Heaven Awakening Path ตอนที่ 86 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.86 - ผู้ตรวจสอบแห่งหน่วยกำกับสถาบัน


ตอนที่ 86 – ผู้ตรวจสอบแห่งหน่วยกำกับสถาบัน

 

“หน่วยกำกับสถาบันหรือ”

ในห้องผู้อำนวยการ หลังจากอวิ๋นชงได้ยินข่าวนี้ก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ในฐานะผู้อำนวยการ เขายิ่งทราบดีกว่าคนเฝ้าประตูกัวเหล่าเอ้อร์ว่าหน่วยกำกับสถาบันมีความหมายอย่างไร

ไม่มีเรื่องไม่เข้าวัด

คนของหน่วยกำกับสถาบันมาถึงหน้าประตูไม่เคยเป็นเรื่องดี

ยิ่งสองวันมานี้สถาบันเทียนเจ้ามีเรื่องไม่สงบด้วยแล้ว ผู้อำนวยการสถาบันซวงจี๋ถังมู่ หรือว่าจะเป็นตระกูลลั่ว ใครกันที่ไปเชื้อเชิญหน่วยกำกับสถาบันมา

“รอดูไปก่อนแล้วกัน!” อวิ๋นชงก็ประหลาดใจไม่น้อย รีบนั่งลงที่เดิม ปรับจิตใจให้สงบ แล้วกล่าวกับศิษย์ที่มาส่งข่าว

“แต่ว่า...พวกเขาไม่ได้มาที่ห้องท่านผู้อำนวยการนะครับ” ศิษย์ผู้นั้นกล่าว

“พวกเขาไปไหนล่ะ” อวิ๋นชงแปลกใจ

“เข้ามาในสถาบันไม่นานก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเข้าดงไม้ไปแล้วครับ” ศิษย์กล่าว

“ทิศตะวันออก เข้าดงไม้...” อวิ๋นชงขมวดคิ้ว ดงไม้ทิศตะวันออกเป็นทางไปหอสมุด คนพวกนั้น

“ไป” อวิ๋นชงสงบจิตใจไม่ได้อีกต่อไป รีบออกไปจากห้องผู้อำนวยการ

คนของหน่วยกำกับสถาบันมาที่สถาบัน ไม่มาหาเขาผู้เป็นผู้อำนวยการ แต่มุ่งตรงไปยังเป้าหมายโดยตรง นี่แสดงว่าพวกเขามีจุดประสงค์ที่แน่ชัด ทางหอสมุดเรื่องราวที่เกิดขึ้นสองวันมานี้ทั้งหมดกับทางนั้นไม่อาจปฏิเสธว่าไม่ข้องเกี่ยวกันได้เลย ฉู่หมิ่นที่ไปปั่นป่วนสถาบันซวงจี๋แล้วบังเอิญมีนักเรียนเสียชีวิตพอดีก็อาศัยอยู่ที่หอสมุดนั่น ลั่วถิงผู้ตั้งใจจะข่มขืนผู้อื่นจนถูกฆ่าทิ้งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหอสมุด เจ้าพวกปีศาจน้อยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ต่างฝึกฝนกันอยู่ที่หอสมุด

ฝึกฝน...

ฝึกฝนหรือ!

อวิ๋นชงที่กำลังเดินไปพลางครุ่นคิดไปพลางเมื่อคิดมาถึงจุดนี้ก็ชะงักฝีเท้า

ฝึกฝน...ฝึกฝน!

ฉู่หมิ่นเพื่อที่จะฝึกฝนเจ้าพวกปีศาจน้อยกลุ่มนั้นได้ใช่วิชาตัดวิญญาณ! นี่เป็นวิชาต้องห้ามสำหรับสถาบันการศึกษาทุกแห่ง หน่วยกำกับสถาบัน...พุ่งเป้าไปที่จุดนี้หรือ ใครกันที่เอาเรื่องนี้ไปแฉให้หน่วยกำกับสถาบันฟัง

“ท่านผู้อำนวยการครับ” อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกขึ้นมา อวิ๋นชงหันกลับไปดู เห็นเซี่ยปั๋วเจี่ยนออกมาจากห้องรองผู้อำนวยการของเขา ข้างหลังยังมีศิษย์ของเขาอีกหลายคนเดินตามออกมา หลังจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ เซี่ยปั๋วเจี่ยนที่มีสีหน้าเลวร้ายมาโดยตลอดตอนนี้กลับยิ้มได้แล้ว เพียงแต่รอยยิ้มนี้ดูจะชั่วร้ายเล็กน้อย

อวิ๋นชงเข้าใจในทันที

“ที่คนของหน่วยกำกับสถาบันมาเป็นฝีมือท่านหรือ” อวิ๋นชงถาม

“ก็ไม่มีปัญหาอะไรไม่ใช่หรือครับ” เซี่ยปั๋วเจี่ยนกล่าว

โดยหลักการแล้วย่อมไม่มีปัญหาอะไร แต่ไม่เคยมีสถาบันใดที่จะเชิญหน่วยกำกับสถาบันมาเกี่ยวข้องด้วย

แม้แต่ระหว่างสถาบันที่เป็นคู่แข่งกันก็น้อยมากที่จะยืมมือหน่วยกำกับสถาบันมากดดันอีกฝ่าย เพราะว่าสำหรับเรื่องของหน่วยกำกับสถาบันนั้น ทุกสถาบันมีความเห็นตรงกัน ไม่มีสถาบันไหนชอบหน่วยกำกับสถาบัน ดังนั้นทุกคนก็จะพยายามที่จะหลบเลี่ยงการติดต่อกับหน่วยกำกับสถาบัน

แต่ตอนนี้ เซี่ยปั๋วเจี่ยนผู้เป็นรองผู้อำนวยการของสถาบันเทียนเจ้าเองกลับเสนอหน้าไปให้หน่วยกำกับสถาบันเข้ามาแทรกแซงสถาบันเทียนเจ้า นี่มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก สิ่งที่คนผู้นี้วางแผนเอาไว้ย่อมมิใช่เพียงยืมมือหน่วยกำกับสถาบันมาเปิดเผยความผิดเท่านั้น เขามีเป้าหมายหลายอย่าง รวมถึงผู้อำนวยการอวิ๋นชงผู้นี้ด้วย

ปัญหาของลั่วถิงจะอย่างไรเสียก็เป็นนิสัยส่วนตัวของนักเรียน แม้ว่าหน่วยกำกับสถาบันจะมาก็ไม่อาจจะกล่าวโทษสถาบันมากไปจากปัญหาข้อนี้ แต่เรื่องการใช้วิชาต้องห้ามเพื่อฝึกฝนพลังวิญญาณนั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย แม้จะเป็นความประพฤติส่วนบุคคลของอาจารย์ แต่อาจารย์จะอย่างไรก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาภายในสถาบัน อย่าว่าแต่ฉู่หมิ่นคนนี้มิใช่อาจารย์ธรรมดา นางเป็นหัวหน้าศาสตราจารย์ของสถาบันเทียนเจ้า แม้ว่าตำแหน่งหัวหน้าของนางแทบจะไม่มีผู้ใดสนใจ แต่ถ้ามีคนต้องการจงใจหาเรื่องขึ้นมา สถานะนี้ก็มีคุณค่ามากมายนัก

สถานะหัวหน้าศาสตราจารย์เพียงพอที่จะกลายเป็นปัญหาของทั้งสถาบัน ในฐานะผู้อำนวยการ อวิ๋นชงก็ยากที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ถ้าเขาไม่อยู่ในตำแหน่งแล้ว ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการคนต่อไป ไม่ใช่รองผู้อำนวยการเซี่ยปั๋วเจี่ยนแล้วจะเป็นผู้ใด

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” อวิ๋นชงกล่าว

“ท่านผู้อำนวยการหมายความว่าอย่างไรครับ” เซี่ยปั๋วเจี่ยนยังคงยิ้มกว้าง

“ไม่มีอะไร”อวิ๋นชงก็ไม่มีอะไรจะพูดให้มากความ หันร่างเดินจากไป ศิษย์ที่ติดตามอยู่ข้างหลังเดินตามไป เทียบกับเซี่ยปั๋วเจี่ยนผู้มีศิษย์มากมายล้อมรอบแล้วช่างดูอ่อนแอและน่าสมเพชยิ่งนัก

“พวกเราก็ไปดูกันหน่อย” เซี่ยปั๋วเจี่ยนกล่าวขึ้นมา เดินตามหลังอวิ๋นชงไปพร้อมกับศิษย์มากมายของเขา

 

ข้างนอกหอสมุด ลานกว้างในดงไม้

เศษไม้ที่รับได้แต่พลังวิญญาณแห่งเสียงกองสูงขึ้นเรื่อย ๆ ยังคงแตกละเอียดลงไปเช่นเดิม การขโมยพลังวิญญาณต่อเนื่องอย่างฉับไวเช่นนี้ ลู่ผิงก็ไม่ได้ทำมานานแล้ว แต่เขามิได้ไม่คุ้นเคยกับสภาพแบบนี้ ตอนที่พยายามจะทำให้สามารถใช้พลังวิญญาณได้อย่างต่อเนื่อง เขาต้องพยายามอย่างหนัก ก็เป็นการฝึกฝนแบบนี้

แม้ว่าสุดท้ายเขาจะล้มเหลว แต่ว่าก็ทำให้เขาเชี่ยวชาญวิธีการควบคุมพลังวิญญาณแบบนี้มาก ตอนนี้ นี่เป็นการรับประกันว่าการฝึกฝนของเขาจะรวดเร็วที่สุด เขายังคงพยายามขัดเกลาพลังวิญญาณแห่งเสียงอยู่ แต่ด้วยความเร็วเช่นนี้ แต่ละนาทีจะสามารถทดลองได้หลายสิบครั้ง

นี่เป็นการฝึกฝนที่เรียบง่าย แต่ด้วยความเร็วเช่นนี้ การฝึกฝนที่เรียบง่ายก็กลายเป็นไม่ง่ายดาย กุญแจสำคัญของปัญหาก็คือ เขาจะทนฝึกฝนด้วยความเร็วเช่นนี้ได้นานแค่ไหนกัน

“ใจเย็น ๆ หน่อย เจ้าในตอนนี้ต้องใช้พลังวิญญาณเยอะขนาดนี้ด้วยหรือ ลองคว้าพลังวิญญาณให้ได้เร็วที่สุดดูสิ จะได้มีเวลามาฝึกฝนแบบที่ต้องการมากขึ้น” ซีเฟิ๋นพูดจากด้านข้าง

ลู่ผิงอยู่ในสถานการณ์แบบไหนกันแน่ ไม่ว่าจะเป็นฉู่หมิ่นหรือซีเฟิ๋นก็ไม่เคยประสบมาก่อน ต่างได้แต่จินตนาการตามที่ลู่ผิงบรรยายออกมาเท่านั้น ดังนั้นสุดท้ายเมื่อพวกเขาเสนอความคิด ก็เป็นเพียงมาจากการคิดเอาเอง พูดตรง ๆ ก็คือเป็นการทำสงครามบนแผ่นกระดาษ* ส่วนมันจะเหมาะสมหรือไม่ก็ได้แต่ให้ลู่ผิงเป็นคนใคร่ครวญเอาเองแล้ว

“ฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้างนะ” แต่ครั้งนี้วิธีการที่ซีเฟิ๋นนำเสนอเหมือนจะทำให้ลู่ผิงคิดอะไรได้ เขาหยุดมือลงด้วยซ้ำ

“คิดถึงตอนแรกที่เจ้าได้พลังวิญญาณมาน้อยมาก ๆ จากนั้นเจ้าก็สามารถมีพลังวิญญาณได้มากขนาดนี้ จากขั้นตอนนี้ต้องทุ่มเทเวลากับอะไรมากที่สุด ถ้าตอนนี้เจ้ากลับไปตอนที่ใช้พลังน้อย ๆ ก็ประหยัดเวลาได้มากใช่หรือไม่ จากนั้นก็เอาเวลาเหล่านั้นไปใช้กับการฝึกฝนที่ต้องการได้มากกว่า” ซีเฟิ๋นกล่าว

“มีเหตุผล” ลู่ผิงพยักหน้ารับ จากนั้นก็หันไปมองรอบ ๆ

“ครูฉู่หมิ่นเล่า” ลู่ผิงถาม ก่อนหน้านี้เขามีสมาธิมาก ก่อนจะได้ยินซีเฟิ๋นเอ่ยปากก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวภายนอกใด ๆ เลย

“ไปหาสุรา” ซีเฟิ๋นกล่าว

“อ้อ ที่เจ้าพูดข้าขอคิดดูดี ๆ หน่อย” ลู่ผิงไม่ได้ฝึกฝนต่อทันที ครุ่นคิดถึงคำแนะนำของซีเฟิ๋นอย่างรอบคอบ แล้วก็ถือเป็นการพักผ่อนด้วย

ผลก็คือตอนนั้นเอง ซีเฟิ๋นก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง หันกลับไปดู พบคนสี่คนในชุดสีขาวล้วน ปรากฏกายขึ้นข้าง ๆ กายพวกเขาอย่างไม่พูดไม่จา ไม่สนใจลู่ผิงกับซีเฟิ๋นเลยแม้แต่น้อย ทั้งสี่คนมองดูซูถังและม่อหลินอย่างตั้งใจ

“ผู้ใด” ซีเฟิ๋นถาม

อีกฝ่ายไม่ได้ตอบ

“เป็นตัดวิญญาณ” ทั้งสี่คนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน คนที่อยู่ทางซ้ายมือที่สุดกล่าวขึ้น

“ใช่ เป็นตัดวิญญาณจริง ๆ ไม่ต้องสงสัยเลย” คนที่สองจากทางซ้ายพยักหน้า

ดังนั้นคนที่สามและสี่ก็ก้าวไปหาซูถังกับม่อหลิน ตั้งใจจะจับกุมตัวพวกเขาทั้งคู่เอาไว้

“ทำอะไร” ลู่ผิงทะยานไปแล้ว ตอนแรกก็ยังไม่แน่ใจว่าสี่คนนี้มาทำอะไร มิคาดว่าอีกฝ่ายจะไม่ถามอะไรสักคำ เพียงแค่พูดกันเองก็จะจับคนไปแล้ว ลู่ผิงไหนเลยจะลังเลอีก พุ่งมาชกหมัดไปตรง ๆ เลย

ผู้มาสีหน้าไม่เปลี่ยน ยังคงเยือกเย็น ยกมือขึ้นแสดงป้ายแขวนเอวให้ลู่ผิงดู ไหนเลยจะคิดว่าลู่ผิงช่างรวดเร็วยิ่งนัก เร็วกว่าที่เขาคาดหมาย ตอนที่เขายกป้ายแขวนเอวขึ้นลู่ผิงก็ทะยานมาถึงตัวแล้ว การโจมตีมาพร้อมกับตอนที่เขายกมือขึ้นมาพอดี

ฟิ้ว!

ป้ายแขวนเอวกระเด็นออกไป นี่คือป้ายแขวนเอวของเขาที่ถือเป็นเครื่องมือสังหารชิ้นสำคัญที่สั่งการได้ทุกอย่าง* ไหนเลยจะนึกว่าวันนี้จะพบกับคนที่ไม่รู้จักมัน กล้ายกมือขึ้นตีป้ายแขวนเอวของเขาลอยออกไปเลย

“เจ้า” เขายังถลึงตามองคิดที่จะวางอำนาจอยู่อีก หมัดขวาของลู่ผิงก็ชกเข้าหน้าของเขาแล้ว ปากเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ร่างทั้งร่างก็กระเด็นตามแนวขวางออกไป

ลู่ผิงจัดการผู้ที่อยู่ใกล้กว่าก่อน คนที่อยู่ห่างออกไปก็โมโหขึ้นอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีผู้ใดในสถาบันที่กล้าจะลงมือกับพวกเขาผู้ตรวจการของหน่วยกำกับสถาบัน

“เจ้าทำอะไร” คนผู้นี้ก็ตะโกนเสียงดัง มือยังยกป้ายแขวนเอวขึ้นมาอีก แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ลู่ผิงมาอย่างรวดเร็ว หมัดก็เร็วเช่นกัน เขาเพิ่งจะขยับป้ายแขวนเอวก็ต้องหันมารับหมัดของลู่ผิงแล้ว ลู่ผิงไหนเลยจะรู้ว่านี่คือสิ่งใด ชกหมัดเข้าใส่ตรง ๆ เลย ได้ยินเสียงแตกหัก ป้ายแขวนเอวถูกลู่ผิงชกจนแตกไปแล้ว แขนทั้งข้างก็รู้สึกชาด้านจากพลังของหมัดนี้

แต่จะอย่างไรผู้ตรวจการของหน่วยกำกับสถาบันก็มิใช่คนเฝ้าประตูกัวเหล่าเอ้อร์ พวกเขาก็เป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีความเก่งกาจไม่ใช่น้อย ย่อมไม่เกรงกลัวเด็กนักเรียนคนหนึ่ง

“บังอาจนัก!” ผู้ตรวจการคนนี้ตะโกนขึ้นใส่ลู่ผิงอีกครั้ง มืออีกข้างก็ชกออกไป สุดท้ายก็ลงมือแล้ว แต่เขาไม่คิดว่าหมัดที่ชกออกไปจะไปได้เพียงครึ่งทาง จู่ ๆ ก็ถูกดึงเอาไว้ คนที่เขาอยากจะไปจับกุม เด็กสาวชุดแดงที่ใช้วิชาตัดวิญญาณ กลับเข้ามาจับกุมเขาอย่างผิดคาดหมาย

...........................................................

*无事不登三宝殿ไม่มีเรื่องไม่เข้าวัด หมายถึงมีเป้าหมายแอบแฝง

纸上谈兵ทำสงครามบนแผ่นกระดาษ สำนวนนี้ใครที่เคยอ่านนิยายจีนมาบ้างก็น่าจะเคยได้ยินกันมาบ้างนะคะ แปลง่าย ๆ ก็คือเป็นคนที่ดีแต่พูด ที่มามาจากยุคชุนชิว (ก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้แปบนึง) ที่มีแม่ทัพคนหนึ่ง (จ้าวไคว) แคว้นจ้าว เก่งมากเรื่องวางแผนการรบบนแผ่นกระดาษ ขนาดพ่อที่เป็นยอดแม่ทัพยังเถียงสู้ลูกตัวเองไม่ได้อะเวลาคุยเรื่องกลยุทธ์ สุดท้ายเจ้าแคว้นส่งไปทำศึกกับแคว้นฉิน ตายทั้งกองทัพสี่แสนคนเลย (เชลยที่ยอมแพ้โดนฝังทั้งเป็น)

令行禁止สั่งการได้ทุกอย่าง เป็นสำนวน แปลตรง ๆ ว่าสั่งให้เดินเดินก็ห้ามหยุดเดิน แต่ลองใช้สำนวนตรง ๆ แล้วไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่เลยขอใส่เป็นแบบความหมายไปเลยดีกว่าค่ะ (ทำไมตอนนี้สำนวนทางทหารเยอะจัง คนเขียนอ่านนิยายสงครามก่อนเขียนตอนนี้เปล่าเนี่ย)

 

ตอนที่ 87 – ขอบเขตของอำนาจ




NEKOPOST.NET