Heaven Awakening Path ตอนที่ 85 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.85 - ความเร็วระดับเทพ


ตอนที่ 85 – ความเร็วเทพ

 

“โง่จริง ๆ...”

ฉู่หมิ่นทอดถอนใจ วิธีการที่ลู่ผิงใช้บุ่มบ่ามมาก ไม่มีทิศทาง ไม่มีแนวคิด ค่อย ๆ ขัดเกลาซ้ำ ๆ เป็นร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง เป็นวิธีการที่เรียบง่าย ไม่มีทางบรรลุผลได้ในคราเดียว แต่จากการสะสมประสบการณ์ทีละเล็กละน้อยก็ย่อมมีพัฒนาการอยู่บ้าง สำคัญที่ต้องมีจิตใจที่ไม่ท้อถอย ต้องมีความมุ่งมั่น

ลู่ผิงจะทนได้อีกนานเพียงใด

ฉู่หมิ่นก็ไม่แน่ใจ แม้จะรู้ว่าลู่ผิงใช้วิธีการนี้ควบคุมพลังวิญญาณภายใต้พันธนาการของโซ่กักวิญญาณ แต่วิธีการนี้ก็ยังทำให้ฉู่หมิ่นรู้สึกเหลือเชื่อ

โซ่กักวิญญาณเป็นความสามารถประเภทปรับแต่ง ความสามารถนี้ต้องมีกฎเกณฑ์ เหยื่อต้องทำตามกฎเกณฑ์ ระยะเวลาของกฎเกณฑ์ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ความสามารถ โซ่กักวิญญาณในตัวลู่ผิงนี้ยังไม่หายไปแม้จะผ่านมาหลายปี นี่จะต้องมีสื่อกลางที่ใช้วางรากฐานแน่ ๆ พลังของกฎเกณฑ์ที่ได้มาจะเสถียรกว่า โดยเฉพาะในด้านระยะเวลาที่แสดงผล สื่อกลางจะเป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สุด

แต่ไม่ว่าจะใช้งานความสามารถอย่างไร ความสามารถประเภทปรับแต่งนี้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำลายความสามารถลงไป แต่ในสภาพแบบนี้ก็ยังสามารถจำกัดกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นได้เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย

ลู่ผิงก้าวไปบนเส้นทางที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อน ความช่วยเหลือที่เขาสามารถจะได้รับน้อยมากจริง ๆ สิ่งที่ฉู่หมิ่นทำได้ก็มีเพียงชี้ถึงจุดบกพร่องในปัจจุบันของเขาเท่านั้น แต่จะให้แก้ไขจุดบกพร่องนี้ได้อย่างไร นางก็ไม่มีวิธีการฝึกฝนที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน

เพราะสิ่งที่ลู่ผิงทำได้สำเร็จในตอนนี้มันมากเกินกว่าขีดจำกัดคนส่วนมากเกินไปแล้ว

ความเร็ว!

เพื่อจะสามารถใช้พลังวิญญาณได้มากขึ้นจากช่องว่างพริบตาเดียวนั้น ลู่ผิงขัดเกลาความเร็วในการควบคุมพลังวิญญาณจนเหนือกว่าที่ฉู่หมิ่นจะรับรู้ได้แล้ว เรียกได้ว่าเป็นความเร็วระดับเทพ

นี่ค่อนข้างน่ากลัวเลยทีเดียว

ยิ่งความสามารถขั้นสูงมากเท่าไหร่ การควบคุมพลังวิญญาณก็มักจะซับซ้อนขึ้นเท่านั้น เพื่อจะสามารถทำการควบคุมที่ซับซ้อนนี้ได้สำเร็จ ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณต้องการเวลามากขึ้น

เพื่อการนี้ เหล่าผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณได้ศึกษาวิธีการช่วยเหลือมากมาย เช่นการทำท่าทางบางอย่าง การพูดบางคำ การกำหนดลมหายใจ อารมณ์ความรู้สึกแบบหนึ่ง ฯลฯ เพื่อให้ในการใช้ความสามารถที่ต้องการ สามารถโคจรพลังวิญญาณได้ราบรื่นมากขึ้น ช่วยให้ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณสามารถใช้พลังของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

แต่ลู่ผิงไม่ได้ใช้ตัวช่วยใด ๆ เขาเพียงใช้ความเรียบง่ายที่สุดควบคุมพลังวิญญาณแบบนี้ ทำให้สามารถใช้พลังวิญญาณได้อย่างรวดเร็วจนไม่มีผู้ใดตามทัน

ถ้าเขามิได้ถูกโซ่กักวิญญาณพันธนาการเอาไว้ ถ้าเขาสามารถแยกแยะพลังวิญญาณได้เช่นผู้ฝึกฝนพลังวิญาณทั่วไป เช่นนั้นในตอนที่เขาใช้พลังวิญญาณออกมาจะมีสภาพเป็นเช่นใดกันนะ

เจ้าเด็กน้อยคนนี้จะเติบโตไปได้ถึงขั้นไหน เรื่องนี้ฉู่หมิ่นไม่เพียงคาดหวัง แต่ยังอยากรู้มากด้วย เพราะนั่นจะเป็นระดับชั้นที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

แต่ตอนนี้ลู่ผิงได้แต่ใช้วิธีการเรียบง่ายนี้ ลองผิดลองถูกทีละเล็กทีละน้อยอย่างช้า ๆ เช่นเดียวกับที่เขาทำมาตลอดระยะเวลาสามปีที่อยู่ในสถาบันไจเฟิง ก้าวไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยวบนเส้นทางที่ไม่มีใครรู้จัก

อากาศวันนี้ ไม่เลวเลย!

ฉู่หมิ่นแหงนหน้ามองท้องฟ้า แม้ว่าแมกไม้จะบดบังไปจนเกือบหมด แต่ก็ยังเห็นได้ว่าวันนี้มีสภาพอากาศที่สดใสไร้เมฆหมอก

 

หน้าประตูใหญ่สถาบันเทียนเจ้า

แสงแดดอุ่น ๆ ทำให้ผู้คนรู้สึกสบาย คนเฝ้าประตูกัวเล่าเอ้อร์*กำลังมีความสุขกับแสงแดด ยกเก้าอี้ออกไปนั่งนอกประตู

สองวันมานี้ดูเหมือนสถาบันจะมีเรื่องไม่เล็กเกิดขึ้น เมื่อวานถังมู่ผู้อำนวยการสถาบันซวงจี๋มาเยือนด้วยตนเอง เช้าวันนี้ก็เห็นรองผู้อำนวยการเซี่ยอยู่ในสถาบัน สีหน้าดูเลวร้ายมาก

กัวเหล่าเอ้อร์เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่กล้าถามไถ่มากความ เขาได้แต่ทำหน้าที่ของตนเองไปเหมือนที่ผ่านมา แต่สัญชาตญาณของเขาร้องบอกว่า เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในสองวันมานี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเด็กสี่คนที่เข้าประตูไปเมื่อวันนั้นก็ได้

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ กัวเหล่าเอ้อร์ก็อดไมได้ที่จะยกมือขึ้นแตะลำคอของตนเอง

วันนั้นเขาถูกตี ตอนกลางคืนเขาก็ฟื้นขึ้นมา ท่านหมอบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร เขาเองก็ไม่รู้สึกว่าลำคอมีปัญหาจริง ๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงหลงเหลือเงามืดในจิตใจของเขา เขาชอบที่จะแตะลำคอของตัวเองมากขึ้นในสองวันมานี้

แม้ว่าเขาจะมิใช่ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ ไม่เข้าใจการฝึกฝนพลังวิญญาณ แต่เขาก็ยังมีความรู้อยู่มาก เฝ้าอยู่ที่หน้าประตูสถาบันทุกวี่วัน มองดูสองสถาบันต่อสู้กันบนถนนเส้นนี้จนแทบจะอาเจียน กัวเหล่าเอ้อร์ได้เห็นความสามารถมาทุกรูปแบบแล้ว ถ้าให้นับจริง ๆ เกรงว่าผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณหลายคนยังต้องอับอายที่ไม่อาจสู้ได้

วันนั้นที่เด็กนั่นทุบเขาจนสลบ ไม่รู้ว่าใช้ความสามารถอะไร

เมื่อใดที่กัวเหล่าเอ้อร์แตะลำคอของตัวเอง เขาก็จะคิดถึงเรื่องนี้ ในความทรงจำของเขา ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายทำอะไรเลย แล้วเขาก็สลบลงไป ไม่ใช่ความสามารถ จะเร็วถึงเพียงนั้นได้อย่างไร

เด็กหนุ่มนั่นไม่ธรรมดาเลย!

กัวเหล่าเอ้อร์ได้ยินผู้คนพูดกัน แต่เขาเองก็มีความคิดเป็นของตนเอง

กำลังคิดอยู่ก็เห็นคนสี่คนเดินมาจากทางทิศตะวันตกของถนน ทั้งหมดสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ขาวจนเสียดแทงสายตา

ผู้ใดกัน

กัวเหล่าเอ้อร์ยืดตัวตรงบนเก้าอี้

ถึงแม้ถนนที่ขวางกั้นสองสถาบันนี้จะกว้างขวางมาก แต่ก็มีคนน้อยนิดที่เดินทางผ่าน ชาวจื้อหลิงคนไหนจะไม่รู้ถึงอันตรายของถนนเส้นนี้กัน เทียบกับเขตสลัมทางทิศใต้ของเมืองกับตลาดมืดทางทิศตะวันออก ยังอันตรายกว่า

อยู่ดี ๆ ก็มีคนสี่คนในชุดที่สะดุดตามา ทำให้กัวเหล่าเอ้อร์รู้สึกสนใจเล็กน้อย

ในไม่ช้าทั้งสี่คนก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ สายตาก็กวาดมองร่างของกัวเหล่าเอ้อร์เช่นกัน จากนั้นก็เดินไปที่ประตูใหญ่ของสถาบันเทียนเจ้าหน้าตาเฉย

กัวเหล่าเอ้อร์ลุกขึ้นยืน เตรียมที่จะทำตามหน้าที่ของตน แต่ผู้ที่มาถึงหน้าประตูใหญ่สถาบันเทียนเจ้าไม่หยุดยั้งฝีเท้าลง พวกเขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองกัวเหล่าเอ้อร์สักแวบเดียว ยังคงเดินหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ มีเพียงคนทางขวาสุดยกมือขึ้นชูป้ายแขวนเอว ก้าวเดินไปเรื่อย ๆ เมื่อผ่านหน้ากัวเหล่าเอ้อร์ก็แสดงให้ดู

ทั้งสี่คนเดินผ่านไปเข้าไปในสถาบันเทียนเจ้าอย่างเย็นชา กัวเหล่าเอ้อร์ที่เมื่อสองวันก่อนยังตั้งใจขัดขวางพวกลู่ผิงสี่คนได้แต่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้านอบน้อม

เพราะเขารู้จักป้ายแขวนเอวนั้น

ลวดลายสีเขียวที่ล้อมกรอบ ตรงกลางมีคำว่า “สถาบัน” บ่งบอกถึงที่มาของพวกเขา : หน่วยกำกับสถาบัน

คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการศึกษา เรียกสั้น ๆ ว่าหน่วยกำกับสถาบัน จัดตั้งขึ้นโดยอาณาจักร ในเขตทั้งสิบเอ็ดเขตของอาณาจักรเซวียนจุน มีแต่เขตเสียเฟิงที่มีสถาบันน้อยเกินไปถึงไม่มีหน่วยกำกับสถาบันไปตั้งขึ้นในเมืองเสียเฟิง อีกสิบเขตที่เหลือต่างก็มีหน่วยกำกับสถาบันเป็นของตัวเอง

หน่วยกำกับสถาบัน ก็เหมือนชื่อเรียก คือเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการดำเนินงานของสถาบันต่าง ๆ พวกเขาจะไม่ถามถึงเรื่องราวภายในของสถาบัน เพียงแต่ตรวจสอบว่าในสถาบันมีการฝ่าฝืนกฎบ้างหรือไม่ หน่วยกำกับสถาบันไม่ว่าจะไปเยี่ยมเยือนสถาบันไหนก็ย่อมไม่ใช่เรื่องดี

หลายวันมานี้ เรื่องราวมากมายจริง ๆ!

กัวเหล่าเอ้อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบเสงี่ยมจิตใจยังคงปั่นป่วน อำนาจของหน่วยกำกับสถาบันเขาก็รู้อยู่ สถาบัน...มีเรื่องใหญ่อันใดกันแน่

ในฐานะคนเฝ้าประตู เขาย่อมไม่มีคุณสมบัติไปสอบถามการมาเยือนของหน่วยกำกับสถาบัน จะขัดขวางก็ยังทำไม่ได้ แต่เขายังคงต้องรีบไปรายงานการมาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญนี้ต่อสถาบันโดยเร็ว แต่เมื่อมองดูเงาหลังของทั้งสี่คนที่เข้าประตูไป กัวเหล่าเอ้อร์ก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นทิศทางที่สี่คนนี้เดินไป พวกเขาไม่เห็นไปตามทางเดินเก่าแก่ แต่เลี้ยวครั้งหนึ่งเดินเข้าดงไม้ไปแล้ว

.......................................................

งานเข้าอีกแล้วววว

 

* กัวเหล่าเอ้อร์ เหล่าเอ้อร์แปลได้ว่าเป็นที่สอง คืออาจแปลว่าเขาเป็นลูกคนที่สองของบ้านน่ะค่ะ ไม่รู้ชัดว่าเป็นชื่อจริงรึเปล่า ส่วนแซ่กัวเป็นกัวเดียวกับกัวโหย่วเต้าด้วยค่ะ

 

ตอนที่ 86 – ผู้ตรวจสอบแห่งหน่วยกำกับสถาบัน




NEKOPOST.NET