Heaven Awakening Path ตอนที่ 9 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.9 - ชื่อเสียงสำคัญกว่าทุกสิ่ง


ตอนที่ 9 – ชื่อเสียงสำคัญกว่าทุกสิ่ง

 

หลังจากได้รับคำอนุญาตเป็นพิเศษจากผู้อำนวยการ ม่อหลินก็กลายเป็นนักเรียนของสถาบันไจเฟิงในเวลาที่กำลังจะจบปีการศึกษา เมื่อออกจากห้องผู้อำนวยการ ม่อหลินก็เดินลงไปที่ชั้นหนึ่งอย่างไม่รีรอ

คาบเรียนมีระยะเวลาสี่สิบห้านาทีและพักคาบสิบนาที การจัดคาบของสถาบันไจเฟิงเช่นนี้ได้ยินว่ามาจากแบบแผนของสี่สถาบันหลัก เมื่อม่อหลินเดินเข้าห้องก็เป็นช่วงพักคาบพอดี

คนแปลกหน้าอีกแล้ว เด็กนักเรียนอดไม่ได้ที่จะมองเขาอีกครั้ง

แม้ว่าเรื่องแบบนี้ในสถาบันไจเฟิงจะไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่ห้องเรียนชั้นปีที่หนึ่งนั้นแตกต่างจากห้องเรียนชั้นปีสูง นักเรียนชั้นปีต่ำกว่าที่อยากรู้อยากเห็นบางคนจะไปชมดูห้องเรียนชั้นปีสูงบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่นักเรียนชั้นปีสูงมาฟังการสอนของชั้นปีแรกมันไร้เหตุผลสิ้นดี นอกจากนักเรียนแบบลู่ผิงที่มาเข้าเรียนน้อยจนไม่มีใครรู้จักแล้ว ปกติก็มีอีกแค่สาเหตุหนึ่ง นักเรียนชั้นปีสูงมาห้องเรียนปีที่หนึ่งเพื่อใกล้ชิดนักเรียนหญิงคนหนึ่ง

แม้ว่าม่อหลินที่สวมหมวกฟางจะดูประหลาด ๆ แต่เขาก็ยังทำให้เหล่านักเรียนหญิงอายขึ้นมา ความคาดหวังบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในห้องเรียนอย่างลับ ๆ

แต่หลังจากม่อหลินกวาดตามองไปทั่วห้อง สีหน้าของเขาก็บ่งบอกความผิดหวัง เขาอยากจะไปทันที แต่ระฆังเริ่มคาบเรียนดังขึ้นก่อนแล้วอาจารย์ก็เข้าห้องเรียน ม่อหลินเป็นนักลอบสังหาร เขาจึงไม่ต้องการดึงดูดความสนใจมากนัก เขานั่งลงที่มุมห้องเงียบ ๆ

มันเป็นช่วงเวลาท้ายปี อาจารย์ไม่มีอะไรใหม่ ๆ จะสอน ส่วนมากก็เป็นแค่การทบทวนและสรุปเนื้อหาที่เรียนมาทั้งปีเท่านั้น

“จากการพูดคุยเมื่อวานนี้ มีใครมีคำถามอะไรไหม” อาจารย์ไม่ได้ใส่ใจคนแปลกหน้าและสอนไปตามปกติ นักเรียนบางคนยกมือขึ้นและถามข้อสงสัย หลังจากพวกเขาบางคนถามจบ เหล่านักเรียนก็สังเกตเห็นว่าคนแปลกหน้าก็ยกมือด้วยเหมือนกัน

“เจ้า” ครูชี้ไปทางม่อหลิน

“ข้ามีคำถามข้อหนึ่งครับ” ม่อหลินลุกขึ้นพูด “ทำไมลู่ผิงไม่อยู่ในห้อง”

ลู่ผิงหรือ

“เขาไม่เคยมาเรียนหรอก” บางคนพูดโพล่งความจริงออกมาอย่างไม่ซ่อนเร้น

“หา?” ม่อหลินประหลาดใจ หมอนี่มีปัญหาแบบนี้ด้วยหรือ ท่านอาม่อเซินไม่เห็นบอกเรื่องนี้กับข้าเลย!

“เจ้าเป็นใคร” อาจารย์เริ่มกังขา มีคนในสถาบันไจเฟิงที่ไม่รู้ว่าลู่ผิงไม่เข้าคาบเรียนด้วยหรือ

“เอ่อ...ข้าเพิ่งเข้าร่วมสถาบันวันนี้เองครับ ข้าชื่อหลินม่อ” ม่อหลินแนะนำตัวเองกับทุกคน เป็นธรรมดาที่เขาใช้ชื่อปลอม เขาไม่สามารถลืมสถานะของตนเองได้ เขาเป็นนักลอบสังหาร จะบอกข้อมูลตัวเองไปง่าย ๆ ได้อย่างไร

เพิ่งเข้าสถาบันหรือ

ทุกคนมองอย่างว่างเปล่า มันจะจบปีอยู่แล้ว มีนักเรียนได้รับเลือกเข้ามาตอนนี้ด้วยหรือ มันทำได้ผ่านการใช้เส้นสายเท่านั้น เจ้าหมวกฟางคนนี้มีอะไรพิเศษกันแน่นะ

นักเรียนดูไม่ออก ความสามารถของอาจารย์คนนี้ก็ไม่สามารถรับรู้ระดับชั้นของพลังวิญญาณของเขาได้อย่างชัดเจนเช่นกัน แต่จากสัมผัสทั่วไป เขาทราบว่าพลังวิญญาณของม่อหลินไม่ธรรมดา เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็นเพียงนักเรียนชั้นปีที่หนึ่ง

“ถ้าเจ้าอยากหาลู่ผิง เจ้าก็มาผิดที่แล้ว” อาจารย์บอก

“เช่นนั้น ข้าไปได้ไหมครับ” ม่อหลินถาม

“ตามสบาย” อาจารย์ก็ทราบดีว่าเนื้อหาวิชาชั้นปีที่หนึ่งไม่มีประโยชน์อันใดเลยกับม่อหลิน

ม่อหลินจากไปอย่างรวดเร็ว หลังจากออกจากห้องเรียนเขาก็ตบศีรษะและด่าความโง่ของตัวเอง

ในสถาบันไจเฟิง แม้แต่ผู้อำนวยการก็ไม่ได้เห็นว่าการเข้าเรียนเป็นเรื่องสำคัญ ลู่ผิงที่แข็งแกร่งกว่าเขามากจะมาเรียนหรือ มันฟังดูโง่เง่าแค่ไหนกัน

แน่ล่ะสิที่หมอนั่นจะไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องเข้าเรียนทุกวัน เช่นนั้นวัน ๆ เขาทำอะไรกัน แล้วเขาฝึกฝนพลังวิญญาณกับการเชื่อมพลังวิญญาณอย่างไร

ม่อหลินอยากรู้ให้เร็วที่สุด เขาตามหาไปทั่วแต่ไม่เห็นวี่แววของลู่ผิงเลย นั่นทำให้เขาหดหู่มาก สถาบันก็ใหญ่แค่นี้แต่เขายังต้องใช้ความพยายามขนาดนี้ตามหาคนผู้หนึ่ง  เขาใช้แม้แต่วิธี “ถามคน” ที่สิ้นคิดแล้ว เขาเป็นนักลอบสังหารนะ  นักลอบสังหารแบบไหนที่ถามหาที่อยู่เป้าหมายกลางวันแสก ๆ มันไม่ใช่การดึงดูดความสนใจมาที่ตัวเองหรืออย่างไร

ตลอดทั้งเช้า ม่อหลินไม่ได้อะไรเลย เมื่อยามเที่ยงมาถึง เขาก็รีบวิ่งไปเฝ้าที่โรงอาหาร สุดท้ายเขาก็เจอลู่ผิง

“ไง!” ม่อหลินคิดว่าเขาเองก็ถือว่าคุ้นเคยกับลู่ผิงแล้ว เขาหยิบแผ่นแป้งปิ้งแล้วเคลื่อนไปใกล้ เมื่อเขาเห็นลู่ผิงกับซูถังกำลังต่อแถวรับอาหาร เขาก็เจอหัวข้อเปิดการสนทนา

“กินแป้งปิ้งไหม” ม่อหลินพูดพลางโบกแผ่นแป้งในมือ

ลู่ผิงไม่ได้ตอบคำ แต่สังเกตแผ่นแป้งนั้นอย่างระมัดระวัง

“ไม่ต้องห่วง คราวนี้ไม่มีพิษ” ม่อหลินพูด

ทันใดนั้นสายตาทุกคู่รอบข้างก็หันมามอง การพูดคำว่า “พิษ” ในที่กินข้าวมันเกินไปจริง ๆ

“พูดเล่น พูดเล่น” ม่อหลินอธิบายทันที เขาแกล้งทำสีหน้าบริสุทธิ์แล้วแบ่งแผ่นแป้งเป็นสองส่วน จากนั้นก็กินส่วนหนึ่งและยื่นอีกส่วนให้ลู่ผิง

“ทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่อีก” ลู่ผิงถามพลางรับแผ่นแป้ง

“ตอนนี้ข้าเป็นนักเรียนสถาบันไจเฟิงแล้ว” ม่อหลินพูด

ก่อนที่ลู่ผิงจะทันได้พูดอะไรต่อ คนชุดดำที่แขนมีตราสีทองล้อมด้วยกรอบเงิน นั่นคือหน่วยสารวัตรนักเรียนที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงาของลู่ผิงเสมอมาก็ปรากฏตัวอย่างไม่ยอมเสียเวลา ทุกคนหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วหันมาสังเกตการณ์

สีหน้าของซีเฟิ๋นจริงจังมาก แต่เขาไม่ได้เหลือบแลลู่ผิงสักแวบเดียว เขาเดินตรงไปที่ม่อหลิน

“เจ้าคือนักเรียนใหม่คนนั้นหรือ” ซีเฟิ๋นพูด

“ใช่ ข้าชื่อหลินม่อ” ม่อหลินแนะนำชื่อปลอมอีกครั้ง

“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าพยายามตามหาลู่ผิงมาตั้งแต่เช้าแล้ว มีเรื่องอะไรกัน” ซีเฟิ๋นถาม จากเรื่องของศาลาเมื่อเช้าวานนี้ สุดท้ายเขาก็หาคำเงื่อนงำที่ชี้ไปทางลู่ผิงไม่ได้ แต่เขาจะยอมแพ้เช่นนี้ได้อย่างไร วันนี้ตอนเช้า เขาก็ได้ยินเรื่องที่นักเรียนใหม่ถามหาลู่ผิงไปทั่วตั้งแต่ห้องเรียนชั้นปีที่หนึ่งมา

ใครมาตามหาสวะแบบนี้กัน

ความประทับใจแรกที่กลายเป็นอคติของซีเฟิ๋นทำให้เขาเชื่อว่าลู่ผิงก่อเรื่องที่เขาจะเพ่งเล็งได้อีกแล้ว โอกาสเช่นนี้แน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมพลาดแน่ ผลก็คือ ในขณะที่ม่อหลินตามหาลู่ผิง ซีเฟิ๋นก็ตามหาม่อหลินอยู่เหมือนกัน สุดท้ายพวกเขาทุกคนก็มาเจอกันที่นี่

“หา?” ม่อหลินดูงงงัน “ข้าจะตามหาเขามันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย เจ้าเป็นใครกัน”

“ซีเฟิ๋น หน่วยสารวัตรนักเรียน” ซีเฟิ๋นแนะนำตัวเองสั้น ๆ เขาไม่อยากแนะนำว่าตนเองเป็นหัวหน้าหน่วยสารวัตรนักเรียนด้วย

“แล้วอย่างไร”

“ไม่ว่าเจ้าจะมีปัญหาใดก็พูดกับพวกเราได้”

“ปัญหาคือ เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอะไร” ม่อหลินพูด

ซีเฟิ๋นพูดไม่ออก เจ้าคนใหม่นี่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย ถ้าเป็นนักเรียนคนอื่นคงจะรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร เขาตัดสินใจว่าจะต้องพยายามมากกว่านี้ ซีเฟิ๋นกำลังจะอ้าปากพูด แต่ครั้งนี้ลู่ผิงเร็วกว่า “ค่อย ๆ คุยกันไปนะ” หลังจากพูดจบเขาก็เริ่มเดินหนีไป

“หยุดนะ!”

“รอด้วย!”

ซีเฟิ๋นกับม่อหลินพูดพร้อมกัน ใช้คำพูดคนละอย่าง แต่ความหมายเหมือนกัน  ซีเฟิ๋นนึกว่าครั้งนี้เขาทำความเข้าใจกับม่อหลินได้แล้ว แต่ไม่คาดเลยว่าม่อหลินไม่สนใจเขาสักนิด ม่อหลินรีบวิ่งไปหาลู่ผิง สีหน้าของเขาไม่เหมือนกำลังหาเรื่องแต่เหมือนอยากจะ...ผูกมิตรหรือ

เขาดูเหมือนอยากจะผูกสัมพันธ์กับลู่ผิงหรือ

ซีเฟิ๋นมองม่อหลินเหมือนมองสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ในระยะเวลาสามปีที่เขาอยู่สถาบันไจเฟิง ไม่เคยมีคนแบบนี้มาก่อนเลย มีเพียงซูถังที่สนิทกับลู่ผิงมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

“เด็กใหม่นี่มาจากไหนกัน” ซีเฟิ๋นรู้สึกว่าสมองตัวเองทำงานช้าไปหน่อย

“ตอนนี้ไม่ทราบครับ!” สมาชิกสารวัตรนักเรียนที่มักจะอยู่กับเขาก็ทำอะไรไม่ถูก เรื่องแบบนี้ที่มีคนยื่นไมตรีให้ลู่ผิง มันยากที่จะเข้าใจไปหน่อย

“รีบไปหามา” ซีเฟิ๋นสั่งและตัดสินใจว่าจะจับตาดูม่อหลินอีกคน

สามปีเต็มที่เขาหาเรื่องมาเล่นงานลู่ผิงไม่ได้เลย สองสามวันมานี้แม้ว่าเขาจะมุ่งมั่นมาก แต่ที่จริงเขาก็ไม่ได้มองในแง่ดีสักเท่าไหร่ หลังจากที่เขาไม่สามารถโยงเรื่องของศาลาสังเกตการณ์เข้ากับลู่ผิง เขาก็ไม่รู้แล้วว่าจะมีโอกาสได้สอบปากคำอีกหรือไม่

แล้วม่อหลินก็ปรากฏตัวเช่นนี้

เมื่อได้ยินข่าวของม่อหลิน เขาก็รีบมาอย่างเร็วที่สุดเพื่อคว้าโอกาสนี้ไว้ แต่ความแตกต่างของความเป็นจริงกับสิ่งที่เขาคิดมันต่างกันมากไปหน่อย คนผู้นี้ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะนำมาอ้างหาเรื่องลู่ผิงได้เลย

แต่การปรากฏตัวของคนคนนี้ก็ยังแปลกอยู่ดี

เข้าร่วมสถาบันไจเฟิงในตอนที่กำลังจะจบปีการศึกษา

เมื่อมาถึงก็ถามหาลู่ผิงทันที จากท่าทีแล้วเขาไม่ได้รู้จักลู่ผิงสักนิดแต่ก็ยังพยายามจะเข้าหา สาเหตุคืออะไรกันแน่นะ

นี่อาจเป็นโอกาสแล้ว โอกาสที่จะรู้จักเรื่องราวของลู่ผิงให้มากขึ้น

บ่ายวันนั้น ซีเฟิ๋นก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับม่อหลิน

ข้อมูลเรียบง่ายมาก : ที่มาไม่แน่ชัดแต่ระดับพลังสูงส่งมาก พลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หก สาเหตุที่มาสถาบันไจเฟิงฟังว่าเพื่อติดตามครูม่อเซิน แต่ความจริงแล้วเอาแต่ถามหาลู่ผิง ไม่มีใครได้ยินคำว่า “ม่อเซิน” ออกมาจากปากเขาสักครั้ง

“แค่ข้ออ้าง” ซีเฟิ๋นสรุปทันทีที่ได้ฟังรายงาน “มันออกจะชัดเจน คนผู้นี้วิ่งมาที่สถาบันเพื่อหาลู่ผิง เห็นสถาบันเราเป็นอะไรกัน”

เรื่องที่ชัดเจนเช่นนี้ ซีเฟิ๋นไม่เชื่อว่าสถาบันจะดูไม่ออก

“กฎระเบียบของสถาบันทำให้เราคอยสังเกตหลินม่อคนนี้ได้ละเอียดกว่านี้ แต่ระดับชั้นของเขาค่อนข้างสูง คงไม่ฉลาดนักถ้าจะส่งกลุ่มคนที่มีระดับชั้นฟ้าที่ต่ำกว่าหกไปดูเขา” สมาชิกหน่วยคนหนึ่งรายงาน

“หรือก็คือมีแต่ข้าเท่านั้น!” ในหน่วยสารวัตรนักเรียน คนที่มีระดับพลังวิญญาณชั้นฟ้าที่หกมีเพียงซีเฟิ๋นคนเดียว ในสถาบันเล็ก ๆ ไร้ชื่อเสียงอย่างไจเฟิง คนที่ฝึกถึงชั้นฟ้าที่หกในสี่ปีหาได้ยากมาก

“พวกเจ้าที่เหลือก็คอยหาประวัติของเจ้านั่นแล้วกัน แต่อย่าละเลยด้านลู่ผิงล่ะ คนที่เฝ้าหลินม่ออยู่ก็ถอยมาได้แล้ว จากนี้ไปมอบหน้าที่สังเกตการณ์หลินม่อให้ข้าเอง”

“ครับ!” สมาชิกหน่วยทุกคนรับคำสั่ง

เหลืออีกสี่วัน!

ซีเฟิ๋นมองไปยังปฏิทินที่แขวนอยู่ตรงผนังห้องหน่วยสารวัตรนักเรียน

อีกเพียงไม่ถึงสี่วันก็จะถึงการทดสอบประจำปีแล้ว นักเรียนทุกคนต่างกังวลใจกับเรื่องนี้

แต่ในความคิดของซีเฟิ๋นแล้ว การหาวิธีไล่ลู่ผิงออกจากสถาบันไจเฟิงภายในสี่วันนี้สำคัญที่สุด

เราต้องไม่ให้หน่วยสารวัตรนักเรียนต้องถูกโยงเข้ากับความอับอายจากความไร้สามารถเหมือนเจ้านั่นเด็ดขาด

นี่เป็นปณิธานของซีเฟิ๋น บางทีอาจไม่มีสักกี่คนที่สนใจ แต่เขาสน

ชื่อเสียงสำคัญกว่าทุกสิ่ง

..........................................................

เดี๋ยวนะ ไล่ลู่ผิงมันเกี่ยวกับชื่อเสียงยังไงวะคะ

หน่วยสารวัตรนักเรียน (风纪队) มาจากคำ 3 คำคือ风 = เฟิง (ชื่อสถาบันตัวที่สอง)  纪= ระเบียบ  队=หน่วย/กลุ่ม/ทีม ตัวอักษรแรกคาดว่าเติมมาให้ชื่อหน่วยของสถาบันต่าง ๆ มันไม่เหมือนกัน แต่ตอนแปลตอนนั้นเราอิงจากอังกฤษที่เขาตัดทิ้งเราเลยตัดบ้าง เพราะจะเขียนหน่วยสารวัตรนักเรียนเฟิงหรือหน่วยรักษาระเบียบเฟิงก็ฟังดูแปลก ๆ

ม่อหลิน (莫林) กับหลินม่อ (林默) ออกเสียงเหมือนกันแต่ความจริงใช้ตัวอักษรต่างกันนิดหน่อยค่ะตรงตัวม่อ

ปล.นักเขียนเผลอให้สารวัตรนักเรียนพูดชื่อม่อหลิน 2 ครั้งเลย แต่เราเขียนเป็นหลินม่อหมดค่ะ

แผ่นแป้งปิ้ง (大饼) ไม่รู้แปลอย่างนี้ถูกรึเปล่า แต่จะแปลเป็นขนมปัง เค้ก หรือพายก็ฟังดูฝรั่งไปหน่อยนะคะ




NEKOPOST.NET