Heaven Awakening Path ตอนที่ 92 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.92 - ผู้ลงทะเบียนจากสถาบันไจเฟิง


ตอนที่ 92 – ผู้ลงทะเบียนจากสถาบันไจเฟิง

 

“เจ้า หยุดนะ!” จ้าวกังที่ยังใช้มือซ้ายเกาะกุมไล่ขวาได้ก้าวไปถึงหน้าซูถังที่เพิ่งลงมาจากเวทีลงทะเบียนแล้ว

ซูถังหยุดฝีเท้าลงมองหน้าเขา สายตามิได้หลบเลี่ยงหรือขลาดกลัว

จ้าวกังมิได้กล่าวอะไร เขาไม่ได้ถามอะไรประมาณว่า “ชกข้าทำไม” ระยะทางที่ลอยออกไปเท่ากับเด็กหนุ่มคนนั้น ทำไมถึงชกเขา หมัดนั้นของซูถังก็ได้บอกเขาอย่างกระจ่างชัดแล้ว

เห็นได้ชัดว่าจ้าวกังมิใช่คนที่มีเหตุผล ดังนั้นเขาจึงไม่คาดหมายให้ซูถังบอกเหตุผลกับเขา ดูจากจุดนี้เขาก็ดูจะมีเหตุผลอยู่บ้าง อย่างน้อยสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อผู้อื่นกับปฏิบัติต่อตนเองก็เหมือนกันไม่มีผิด

เขาไม่ได้เตรียมที่จะพูดคุยอะไรกับซูถัง หลังจากเรียกให้ซูถังหยุดลงมาเผชิญหน้าด้วยเพียงไม่กี่วินาที มือซ้ายที่ประคองไหล่ขวาจู่ ๆ ก็กวาดออกมา

การกระทำนี้มิได้รวดเร็วมาก แต่ทรงพลังยิ่งนัก

แขนซ้ายของซูถังยกขึ้นทันใด พุ่งเข้าไปปะทะกับการโจมตีของจ้าวกัง

จ้าวกังมิได้หลบเลี่ยง มิได้เปลี่ยนแปลงกระบวนท่า แม้จะรู้ว่าจะถูกสกัด เขาก็ยังคงโจมตีฝ่ามือนี้ออกไป

แขนของคนทั้งสองเข้าปะทะกัน ไม่ได้ผละจากกันแต่รักษาท่าทางนี้ไว้ แต่ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณทั้งหลายต่างก็เห็นว่าทั้งสองคนกำลังประลองกำลังกันอยู่ ไม่ได้แข่งขันกันเรื่องอื่น แต่เป็นการแข่งขันของกำลังกายกับกำลังกาย เช่นเดียวกับการแข่งขันงัดข้อ

ตอนแรกแขนทั้งสองข้างที่ปะทะกันกลางอากาศไม่ขยับเขยื้อน แต่จากนั้นก็เริ่มสั่นไหว กำลังที่คนทั้งสองใช้ยิ่งมายิ่งเพิ่มขึ้น ทุกคนต่างรับรู้ได้ถึงการโคจรของพลังวิญญาณแห่งกายที่ไหลเวียน ตอนแรกก็เป็นเพียงการทดสอบอีกฝ่าย แต่อย่างรวดเร็ว พลังวิญญาณแห่งกายของคนทั้งสองก็พร้อมที่จะปะทุขึ้น

มาแล้ว!

สายตาของทุกคนมองดูที่จุดนี้ แม้แต่นักเรียนที่รับป้ายแขวนเอวอยู่บนเวทีก็ยังมองมาที่จุดนี้อย่างไม่วอกแวก

“สถาบัน ชื่อ!” มู่หย่งทำตามหน้าที่ของตน แต่กลับไม่ได้รับคำตอบตามที่ควรจะเป็น เขาเงยหน้าขึ้น พบว่าทุกคนจ้องมองการประลองกำลังที่อยู่ด้านข้างเวทีลงทะเบียน รวมทั้งผู้ที่อยู่ต่อหน้าเขาด้วย ฝ่ามือของเขายังคงแบออกเหมือนรอให้มู่หย่งวางป้ายแขวนเอวลงบนมือของเขา

น่าเบื่อ!

สำหรับการประลองกำลังที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ มู่หย่งเพียงรู้สึกว่าน่าเบื่อเท่านั้น เขาเป็นหนึ่งในสิบสองกรรมการในการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ ได้เห็นการแข่งขันระดับสูงมามาก ส่วนการประลองกำลังที่อยู่ตรงหน้านี้เขาไม่สนใจเลยสักนิดเดียว เขาเพียงอยากจะทำการลงทะเบียนให้แล้วเสร็จตามหน้าที่โดยเร็วที่สุด ในขณะที่กำลังคิดอยู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองตะกร้าใส่ป้ายแขวนเอวที่อยู่ริมเวทีลงทะเบียน

“สถาบัน ชื่อ!” เขาร้องเสียงดังอีกครั้ง ในตอนนั้นเองที่ผู้ประลองกำลังทั้งสองฝ่ายเริ่มที่จะแสดงพลังครั้งสุดท้าย

โครม!

พลังวิญญาณแห่งกายเป็นเสมือนเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงขึ้นมา จู่ ๆ ก็แผ่พุ่งออกมาจากท่อนแขนของคนทั้งสองเหมือนมีตัวตนจับต้องได้ ท่อนแขนที่ปะทะกันสั่นไหวอย่างรุนแรงมากขึ้น ระดับพลังกายาใหญ่ที่แผ่ออกมาทำให้คนไม่น้อยหน้าเปลี่ยนสี

โอ้ย...ประเภทเสริมสร้างหรือ หลายปีมานี้ได้รับความนิยมจริง ๆ!

มู่หย่งเองก็รับรู้ได้ประเภทของพลังวิญญาณแห่งกายของทั้งสองคน แม้ว่าจะเพียงพริบตาเดียวแต่ก็ดูออกมาเป็นพลังวิญญาณแห่งกายประเภทเสริมสร้างแน่ ๆ

“ไม่เลว ไม่เลวเลย พื้นฐานพลังวิญญาณแห่งกายดีมาก เสริมสร้าง...สิบสองเท่า กายาแกร่ง อืม ยังพอใช้ได้”

ในฐานะกรรมการอาวุโสสำหรับการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ มู่หย่งมีความสามารถในการรับรู้สูงส่งมาก เขาสามารถตัดสินพลังของหนึ่งในผู้ต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว นั่นก็คือ จ้าวกัง

“แม่นางน้อยคนนี้ยิ่งไม่เลวใหญ่ ดูออกจะบอบบาง คิดไม่ถึงเลยว่าก็เป็นประเภทเสริมสร้าง แล้วยังเป็นเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกายด้วย ระดับของนางคือ...” โดยไม่รู้ตัว มู่หย่งก็หันมาสนใจการประลองกำลังครั้งนี้ขึ้นมาแล้ว เพราะดูไม่ออกเลยว่ากายาแกร่งของเด็กสาวนางนี้จะสามารถต้านทานกายาแกร่งสิบสองเท่าของอีกฝ่ายได้โดยสิ้นเชิง นี่ทำให้มู่หย่งสนใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อรับรู้ถึงระดับพลังของซูถังที่ปลดปล่อยออกมา เขาก็อึ้งไป

“นี่คือ...เสริมสร้างสามเท่าหรือ เป็นเพียงกายาใหญ่หรือ”

กายาใหญ่เสริมสร้างสามเท่า สู้ได้กับกายาแกร่งเสริมสร้างสิบสองเท่าของอีกฝ่าย

มู่หย่งเชื่อว่าการสังเกตของตนเองไม่ผิดพลาดแน่นอน เช่นนั้นก็อธิบายได้เพียงว่าระดับพลังวิญญาณชั้นฟ้าที่หกของแม่นางน้อยผู้นั้นเทียบเท่าได้กับสี่เท่าของพลังของคู่ต่อสู้

นั่นเป็นไปได้อย่างไร

แม้ว่าจะเป็นระดับชั้นฟ้าที่หกเหมือนกัน แต่พรสวรรค์ของแต่ละคนและวิธีการฝึกฝนก็แตกต่างกันไป ระดับของชั้นฟ้าที่หกอันเป็นจุดสูงสุดของแต่ละคนจึงยากที่จะเท่ากันพอดี จะต้องมีความแตกต่างกันอยู่บ้างเสมอ แต่ความแตกต่างที่มากมายเพียงนี้มันเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่

มู่หย่งเลิกไม่เห็นด้วยกับการประลองกำลังนี้อีกแล้ว เสริมสร้างสิบสองเท่า เสริมสร้างสามเท่า แม้ว่าในสายตาของเขาระดับการเสริมสร้างเพียงเท่านี้จะต่ำมาก แต่สามเท่าสู้กับสิบสองเท่าได้ สถานการณ์นี้ทำให้เขากลายเป็นผู้ที่ตกตะลึงมากที่สุดในที่แห่งนี้

เขาหันไปมองดูการลงทะเบียนที่เขาเพิ่งจดลงไปทันที

สถาบันไจเฟิง ซูถัง

สถาบันไจเฟิงหรือ

มู่หย่งอึ้งไป มีหลายคนที่อาจจะสงสัยว่าสถาบันไจเฟิงเป็นสถาบันที่ไหนกันแน่ จะอย่างไรสถาบันไจเฟิงก็ไร้นามจนเกินไปแล้ว แต่มู่หย่งกลับเป็นคนหนึ่งที่รู้ว่าในเขตเพื่อนบ้านของพวกเขา คือเขตเสียเฟิง ทั้งเขตมีสถาบันเล็ก ๆ จน ๆ สองแห่ง หนึ่งคือสถาบันเสียเฟิง อีกหนึ่งก็คือสถาบันไจเฟิง สถาบันแห่งนี้ตั้งมากว่ายี่สิบปีแล้ว แต่ในตอนก่อตั้งได้มีคำขวัญว่าจะก้าวข้ามสี่สถาบันหลัก

นี่ย่อมเป็นเรื่องขำขัน แต่ก็เพราะเรื่องขำขันนี้เองที่ทำให้สถาบันไจเฟิงน้อย ๆ ในเขตเล็ก ๆ มีชื่อเสียงขึ้นมานิดหน่อย ทำให้มู่หย่งรู้จักสถาบันนี้

เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้ามาจากสถาบันนี้หรือ สถาบันนี้ดูเหมือนจะไม่เคยเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเลย พู่กันในมือม่อหย่งจิ้มลงไปบนกระดาษ ทำให้ด้านหลังชื่อซูถังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบหมึก

เขาไม่สนใจผลการประลองครั้งนี้ ในด้านคุณภาพแล้ว ซูถังเหนือกว่าอย่างมาก แม้ว่าในตอนนี้นางจะยังสู้ไม่ได้ชั่วคราวก็ตาม...

เอ่อ ไม่ต้องพูดว่าชั่วคราวแล้ว นางชนะแล้ว

แขนที่ปะทะกันในที่สุดก็อยู่เหนือกว่า แขนซ้ายของซูถังค่อย ๆ กดแขนซ้ายของจ้าวกังลงมา สีหน้าของจ้าวกังก็กลายเป็นซีดขาว

กำลังกายเป็นคุณสมบัติที่เขาภาคภูมิใจที่สุด แต่ตอนนี้กลับถูกเด็กสาวที่ดูบอบบางเอาชนะไปได้อย่างหมดจด ลำดับพลังวิญญาณหรือ ที่หนึ่งหรือ จ้าวกังรู้สึกขำตัวเองขึ้นมา ความฝันที่เคยวาดหวังไว้ พังทลายลงมาตอนนี้เอง

“ปีหน้าข้าจะมาใหม่” เขากล่าวขึ้นแล้วก็โยนป้ายแขวนเอวที่เพิ่งได้รับมาออกไปอย่างกะทันหัน เขาโยนมันไปตรงหน้าเด็กหนุ่มที่เขาเพิ่งทุบตีไป

“ให้เจ้า ถ้าเจ้ายังต้องการมัน” จ้าวกังกล่าวจบก็หันกายจากไป มือซ้ายยังคงประคองไหล่ขวาที่บาดเจ็บเล็กน้อย

“ถ้าเรื่องเป็นแบบนี้ก็ง่ายแล้ว” มู่หย่งผฃบนเวทีลงทะเบียนขีดฆ่าชื่อของจ้าวกังออกจากหนังสือลงทะเบียนอย่างพอใจ ส่วนป้ายแขวนเอวที่ส่งออกไปแล้วมู่หย่งก็เห็นว่าเด็กน้อยที่ถูกชกลอยออกไปเก็บป้ายแขวนเอวนั้นมาอย่างเงียบ ๆ แล้วมองไปที่มู่หย่งอย่างตั้งคำถาม

“สถาบัน ชื่อ” มู่หย่งเตรียมเขียน ไม่เห็นว่าเขามองอะไรแต่เสียงของเขาทำให้ทุกคนรู้สึกวาเขาถามเด็กหนุ่มคนนั้น มิใช่ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา

เด็กหนุ่มนั้นก็รู้สึกได้เหมือนกัน ตอบขึ้นมาทันที

“สถาบันเทียนอู่ ซู่เหวยเฟิง”

เทียนอู่...สถาบันอะไร ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อ มู่หย่งใช้ความสามารถเฉพาะตัวหันไปตรวจสอบกระดานประกาศรายชื่อสถาบันในแผ่นดินด้านข้าง จากนั้นก็พบเห็นชื่อสถาบันเทียนอู่ในเวลาอันรวดเร็ว

สี่ร้อยยี่สิบเจ็ด...

นี่เป็นลำดับของสถาบันเทียนอู่บนลำดับวาตะเมฆาของสถาบันในแผ่นดินทั้งหมด เป็นสถาบันที่อยู่ท้ายตารางที่สุด นักเรียนจากสถาบันนี้ก็ยังอยากจะมาเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณอันมีชื่อเสียงมานานของเขตจื้อหลิงด้วยหรือ เด็กน้อยคนนี้น่าสนใจมาก! คนที่เอาชนะเจ้าได้อย่างง่ายดายกลับถูกเด็กสาวตัวเล็ก ๆ นางนี้เอาชนะไปได้ ระดับของเจ้ายังจำเป็นที่จะต้องมาเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณนี้ด้วยหรือ

แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่คิดที่จะถอนตัว ทุก ๆ ปีในการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ เนื่องจากความมั่นใจเกินตัวทำให้มีผู้เข้าร่วมหลายคนจบลงอย่างอนาถหรือแม้แต่ถึงแก่ความตาย มู่หย่งไม่รู้ว่าเห็นมากี่ครั้งคราแล้ว ในเรื่องนี้จิตใจของเขาชาด้านไปแล้ว จึงไม่ไปกล่าวตักเตือนผู้ใดอีก

สถาบันเทียนอู่ ซู่เหวยเฟิง

เขาจดชื่อของผู้สมัครลงไปในที่สุด สำหรับหมายเลขป้ายแขวนเอวนั้นก็ย่อมเป็นเลข 2921 ที่ถูกจ้าวกังละทิ้งไป

“สถาบัน ชื่อ” มู่หย่งกลับไปสนใจผู้สมัครคนต่อไป

“สถาบันไจเฟิง ลู่ผิง”

“เอ๊ะ” มู่หย่งที่เพิ่งก้มหน้าลงเงยหน้าขึ้นมองดูลู่ผิง

เป็นสถาบันไจเฟิงอีกแล้วหรือ นี่เป็นจุดแรกที่เขาสนใจ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ...คนธรรมดาหรือ

บนร่างลู่ผิง มู่หย่งไม่รู้สึกถึงพลังวิญญาณแม้แต่นิดเดียว

“เหลวไหล!” มู่หย่งโกรธขึ้นมาเล็กน้อย

.....................................................................

 

ตอนที่ 93 – คนเบาปัญญา




NEKOPOST.NET