีคนที่อยากอุปการะเธออยู่แล้ว แต่ทุกครั้งที่เขาส่งเธอกลับไป เธอก็จะแอบหนีออกมาเหมือนเดิม ครั้งแล้วครั้งเล่า แถมตอนนี้ลู่ชูก็ชินกับการที่มีลู่เสี่ยวหยูอยู่ข้างกายแล้วด้วย

 

เมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกันแล้ว ลู่เสี่ยวหยู เป็นเด็กที่มีความคิดเเป็นผู้ใหญ่จนผิดปกติ ถึงแม้ลู่ชูก็ไม่ได้ 'ปกติ' เหมือนกันก็เถอะ ถึงความไม่ปกติจะไม่ค่อยเผยออกมาก็ตาม  แต่การเจอกับชีเว่ยก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด

 

ตอนนี้พี่น้องทั้งสองได้กลับมาถึงห้องเช่าของพวกเขาแล้ว --- ห้องเช่าของทั้งคู่อยู่ในสุดของอาคาร

 

ระหว่างทางกลับ เขาพบกับเพื่อนบ้านหญิงวัยกลางคนกำลังต้มยาสมุนไพร ลู่ชูรู้ว่ามีคุณตาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้อีกคน เขาต่อสู้กับอาการป่วยตลอดหลายปีที่ผ่านมา หญิงวัยกลางคนที่กำลังต้มยาเป็นลูกสะใภ้ของเขา และอาการป่วยดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สืบทอดมาทางสายเลือด และได้คร่าชีวิตลูกชาย ไปก่อนคุณตาเสียอีก

 

ลูกสะใภ้เป็นคนดีมาก เธอดูแลคุณตาตลอดหลายปีมานี้ ป้าลิมนั้นมีริ้วรอยเต็มใยหน้าไปหมด แม้ว่าเธอจะอายุเพียงสี่สิบปีเท่านั้น แม้ภายนอกจะเป็นเช่นนั้น แต่ลู่ชูก็ดูออกจากลักษณะต่างๆ และโครงหน้าของเธอ ว่าตอนสาวๆเธอจะต้องสวยมากแน่ๆ

 

มันเป็นเรื่องแปลกในสังคมปัจจุบัน ที่ลูกสะใภ้จะยอมดูแลพ่อสามีด้วยตัวคนเดียว

 

"สวัสดีครับป้าลิม" ลู่ชูทักทายด้วยรอยยิ้ม

 

"ชู เสี่ยวหยูกลับมากันแล้วเหรอ" เธอตอบกลับและยิ้มให้

 

ในขณะที่ ลู่ชู พาเสี่ยวหยูกลับบ้าน เด้กสาวก็เดินไปก้มมองหม้อยาที่กำลังถูกต้มอยู่ "ป้าลิมหนูขอชิมหน่อยได้ไหม"

 

"นี่เป็นยานะเสี่ยวหยู"ป้าตอบ

 

เสี่ยวหยูคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบว่า "งั้นขอคำเดียว!"

 

ความไม่เห็นด้วยปรากฏขึ้นเต็มใบหน้าของ ลู่ชู "มานี่เร็ว นั่นเป็นยาของคนอื่่น ไม่ใช่ของให้น้องลองกินเล่นนะ"

 

นี่ถือเป็นสิ่งที่น่าอายสำหรับลู่ชู --- มีคนตะกละคอยติดตามเขาไปทุกที่อย่างนี้ช่างลำบากจริงๆ!

 

"ยาแบบนั้นมันไม่อร่อยสักนิดเลยนะ"

 

"โธ่..." เสี่ยวหยู เดินกลับบ้านอย่างไม่เต็มใจ เธอหันไปมองหม้อยาตลอดทางที่เดินกลับ เห็นได้ชัดว่าเธอยังอยากจะลองชิมมันอยู่

 

เสียงพูดปนเสียงไอจากในบ้าน พูดคุยกับป้าลิม เป็นเสียงของชายแก่ "เป็นเด็กนี่ดีจังเลยนะ"

 

ป้าลิมตอบด้วยรอยยิ้ม "ใช่ค่ะ เป็นเด็กนี่ดีจังเลย"

 

เสี่ยวหยูเลิกหันไปมองหม้อยาและพูดกับลู่ชูว่า "ลู่ชู น้องอยากกินขนมปังสอดไส้เนื้อต้ม" ก่อนที่จะอ้อนวอนออกมาด้วยดวงตาใสแจ๋ว




NEKOPOST.NET