Heaven Awakening Path ตอนที่ 98 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.98 - แนะนำให้เจ้ารู้จัก


อนที่ 98 – แนะนำให้เจ้ารู้จัก

 

เว่ยเทียนฉี่ เว่ยหมิง เว่ยหยางสามคนเดินอยู่ริม ๆ กลุ่มสถาบันซวงจี๋ พวกเขากับฉินซางก็เหมือนกันคือไม่ได้สวมใส่ชุดเครื่องแบบของสถาบันซวงจี๋

สถานะของพวกเขาพิเศษอยู่บ้างจริง ๆ แต่พวกเขาไม่ได้เป็นเหมือนฉินซางที่ไม่ใส่ชุดเครื่องแบบเพียงเพราะความภาคภูมิใจในตนเอง แซ่เว่ยของพวกเขานี้มิใช่เว่ยในสี่ตระกูลใหญ่นั่น ต้อยต่ำกว่าฉินของฉินซางมากมายนัก ที่พวกเขาไม่ได้สวมใส่เครื่องแบบสถาบันซวงจี๋เป็นเพราะพวกเขามิใช่นักเรียนสถาบันซวงจี๋จริง ๆ พวกเขามาลงทะเบียนในนามสถาบันเสียเฟิง

ในนาม เป็นเพียงในนามเท่านั้น

ที่พวกเขาพึ่งพามากกว่าย่อมเป็นสถานะอีกอย่างหนึ่ง ด้วยสถานะนี้ทำให้พวกเขาทำเหมือนลู่ผิงและซูถังเป็นผู่ที่ตายไปแล้ว  ด้วยสถานะนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการที่ลู่ผิงและซูถังจ้องตาพวกเขาตรง ๆ นั้นทำให้อารมณ์เสียมาก สายตาที่ไร้ความเกรงกลัวเช่นนี้พวกเขาไม่ชอบมันเลยจริง ๆ

แต่เว่ยโจ้งที่อ้วนท้วนกลับรู้สึกว่าน่าสนใจ เขาเป็นองครักษ์ประจำตระกูลของจวนเจ้าเมืองมานานหลายปี ในเขตเสียเฟิงก็ได้เห็นสายตามาหลายแบบ มีสายตาที่พยายามกดความกลัวลงไป พยายามทำหน้าเข้มแข็ง มีสายตาที่ในใจยอมรับความพ่ายแพ้ไปแล้วแต่ภายนอกก็ยังไม่ยอมก้มหัวให้ ยังมีสายตาที่เต็มไปด้วยความเลือดร้อน เป็นความไร้ความกลัวโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตนเองจริง ๆ แต่นั่นก็เป็นในเวลาที่กระวนกระวายใจด้วย เป็นช่วงเวลาเพียงพริบตาที่มีแรงกกระตุ้นเช่นนั้น แต่เด็กหนุ่มสาวที่อยู่ตรงหน้านี้มองมาอย่างสงบนิ่ง มองพวกเขาด้วยสายตาธรรมดา ๆ เหมือนกับว่าเจ้ามองข้า ข้าเลยมองเจ้าด้วย

สายตาของพวกเขามั่นคงและไม่สั่นไหว ตอนแรกก็เพียงมองดูเว่ยเทียนฉี่ เว่ยหมิงและเว่ยหยาง จากนั้นก็พบว่าบุรุษอ้วนใหญ่ในชุดเครื่องแบบซวงจี๋ผู้นี้กำลังมองดูพวกเขาอยู่ พวกเขาก็เลยมองกลับไป

ตระกูลเว่ยทั้งสี่ไม่นานก็เดินตามกลุ่มสถาบันซวงจี๋ผ่านไป พวกเขาไม่ก่อเรื่องขึ้น แม้ว่าจะมีสถานะพิเศษอยู่บ้างแต่พวกเขาก็ยังรู้ว่าในการลงทะเบียนการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณนี้ไม่ควรก่อเรื่อง จะอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เขตเสียเฟิง

ทั้งสามกลุ่มต่างเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว คนตระกูลเว่ยหลายคนนั้นไม่นานก็มาถึงหน้าเวทีลงทะเบียน การที่มีนักเรียนที่ไม่ได้มาจากสถาบันของพวกเขาอยู่หลายคน เหล่านักเรียนซวงจี๋ก็ไม่มีความเห็นอันใด เพราะมีการพูดกันว่านี่เป็นสิ่งที่ท่านผู้อำนวยการจัดการด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขาที่จะมาตั้งคำถามได้

คนแรกที่ไปถึงเวทีลงทะเบียนคือเว่ยหมิง

“สถาบันเสียเฟิง เว่ยหมิง” เขากล่าว

“เอ๊ะ” กรรมการเงยหน้าขึ้นมอง โต๊ะของเขากับโต๊ะทางทิศเหนือมีไว้เพื่อลงทะเบียนให้สถาบันเทียนเจ้าและซวงจี๋โดยเฉพาะ ทำไมมีคนจากสถาบันอื่นโผล่มาได้ นักเรียนซวงจี๋เหตุใดจึงไม่มีความเห็นอันใดเลย

แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นเว่ยหมิงแสดงตราอันหนึ่งให้เขาดู จากนั้นก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ขอบคุณครับครู”

ใช่แล้ว กรรมการก็ได้รับการเรียกขานจากนักเรียนส่วนมากว่าครูเช่นกัน

ตราภูเขาคู่...

กรรมการผู้นี้ก็มีความรู้ จดจำตราประจำตระกูลเจ้าเมืองของเขตใหญ่ใกล้ ๆ กันนี้ได้ ผู้มามีสถานะอย่างไรไม่ทราบ แต่จะต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าเมืองไม่ผิดแน่  นี่ก็คือความหมายของการแสดงตราประจำตระกูลออกมา ถ้าไม่มีความสัมพันธ์ก็ไม่อาจใช้ตราประจำตระกูลเจ้าเมืองมาแสดงฐานะของตน  สถานะเจ้าหน้าที่ทางการก็มีหลักฐานยืนยันสถานะอย่างเป็นทางการเช่นกัน ตราประจำตระกูลมิใช่เครื่องแสดงฐานะอย่างเป็นทางการ แต่หลายครั้งก็ยังมีอำนาจโน้มน้าวใจกว่าเครื่องหมายของทางการอีก

กรรมการก็ไม่มีพูดอะไรมากความ และไม่หยิบป้ายแขวนเอวออกมาจากตะกร้าข้างตัวด้วย ป้ายแขวนเอวพวกนี้มีการนับจำนวนไว้แล้ว เป็นของสำหรับนักเรียนซวงจี๋โดยเฉพาะ เขาหันไปหยิบป้ายแขวนเอวสามอันมาจากตะกร้าของมู่หย่ง

สถาบันเสียเฟิง เว่ยหมิง 2012 เขาจดลงไปแล้วส่งป้ายแขวนเอวให้เว่ยหมิง

“ต้องสี่อันนะครับ!” เมื่อเว่ยหมิงรับป้ายแขวนเอวมาก็ยิ้มแล้วกล่าวขึ้น

“อะไรนะ” กรรมการไม่มีปฏิกิริยาตอบรับสิ่งที่เขาพูด

“สถาบันเสียเฟิงมีสี่คน” เว่ยหมิงเขย่าป้ายแขวนเอวของตนอธิบายให้กรรมการฟัง จากนั้นก็หลบไปด้านข้าง เว่ยเทียนฉี่ก็เดินขึ้นมา “สถาบันเสียเฟิง เว่ยเทียนฉี่”

จดบันทึก ยื่นป้าย สายตากรรมการกวาดมองไปทั่วกลุ่มซวงจี๋ แต่ก็ไม่พบคนที่สี่ที่ไม่ได้สวมใส่เครื่องแบบของสถาบันซวงจี๋

ผลก็คือหลังจากเว่ยหยางลงทะเบียนเสร็จแล้ว เว่ยโจ้งที่สวมเครื่องแบบซวงจี๋ก็เดินตามมา ประกาศฐานะของตนเอง “สถาบันเสียเฟิง เว่ยโจ้ง”

“เอ๊ะ” กรรมการเกือบจะเขียนว่าสถาบันซวงจี๋ไปแล้วกลับพบว่าคนที่สวมเครื่องแบบซวงจี๋ชัด ๆ กลับมีชื่อเป็นคนของสถาบันเสียเฟิง

“เจ้าก็มาจากสถาบันเสียเฟิงหรือ” กรรมการถามยืนยัน

“ใช่แล้ว เหมือนพวกเขาเลย ข้าชื่อเว่ยโจ้ง” เว่ยโจ้งตอบอย่างรื่นเริง รอยยิ้มเรียบง่ายและสัตย์ซื่อ แต่ที่เขากล่าวออกมาไม่ได้บอกว่าเป็นนักเรียนสถาบันเสียเฟิงเหมือนกัน แต่เห็นได้ชัดว่าหมายถึงฐานะของคนในจวนเจ้าเมือง

ดังนั้นกรรมการก็ไม่มีคำถามอะไรอีก แม้ว่าเว่ยโจ้งผู้นี้จะดูแก่มาก มิใช่คนหนุ่ม แต่สถาบันก็ไม่เคยจำกัดอายุของนักเรียนอยู่แล้ว เขาเดินไปหยิบป้ายแขวนเอวจากตะกร้าของมู่หย่งตรงนั้นอีกครั้ง จดบันทึกแล้วยื่นให้เว่ยโจ้ง

ตระกูลเว่ยทั้งสี่คนลงทะเบียนเสร็จสิ้นก็ลงมาจากเวทีลงทะเบียนทางทิศใต้ ตรงหน้าของพวกเขาก็คือลู่ผิงกับซูถัง ซู่เหวยเฟิงนั่งอยู่บนพื้น ในมือถือพู่กัน แต่คนสี่คนที่บอกว่าตนเองมาจากสถาบันเสียเฟิงนั้นเขาก็ยังไม่จดลงไป

“สี่คนนี่รู้สึกว่าน่าจะเก่งมากเลย สถาบันเสียเฟิง นั่นมันที่ไหนกันนะ” ซู่เหวยเฟิงพึมพำกับตัวเอง

“เป็นสถาบันที่อยู่ที่เดียวกับพวกเราน่ะ” ลู่ผิงกล่าว

“สถาบันนั้นช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!” ซู่เหวยเฟิงกล่าว

“ข้าเกรงว่าไม่ใช่หรอก” ลู่ผิงกล่าว

“แต่พวกเขาแข็งแกร่งชัด ๆ เลยนะ” ซู่เหวยเฟิงกล่าว

“เพราะพวกเรามิได้เป็นเพียงนักเรียนเสิงเฟิงน่ะสิสหายน้อย” ตระกูลเว่ยทั้งสี่คนเดินมาถึงหน้าลู่ผิงและซูถัง  เว่ยโจ้งหันไปตอบคำของซู่เหวยเฟิงประโยคหนึ่ง พูดจบแล้วก็ไม่สนใจเขาอีกต่อไปแต่มองดูลู่ผิงและซูถัง

“เว่ยอิ่งตายได้อย่างไร” เขากล่าว

“เว่ยอิ่งเป็นใคร” ลู่ผิงถาม

เว่ยโจ้งยิ้มแล้ว อย่างมีความสุขและสัตย์ซื่อมาก ที่เวทีลงทะเบียนเขาก็ยิ้มมากเหมือนกัน จากนั้นก็บอกกรรมการว่าตนเองมีฐานะที่น่าเกรงขาม ตอนนี้เขายิ้มอีกแล้ว ยังไม่ได้พูดอะไรแต่ทุกคนก็รู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมา

เว่ยเทียนฉู่เป็นบุตรชายคนเดียวของเจ้าเมือง เว่ยหมิงเป็นหัวหน้าคนกลุ่มนี้ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้กล่าวอะไร เพราะว่าในเรื่องนี้เว่ยโจ้งมีคุณสมบัติที่จะไต่ถามและทำความเข้าใจเรื่องราวมากกว่าพวกเขาทั้งหมด

องครักษ์ประจำตระกูลทั้งสิบสองคนต่างก็เป็นผู้ที่เจ้าเมืองเชื่อถือ แต่ในบรรดาองครักษ์ประจำตระกูลนั้นก็ย่อมมีผู้ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันลึกซึ้งอยู่ด้วย

ซึ่งผู้ที่มีความสันพันธ์กันลึกซึ้งที่สุด เกรงว่าจะเป็นเว่ยโจ้งและเว่ยอิ่งแล้ว

“เขาเป็นบุตรชายข้า” เว่ยโจ้งกล่าว รอยยิ้มค่อย ๆ สยายออกในขณะที่บอกกับลู่ผิง

ลู่ผิจะไปรู้สึกอะไรได้ เพียงแค่ร้อง “อ้อ” ขึ้นมาแล้วก็บอกเว่ยโจ้งว่า “ไม่รู้จัก”

“มีโอกาสได้รู้จักแล้ว” เว่ยโจ้งกล่าว

“ไม่ใช่ตายไปแล้วหรอกหรือ” ลู่ผิงกล่าว

“ใช่สิ!” เว่ยโจ้งกล่าว

“พูดไม่ดีเลยนะ” ลู่ผิงกล่าว

“ฮาฮา” เว่ยโจ้งหัวเราะสองคำแล้วเดินจากไป เว่ยเทียนฉี่ เว่ยหมิง เว่ยหยางก็ยังคงมองลู่ผิงเหมือนมองคนตาย

“น่าเสียดายนัก!” เว่ยหยางกล่าว หน้ากากบนใบหน้าของเขาถูกถอดออกแล้ว ความสามารถของหมอจวนเจ้าเมืองไม่เลวเลยจริง ๆ ใช้พลังวิญญาณมาซ่อมแซมใบหน้าของเขาจนถึงขีดสุด แต่ก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงร่องรอยเล็กน้อยได้อยู่ดี รอยยิ้มของเขาไม่งดงามเท่าแต่ก่อนอีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ชอบยิ้มอีก

“น่าเสียดายนัก!” เขากล่าวซ้ำอีกครั้ง สั่นศีรษะแล้วกล่าวย้ำอีก

“ข้าก็อยากจะแนะนำให้เจ้ารู้จักเว่ยอิ่งเหมือนกัน” เขากล่าวต่อ

“สรุปแล้วเว่ยอิ่งเป็นใครกันแน่” ลู่ผิงอดไม่ได้ที่จะถามอีกครั้ง ถามอย่างจริงใจมาก

พวกเว่ยเทียนฉี่ทั้งหลายที่มีสีหน้าเย็นชาก็ดูมีสีหน้าไม่สบายใจขึ้นมาทันที จู่ ๆ พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าลู่ผิงอาจจะไม่รู้จริง ๆ ว่าเว่ยอิ่งคือคนไหน เพราะว่าเว่ยอิ่งไม่ค่อยปรากฏตัว เขาออกมาครั้งเดียวตอนที่ค้างคืนอยู่บนเขา แล้วก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะแนะนำตัวกันและกันอย่างสนิทสนม ลู่ผิงมิได้คิดถึงคนผู้นี้ นั่นเป็นเพราะเขายังไม่รู้ว่าคนผู้นี้ตายไปแล้วหรือเปล่า ดังนั้นจึงจับต้นชนปลายไม่ถูก

แต่อย่างน้อยซูถังก็คิดได้ถึงการคงอยู่ของคนผู้หนึ่ง

“ใช่คนที่ช่วยชีวิตเขาบนภูเขาหรือเปล่า” ซูถังชี้นิ้วไปที่เว่ยเทียนฉี่แล้วกล่าวขึ้นมา

“อ้อ” ลู่ผิงนึกออกทันที “คนที่หยุดหมัดของเจ้าที่ชกเขาคนนั้นน่ะหรือ นั่นหรือเว่ยอิ่ง”

ลู่ผิงยังถามอยู่ แต่เว่ยเทียนฉี่ฟังสองคน คนซ้ายเรียก “เขา” คนขวาเรียก “เขา” จนความแค้นพวยพุ่งแล้ว เขาเป็นบุตรชายคนเดียวของจวนเจ้าเมือง อนาคตย่อมต้องสืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองผู้ปกครองเขตเสียเฟิงทั้งเขต แล้วยังอาจจะมีอำนาจมากกว่านั้นอีก แต่จากปากคำของลู่ผิงกับซูถังแล้ว ทำไมถึงฟังเหมือนเป็นตัวหนอนไร้ค่าไปได้

เขายกมือขึ้นชี้นิ้วไปที่ลู่ผิง แล้วก็ชี้นิ้วไปที่ซูถัง คิดจะกล่าวสิ่งใดแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน สุดท้ายก็จบการข่มขู่ลงด้วยท่าที่เหมือนจะทรงพลังนี้

“พวกเราไป” เว่ยเทียนฉี่กล่าว เขาไม่ลงมือขึ้นมาโดยทันที เพราะว่าเรื่องนี้จะทำให้เกิดปัญหาได้ ปัญหาทำให้ประสิทธิภาพลดลง

พวกเขาจะเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ พวกลู่ผิงก็เช่นกัน ที่การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณนี้สังหารพวกเขาได้สะดวกมาก ไม่ต้องสงสัยว่านี่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว ลงมือครั้งเดียวได้ประโยชน์สองอย่าง

ทั้งสามคนรีบเดินเร็ว ๆ ตามเว่ยโจ้งที่เดินคนเดียวจนทัน

แม้ว่าเว่ยเทียนฉี่จะมีฐานะอันสูงส่งกว่า เว่ยหมิงก็เป็นผู้ที่ท่านเจ้าเมืองให้ความสำคัญมาก เว่ยหยางเป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณอัจฉริยะฟ้าประทาน แต่เว่ยโจ้งเป็นสิบสององครักษ์อาวุโส เขากับเว่ยอิ่งเป็นคู่บิดาบุตรที่รับใช้ตระกูลเว่ยมาสองชั่วคนแล้ว แม้แต่เว่ยเทียนฉี่ก็ยังให้ความเคารพแก่เขาถึงสิบส่วน

“สองคนนั้นดูเหมือนจะยังไม่รู้เรื่องของเว่ยอิ่ง” เว่ยหมิงบอกสิ่งที่เขาประเมินได้กับเว่ยโจ้ง ในนามแล้วเขายังคงเป็นคนตัดสินใจ แต่หลังจากเว่ยโจ้งมาถึงเขาก็มาปรึกษาหารือกับเว่ยโจ้งเสมอ ถามความเห็นของเขา นี่คือความเคารพ แล้วก็ยังเป็นความเชื่อใจด้วย แม้ว่าเว่ยโจ้งจะมีความโศกเศร้าที่ไม่อาจปล่อยวาง แต่ทุกคนก็ยังไม่สงสัยความสามารถในการประเมินสถานการณ์ของเขา

“ไม่รู้หรือ ปกป้องกันดีนักนะ!” เว่ยโจ้งกล่าว

“ตามพวกเขาไปก็มิใช่หาสตรีนางนั้นเจอแล้วหรือ” เว่ยหยางกล่าว

“ไม่จำเป็น นางจะต้องปรากฏตัวออกมาแน่” เว่ยโจ้งกล่าว ฉู่หมิ่นเป็นสาเหตุหลักที่บังคับให้เว่ยอิ่งต้องตาย แต่เขายังไม่หมดความอดทน ยังคงทำตามหลักการมีประสิทธิภาพของจวนเจ้าเมือง ในการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณนี้สามารถสั่งสอนพวกลู่ผิงได้ ฉู่หมิ่นที่ปกป้องพวกเขาอยู่เมื่อลูกศิษย์ตกอยู่ในอันตรายจะไม่โผล่ออกมาหรือ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะตามหาที่อยู่ของนางเป็นการเฉพาะ

“สตรีนางนั้นแข็งแกร่งมาก” เว่ยหมิงกล่าว เขารับรู้ระดับชั้นของฉู่หมิ่นไม่ได้ แต่จะอย่างไรเขาก็มีความรอบรู้มาก เมื่อได้เห็นได้ยินทักษะและความสามารถในการต่อสู้ของฉู่หมิ่นก็ประเมินอย่างคร่าว ๆ ได้ “คาดว่าจะอยู่ในระดับพลังวิญญาณสามเชื่อมต่อ”

“จัดการได้ไม่ง่ายจริง ๆ ต้องเตรียมการมากกว่านี้” เว่ยโจ้งกล่าว

......................................................................

เกลียดพวกมันทุกคน แต่ละเรื่องทำตัวเองทั้งนั้นแต่โทษคนอื่น

 

ตอนหน้ากลับไปที่ซีเฟิ๋นกับม่อหลินที่เข้าแถวกันอยู่ค่ะ

 

ตอนที่ 99 – ข้อกังวล




NEKOPOST.NET