Heaven Awakening Path ตอนที่ 95 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.95 - ท่วงทำนองของกลืนเสียง


ตอนที่ 95 – ท่วงทำนองของกลืนเสียง

 

ผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์ การคงอยู่ที่มีแต่ในจินตนาการของผู้คน

พลังวิญญาณหกเชื่อมต่อ ระดับที่เหนือกว่าหกผู้แข็งแกร่งที่อยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน

อวิ๋นชงไม่ได้ติดต่อกับลู่ผิงอย่างใกล้ชิดมากนัก แต่การคงอยู่ของโซ่กักวิญญาณเขาก็ยังคงรับรู้ได้อยู่ดี เพียงแต่เขาไม่คิดเลยว่าภายใต้พันธนาการของโซ่กักวิญญาณนั้นจะเป็นสัตว์ประหลาดแบบนี้

“โซ่กักวิญญาณพันธนาการพลังวิญญาณหกเชื่อมต่อไว้ได้หรือ” อวิ๋นชงตั้งคำถามอีกข้อ

ฉู่หมิ่นส่ายหน้า

นางไม่ทราบ คำถามนี้ไม่มีผู้ใดกล้ารับผิดชอบในคำตอบที่พูดออกมา นอกจากหกผู้แข็งแกร่งบนแผ่นดินแล้วก็ยังไม่มีคนที่เจ็ดที่เป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณห้าเชื่อมต่อ ส่วนหกเชื่อมต่อจะแข็งแกร่งเพียงใดยิ่งไม่มีผู้ใดทราบได้

ทุกคนต่างก็รู้ว่าความสามารถขั้นหกที่ได้รับการจัดอันดับนั้นแทบจะไม่อาจบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของความสามารถของพลังวิญญาณห้าเชื่อมต่อได้แล้ว พลังวิญญาณหกเชื่อมต่อยิ่งเหนือกว่ามาตรฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน

โซ่กักวิญญาณตามมาตรฐานปัจจุบันถือเป็นความสามารถขั้นหก แต่นี่จะสามารถพันธนาการระดับพลังที่เหนือชั้นกว่าระดับความสามารถนี้ได้หรือ

ไร้คำตอบ อย่างน้อยอวิ๋นชงและฉูหมิ่นก็ไร้คำตอบ พวกเขาทั้งสองคนต่างก็เป็นผู้มีพลังวิญญาณสามเชื่อมต่อ แม้ว่าจะแข็งแกร่งมาก แต่ก็อยู่ห่างไกลจากยอดฝีมือระดับสูงสุดมากมายนัก แล้วนี่ยังเป็นระดับชั้นที่เหนือกว่านั้นอีก จะให้พวกเขาหาคำตอบมาได้อย่างไร

คงมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้...

ทั้งคู่พากันมองไปบนท้องฟ้าโดยไม่ได้นัดหมายอย่างพร้อมเพรียงกัน

ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน นักเรียนหลายคนออกมาจากบ้านร้าง เดินเข้าไปในเมือง

ลู่ผิงและซูถังเดินออกมาก่อน แต่ซิวจื้อผิงและสือเอ้าก้าวเดินอย่างรวดเร็ว ครู่เดียวก็ตามพวกเขามาทัน

ทั้งสองฝ่ายพยักหน้าทักทายกัน ในช่วงสั้น ๆ ยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกันดี ยังคงเดินตามเรื่องตามราวของแต่ละคนไป

เดินโดยความเร็วเท่า ๆ กันเงียบ ๆ ไปได้ระยะหนึ่ง ซิวจื้อผิงก็เอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“เขามีสภาพแบบนี้ ข้าเกรงว่าในการลงทะเบียนคงจะอธิบายได้ไม่ง่ายดายนัก” เขากล่าว

“ใครหรือ” ลู่ผิงถาม

“ม่อหลิน” ซิวจื้อผิงไม่เคยพูดคุยกับพวกเขา แต่ก็ยังรู้ชื่อพวกเขาทุกคน อีกทั้งยังเรียกชื่อได้อย่างถูกต้องด้วย

“อ้อ เจ้าหมายถึงสภาวะของเขาหรือ” ซีเฟิ๋นนึกปัญหาได้ข้อหนึ่ง

“ใช่” ซิวจื้อผิงพยักหน้า “สภาวะตัดวิญญาณดูออกได้ชัดมาก แม้ว่าจะไม่จำเป็นที่จะมาจากการใช้ตัดวิญญาณเพื่อฝึกฝนแต่อาจมาจากการทำร้ายของศัตรู แต่ถ้ากรรมการที่ได้รับรายงานไปสืบสวนโดยละเอียดขึ้นมา หรือเอาไปบอกหน่วยกำกับสถาบันเล่า”

“เรื่องนี้...” ลู่ผิงกับซีเฟิ๋นหันไปมองหน้ากัน พวกเขาลืมเรื่องนี้ไปจริง ๆ เพราะว่าพวกเขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าวิธีการฝึกฝนนี้มีอะไรไม่เหมาะสม แม้ว่าซีเฟิ๋นจะเป็นหัวหน้าหน่วยสารวัตรนักเรียนของสถาบันไจเฟิง มีจิตใจที่อ่อนไหวต่อการกระทำผิดกฎมากเป็นพิเศษ  แต่ในกฎระเบียบของสถาบันไจเฟิง เขาไม่เคยได้ยินว่าห้ามใช้วิธีฝึกฝนนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าอาจารย์ไจเฟิงค่อนข้างอ่อนแอ ถึงอยากจะใช้ก็ยังไม่มีทางใช้ตัดวิญญาณออกมาได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องออกกฎห้ามในเรื่องนี้เอาไว้

“เจ้าคิดว่าทำอย่างไรดี” ลู่ผิงถามซิวจื้อผิง

“ให้เขาทำตัวเป็นปกติ ถ้าสามารถเดินขึ้นเวทีด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติก็คงไม่กระตุ้นความสนใจใครมากนัก” ซิวจื้อผิงกล่าว

ตัดวิญญาณกับโซ่กักวิญญาณดูคล้ายคลึงกันแต่ที่จริงแตกต่างกันอย่างมาก โซ่กักวิญญาณพันธนาการพลังวิญญาณไว้ทั้งหมด เป็นการกักขังการมีอยู่ของพลังวิญญาณโดยสิ้นเชิง ตัดวิญญาณก็เป็นเพียงแต่การที่เจ้าของพลังวิญญาณนั้นไม่สามารถรับรู้ถึงมันและประสาทสัมผัสที่เกี่ยวข้องกันได้ แต่การมีอยู่ของพลังวิญญาณไม่ได้ถูกกำจัดไป ดังนั้นถ้ามิได้ตั้งใจรับรู้ถึงมัน สภาวะที่ใช้พลังวิญญาณไม่ได้จากตัดวิญญาณก็จับได้ไม่ง่ายนัก ที่สภาวะตัดวิญญาณดูออกได้ง่ายก็เป็นเพราะว่าประสาทสัมผัสหายไปด้วยเท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่ม่อหลินทำตัวเป็นปกติอย่าให้ผู้ใดคิดถึงเรื่องนี้ก็ย่อมไม่มีผู้ใดตั้งใจตรวจสอบสภาวะของเขา

“เรื่องนี้...ทำได้อย่างไร” พวกลู่ผิงหลายคนครุ่นคิด ถ้าเป็นซูถังก็อาจจะดีกว่า นางต้องเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งกาย ประสาทสัมผัสทางกายแม่นยำมากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถทำตัวเหมือนคนปกติได้โดยไม่มีผู้ใดดูออก

แต่ม่อหลินแม้ว่าจะยังเคลื่อนไหวร่างกายได้ แต่ก็ไม่มีพลังวิญญาณตามธรรมชาติ พลังวิญญาณที่เขาหลงเหลืออยู่คือพลังวิญญาณแห่งรส

พลังวิญญาณแห่งรส...

“อาหาร” ซิวจื้อผิงกล่าว “คนที่เดินอยู่ตรงหน้าเขาก็พกพาอาหารไปด้วย ด้วยระดับพลังวิญญาณแห่งรสของเขาคงจะรับรู้ได้ง่ายมากว่ารสชาติอยู่ตรงไหน จากนั้นก็เดินตามไป”

พลังวิญญาณแห่งรสมีประสาทสัมผัสที่เกี่ยวข้องคือประสาทรับรสชาติ การใช้อาหารเป็นตัวชี้นำจึงมีเหตุผลและเรียบง่ายมาก ดังนั้นซิวจื้อผิงที่คิดวิธีการนี้ขึ้นมาได้จึงมิได้แสดงอาการยินดีมากนัก เพราะมันไม่ยากที่จะคิดได้

“นี่เป็นการชี้นำที่ชัดเจน แต่อาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติมากนัก ทางที่ดีให้เขาเข็นรถให้ข้าไปดีกว่า” ซีเฟิ๋นกล่าว

“เป็นความคิดที่ดี ถ้าทำแบบนั้นก็สามารถประสานงานความเคลื่อนไหวได้ถึงขั้นสูงสุด ทำให้สามารถปกปิดความไม่เป็นธรรมชาติทั้งหมดได้ แล้วเจ้าก็สามารถควบคุมทิศทางไปจากข้างหน้าได้ด้วย” ซิวจื้อผิงตระหนักทันทีว่านี่เป็นวิธีการที่ชาญฉลาดกว่า

“แต่มีปัญหาอีกข้อ” ลู่ผิงกล่าว

“ปัญหาอะไร” ซีเฟิ๋นและซิวจื้อผิงกล่าวพร้อม ๆ กัน

“จะบอกเขาอย่างไร” ลู่ผิงกล่าว

“เอ่อ...” ซีเฟิ๋นและซิวจื้อผิงอึ้งไปทั้งคู่ ม่อหลินอยู่ในสภาวะตัดวิญญาณ พูดไม่ได้ยิน การใช้ประสาทรับรสสามารถระบุความผิดปกติของอาหารได้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะรับรู้ข้อมูลเช่นนี้

“เขียนตัวหนังสือแล้วให้เขาสัมผัสเอา” สือเอ้าก็เสนอแนะขึ้นมา

“ข้อมูลมากแค่ไหนล่ะ” ซีเฟิ๋นกล่าว

“เขียนลงบนมือเขาแล้วเขาจะรู้เรื่องไหม” ซูถังกล่าวพลางยกมือขวาของม่อหลินขึ้นมาขีดเขียนตัวหนังสือลงไป ม่อหลินขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีด้วยท่าทางจริงจัง เขาดูเหมือนจะกำลังวิเคราะห์ว่ามีข้อมูลสำคัญอันใดที่กำลังถูกส่งมาให้เขา แต่ในขณะเดียวกัน มือของเขาก็เคลื่อนที่เงียบ ๆ เข้าไปในกระเป๋าที่อยู่ในชุดของเขา

“เอาอีกแล้ว...” ลู่ผิงพูดไม่ออก แม้ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลที่แม่นยำได้ แต่สัญชาตญาณระวังภัยของม่อหลินก็แข็งแรงมาก เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่เขาไม่เข้าใจ เขาก็จะเริ่มช่วยเหลือตัวเองทันทีโดยใช้ยาพิษเป็นส่วนใหญ่

“นี่ไม่ได้ผลหรอก” ลู่ผิงดึงมือเขาออกมา

“ดูเหมือนพวกเราได้แต่ไปหาอาจารย์ของพวกเราแล้ว” จากนั้นซิวจื้อผิงก็เอ่ยขึ้น

“อ้อ...” ลู่ผิง ซูถังและซีเฟิ๋นนึกอะไรได้ในที่สุด ส่วนสือเอ้าก็ยิ่งเข้าใจขึ้นมาทันที

ดังนั้นเอง ในขณะที่อวิ๋นชงและฉู่หมิ่นกำลังคาดหวังว่าจะได้เห็นว่าผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์พลังวิญญาณหกเชื่อมต่อจะร้ายกาจเพียงใด นักเรียนหลายคนนั้นก็กลับมาแล้ว

“ครูครับ” ซิวจื้อผิงกล่าวไปข้างหน้ากล่าวสรุปเรื่องราวให้อวิ๋นชงฟัง สือเอ้ามองดูอย่างยิ้มแย้มอยู่ด้านข้าง ไม่แน่ใจว่าจะคาดหวังอย่างไรดี หลังจากซิวจื้อผิงกล่าวจบ อาจารย์ของพวกเขา ผู้อำนวยการอวิ๋นชงแห่งสถาบันเทียนเจ้าก็เป่าหนวดถลึงตาขึ้นมาทันที

“ความสามารถขั้นสี่กลืนเสียงอันยิ่งใหญ่ของข้าจะให้พวกเจ้ามาใช้เป็นแค่กระบอกเสียงอย่างนั้นหรือ” อวิ๋นชงทำท่าทางเหมือนคนเก่งทำงานต้อยต่ำ ฆ่าไก่โดยใช้มีดฆ่าโคอย่างเจ็บปวด

“ข้าเพียงคิดว่ามีแต่ครูที่มีความสามารถนี้ครับ” ซิวจื้อผิงตอบอย่างอ่อนน้อม ไหนเลยจะเหมือนสือเอ้าที่หันหน้าไปหัวเราะใส่กำแพงแล้ว

“เช่นนั้นก็เหนื่อยหน่อยนะ” ฉู่หมิ่นก็เอ่ยปากมาด้วย

“ต้องการให้อธิบายอะไร” อวิ๋นชงอดไม่ได้ที่จะสอบถาม

ซิวจื้อผิงจึงอธิบายมากขึ้น รวมทั้งสาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ด้วย และบอกว่าทำไมถึงต้องให้อวิ๋นชงลงมือโดยมีรายละเอียดยิบย่อยทุกอย่าง

อวิ๋นชงหน้าบึ้งลงทันที “จำเป็นด้วยหรือ” เขากล่าว เขาสงสัยอย่างจริงจังมากว่าเจ้าพวกปีศาจน้อยกลุ่มนี้กำลังล้อเขาเล่น เรื่องแบบนี้ไม่เคยพบเจอมาก่อนเลย

“เขาขี้ระแวงมาก มีสัญชาตญาณระวังภัยอย่างสูง อ้อใช่ ยังต้องให้ครูอธิบายเรื่องนี้ด้วย” ตอนที่ซิวจื้อผิงพูดอยู่นั้นก็พบว่าม่อหลินล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าในชุดต้องการที่จะหายาพิษ รีบอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนน อยากให้อธิบายให้ม่อหลินหายระแวงด้วย

อวิ๋นชงหายโกรธหมดแล้ว ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ใช้ความสามารถขั้นสี่กลืนเสียงของเขาแทนกระบอกเสียงธรรมดาแล้ว

จากนั้นอวิ๋นชงก็อ้าปากขึ้น แต่ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงอะไรแม้แต่น้อยเลย เสียงนั้นได้ถูกส่งผ่านด้วยพลังวิญญาณแห่งเสียงและพลังวิญญาณแห่งจิตกลายเป็นข้อมูลทางจิตส่งเข้าไปยังสมองของม่อหลินโดยตรง ทุกคนที่เหลือไม่อาจรับรู้ได้

ทำเรื่องแค่นี้ง่ายดายมาก ไม่มีอะไรยากเลย แต่ปัญหาก็คือมีข้อมูลเยอะมาก ยาวนานมาก ในการแปลงเสียงนี้ กลืนเสียงของอวิ๋นชงต้องพูดไปทีละคำ ดังนั้นถึงจะเห็นเขาขยับปากเหมือนพูดคุยปกติ แต่มันก็ไม่ได้สบายเหมือนการพูดคุยธรรมดาจริง ๆ จะต้องพูดอย่างมีท่วงทำนอง ทำนองนี้ก็คือตัวช่วยที่แท้จริงในการใช้พลังวิญญาณเพื่อทำการกลืนเสียง

ซิวจื้อผิงยังคงมีสีหน้าจริงจัง สือเอ้ายิ่งหัวเราะหนักกว่าเดิม แต่ลู่ผิงเมื่อพบว่าอวิ๋นชงควบคุมกลืนเสียงอย่างมีท่วงทำนองก็ขมวดคิ้วขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มโคจรพลังวิญญาณของเขา และในช่วงเวลาพริบตานั้นก็พยายามทำตามทำนองให้ได้ครบหนึ่งรอบ

ทำนองนี้เป็นแบบเดียวกับที่อวิ๋นชงใช้ควบคุมกลืนเสียง แต่ลู่ผิงอยากจะทำให้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า เพราะว่าเขามีเวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น เหมือนกับว่ามีทำนองเพลงหนึ่งที่ใช้เวลาแปดวินาที แต่ตอนนี้เสียงทุกพยางค์ต้องเปล่งออกมาภายในหนึ่งวินาทีหรือน้อยกว่านั้น

หนึ่งครั้ง...

สองครั้ง...

สามครั้ง...

ลู่ผิงไม่คุ้นเคยกับท่วงทำนองนี้ เขายังคงเรียนรู้ว่าจะทำตามทำนองเช่นนี้ได้อย่างไร แต่เขาเร็วมาก พริบตาเดียวก็ฝึกฝนได้หลายรอบแล้ว เขาไม่หยุดพัก เขายังพยายามต่อไป เขารู้สึกได้ราง ๆ ว่าเขากำลังจับอะไรได้สักอย่าง เขาต้องใช้ช่วงเวลาที่ได้รับแรงบันดาลใจชั่วคราวนี้ให้ดีที่สุด พยายามต่อไปอย่างรีบด่วน

ดีที่ม่อหลินมีความระแวงและตื่นตัวอย่างสูง ทำให้ข้อมูลที่อวิ๋นชงต้องถ่ายทอดยาวนานมาก สำหรับลู่ผิงที่ฝึกฝนด้วยความเร็วระดับเทพแล้ว ช่วงเวลานี้ทำให้เขาสามารถฝึกฝนได้หลายครั้งมาก เขาไม่ยอมสูญเสียเวลา พยายามต่อไปครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่นานก็นับไม่ถ้วนแล้วว่าเขาลองมากี่ครั้งแล้ว ท่วงทำนองนั้นก็เป็นที่คุ้นเคยมากขึ้นทุกที การรับรู้พลังวิญญาณที่ถูกต้องก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

พลังวิญญาณแห่งเสียงเหมือนจะกลายเป็นคลื่นเสียงที่กังวานอยู่ในมหาสมุทรกว้างใหญ่ เมื่อเลือกคลื่นเสียงที่ถูกต้องออกมาได้ก็จะกลายเป็นพลังวิญญาณแห่งเสียงอันบริสุทธิ์

ต้องเป็นแบบนี้แน่ ๆ

ลู่ผิงไม่รีบร้อนที่จะทดสอบ โอกาสอันหาได้ยากนี้ เขาอยากจะมั่นใจว่าการรับรู้ของตนเองยังไม่จางหายไป รีบเกาะกุมท่วงทำนองนี้ให้ได้ชัดเจนเสียก่อน

“เฮ่อ...” อวิ๋นชงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาทำเสร็จจนได้ แม้ว่าจะไม่มีผู้อื่นได้ยินเสียงอะไรสักคำ แต่เขาก็ยังคงรู้สึกลำคอแห้งผาก และในระหว่างที่เขาใช้ความสามารถอยู่ เขาก็สังเกตเห็นด้วยว่าลู่ผิงมีการใช้พลังวิญญาณอย่างหนาแน่นและถี่ยิบ รู้สึกราง ๆ ว่าเหมือนจะอ้างอิงมาจากท่วงทำนองของตนเองหรือเปล่า แต่พอคิดที่จะรับรู้ให้ดี ๆ แล้วก็ดูอะไรไม่ออกเลย

เด็กคนนี้ทำไมถูกโซ่กักวิญญาณพันธนาการแล้วแต่ก็ยังใช้พลังวิญญาณได้อีก อวิ๋นชงพบว่าตนเองลืมพูดเรื่องนี้กับฉู่หมิ่นไป...

ตอนนี้เขาทำเสร็จแล้วยังสบาย ๆ อยู่ แต่ลู่ผิงเล่า ตอนนี้เหงื่อแตกพลั่ก ๆ แล้ว ยังเหนื่อยกว่าอวิ๋นชงอีก

เขารีบไปที่มุมลานแล้วหยิบเศษไม้ขึ้นมาหนึ่งชิ้น นี่ก็คือวัสดุพิเศษที่ใช้สื่อสารทางเสียง เขาเอาออกมาจากสถาบันเทียนเจ้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาฝึกฝนมาตลอดโดยไม่ได้ใช้สิ่งนี้ แต่ใช้มันเป็นเครื่องตรวจสอบ

ทำนอง...

ลู่ผิงทบทวนอีกครั้ง จากนั้นก็บีบเศษไม้ เริ่มได้!

หาช่องว่าง ท่วงทำนอง คลื่นเสียงกังวาน คว้ามา!

ทุกสิ่งเสร็จสิ้นในชั่วพริบตา จู่ ๆ ลู่ผิงก็ควบคุมพลังวิญญาณที่ถูกต้องด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการของทุกคน

จับได้แล้ว!

เสียงหนึ่ง รวมตัวกันเป็นพลังวิญญาณแห่งเสียง ถูกถ่ายทอดไปยังเศษไม้

แครก...

ลู่ผิงหัวใจสั่นไหว เสียงนี้สำหรับเขาแล้วไม่น่าฟังเลย แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้เสียงจะเบาก็แต่ก่อนหรือเปล่า

ลู่ผิงก้มหน้าลงดู เศษไม้ที่อยู่ที่ปลายนิ้วเขาไม่ขาดออกจากกัน ไม่แตกหัก มีเพียงรอยเล็ก ๆ ที่แทบจะมองไม่เห็นพาดผ่านเศษไม้นั้นไปเท่านั้น ลู่ผิงลองใช้สองนิ้วหักมันออกจากกัน เศษไม้มีความแข็งแรงแทบจะเหมือนปกติเลย

สำเร็จแล้ว!

...................................................................

 

ลู่ผิงสำเร็จวิชาสำคัญแล้วค่ะ นี่เรียกได้ว่าเป็นวิชาพื้นฐานของน้องเขาเลย ต่อไปคนที่เก่งจริง ๆ ก็จะไม่สามารถใช้นิ้วเดียวจิ้มน้องตายได้เหมือนแต่ก่อนแล้วค่ะ (คนเก่งจริง ๆ คือพวกเชื่อมต่อพลังวิญญาณ 3+ ในเรื่องตอนนี้มีแค่ระดับศาสตราจารย์เทียนเจ้าที่โผล่มา ที่เหลือที่ลู่ผิงชนะชิว ๆ มันแค่ปลาซิวปลาสร้อยค่ะ)

 

ตอนที่ 96 – บันทึกของซู่เหวยเฟิง




NEKOPOST.NET