Heaven Awakening Path ตอนที่ 97 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.97 - ครึ่งหนึ่งของการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ


ตอนที่ 97 – ครึ่งหนึ่งของการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ

 

“ขวานเล่มนั้นอาจจะเป็นอาวุธเวทก็ได้!” ตอนนั้นเองซู่เหวยเฟิงก็กล่าวสิ่งที่ลู่ผิงและซูถังคาดเดาอยู่ พลางพลิกสมุดกลับไปหน้าเก่า ๆ

สมุดเล่มนี้ของเขาบันทึกชื่อนักเรียนไว้ไม่น้อยจริง ๆ ยิ่งมองดูลู่ผิงและซูถังก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าใช้อะไรเป็นมาตรฐานในการบันทึกข้อมูลกันแน่ เพราะในบันทึกเล่มนี้มีเพียงระดับชั้นของแต่ละคนที่ถูกเขียนเอาไว้ แต่ยังมีความสามารถที่มิได้มีการบรรยายลงไปเลย

ความสามารถสำคัญมาก

ในด้านการเชื่อมต่อ นอกจากจะเป็นพลังวิญญาณหนึ่งเชื่อมต่อ สองเชื่อมต่อ สามเชื่อมต่อที่อยู่คนละระดับชั้นกัน มิเช่นนั้นในระดับชั้นเชื่อมต่อเท่ากัน การวัดความสูงส่งของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณโดยพื้นฐานแล้วต้องดูที่ความสามารถเป็นหลัก

อย่างพลังวิญญาณหนึ่งเชื่อมต่อ มีคนสำเร็จความสามารถขั้นสาม มีคนสำเร็จความสามารถขั้นหนึ่ง

การวัดระดับของความสามารถ ประเด็นหลักไม่ใช่ความแข็งแกร่งและผลลัพธ์ของความสามารถ แต่เป็นความยากในการใช้ความสามารถนั้น

ไม่เช่นนั้นแล้ว ในการต่อสู้จริง ๆ พลังของตัดวิญญาณย่อมเหนือกว่าโซ่กักวิญญาณ ตัดการรับรู้พลังวิญญาณหรือพันธนาการพลังวิญญาณไม่มีความแตกต่างในการต่อสู้จริง แต่ตัดวิญญาณยังสามารถตัดขาดประสาทสัมผัสของศัตรูได้ด้วย เห็นได้ชัดว่าทำร้ายคนได้มากกว่า

แต่จากการประเมิน ตัดวิญญาณอยู่ที่ขั้นห้า โซ่กักวิญญาณอยู่ที่ขั้นหก นั่นเป็นเพราะโซ่กักวิญญาณสำเร็จได้ยากกว่า ผู้ที่ทำเรื่องยากกว่าได้ย่อมเหนือกว่าผู้ที่ทำได้แต่เรื่องง่าย เหตุผลมันก็ง่ายเท่านี้เอง แต่ว่าความแข็งแกร่งนี้เพียงหมายถึงความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณ การควบคุมพลังวิญญาณ ฯลฯ ถ้าจะวิเคราะห์ความสามารถในการต่อสู้ที่แท้จริง ผลของความสามารถพวกนี้ก็มิอาจไม่พิจารณา และในขณะเดียวกัน อีกสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยก็คือจำนวนความสามารถที่มี

เมื่อนำข้อมูลที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดมารวมกันถึงจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าระดับของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณที่มีจำนวนเชื่อมต่อเท่ากันผู้ใดสูงผู้ใดต่ำ ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถที่พวกเขามี

แต่ในบันทึกของซู่เหวยเฟิง ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณที่เชื่อมต่อแล้วเหล่านี้ไม่ได้มีการบันทึกความสามารถของพวกเขาเลย

แน่นอนว่าย่อมไม่อาจโทษซู่เหวยเฟิงที่มีความสามารถรับรู้เพียงเท่านี้ได้ ไม่มีผู้ใดสามารถระบุความสามารถของผู้อื่นได้ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ใช้ความสามารถออกมา แม้แต่จักษุจุลทัศน์เหวินเกอเฉิงก็ได้แต่ดูว่าอีกฝ่ายมีสายเลือดอะไร แล้วจากสายเลือดพิเศษนั้นก็ดูว่าอีกฝ่ายอาจจะมีความสามารถทางสายเลือดแบบไหน แต่ถ้าเป็นสายเลือดที่ไม่มีความสามารถทางสายเลือด จักษุจุลทัศน์ก็ดูไม่ออกเช่นกัน

“นี่ แล้วก็นี่ นี่...” ซู่เหวยเฟิงยังคงพลิกสมุดออกดู แต่ลู่ผิงและซูถังหมดความสนใจลงไปแล้ว ดู ๆ ไปเช่นนี้ก็เหมือนกับว่าทุกคนจะเหมือนกันไปหมด

“ยอดฝีมือมากดังปุยเมฆ!” ในที่สุดซู่เหวยเฟิงก็ปิดสมุดลงอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เขาเพียงสังเกตการณ์มาแค่ครึ่งเช้าเดียวที่เวทีลงทะเบียนเท่านั้นก็พูดแล้วว่า “ยอดฝีมือมากดังปุยเมฆ” ถ้าเฝ้าดูการลงทะเบียนทั้งสามวันเกรงว่าจะต้องพูดว่า “ยอดฝีมือมากดังเมฆดำเต็มท้องฟ้า!”  แล้ว

แต่ทันใดนั้นเองแววตาของซู่เหวยเฟิงก็ลุกโชนขึ้นมา

“ตัวเอกมาแล้ว!” เขากล่าวขึ้นมา สมุดที่ปิดลงไปแล้วถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้ง

ลานกว้างซีเหออยู่นอกกำแพงเมืองจื้อหลิงด้านทิศตะวันตก ตอนนี้เวทีลงทะเบียนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกหันไปทางทิศตะวันออก ดังนั้นนักเรียนที่จะเข้าร่วมจึงเดินมาตามถนนซีเหอที่มุ่งมาจากทิศตะวันตกหันไปทางทิศตะวันออกเช่นกัน

แต่ตอนนี้จากถนนทิศเหนือไปใต้ และยังมีถนนจากทิศใต้ไปทิศเหนือทั้งสองถนนมีคนสองกลุ่มเดินเข้ามา พวกเขาทุกคนต่างสวมเครื่องแบบ แม้ว่าแถวที่เดินมาจะไม่เป็นระเบียบมาก แต่การเดินมาตามถนนเช่นนั้นก็ยังยิ่งใหญ่เหนือธรรมดา ความยิ่งใหญ่ทั้งสองฝ่ายนี้สะกดบรรยากาศสับสนของถนนซีเหอให้หยุดชะงักลง ทุกคนพากันค่อย ๆ นิ่งเงียบไป

“สถาบันเทียนเจ้า! สถาบันซวงจี๋!” ซู่เหวยเฟิงกล่าวขึ้น

ผู้ที่มาเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงมิอาจจะไม่รู้จักนามของสถาบันใหญ่ทั้งสองนี้ ที่มาจากถนนทางทิศเหนือและใต้ก็คือนักเรียนที่จะเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณของทั้งสองสถาบัน นี่คือนักเรียนชั้นยอดจากทั้งสองสถาบัน

จากถนนทิศเหนือเป็นนักเรียนจากสถาบันเทียนเจ้า ผู้ที่เดินนำหน้าก็คือซิวจื้อผิงที่พวกลู่ผิงเพิ่งจะลาจากมา ด้านข้างเขาเป็นลูกศิษย์อันโดดเด่นของศาสตราจารย์ท่านอื่นเรียงแถวกันมา

แต่ว่าระยะห่างของพวกลู่ผิงนั้นใกล้กับนักเรียนสถาบันซวงจี๋มากกว่า พวกเขาก็มีคนผู้หนึ่งเดินนำมาเช่นกัน กลับเป็นนักเรียนหญิงนางหนึ่ง อีกทั้งนางยังไม่ได้สวมใส่เครื่องแบบสถาบันซวงจี๋อีกด้วย

ฉินซาง

ฉินซางแห่งตระกูลฉิน หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่

สถานะนักเรียนสถาบันซวงจี๋เพียงพอที่จะภาคภูมิใจได้แล้วในเขตจื้อหลิง แต่สถานะตระกูลฉินนั้นตลอดทั้งอาณาจักรเซวียนจุนหรือแม้แต่ทั้งแผ่นดินต่างก็มีความสำคัญ ยิ่งเหนือกว่าสถานะนักเรียนซวงจี๋จนเทียบกันไม่ติด ฉินซางไม่ได้สวมใส่เครื่องแบบซวงจี๋ดูเหมือนจะเพื่อเตือนใจทุกคนว่านางเป็นฉินซางแห่งตระกูลฉินเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนสถานะนักเรียนซวงจี๋นั้นเป็นอันดับรองลงไปสำหรับฉินซางที่กำลังเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณครั้งนี้

“ดูเหมือนจะแข็งแกร่งมากเลยนะ!” ซู่เหวยเฟิงตื่นเต้นเล็กน้อย สถาบันทั้งสองแห่งนี้เป็นตัวเอกของการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงเสมอมา แต่ละปีในลำดับพลังวิญญาณของการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณนักเรียนจากทั้งสองสถาบันนี้ต่างก็ยึดครองไปครึ่งหนึ่ง*มาโดยตลอด ซู่เหวยเฟิงเตรียมจะจดบันทึกให้สมบูรณ์ก็ต้องมารอดูการลงทะเบียนจากทั้งสองสถาบันนี้

แต่แถวที่ต่อเพื่อลงทะเบียนบนถนนซีเหอยังคงยาวเหยียด กลุ่มนักเรียนจากสถาบันทั้งสองเมื่อมาถึงเวทีลงทะเบียนก็มาเผชิญหน้ากันท่ามกลางกลุ่มคนพวกนี้

“พวกซวงจี๋ มาเร็วจังนะ!”

“พวกเทียนเจ้า ก็มาไม่ช้าเหมือนกันนี่”

ทั้งสองสถาบันที่ประตูอยู่ตรงข้ามกันบนถนนเส้นเดียวกัน ตั้งแต่เช้าที่ออกจากสถาบันก็เจอกันแล้ว โชคดีที่พวกเขาทุกคนต่างก็ทราบว่าการลงทะเบียนสำคัญกว่าจึงมิได้ตีกันบนท้องถนน แต่การด่ากันไปด่ากันมาตลอดทางก็ไม่เคยหยุดยั้งลงเลยจนสุดท้ายก็เดินแยกกันไปคนละทาง ในใจของทั้งสองฝ่ายต่างก็สะกดกลั้นเอาไว้ เตรียมพร้อมที่จะใช้การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณนี้สั่งสอนอีกฝ่าย เพิ่งมาถึงเวทีลงทะเบียนก็เริ่มเอาอีกแล้ว

บนเวทีลงทะเบียน กรรมการมู่หย่งยังนั่งอยู่ เขาเป็นกรรมการการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงมาสิบเจ็ดปีแล้ว การพูดจาถากถางกันของสองสถาบันนี้ก็คุ้นเคยมานานแล้ว ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างกินเลือดกินเนื้อท่ามกลางกลุ่มคน ผู้คนที่อยู่ตรงกลางเหมือนจะถูกพวกเขากลืนกิน แต่มู่หย่งทราบดีว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณได้ตั้งกฎสำหรับสถาบันทั้งสองแห่งว่าถ้าพวกเขาต่อสู้กันเป็นการส่วนตัวแล้วส่งผลกระทบต่อกระบวนการปกติของการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ พวกเขาก็จะถูกตัดสิทธิ์อย่างแน่นอน

การลงทะเบียนก็ย่อมถือเป็นหนึ่งในกระบวนการปกติ ดังนั้นมู่หย่งจึงเชื่อว่านักเรียนของทั้งสองสถาบันจะไม่มาลงไม้ลงมือในตอนนี้

“สถาบัน ชื่อ” เขายังคงไม่เงยหน้าขึ้นมองนักเรียนที่เดินมาตามถนนซีเหอ สองสถาบันนั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องรับผิดชอบ

กรรมการอีกสองคนปรากฏตัวขึ้นบนเวทีลงทะเบียน นั่งลงห่างจากมู่หย่งออกไป นักเรียนธรรมดาบนถนนซีเหอค่อยเข้าใจว่าทำไมมีมู่หย่งผู้เดียวที่มารับลงทะเบียนแต่ตั้งเวทีไว้ยาวเหยียด นี่เป็นการจัดการเป็นพิเศษของเขตจื้อหลิงสำหรับสถาบันใหญ่ทั้งสองที่มีมานานแล้ว

ทางซ้ายมือของมู่หย่งซึ่งอยู่ทางทิศเหนือเป็นจุดลงทะเบียนโดยเฉพาะของนักเรียนสถาบันเทียนเจ้า ทางขวามือทิศใต้เป็นจุดลงทะเบียนโดยเฉพาะของนักเรียนสถาบันซวงจี๋ กรรมการทั้งสองคนนั่งลงไปยังตำแหน่งของตนเอง คนทางทิศเหนือมีสีหน้าจริงจังดูไปแล้วแทบไม่แตกต่างจากมู่หย่ง แต่คนทางทิศใต้หลังจากนั่งลงแล้วก็ยิ้มแย้มหัวเราะอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง

เพราะว่านักเรียนนางนี้ที่เขากำลังจะได้ต้อนรับแตกต่างจากนักเรียนคนอื่นที่เหลือเป็นอย่างมาก ในฐานะกรรมการของการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณทั้งสิบสอง จะทำอะไรไม่เหมาะสมกับนักเรียนคนอื่นก็ได้ แต่ไม่อาจไม่ใส่ใจคนผู้นี้

เพราะแม้ว่านางก็เป็นนักเรียน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือนางเป็นคนตระกูลฉินอีกด้วย

“อะแฮ่ม...” กรรมการทิศใต้กระแอมไอเล็กน้อย กำลังคิดอยู่ว่าจะแสดงความเคารพคุณหนูตระกูลฉินอย่างไรโดยไม่ให้เป็นการประจบประแจงเกินไป แต่ไม่คาดว่าฉินซางกลับไม่แม้แต่จะเดินมาที่เวทีลงทะเบียน แต่กลับไปต่อแถวจากท้ายถนนซีเหอ จากนั้นในกลุ่มของสถาบันซวงจี๋ก็มีแม่นางน้อยในชุดเครื่องแบบซวงจี๋เบียดออกมาอีกคนกอดกระบี่เล่มหนึ่งรีบติดตามฉินซางไป

“นี่คือ?” กรรมการทิศใต้อึ้งไป ตนเองยังไม่ได้พูดอะไรเลยคุณหนูใหญ่ตระกูลฉินก็รู้สึกไม่พอใจแล้วหรือ

แต่นักเรียนซวงจี๋ผู้อื่นไม่มีใครแสดงความแปลกใจออกมาเลย ฉินซางเดินออกไป เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหลังก็เดินขึ้นหน้ามาบนเวทีลงทะเบียนแล้ว ในเวลาเดียวกัน ด้านทิศเหนือของเวที ซิวจื้อผิงก็ยืนอยู่ต่อหน้ากรรมการ

“สถาบันเทียนเจ้า ซิวจื้อผิง” เขากล่าว

“โอ้...” ถนนถนนซีเหอมีเสียงฮือฮาดังขึ้น ดูเหมือนว่ามีคนไม่น้อยเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนแล้ว

อีกด้านหนึ่ง...

“สถาบันซวงจี๋ หนิงซู”

“โอ้...” เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง ชื่อนี้ทุกคนก็เคยได้ยินมากก่อนเช่นกัน

“โห ทั้งสองคนดูจะแข็งแกร่งมากเลย ข้าต้องจำพวกเขาเอาไว้!” ซู่เหวยเฟิงร้องขึ้นมา แต่ลู่ผิงและซูถังกลับไม่ได้สนใจมองดูสองคนที่อยู่บนเวทีลงทะเบียนในตอนนี้ แต่สายตากลับจดจ่ออยู่ที่ในกลุ่มคนสถาบันซวงจี๋ จากตรงนั้นก็มีคนจ้องมองพวกเขาอยู่เช่นกัน

เว่ยเทียนฉี่ เว่ยหมิง เว่ยหยาง... ยังมีอีกคนหนึ่ง อ้วนมาก ๆ ชุดเครื่องแบบสถาบันซวงจี๋ที่สวมใส่อยู่แทบจะปริขาดแล้ว ต่างมองดูพวกเขาด้วยสีหน้าแบบเดียวกัน

สีหน้าเหมือนมองคนตาย

..................................................

*半壁江山 ครึ่งหนึ่ง เป็นสำนวน แปลตรง ๆ ได้ว่า ครึ่งกำแพงแม่น้ำและภูเขา = ครึ่งดินแดน โดยมากใช้กับตอนที่ประเทศถูกยึดครองไปครึ่งหนึ่ง ในกรณีนี้หมายถึงลำดับวิญญาณถูกทั้งสองสถาบันนี้ยึดครองไปครึ่งหนึ่ง แต่แปลเหมาะ ๆ โดยใช้สำนวนไม่ออกก็เลยเขียนตามความหมายไปค่ะ (ชื่อตอนก็ใช้คำนี้ด้วยเหมือนกัน)

 

ตระกูลเว่ยกลับมาแล้วค่า ลองทายกันดูว่ารอบนี้จบการชุมนุมแล้วใครจะรอดใครจะตายบ้าง

 

ตอนที่ 98 – แนะนำให้เจ้ารู้จัก




NEKOPOST.NET