Heaven Awakening Path ตอนที่ 94 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.94 - คู่ควรให้คาดหวัง


ตอนที่ 94 – คู่ควรให้คาดหวัง

 

“เรากลับมาแล้ว!”

นอกเมืองจื้อหลิง บ้านร้างแห่งหนึ่งกลายเป็นที่อยู่ชั่วคราวของคนทั้งห้าที่ออกมาจากสถาบันเทียนเจ้า แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะเรียบง่าย แต่ก็มีข้อดีคือความสงบเงียบ ซูถังที่สามารถฝึกฝนอย่างตั้งใจโดยไม่มีสิ่งใดรบกวนจึงได้หลุดพ้นจากสภาวะที่ถูกตัดวิญญาณโดยเร็ว

แต่วันนี้คนสองคนกลับมาจากการลงทะเบียนเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณก็พบว่ามีแขกสามคนมาเยี่ยมเยือนที่บ้านร้างนี้

อวิ๋นชง ผู้อำนวยการสถาบันเทียนเจ้า ยังมีนักเรียนเทียนเจ้าชั้นปีที่สี่อีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างกายเขา ทั้งหมดเป็นลูกศิษย์ของอวิ๋นชง หนึ่งคือสือเอ้า ก็คือคนที่วันนั้นที่พวกลู่ผิงบุกรุกสถาบันเทียนเจ้าพบกับพวกเขาเป็นคนแรกแล้วส่งข้อมูลของพวกเขาออกไปในฐานะสมาชิกหน่วยป้องกัน หน่วยป้องกันที่สถาบันไจเฟิงเรียกว่าหน่วยสารวัตรนักเรียน หน้าที่ของหน่วยงานทั้งสองไม่มีอะไรไม่เหมือนกัน อีกทั้งปกติแล้วต่างก็ยังรวบรวมสมาชิกมาจากนักเรียนชั้นหัวกะทิของสถาบันเหมือนกันอีกด้วย

วันนั้นสือเอ้าแสดงออกถึงความสามารถรับรู้ไม่เลวเลย และยังมีความเชี่ยวชาญในพลังวิญญาณแห่งเสียงเป็นอย่างมาก เขาได้แสดงการพูดคุยกับเวินเหยียนที่อยู่ในห้องสื่อสาร

ยังมีอีกคนหนึ่ง ลู่ผิงและซูถังต่างก็ไม่รู้จัก แต่ถ้าพวกเขาอยู่ที่สถาบันเทียนเจ้านานกว่านี้อีกสักนิด ถ้ามีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนคนอื่นอีกสักหน่อย ไม่นานก็คงจะได้ยินชื่อของนักเรียนผู้นี้แล้ว

ซิวจื้อผิง ศิษย์อันดับหนึ่งของอวิ๋นชง หัวหน้าหน่วยป้องกันสถาบันเทียนเจ้า ตามที่สถาบันโดยมากมักจะปฏิบัติกัน นี่เป็นตำแหน่งของนักเรียนที่เก่งที่สุดในสถาบัน

ลู่ผิงและซูถังยืนอยู่ตรงปากประตู แต่แล้วก็พบว่าบรรยากาศในลานบ้านเป็นกันเองมาก ผู้อำนวยการสถาบันเทียนเจ้ามาด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาเพื่อสร้างความลำบากให้พวกเขา แต่หลังจากทั้งสองคนตะโกนเข้าไปในลานบ้านก็ดูเหมือนจะทำให้บรรยากาศภายในชะงักงันไป

อวิ๋นชงหันกลับไปดู เห็นคนสองคนที่เพิ่งจะเข้ามาก็พูดปนหัวเราะว่า “คึกคักมากเลย ดูเหมือนจะมีคู่แข่งสำคัญเสียแล้ว”

ซิวจื้อผิงกับสือเอ้าก็หันไปมองคนทั้งสอง สีหน้าเคร่งขรึม อาจารย์ของพวกเขาสามารถพูดกึ่งจริงกึ่งเล่นได้ แต่พวกเขาไม่อาจไม่จริงจัง การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณมิใช่เรื่องล้อเล่น พวกเขาจะทำให้ดีที่สุดเพื่อสถาบันของตน เพื่ออาจารย์ แล้วยิ่งไปกว่านั้นก็คือเพื่อเป็นเกียรติแก่ตนเอง

ที่อยู่ตรงหน้าเป็นกลุ่มเด็กที่มาจากเขตเสียเฟิง มาเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณโดยเฉพาะ เพื่อการนี้ยังใช้แม้แต่วิชาต้องห้าม “ตัดวิญญาณ” ในการฝึกฝนเพื่อที่จะทะลวงผ่านระดับเชื่อมต่อ คนประเภทนี้ย่อมต้องเป็นอุปสรรคในการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณของพวกเขา อวิ๋นชงพูดเล่น ๆ แต่ก็เป็นความจริงเช่นกัน

“ลงทะเบียนหรือยัง” ฉู่หมิ่นถามจากในลานบ้าน ตั้งแต่มาถึงที่บ้านร้างหลังนี้ อาการติดสุราของฉู่หมิ่นก็ดูเหมือนจะไม่มากมายนัก การพูดคุยกับคนอื่นก็มากขึ้น ไม่เพียงแต่พูดเรื่องการฝึกฝนพลังวิญญาณเท่านั้นแล้ว

“ลงทะเบียนแล้วครับ แต่เขาไม่ให้ลงทะเบียนแทนกัน พวกเขาทั้งคู่ต้องไปลงทะเบียนด้วยตนเอง” ลู่ผิงกล่าว

“เมื่อก่อนได้นี่!” ฉู่หมิ่นพึมพำ

“เมื่อก่อนที่เจ้าว่ามันนานมาแล้วหรือเปล่า” อวิ๋นชงยิ้มอย่างขื่นขม

“ก็สิบกว่าปีก่อน” ฉู่หมิ่นกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย

“สิบกว่าปี...” อวิ๋นชงยิ้มขื่น ๆ อีกครั้ง เวลาอันมีค่า แต่ฉู่หมิ่นใช้มันอยู่ในความซึมเศร้า ช่างน่าเสียดายจริง ๆ

แต่ฉู่หมิ่นผู้หลุดพ้นจากความซึมเศร้ากลับมากระตือรือร้นแล้วก็ดูเหมือนจะไม่คิดถึงการเสียเวลาไปถึงสิบกว่าปีเลย อารมณ์ความรู้สึกในสิบกว่าปีที่ผ่านมา นางลบเลือนมันไปจนหมดสิ้น

“พวกเรา ไปกันเลยดีไหม” ลู่ผิงกับซูถังถามฉู่หมิ่น ขออนุญาตก่อนเพราะไม่รู้ว่าอยากให้พวกเขาอยู่พูดคุยด้วยหรือไม่

“ไปเถอะ!” ฉู่หมิ่นโบกมือไล่พวกเขา

ดังนั้นลู่ผิงจึงยกม่อหลินขึ้นหลัง ซูถังเข็นรถให้ซีเฟิ๋น ออกจากลานบ้านไปอีกแล้วอย่างรวดเร็ว

“พวกเจ้า เกือบจะถึงเวลาลงทะเบียนแล้วนะ” อวิ๋นชงกล่าวกับซิวจื้อผิงและสือเอ้า

“ครับ” นักเรียนทั้งสองพยักหน้า แต่ในฐานะนักเรียนเทียนเจ้า นักเรียนทุกคนจะรวมตัวกันเพื่อลงทะเบียนเป็นหมู่คณะ ทั้งสองคนต้องไปพร้อมกับคนทั้งสถาบัน

เด็ก ๆ ออกจากลานบ้านไปหมดแล้ว เหลือเพียงอวิ๋นชงกับฉู่หมิ่นสองคน

“ท่านก็คึกคักเช่นกันนะ” อวิ๋นชงพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ก็เป็นแบบนี้มาตลอดนั่นล่ะ” ฉู่หมิ่นกล่าว ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าช่วงที่ตนเองซึมเศร้าไปมีความแตกต่างอันใด

“เห็นอะไรในตัวพวกเขา” อวิ๋นชงถาม

“ความมุ่งมั่น อดทน กล้าหาญ...แล้วก็ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” ฉู่หมิ่นกล่าว

“เช่นนั้นหรือ” อวิ๋นชงทราบถึงอดีตของฉู่หมิ่น ดังนั้นจากคำพูดของฉู่หมิ่นจึงจับได้ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ฉู่หมิ่นประทับใจ

การช่วยเหลือซึ่งกันและกันหรือ เขาคิด แต่ฉู่หมิ่นก็กล่าวเสียงหนักแน่นย้ำขึ้นมาอีกว่า “เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่แท้จริง”

อวิ๋นชงไม่ถามต่อ ฉู่หมิ่นร่าเริงขึ้นมาก็ดีแล้ว กระบวนการไม่สำคัญ

“คาดหวังในตัวพวกเขาสูงมากนะ!” อวิ๋นชงกล่าวยิ้ม ๆ

“ที่คาดหวังในตัวพวกเขาไม่ใช่แค่ข้าคนเดียว” ฉู่หมิ่นกล่าว

“ยังมีใครอีกหรือ” อวิ๋นชงถาม

“กัวโหย่วเต้า” ฉู่หมิ่นกล่าว

“เจ้าคนโง่นั่นหรือ” อวิ๋นชงหัวเราะ กัวโหย่วเต้าในด้านอายุและประสบการณ์การฝึกฝนพลังวิญญาณต่างก็เป็นผู้อาวุโสของเขา แต่ตอนนี้เขาเป็นผู้อำนวยการสถาบันเทียนเจ้า สถาบันอันดับที่สามสิบเก้าอันโด่งดังในแผ่นดิน เมื่อเทียบสถานะกับกัวโหย่วเต้าแล้ว เขามีแต่เหนือกว่าไม่มีทางต่ำกว่า ตอนที่ก่อตั้งสถาบันก็บอกว่าจะก้าวข้ามสี่สถาบันหลัก ในสายตาของผู้ที่มีสถานะอย่างเขา นั่นมิใช่คนโกหก แต่เป็นคนโง่มาก

เรียกว่าคนโง่ถือได้ว่าให้ความเคารพมากแล้ว อย่างน้อยนั่นก็แปลว่าเป็นผู้ไร้เดียงสาและไร้ความกลัว

“ใช่ เจ้าคนโง่นั่นล่ะ” ฉู่หมิ่นเห็นด้วยกับคำพูดของอวิ๋นชงทันที แต่น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“แต่ไม่ใช่เพียงเขา” ฉู่หมิ่นกล่าว

“อ้อ”

“ยังมีเหวินเกอเฉิง” ฉู่หมิ่นกล่าว

“หา?” อวิ๋นชงอึ้งไป เขาเข้าใจผิดไปเล็กน้อย เขานึกว่าฉู่หมิ่นพูดถึง “คนโง่ไม่ใช่มีเพียงเขา” แต่เหวินเกอเฉิงย่อมไม่สามารถเป็นคนโง่ได้ จะบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะที่ไม่เคยมีมาก่อนในแผ่นดินก็ไม่เรียกว่าเกินจริงเลย พลังวิญญาณสองเชื่อมต่อฝึกฝนจนได้ความสามารถขั้นหก อีกทั้งยังเหนือกว่าความสามารถขั้นหกทั่วไป คนเช่นนี้มีน้อยเกินไปจริง ๆ

จากนั้นอวิ๋นชงจึงตระหนักได้ทันทีว่าที่ฉู่หมิ่นกล่าวว่า “ไม่ใช่เพียงเขา” ไม่ได้หมายถึงคนโง่ แต่หมายถึง “คาดหวัง” ที่อวิ๋นชงถามไปก่อนหน้านี้

ผู้ที่คาดหวังไม่ใช่เพียงฉู่หมิ่น ไม่ใช่เพียงกัวโหย่วเต้า แต่ยังมีเหวินเกอเฉิง

นี่เป็นเรื่องที่อวิ๋นชงไม่เคยคาดคิดมาก่อน เพราะว่าเด็กทั้งสี่คนทำให้ฉู่หมิ่นเปลี่ยนไป ทำให้นางกลับมามีชีวิตชีวา อวิ๋นชงจึงกล่าวชมเชยเช่นนั้นออกไป แต่ว่ากันตามจริงและวิเคราะห์กันตามหลักเหตุผลแล้ว แม้ว่าสี่คนนั้นจะใช้ “ตัดวิญญาณ” ฝึกฝนจนเชื่อมต่อได้สำเร็จ แต่การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณก็จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันแล้ว เพิ่งมาถึงปากทางเข้าระดับชั้นเชื่อมต่อ ควรจะคาดหวังในตัวพวกเขาอย่างสูงด้วยหรือ ดูเหมือนไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น

สี่คนนั้นอาจจะมีอนาคตอันสดใส แต่ในการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณครั้งนี้ อวิ๋นชงไม่คิดว่าพวกเขาจะทำเรื่องใหญ่โตอันใดได้

แต่ฉู่หมิ่นไม่คิดเช่นนั้น อวิ๋นชงไม่คิดอะไรมาก ถ้านี่เป็นศิษย์ของเขา  แม้ว่าจะเป็นผู้ที่ไม่โดดเด่น แต่เขาเองก็คงจะมีความคาดหวังอยู่บ้างเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นปาฏิหาริย์ก็ยังดี

แต่ว่า เหวินเกอเฉิงหรือ

ไม่ว่าจะเป็นการคาดหวังการแสดงออกในการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณก็ดี หรือจะคาดหวังในอนาคตของพวกเขาก็ดี จักษุจุลทัศน์ผู้รอบรู้คนนั้น เหวินเกอเฉิงผู้มีเหนือใคร ความจริงแล้วคาดหวังในตัวคนทั้งสี่นี้หรือ

เหวินเกอเฉิงในความคิดของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณทั้งหลายเป็นผู้ที่ไม่เคยผิดพลาดมาก่อน การคาดหวังของเขามิได้เป็นเพียงการคาดหวังธรรมดา แต่เป็นการประเมินค่าอย่างสูง

“เหวินเกอเฉิงมาตั้งแต่เมื่อไหร่” อวิ๋นชงก็สนใจเรื่องนี้มาก เหวินเกอเฉิงเป็นผู้ที่แม้แต่สี่สถาบันหลักก็ยังต่อสู้แย่งชิงตัวกัน อวิ๋นชงไม่กล้ามีความคิดอาจเอื้อมเช่นนั้น แต่ถ้าได้เจอตัวประหลาดผู้นั้น ได้พูดคุยกัน ถ้าโชคดีก็อาจจะขอให้เขาเปิดสอนที่สถาบันเทียนเจ้าได้ก็ยอดเยี่ยมยิ่งแล้ว

“เปล่า เขาเจอกับสี่คนนั้นมาก่อน กัวโหย่วเต้าเขียนมาในจดหมาย” ฉู่หมิ่นกล่าว

จดหมายที่ซีเฟิ๋นส่งมาให้ฉู่หมิ่นตอนนั้น นางขยำมันทิ้งไปโดยไม่เปิดอ่าน แต่นี่มิได้หมายความว่านางไม่รับรู้ข้อความในจดหมายฉบับนั้น จากความสามารถรับรู้ของนาง ตอนที่ซีเฟิ๋นนำจดหมายออกมานางก็อ่านจบแล้วโดยไม่ต้องเปิดออกดู

“ว่าอย่างไร” อวิ๋นชงถาม เดิมทีที่เขาพบกับพวกมาจากป่าเขาทั้งสี่ เขาก็มีความคาดหวังและใคร่รู้อยู่บ้าง แต่ตอนนี้กลับพบว่าความคาดหวังและใคร่รู้ของเขาดูจะยังไม่เพียงพอ

“มีคนหนึ่งที่ท่านน่าจะสังเกตได้อยู่แล้ว” ฉู่หมิ่นกล่าว “ม่อหลินคนนั้น”

“หมวกฟาง ที่ฝึกฝนยังไม่สำเร็จนั่นหรือ”

“ใช่แล้ว”

“เขาไม่มีพลังวิญญาณแห่งกาย” ฉู่หมิ่นกล่าว

“ไม่มีพลังวิญญาณแห่งกาย” อวิ๋นชงอึ้งไป นี่กับการไม่ได้ฝึกฝนเป็นคนละเรื่องกัน ถ้าไม่มีอย่างแท้จริงนั่นก็คือ...

“สายเลือดพินาศสวรรค์หรือ” อวิ๋นชงแปลกใจ เขาเองก็มีความรู้กว้างขวาง เคยได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับสายเลือดประเภทนี้มาบ้าง

ฉู่หมิ่นพยักหน้า

“แล้วคนที่นั่งรถเข็นเล่า” อวิ๋นชงถามขึ้นมาอีกครั้ง เด็กคนนี้แม้แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ามีสภาวะจิตใจไม่ธรรมดา แต่ถ้าพูดถึงพลังวิญญาณแล้วล่ะก็...

“เขาสมควรแซ่เยี่ยน” ฉู่หมิ่นกล่าว

“หา?” อวิ๋นชงอึ้งไป เขาเองก็จำชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าปีศาจน้อยทังสี่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าที่เขาได้ยินมาไม่มีคนไหนที่แซ่เยี่ยน เพราะว่าแซ่นี้ เมื่อมีผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณคนใดได้ยินก็จะต้องเชื่อมโยงถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาเสมอ แต่ตอนนี้ฉู่หมิ่นบอกเขาอย่างเคร่งขรึม คนหนึ่งแซ่เยี่ยน เช่นนั้นนี่ก็ไม่ควรจะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันเฉย ๆ แต่เป็นของจริง

“เยี่ยนของเยี่ยนชิวสือน่ะหรือ” อวิ๋นชงกล่าว

“ใช่” ฉู่หมิ่นกล่าว

อวิ๋นชงเงียบไป ไม่มีข้อกังขา เรื่องนี้เขาดูไม่ออกเลย แต่ถ้าเป็นเหวินเกอเฉิงผู้นั้น การดูสายเลือดผู้อื่นออกเป็นความสามารถเฉพาะตัวของเขา

“เด็กสาวนั่นล่ะ” อวิ๋นชงถามต่อ

“กายโลหิต” ฉู่หมิ่นกล่าว

สีหน้าของอวิ๋นชงแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง กายโลหิตคือสายเลือดที่ผิดปกติประเภทหนึ่ง

ปกติแล้วข้อได้เปรียบของสายเลือดจะแสดงออกมาหลังจากเชื่อมต่อสำเร็จ เจ้าของสายเลือดพวกนี้หลังจากเชื่อมต่อพลังวิญญาณตามเงื่อนไขได้แล้วก็จะสามารถพัฒนาความสามารถพิเศษขึ้นมาได้ ความสามารถประเภทนี้เรียกว่าความสามารถทางสายเลือด มีเพียงตระกูลที่มีความสามารถทางสายเลือดถึงจะคงอยู่ได้ตลอดไป เช่นตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งอาณาจักรเซวียนจุน บ้านเยี่ยนตะวันตกเฉียงเหนืออันยิ่งใหญ่ ต่างก็มีความสามารถทางสายเลือดเป็นของตัวเองกันทั้งสิ้น

และหลังจากฝึกฝนความสามารถทางสายเลือดนี้แล้ว พลังวิญญาณที่โคจรอยู่ในร่างก็จะทิ้งร่องรอยไว้ในสายเลือด ทำให้สายเลือดนี้ไม่สูญเสียความสามารถเมื่อสืบทอดสายเลือดต่อไป ดังนั้นแม้จะเป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณของตระกูลแบบนี้ แต่ถ้าไม่สามารถเชื่อมต่อพลังวิญญาณได้สำเร็จก็ไม่อาจจะสืบทอดความสามารถทางสายเลือดนี้ต่อไปได้ เพราะว่าเขามิได้ฝึกฝนความสามารถทางสายเลือดและทิ้งร่องรอยที่จำเป็นไว้ในสายเลือดของเขา

กายโลหิตก็เป็นสายเลือดพิเศษประเภทหนึ่ง แต่มันผิดเพี้ยนไปจากภาวะปกติคือมันไม่มีความสามารถทางสายเลือด สิ่งที่พิเศษของมันจะปรากฎขึ้นตอนที่ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณพยายามสัมผัสถึงพลังวิญญาณ พลังวิญญาณแห่งกายของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเมื่อเทียบกับผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณทั่วไปหรือแม้แต่ผู้ตื่นรู้พลังวิญญาณแห่งกายนั่นแข็งแกร่งกว่ามากนัก แต่เพราะว่าไม่มีความสามารถทางสายเลือด ดังนั้นกายโลหิตจึงไม่สามารถจะสืบทอดต่อไปได้ ทำให้มันหาได้ยากยิ่ง ไม่มีใครทราบว่าสายเลือดนี้ปรากฎขึ้นจากอะไร

และซูถังก็คือหนึ่งในเจ้าของสายเลือดกายโลหิตนี้เอง

“แล้วยังมี คนนั้นล่ะ...” อวิ๋นชงถามถึงคนสุดท้ายในที่สุด สามคนก่อนหน้านี้ทำให้เขาตกตะลึงมามากแล้ว

“เขาหรือ แม้แต่เหวินเกอเฉิงก็ยังไม่มีทางดูออก ท่านก็ทราบว่าทำไม ถ้าไม่มีพันธนาการเช่นนั้น เขาอาจจะเป็นผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์พลังวิญญาณหกเชื่อมต่อ” ฉู่หมิ่นกล่าว

........................................................

เจ๊ฉู่หมิ่น ไปออกรายการแฉแต่เช้าเถอะ บอกหมดเลย

สายเลือดพินาศสวรรค์ของม่อหลินนี่ คิดว่าแม้แต่เจ้าตัวยังไม่รู้เรื่องเลยล่ะมั้ง

ส่วนซูถังที่คนสงสัยกันนักว่าแกร่งเว่อร์มาจากไหน วันนี้ก็มีคำอธิบายแล้วนะคะ

 

ให้ทายว่าเมื่อไหร่ม่อหลินจะตื่นคะ

ใน 5 ตอน 10 ตอน 20 ตอน 50 ตอน 100 ตอน

 

ตอนที่ 95 – ท่วงทำนองของกลืนเสียง




NEKOPOST.NET