Heaven Awakening Path ตอนที่ 90 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.90 - รอคอยที่จะพบกันใหม่


ตอนที่ 90 – รอคอยที่จะพบกันใหม่

 

พวกลู่ผิงมาอยู่ที่สถาบันเทียนเจ้าเพียงไม่กี่วัน แต่ในไม่กี่วันนี้ความสัมพันธ์ของเวินเหยียนกับพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ตอนแรกก็เพียงสงสัยใคร่รู้ หลังจากเห็นความมุ่งมั่นอย่างบ้าคลั่งในการฝึกฝนของพวกเขาก็กลายเป็นความชื่นชม หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องที่ได้รับการช่วยชีวิตจากซีเฟิ๋น

แต่ว่าอาการบาดเจ็บของเวินเหยียนจากน้ำมือของลั่วถิงก็ไม่เบาเลย ถูกอาจารย์เสิ่นเหอพากลับบ้านไปรักษาตัวอยู่หลายวันก็ดีขึ้นไม่น้อย เช้าตรู่วันนี้จึงไปขูดรีดยาชั้นเยี่ยมจำนวนไม่น้อยจากเสิ่นเหอ ท่ามกลางเสียงดุด่าของเสิ่นเหอวิ่งมาหาพวกลู่ผิงที่นี่

ยาพวกนี้ย่อมเตรียมไว้ให้ซีเฟิ๋นใช้ หลังจากวิ่งอย่างร่าเริงมาถึงหอสมุดกลับไม่เห็นวี่แววของคนทั้งสี่ในลานว่างกลางดงไม้เลย กลิ่นสุราที่มักจะลอยอบอวลอยู่เสมอก็หายไปอย่างสิ้นเชิง

“ลู่ผิง”

“ซีเฟิ๋น”

“ครูฉู่หมิ่นคะ”

เวินเหยียนร้องตะโกนพลางมองหาไปทั่ว จากชั้นแรกของหอสมุดไปจนถึงชั้นบนสุด จากชั้นบนสุดกลับลงมาทีละชั้น กลับไปที่ห้องฉู่หมิ่น มองออกไปนอกหน้าต่างยังลานกว้างในดงไม้นั้น แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยของหลายคนนั้นเลย

“พวกเขาไปแล้ว!” จู่ ๆ ก็มีคนกล่าวขึ้นมา เวินเหยียนหันกลับไปมอง เป็นเฉียวเฉิง เฉียวอิ่งสองพี่น้องเข้ามาในห้องนี้ เมื่อมองเห็นของที่ระเกะระกะอยู่เต็มห้อง ทั้งคู่ก็ขมวดคิ้วอย่างพร้อมเพรียง

“ไปแล้วหรือ ไปที่ใด” เวินเหยียนถาม

“ไม่รู้สิ แต่ไปแล้วก็แล้วกัน” ในขณะที่เฉียวเฉิงกล่าวเขาก็หยิบหนังสือที่อยู่ตรงเท้าขึ้นมาพลิกดูผ่าน ๆ แต่มองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นที่ที่จะวางมันลงได้เลย

“รกจริง ๆ ...” เฉียวอิ่งพึมพำ

“ทำไมต้องไปด้วยล่ะ” เวินเหยียนปิดประตูรักษาตัวอยู่หลายวัน ไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

“เจ้าไม่รู้หรือ” เฉียวเฉิงแปลกใจมาก นี่มิใช่เรื่องที่รู้กันแต่ในสถาบันเทียนเจ้า แม้แต่สถาบันซวงจี๋ที่อยู่อีกฟากถนนก็ยังรู้กันทั่ว หลายวันนี้ในการต่อสู้กับสถาบันซวงจี๋ คำพูดที่นักเรียนเทียนเจ้ากล่าวมากที่สุดก็คือ กล้าไปสู้กับหน่วยกำกับสถาบันไหมเล่า

ไม่กล้า สถาบันซวงจี๋ย่อมไม่กล้า แต่ตอนนี้สถาบันเทียนเจ้าสู้ไปแล้ว แม้ว่านักเรียนที่ต่อสู้ความจริงมิใช่นักเรียนเทียนเจ้า ฉู่หมิ่นก็ออกไปแล้ว แต่ใครเล่าจะมาอธิบายเรื่องพวกนี้ พวกเขาเทียนเจ้าสู้ไปแล้ว แต่ซวงจี๋ไม่กล้า นี่มิได้แสดงว่าสถาบันซวงจี๋สู้พวกเขาไม่ได้หรือ

แต่คำพูดประเภทนี้อันตรายกับสถาบันจริง ๆ พวกนักเรียนเลือดร้อนย่อมไม่รู้อะไรมาก อยากจะเอาเรื่องนี้มาทับถมกันย่อมไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์สถาบัน ดังนั้นทางสถาบันที่มักจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับ “การพบปะบนท้องถนน” จึงได้สอดมือเข้ามาหยุดยั้งการทับถมนี้จนหมดสิ้นไป แต่เมื่อเวินเหยียนได้ยินเรื่องนี้เข้า นางกลับไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจในความเหนือกว่าเลย แต่กลับตกใจและเป็นห่วงพวกลู่ผิง

“พวกเขาไปต่อสู้กับคนของหน่วยกำกับสถาบันหรือ” เวินเหยียนกล่าว ในฐานะนักเรียนชั้นปีสี่ที่จวนจะสำเร็จการศึกษาอยู่แล้วย่อมทราบดีว่าหน่วยกำกับสถาบันมีน้ำหนักเพียงใดต่อเหล่าสถาบัน ตอนนี้กลับมีคนกล้าต่อยตีหน่วยกำกับสถาบัน เป็นเรื่องที่คิดไม่ถึงจริง ๆ

“พวกเขาเลยต้องไป” เฉียวเฉิงกล่าว

สาเหตุที่ต้องไปมิได้ยากที่จะเข้าใจ มีเพียงนักเรียนที่ไร้เดียงสาที่สุดถึงจะเชื่อคำพูดของผู้อำนวยการที่ว่าฉู่หมิ่นใช้วิชาตัดวิญญาณจึงถูกไล่ออกไป

เวินเหยียนย่อมไม่ไร้เดียงสาปานนั้น นางตระหนักทันทีว่าพวกฉู่หมิ่นไปเพื่อปกป้องสถาบัน เพื่อให้คนอื่นไม่ถูกใส่ความไปด้วย

“หลังจากนั้นเล่า” เวินเหยียนถาม

“หลังจากนั้นหรือ คนของหน่วยกำกับสถาบันก็มาอีกสองรอบ หลิ่วหยางเหวินกับจงเจิ้งหาวมาด้วยตัวเองเลยนะ แต่ท่านผู้อำนวยการยืนยันว่าเขาไล่คนไปแล้ว ว่าสถาบันเทียนเจ้าไม่เกี่ยวด้วย” เฉียวเฉิงกล่าว

“ง่ายอย่างนั้นเลยหรือ” เวินเหยียนไม่อยากจะเชื่อ นามอันโด่งดังของหลิ่วหยางเหวินกับจงเจิ้งหาวนางก็รู้จัก ทั้งคู่เป็นผู้ตรวจการอาวุโสของหน่วยกำกับสถาบันเขตจื้อหลิง ที่จื้อหลิงนี้มีชื่อเสียงลือเลื่อง ข่าวลือบอกว่าแข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่ทราบแน่ชัด เรื่องของสถาบันแบบนี้น้อยมากที่ผู้ตรวจการอาวุโสสองคนจะต้องลงมาจัดการด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าหน่วยกำกับสถาบันให้ความสำคัญเพียงใดกับเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าข้ออ้างของผู้อำนวยการจะไม่สามารถกลบเกลื่อนผ่านไปได้

“ไล่ออกหรือ ใช้วิชาตัดวิญญาณ ทำร้ายผู้ตรวจการหน่วยกำกับสถาบัน เพียงไล่ออกหรือ ทำไมไม่จับกุมตัวพวกเขาไว้!” เฉียวอิ่งพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ฮะฮะ ก็สู้ไม่ได้นี่ครับ!” เฉียวเฉิงหัวเราะปลอม ๆ ตอบกลับไป เวินเหยียนทราบทันทีว่าคนผู้นี้เลียนแบบคำพูดของผู้อำนวยการอวิ๋นชง แม้ว่าจะไม่เหมือนถึงสิบส่วน แต่ก็ยังคล้ายจริงมาก ทำให้คนดูออกได้ทันที

“สู้ไม่ได้หรือ สถาบันเทียนเจ้าอันเกรียงไกร อาจารย์ท่านเดียวนักเรียนสี่คนยังจัดการไม่ได้หรือ” เฉียวอิ่งตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง

“ไม่ใช่อาจารย์ธรรมดานะ เป็นหัวหน้าศาสตราจารย์!” เฉียวเฉิงกล่าวต่อ ตำแหน่งหัวหน้าศาสตราจารย์ที่ทำให้ปัญหาหนักหนากว่าเดิม ตอนนี้กลับถูกอวิ๋นชงใช้เป็นข้ออ้างแล้ว แต่หลังจากแสดงจบเฉียวเฉิงก็ลังเลอย่างเห็นได้ชัด แต่เฉียวอิ่งก็รีบแสดงแทนพี่ชายของตัวเอง เลียนแบบน้ำเสียงของอวิ๋นชงกล่าวขึ้นมา “ใช่ไหมครับ ผู้อำนวยการเซี่ย*”

กับปัญหานี้ อวิ๋นชงไม่ลังเลเลยที่จะลากเซี่ยปั๋วเจี่ยนลงน้ำ เซี่ยปั๋วเจี่ยนไม่อยากให้ฉู่หมิ่นจากไปแบบนี้จริง ๆ แต่ตอนนั้นก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้จากความเกรงกลัว ความรู้สึกนี้สำหรับเซี่ยปั๋วเจี่ยนแล้วยิ่งเป็นความจริงกว่าอวิ๋นชง

แต่ตอนนี้มาเกี่ยวข้องกับอาจารย์ของตนเอง เฉียวเฉิงก็แสดงต่อไม่ออกแล้ว สีหน้าก็ดูจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง เซี่ยปั๋วเจี่ยนในเรื่องนี้ทำตัวน่าอับอายอย่างไร ตอนนี้ก็มีข่าวลือมากมาย นี่ย่อมเป็นเรื่องเล่าที่ไม่น่ารับฟัง แต่สำหรับฉู่หมิ่นแล้ว แม้ว่าจะก่อปัญหาใหญ่ แต่ในส่วนลึกของจิตใจทุกคนก็รู้สึกยินดี ไม่เช่นนั้นคงไม่เอาเรื่องนี้ไปทับถมคู่แข่งอย่างนี้หรอก

“ก็คงอย่างนั้น หน่วยกำกับสถาบันก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน” เฉียวเฉิงกล่าว

“อืม ผู้อำนวยการผู้นั้น...ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนจริง ๆ หรือ” เวินเหยียนถาม

“เรื่องนี้ข้าไม่รู้” เฉียวเฉิงส่ายหน้า

“ข้าไปถาม” เวินเหยียนพูดจบแล้วก็จะไปทันที

“นี่...” อยู่ ๆ เฉียวเฉิงก็ร้องเรียกให้นางหยุด

“คือว่า คนพวกนั้น ได้ยินว่าอยากจะไปเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณหรือ” เฉียวเฉิงถาม

“ใช่แล้ว” เวินเหยียนพยักหน้า

“เช่นนั้นพวกเราก็ยังจะได้พบกันอีกสินะ” เฉียวเฉิงกล่าว นักเรียนชั้นปีสี่ของสถาบันเทียนเจ้า คนที่ค่อนข้างเก่งต่างก็เข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณทั้งนั้น พวกเขาทุกคนเห็นว่าการทดสอบนี้สำคัญกว่าการทดสอบใหญ่ของสถาบันเสียอีก เวินเหยียน เฉียวเฉิง ในหมู่นักเรียนชั้นปีสี่ก็โดดเด่นมาก ต่างเป็นศิษย์ของศาสตราจารย์ จะต้องถูกส่งตัวไปเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณแน่ ๆ

“ใช่ จะได้พบแน่ ๆ” เวินเหยียนพยักหน้า พูดด้วยความมั่นใจสิบส่วน นางเชื่อเช่นนั้น สิ่งที่คนพวกนั้นตัดสินใจจะทำ ไม่มีอะไรจะขวางกั้นพวกเขาได้ แม้ว่าซีเฟิ๋นจะต้องนั่งรถเข็น แม้ว่าซูถังและม่อหลินจะยังอยู่ในสภาวะที่ถูกตัดวิญญาณ แต่ในการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณนี้ พวกเขาจะต้องปรากฏตัวขึ้น จะต้องเข้าร่วมอย่างแน่นอน

“บางที พวกเขาไม่เข้าร่วมอาจจะดีกว่า...” อยู่ ๆ เฉียวเฉิงก็พูดขึ้นมาอย่างคลุมเครือ

“หมายความว่าอย่างไร” เวินเหยียนอึ้งไป

“เอ่อ...ไม่มีอะไร” เฉียวเฉิงส่ายหน้า จากนั้นก็หันไปเร่งเฉียวอิ่งว่า “รีบเก็บกวาดเร็วเข้า”

“เจ้าอยากจะบอกอะไรกันแน่” เวินเหยียนไม่พอใจที่เฉียวเฉิงอมพะนำ

เฉียวเฉิงลังเลอยู่นานสองนาน แต่สุดท้ายก็ยังบอกว่า “อาจารย์ข้า...ไม่คิดที่จะปล่อยพวกเขาไปแบบนั้น”

“เฮ่อ เซี่ยปั๋วเจี่ยนหรือ” ตอนนี้เวินเหยียนหมดความเคารพในตัวเซี่ยปั๋วเจี่ยนโดยสิ้นเชิง เรียกชื่อตรง ๆ อย่างไม่ลำบากใจสักนิด

น้ำเสียงแบบนี้ สำหรับศิษย์ของเซี่ยปั๋วเจี่ยนแล้วแหลมคมมาก แต่ตอนนี้เฉียวเฉิงกลับเพียงแค่ลังเล

“เขาคิดจะทำอะไร” เวินเหยียนเกลียดก็เกลียด แต่ยังคงถามต่อไป

“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้แน่เหมือนกัน” เฉียวเฉิงสั่นศีรษะ

“ก็ได้...” เวินเหยียนพยักหน้า “ข้าไปก่อนนะ”

“อืม...”

เวินเหยียนที่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวจู่ ๆ ก็หันกลับมา “ทำไมเจ้าถึงมาบอกข้าเรื่องนี้ เจ้าก็เป็นห่วงพวกเขาหรือ”

เฉียวเฉิงก็ไม่รู้

“ข้าไม่ห่วงหรอกนะ” เวินเหยียนพูดยิ้ม ๆ “ข้ายังรอคอยที่จะได้พบพวกเขาใหม่ ถ้าเกิดตอนนั้นอาจารย์ของเจ้ามาหาเรื่อง ก็จะต้องถูกตีจนหัวปูดตาบวมแน่ ๆ”

เฉียวเฉิงรู้สึกไม่เต็มใจ แน่นอนว่าเขาหัวเราะไม่ออก คำพูดนี้ของเวินเหยียนเยาะเย้ยอาจารย์ของเขา คนที่เขาเคยเคารพนับถือเสมอเทพเจ้า ในเหตุการณ์คราวนี้ การกระทำของเซี่ยปั๋วเจี่ยนได้ทำให้เขาเกิดความกังขาขึ้นในจิตใจอย่างใหญ่หลวงแล้ว

เวินเหยียนจากไป เฉียวเฉิงกับเฉียวอิ่งก็ทำความสะอาดห้องที่สกปรกนี้ต่อ ตอนนั้นเอง บนยอดไม้นอกหน้าต่าง ร่างร่างหนึ่งค่อย ๆ คืบคลานลงมาเงียบ ๆ เป็นช่วงเวลากลางวัน แต่ร่างทั้งร่างของเขาหายลับไปในดงไม้โดยไม่เหลือแม้แต่เงา ท่าร่างของเขานี้ดูไปแล้วเหมือนหนึ่งใบปลิดปลิวที่เว่ยอิ่งเชี่ยวชาญไม่มีผิด แต่ว่าระดับของเขาดูจะแย่กว่าเว่ยอิ่ง ไม่เหมือนตอนที่เว่ยอิ่งใช้ที่ให้ความรู้สึกเหมือนใบไม้หนึ่งใบที่ปลิวไปตามสายลม

แต่เพียงไม่นานเขาก็เคลื่อนที่ไปถึงริมดงไม้โดยไม่มีผู้ใดรู้เห็น กระโดดครั้งหนึ่ง เหินผ่านกำแพงสถาบันเทียนเจ้าไป ทิ้งตัวลงข้างนอกสถาบันบนถนนที่แม้แต่เวลากลางวันยังไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน

พั่บ!

ตอนที่ทิ้งตัวลงพื้น ไม่เพียงมีเสียง แม้แต่ฝุ่นก็ลอยขึ้น นี่เป็นเรื่องที่เว่ยอิ่งเวลาใช้หนึ่งใบปลิดปลิวไม่เคยเกิดขึ้นเลย แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ตามเมื่อได้เห็นคนผู้นี้แล้ว ต่างก็จะคิดว่าหนึ่งใบปลิดปลิวแบบนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

เพราะเขาอ้วนเกินไป

แขนอ้วนขาอ้วนพุงกลมหน้ากลม ดูเหมือนจะหนักสองร้อยกว่าจิน รูปร่างและน้ำหนักเช่นนี้ การใช้หนึ่งใบปลิดปลิวที่เป็นความสามารถในการควบคุมน้ำหนัก เมื่อเทียบกับการควบคุมน้ำหนักของเว่ยอิ่งเป็นคนละเรื่องกันเลย

ความสามารถประเภทเปลี่ยนแปลงก็เป็นเช่นนี้ ความสามารถเดียวกัน แต่เมื่อมีเป้าหมายที่แตกต่าง ความยากลำบากในการควบคุมก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คนอ้วนหนักกว่าสองร้อยจิน ควบคุมหนึ่งใบปลิดปลิวได้ถึงขั้นนี้ ดูจากเหตุผลข้อนี้แล้ว ระดับของหนึ่งใบปลิดปลิวของบุรุษอ้วนผู้นี้ยังเหนือกว่าเว่ยอิ่ง เพียงแต่ว่าการที่เขาต้องการจะควบคุมน้ำหนักของตัวเองเป็นเรื่องที่ยากเกินไป

บุรุษอ้วนที่ลงถึงพื้นแล้วถอนหายใจคราหนึ่ง จากนั้นก็เดินไปตามถนน ไม่นานก็ไปถึงร้านขายอาหารเช้าบนถนนที่คึกคักเส้นหนึ่ง มองเห็นเว่ยหมิง ทั้งสองคนก็ไม่ได้ส่งสัญญาณลับให้กัน บุรุษอ้วนเห็นเว่ยหมิงก็โบกมือให้ จากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ โบกมือเรียกเจ้าของร้าน “เอาบะหมี่ให้ข้าชามหนึ่ง”

“ได้เรื่องไหม” เว่ยหมิงถาม

“ไม่มีอะไรใหม่ ยังไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกเขาไปไหน แต่ข้าเพิ่งได้ยินว่าเซี่ยปั๋วเจี่ยนแห่งสถาบันเทียนเจ้าเหมือนจะมีแผนจัดการพวกเขาเหมือนกัน” บุรุษอ้วนกล่าว

“แค่ไม่กี่วัน พวกเขาทำให้คนขุ่นเคืองไปกี่คนกันแน่นะ” เว่ยหมิงกล่าว

“ฮาฮา ดูแบบนี้แล้วก็เหมือนวิถีทางของจวนเจ้าเมืองเราอยู่นะ” บุรุษอ้วนหัวเราะ

“อะไรนะ”

“มีประสิทธิภาพมาก!” บุรุษอ้วนกล่าว บะหมี่ของเขามาถึงพอดี เขาจึงก้มศีรษะลงไปรับประทาน

“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ต้องลำบากมากนักนะ รอให้ถึงการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณให้พวกเขาปรากฎตัวออกมา ท่านว่าอย่างไร เว่ยโจ้ง” เว่ยหมิงผู้ได้ชื่อว่าเป็นมันสมองอันดับหนึ่งของจวนเจ้าเมือง การจะถามความเห็นผู้อื่นหาได้ยากมาก

“กินบะหมี่” บุรุษอ้วนเว่ยโจ้งตอบเขา

..............................................................................

* ผู้อำนวยการเซี่ย ไม่แน่ใจว่าเป็นคนเขียนพิมพ์ตกไปตัวหนึ่งหรืออวิ๋นชงต้องการจะแซะเซี่ยปั๋วเจี่ยนเลยอัพเกรดจาก รอง ผอ. เป็น ผอ.ไปเลยค่ะ

 

ตัวละครใหม่ เว่ยโจ้ง ความจริงคือชื่อเว่ยจ้ง ออกเสียงแบบเดียวกับเจ้าเมืองเด๊ะ ๆ แต่เพื่อกันความสับสนเราเลยเปลี่ยนเล็กน้อยเป็นเว่ยโจ้งแทนนะคะ

 

ตอนที่ 91 – ลงชื่อร่วมการชุมนุม




NEKOPOST.NET