Heaven Awakening Path ตอนที่ 96 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.96 - บันทึกของซู่เหวยเฟิง


ตอนที่ 96 – บันทึกของซู่เหวยเฟิง

 

เดิมทีเป็นเพียงการส่งข้อความให้ม่อหลิน แต่ผลกลับเป็นการที่ลู่ผิงสามารถใช้โอกาสนี้ทะลวงผ่านทางตันในการฝึกฝนพลังวิญญาณได้อีกด้วย และเมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว เส้นทางนี้เป็นทางที่ถูกต้อง เพียงลองดูจากเมื่อครู่นี้ การควบคุมพลังวิญญาณแห่งเสียงบริสุทธิ์ได้ก็อยู่ไม่ห่างไกลแล้ว

“ขอบคุณครับ!” ลู่ผิงกล่าวขอบคุณอวิ๋นชงด้วยใจจริง

อวิ๋นชงโบกไม้โบกมือ เขาไม่ใส่ใจสักนิด แต่การที่สามารถช่วยเหลือลู่ผิงได้ก็ทำให้เขาพอใจมาก ให้เขาใช้กลืนเสียงเพื่อเป็นกระบอกเสียงเพียงอย่างเดียวทำให้เขารู้สึกว่าไร้ความหมาย ตอนนี้เขากลับรู้สึกดีขึ้นมาแล้ว

“อะไรหรือ” ซิวจื้อผิงและสือเอ้าไม่รู้อะไรเลย พวกเขาไม่เหมือนกับซูถังและซีเฟิ๋นที่เข้าใจสถานการณ์ของลู่ผิง และยังมิได้มีการรับรู้ที่ละเอียดอ่อนเช่นฉู่หมิ่นและอวิ๋นชง ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าเมื่อครู่ลู่ผิงเพิ่งจะทำการฝึกฝนพลังวิญญาณอย่างหนักหน่วงมา

“เมื่อครู่นี้ดูความสามารถของท่านผู้อำนวยการข้าก็พบท่วงทำนองบางอย่าง” ลู่ผิงกล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจ

“อ้อ...” ซิวจื้อผิงกับสือเอ้าจะอย่างไรก็เป็นลูกศิษย์ของอวิ๋นชง แม้ว่าจะไม่สามารถฝึกฝนความสามารถนี้ได้ แต่จะอย่างไรก็ยังพอรู้อยู่บ้างว่าความสามารถอันน่าประทับใจของท่านอาจารย์นี้ทำงานอย่างไร

“เจ้าต้องใช้ท่วงทำนองเช่นนี้ใช่หรือไม่” อวิ๋นชงถาม เขารับรู้อะไรบางอย่างได้ แต่ความรู้สึกเพียงชั่วแล่นนั้นทำให้เขาไม่อาจยืนยันให้แน่ใจ

“ครับ” ลู่ผิงกล่าว

อวิ๋นชงผงกศีรษะ พวกเขาที่เป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณที่สั่งสอนในสถาบันต่างก็ไม่อาจเก็บซ่อนความสามารถของตนอย่างเห็นแก่ตัว แต่สามารถเลือกผู้ที่เหมาะสมมาสั่งสอนเป็นพิเศษได้ ลู่ผิงต้องการเพียงแค่ท่วงทำนองนี้ อวิ๋นชงจึงตัดสินใจที่จะช่วยเหลือผู้คน “ข้าจะบอกท่วงทำนองที่สมบูรณ์แก่เจ้าแล้วกัน”

“เมื่อครู่ไม่สมบูรณ์หรือครับ” ลู่ผิงถาม

“เมื่อครู่นี้หรือ สมบูรณ์สิ” อวิ๋นชงตอบ ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากท่วงทำนองนี้ก็ไม่มีทางควบคุมพลังวิญญาณแห่งเสียงให้ใช้กลืนเสียงได้เลย ดังนั้นเพียงแค่ใช้กลืนเสียงก็ต้องมีท่วงทำนองที่สมบูรณ์แล้ว

“เช่นนั้นข้าก็จำได้แล้วครับ!” ลู่ผิงกล่าว

“เจ้า...จำได้แล้วหรือ” อวิ๋นชงอึ้งไป แม้ว่าเมื่อครู่จะใช้กลืนเสียงอย่างยาวนาน แต่ในเวลาเท่านี้ก็สามารถฝึกฝนการควบคุมพลังวิญญาณแห่งเสียงโดยท่วงทำนองนี้จนสำเร็จ การรับรู้เช่นนี้น่ากลัวไปแล้ว! หรือว่านี่คือลักษณะของผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์

อวิ๋นชงนิ่งงันไป แต่ฉู่หมิ่นกลับหัวเราะอยู่ข้าง ๆ นางรู้ว่าอวิ๋นชงแปลกใจเรื่องอะไร แต่เขาแปลกใจไม่ถูกจุดแล้ว ที่ลู่ผิงฝึกสำเร็จได้รวดเร็วถึงเพียงนี้พึ่งพาความเร็ว ในช่วงเวลาที่อวิ๋นชงคิดว่าไม่นานนั้นไม่รู้ว่าลู่ผิงพยายามฝึกฝนมากี่รอบแล้ว เมื่อฝึกฝนซ้ำ ๆ มากมายขนาดนั้นเขาก็ย่อมสามารถจะสำเร็จวิชาที่เขาต้องการได้สำเร็จ สุดท้ายจึงไม่ได้ใช้เวลามากนัก นี่ในสายตาของผู้อื่นย่อมดูเหมือนมีประสิทธิภาพมาก

สามารถฝึกฝนด้วยความเร็วระดับเทพนี้ย่อมต้องมีพรสวรรค์มาก แต่เรื่องนี้กับเรื่องที่อวิ๋นชงคิดไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

“ม่อหลินเข้าใจชัดแล้วหรือไม่” ฉู่หมิ่นถามขึ้นมาในตอนนั้น อวิ๋นชงหันไปสนใจลู่ผิงจนลืมเลือนจุดประสงค์ดั่งเดิมอยู่เป็นนาน

“เข้าใจแล้วก็พยักหน้า” อวิ๋นชงหันกลับไปส่งข้อความให้ม่อหลินอีกครั้ง

ม่อหลินพยักหน้า

“จะให้ดีก็ตกลงเรื่องสัญญาณสื่อสารกันก่อน จะได้ทำให้เพื่อนนักเรียนม่อหลินเข้าใจสถานการณ์และรับรู้ข้อมูลได้โดยสะดวก” ซิจื้อผิงกล่าวเสริมขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“เรื่องนี้ท่านน่าจะทำมาตั้งแต่แรกแล้ว” อวิ๋นชงหันไปเหมือบมองฉู่หมิ่น เรื่องแบบนี้ก่อนที่จะใช้วิชาตัดวิญญาณก็ควรที่จะปรึกษากันให้ดีเสียก่อน ฉู่หมิ่นช่างดีนัก เอาคนหลายคนมาจับตัดวิญญาณดื้อ ๆ เลย

“เหนื่อยหน่อยนะ!” ฉู่หมิ่นส่งสัญญาณว่าให้เขาเริ่มได้เลย

เมื่อเหล่านักเรียนออกไปจากบ้านร้างอีกครั้ง อวิ๋นชงก็มีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย เขานั่งอยู่บนเก้าอี้โยกในลานบ้านร้างหลับตาพักผ่อน ขี้เกียจเกินกว่าที่จะไปพูดคุยกับฉู่หมิ่นอีกต่อไป

พวกลู่ผิงก็กลับเข้าเมืองอีกครั้ง บรรยากาศกลมเกลียวมาก แต่ไม่นานก็ถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน พวกลู่ผิงสี่คนพาซีเฟิ๋นกับม่อหลินไปลงทะเบียน ซิวจื้อผิงและสือเอ้าไปรวมตัวกับนักเรียนเทียนเจ้าคนอื่น ๆ

“ถ้าเช่นนั้นก็พบกันในการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณนะ” ซิวจื้อผิงกล่าว

“แล้วเจอกัน!” พวกลู่ผิงพยักหน้า ซิวจื้อผิงไม่ใช่คนช่างพูด แต่ก็เห็นได้ว่ามีจิตใจดี วันนี้ช่วยคิดเรื่องต่าง ๆ แทนพวกเขามากมาย

“ถึงเวลาต้องต่อสู้กันก็อย่าสังหารข้าล่ะ!” สือเอ้ากล่าวล้อเล่น

“ไม่ทำหรอก!” ลู่ผิงกล่าว

“นี่นี่ อย่าพูดเหมือนจะมีโอกาสจริง ๆ สิ!” สือเอ้าไม่พอใจขึ้นมาทันที

ลู่ผิงหัวเราะแต่ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็แยกจากกัน ต่างฝ่ายต่างเดินไปคนละทาง พวกลู่ผิงสี่คนรีบกลับไปที่ลานกว้างซีเหอ พบว่าบนถนนซีเหอมีคนมากกว่าเดิมอีก แต่ที่ทำให้เขากับซูถังประหลาดใจก็คือเด็กหนุ่มที่ชื่อซู่เหวยเฟิงคนนั้นไม่ได้ไปไหน ตอนนี้นั่งอยู่ข้าง ๆ เวทีลงทะเบียนซึ่งเป็นจุดที่เขาเคยถูกจ้าวกังชกล้มลงไป กำลังนั่งดูการลงทะเบียนของนักเรียนจากสถาบันต่าง ๆ

“พวกเจ้าทำไมรีบกลับมาเร็วจังเลย” ซู่เหวยเฟิงเองก็แปลกใจที่ได้กลับมาพบคนทั้งสองอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ในขณะที่พูดก็สังเกตเห็นว่าทั้งสองคนเข็นรถเข็นกับแบกซีเฟิ๋นและม่อหลิน

“นี่ใคร” ซีเฟิ๋นไม่รู้จักเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า

“สถาบันเทียนอู่ ซู่เหวยเฟิง” ซู่เหวยเฟิงแนะนำตัวเอง

“สถาบันไจเฟิง ซีเฟิ๋น” ซีเฟิ๋นกล่าว

ทั้งหมดมาจากสถาบันไร้ชื่อ ไม่มีใครรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่า ตรงกันข้ามผู้ที่ดูถูกผู้อื่นยิ่งโดนดูถูกกว่า

“ทำไมยังอยู่ที่นี่อีก” ลู่ผิงถาม

“อยู่รอดู ที่อยู่ตรงนี้จะกลายเป็นคู่แข่ง” ซู่เหวยเฟิงกล่าว

ถ้าให้นักเรียนหลายคนได้ยินคำพูดนี้เกรงว่าพวกเขาคงหัวเราะออกมาแล้ว เด็กที่โดนชกหมัดเดียวก็ลอยกระเด็นไปยังจะมาสำรวจคู่แข่งอีก เจ้าว่าน่าขำหรือไม่เล่า

แต่ลู่ผิงไม่หัวเราะ ซูถังก็ไม่หัวเราะ ซีเฟิ๋นที่ไม่รู้เรื่องราวก่อนหน้านี้ยิ่งไม่หัวเราะ

“เช่นนั้นเจ้าก็สำรวจคู่แข่งต่อไปแล้วกัน พวกเราไปต่อแถวก่อน” ลู่ผิงกล่าว

“ทำไมเจ้ายังต้องต่อแถวอีกเล่า” ซู่เหวยเฟิงฉงน

“เพราะสองคนนี้ต้องไปลงทะเบียน”

“เจ้ากับซูถังอยู่ที่นี่เถอะ ข้าไปกับม่อหลินเองก็ดี จะได้ทำให้คุ้นเคยก่อน” ซีเฟิ๋นกล่าว

คุ้นเคยอะไรซีเฟิ๋นไม่ได้พูดออกมา แต่ลู่ผิงกับซูถังก็ย่อมเข้าใจ คือให้ม่อหลินคุ้นเคยกับการแกล้งทำตัวตามปกติ ตอนที่ไปลงทะเบียนจะได้หลอกคนอื่นได้

“เช่นนั้นพวกเจ้าไปเถอะ” ลู่ผิงวางตัวม่อหลินลง เคาะไปที่มือของม่อหลินตามรหัสที่ตกลงกันไว้ ม่อหลินตรงไปเข็นรถเข็นให้ซีเฟิ๋นออกไปทันที ในตอนแรกก็เดินแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่ไม่นานก็ทำท่าทางได้เป็นธรรมชาติ ดูไม่ออกแล้วว่าเขาแปลกไปตรงไหน

ลู่ผิงกับซูถังค่อยโล่งอก ซู่เหวยเฟิงที่ด้านข้างถามว่า “ตาบอดหรือ”

“ใช่” ทั้งลู่ผิงและซูถังต่างก็พยักหน้า การถูกเข้าใจผิดว่าตาบอดมีโอกาสสูงว่าถูกพบว่าใช้วิชาตัดวิญญาณเป็นอย่างมาก ซู่เหวยเฟิงคิดเช่นนี้พวกเขาก็ดีใจมาก ปัญหาเรื่องนี้พวกเขาไม่อยากให้มีใครมาให้ความสนใจมากนัก

“เจ้าอยู่ที่นี่ได้อะไรมาบ้างล่ะ” ซูถังเปลี่ยนเรื่องคุย

“ได้เยอะเลย อยากดูไหม” ซู่เหวยเฟิงเผยแววตาตื่นเต้น ในขณะที่พูดเขาก็พลิกเปิดสมุดที่วางอยู่บนต้นขา ลู่ผิงและซูถังเข้าไปมุงดูด้วยกัน

“สถาบันจินจี๋ เถาเหนิง 2487 พลังวิญญาณแห่งรูปเชื่อมต่อ พลังวิญญาณแห่งเสียงชั้นฟ้าที่หก พลังวิญญาณแห่งกลิ่นชั้นฟ้าที่หก พลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่สอง พลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่สาม พลังวิญญาณแห่งจิตชั้นฟ้าที่สาม”

บนหน้ากระดาษที่กางอยู่ในตอนนี้ ทั้งคู่เห็นซู่เหวยเฟิงจดข้อมูลดังกล่าวลงไป

“ดูคนนี้สิ เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งรูป มีพลังวิญญาณสองประเภทถึงชั้นฟ้าที่หก แข็งแกร่งมากเลยใช่ไหม” ซู่เหวยเฟิงกล่าว

“อืม...” ลู่ผิงและซูถังพยักหน้า เถาเหนิงคนนี้ที่ได้รับการจดบันทึกไว้แค่พูดถึงระดับชั้นก็เหนือกว่าซูถัง ซีเฟิ๋น และม่อหลินมากแล้ว พลังวิญญาณหนึ่งเชื่อมต่อ มีอีกสองประเภทที่ไปถึงชั้นฟ้าที่หก นี่อาจจะกลายเป็นพลังวิญญาณสองเชื่อมต่อหรือพลังวิญญาณสามเชื่อมต่อที่น่าเกรงขามขึ้นมาก็ได้ ส่วนลู่ผิงที่บอกว่ามีพลังวิญญาณหกเชื่อมต่อ แต่เพราะถูกโซ่กักวิญญาณพันธนาการเอาไว้จึงไม่มีทางแสดงพลังสูงสุดออกมาได้ ระดับของเขาไม่สามารถวัดได้จากการประเมินระดับชั้นพวกนี้

“ยังมีอีกนะ!” ซู่เหวยเฟิงพูดพลางพลิกหน้าถัดไป

สถาบันอวิ๋นเฟิง กวนเยว่ 2633 พลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่หก พลังวิญญาณแห่งเสียงชั้นฟ้าที่หก พลังวิญญาณแห่งกลิ่นชั้นฟ้าที่สอง พลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หนึ่ง พลังวิญญาณแห่งกายเชื่อมต่อ พลังวิญญาณแห่งจิตชั้นฟ้าที่หนึ่ง

“คนนี้ก็แข็งแกร่งมาก มีทักษะยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ เขาต่อสู้กับคนอื่นไปรอบหนึ่ง พริบตาเดียวก็กำจัดอีกฝ่ายได้แล้ว” ซู่เหวยเฟิงแนะนำ

“แข็งแกร่ง!” ลู่ผิงและซูถังพยักหน้า คนนี้ก็เป็นพวกพลังวิญญาณหนึ่งเชื่อมต่อแล้วก็มีพลังวิญญาณชั้นฟ้าที่หกสองประเภท เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งกาย รูปและเสียงต่างก็อยู่ในระดับชั้นฟ้าที่หก สายตาว่องไว ฟังเสียงได้รอบทิศ จะต้องเป็นยอดฝีมือด้านการต่อสู้แน่ ๆ

“ยังมีคนนี้!” ซู่เหวยเฟิงพลิกไปหน้าต่อไป

สถาบันจ่านกัง เถี่ยหรูหลิน 2521 พลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สาม พลังวิญญาณแห่งเสียงชั้นฟ้าที่สี่ พลังวิญญาณแห่งกลิ่นชั้นฟ้าที่หก พลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่สอง พลังวิญญาณแห่งกายเชื่อมต่อ พลังวิญญาณแห่งจิตไม่มีระดับชั้น ขวาน

ขวานหรือ

หลังจากลู่ผิงและซูถังอ่านจบแล้วก็พบว่าข้อมูลของคนผู้นี้มีรายละเอียดที่มากกว่า

“คนนี้นะ ระดับชั้นแย่กว่าอีกสองคนนิดหน่อย แต่มีขวานเล่มใหญ่มาก น่ากลัวมากเลย” ซู่เหวยเฟิงกล่าว

มีอาวุธน่าตื่นตะลึงหรือ เป็นอาวุธเวทหรือเปล่า ลู่ผิงกับซูถังครุ่นคิดเงียบ ๆ ถ้าเป็นอาวุธที่ตีขึ้นโดยช่างตีเหล็ก ไม่ว่าจะแหลมคมแค่ไหนหรือหนักเพียงใดก็ไม่ได้เป็นอาวุธเวท มีแต่อาวุธที่ตอบรับพลังวิญญาณได้หรือเพิ่มพูนพลังวิญญาณหรือมีความสามารถพิเศษอื่น ๆ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นอาวุธเวท

อาวุธเวทมีมากมายหลายประเภท ที่ตอบรับพลังวิญญาณก็แยกประเภทได้อีก อาวุธเวทที่ได้แต่ตอบรับพลังวิญญาณประเภทใดประเภทหนึ่งซึ่งจะไม่ตอบรับกับพลังวิญญาณประเภทอื่นเลย หรือ อาวุธเวทที่สามารถตอบรับพลังวิญญาณได้หลายประเภทซึ่งปกติจะทรงพลังกว่า ระดับของอาวุธก็จะสูงกว่าด้วย แต่จะยิ่งยากต่อการควบคุม

ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณหลายคนมากที่พึ่งพาอาวุธเวทในการเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเอง แต่ก็ไม่ง่ายที่จะพบอันที่เหมาะสม ส่วนนักเรียนในสถาบันยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการฝึกฝน อย่างน้อยก็ต้องรอจนเชื่อมต่อสำเร็จได้ความสามารถมาแล้วจึงจะตัดสินได้ว่าต้องการอาวุธเวทแบบใด

ดังนั้นแม้แต่สถาบันเทียนเจ้าหรือสถาบันซวงจี๋อันมีชื่อเสียงก็ยังมีนักเรียนไม่มากที่มีอาวุธเวท ส่วนใหญ่แล้วไร้ความจำเป็น ส่วนน้อยก็ไม่เหมาะสม ผู้ที่ได้ลองเล่นกับอาวุธเวทมาแล้ว ก็มักจะมีภูมิหลังมาจากตระกูลใหญ่ เช่นฉินซางแห่งสถาบันซวงจี๋ มีภูมิหลังเป็นสี่ตระกูลใหญ่ ตั้งแต่ยังเป็นเด็กก็ได้เล่นกับอาวุธเวทระดับห้ากระบี่ขุยอิงแล้ว แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่านางใช้พลังของอาวุธเวทระดับห้านี้ได้ถึงขั้นไหนกันแน่ ถ้าไม่มีระดับชั้นและความแข็งแกร่งที่เพียงพอ แม้แต่อาวุธเวทระดับห้าก็ยังมีพลังไม่มากไปกว่าระดับหนึ่งระดับสอง

.........................................................

 

ตอนที่ 97 – ครึ่งหนึ่งของการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ




NEKOPOST.NET