Heaven Awakening Path ตอนที่ 83 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.83 - เส้นทางที่อันตราย


ตอนที่ 83 – เส้นทางที่อันตราย

 

“เรื่องนี้ เอาเป็นแบบนี้ไปก่อนแล้วนะ!” ผู้อำนวยการอวิ๋นชงโต้เถียงกับศิษย์อาจารย์คู่นั้นจนปวดศีรษะ ส่วนฉู่หมิ่นคนนี้ แม้เขาจะมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดด้วย แต่ก็รู้ว่าพูดไปก็เหมือนไม่ได้พูด ฉู่หมิ่นทำอะไรตามใจตัวเอง ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง บอกว่าท้อแท้นางก็ท้อแท้ พอบอกว่าฮึกเหิมแล้วนางก็ฮึกเหิมขึ้นมา

คนอะไรแบบนี้

ตอนที่อวิ๋นชงออกจากห้องก็อดไม่ได้ที่จะต้องถอนหายใจออกมา เขาผู้อำนวยการคนนี้กระทำการได้ไม่ง่ายเลย!

ศาสตราจารย์เทียนเจ้า เขาเป็นอันดับที่สาม หัวหน้าศาสตราจารย์ฉู่หมิ่น ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ก็ทำอะไรตามอำเภอใจตลอด กฎระเบียบสถาบันหรือแนวทางของอาจารย์อะไรสำหรับนางก็เหมือนอากาศว่างเปล่า

ที่สองเซี่ยปั๋วเจี่ยนเล่า อิทธิพลอำนาจสูงส่ง อาจารย์ในสถาบันหนึ่งในสามเป็นศิษย์ของเขา ศิษย์ก็สั่งสอนนักเรียนต่ออีก พูดได้คำเดียวคือ เซี่ยปั๋วเจี่ยนในสถาบันแห่งนี้มีผู้ที่เชื่อฟังมากกว่าเขาผู้อำนวยการคนนี้อีก คำพูดของเซี่ยปั๋วเจี่ยนยังมีน้ำหนักมากกว่าคำพูดของผู้อำนวยการ  บางครั้งบางคราวเขาก็จะได้ยินคนพูดนินทาเช่นนี้ออกมา

ที่สี่*เสิ่นเหอ ในสถาบันเทียนเจ้าอยู่มานานที่สุด มีคุณสมบัติสูงที่สุด แต่เป็นเพียงชายชราผู้หนึ่ง สอนมาหลายปีก็มีแต่เป็นการสอนแทนผู้อื่น ศิษย์ที่รับมาสั่งสอนจริงจังมีไม่กี่คน อย่างยากลำบากก็ได้เวินเหยียนมาคนหนึ่ง สุดท้ายอาจารย์ผู้มีพลังวิญญาณสองเชื่อมต่อเสียงกับรสกลับสั่งสอนจนได้นักเรียนผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งรูปขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าจะสอนต่ออย่างไรดี

เฮ้อเฮ้อเฮ้อ...

เมื่อออกมาจากหอสมุด ท่านผู้อำนวยการก็ได้แต่ถอนหายใจ เรื่องที่สถาบันซวงจี๋มาหาเมื่อเช้ายังไม่ชัดเจน เพียงพริบตาเดียวในสถาบันของตนก็เกิดเหตุการณ์เสื่อมเสียเช่นนี้ขึ้นมาอีก

ลั่วถิง

เมื่อคิดถึงชื่อนี้ อวิ๋นชงก็รู้สึกสมองพองโตอีกครั้ง นักเรียนผู้นี้มิได้เป็นเพียงศิษย์ที่เซี่ยปั๋วเจี่ยนภาคภูมิใจ ตระกูลลั่วในเมืองจื้อหลิงก็มีอิทธิพลอยู่บ้าง เรื่องอย่างการข่มขืนนี้ ตระกูลลั่วย่อมไม่อยากเชื่อ จะต้องหาเรื่องยั่วยุอย่างไร้เหตุผลแน่นอน

คิดไปคิดมา อวิ๋นชงก็ตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่มย่ามด้วย ศิษย์ของเซี่ยปั๋วเจี่ยน ก็ให้เซี่ยปั๋วเจี่ยนอธิบายไปแล้วกัน ตระกูลลั่วอยากจะว่าอะไรก็ให้ฉู่หมิ่นไปถกเหตุผลกับพวกเขา

ฉู่หมิ่นถกเหตุผล...

เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ อวิ๋นชงก็รู้สึกดีใจขึ้นมา

อวิ๋นชงจากไป อาจารย์หลายคนก็ตามไปด้วย ในห้องประชุม เสิ่นเหอเยี่ยมดูอาการบาดเจ็บของซีเฟิ๋น สำหรับเด็กหนุ่มคนนี้ที่ช่วยชีวิตศิษย์ของเขา เขาก็ตัดสินใจที่จะแสดงออกบ้าง

“สาเหตุหลักมาจากอาการกำเริบของบาดแผลเก่า เสียโลหิตมากไป ค่อย ๆ พักผ่อนก็จะดีขึ้นเอง” ท่านหมอกล่าว

“เจ้ารู้บ้าอะไรที่ไหน!” เสิ่นเหอถลึงตามองท่านหมอ จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าตรวจดู พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “อาการกำเริบของบาดแผลเก่า เสียโลหิตมากไป ค่อย ๆ พักผ่อนก็จะดีขึ้นเอง”

ท่านหมอร้องไห้วิ่งหนีไปแล้ว เวินเหยียนที่อยู่ด้านข้างอับอายจนไม่กล้าเปิดเผยหน้าตา

“จะหายก่อนการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณไหมครับ” ซีเฟิ๋นถาม ตอนที่ออกมาจากสถาบันไจเฟิง เขาก็ได้รับบาดเจ็บมาสักพักแล้ว หมอประจำสถาบันไจเฟิงบอกว่าไม่มีปัญหาที่จะเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณแน่นอน แต่ตอนนี้อาการบาดเจ็บกำเริบ ดูเหมือนเขาจะต้องพักผ่อนอีก

“การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณหรือ” เสิ่นเหอแปลกใจเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปดูลู่ผิง ซูถังอีกครั้ง แล้วยังมีม่อหลินด้วย

“พวกเจ้าทุกคนอยากจะเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณหรือ” เขาถาม

“ใช่ครับ” ลู่ผิงตอบแทนซูถังกับม่อหลินด้วย

“นั่นเป็นคู่แข่งของเจ้า!” เสิ่นเหอหันไปมองเวินเหยียนอย่างมีลับลมคมใน

“ท่านทำอะไร มองข้าแบบนี้หมายความว่าอย่างไร” เวินเหยียนกล่าว

เสิ่นเหอดึงตัวเวินเหยียนไปข้าง ๆ กระซิบถามว่า “อยากให้ข้าวางยาพิษสังหารพวกเขาไหม”

“ข้าได้ยินนะ” ฉู่หมิ่นกล่าว เสิ่นเหอเสียงดังเป็นระฆังแบบนั้น จะพูดเบาได้แค่ไหนกัน ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณที่มีพลังวิญญาณแห่งเสียงสักนิดหน่อย ในห้องประชุมที่ใหญ่โตแห่งนี้มีเสียงสักเล็กน้อยก็ได้ยินกันหมดแล้ว

“เฮ่อเฮ่อ” เสิ่นเหอครุ่นคิดเล็กน้อย โบกมือขึ้นมา ใช้ความสามารถจากพลังวิญญาณแห่งเสียง “กันเสียง” ปกคลุมตัวเขากับเวินเหยียนเอาไว้

“วางยาพิษสังหารพวกเขาไหม” เสิ่นเหอถามอีกครั้ง

เวินเหยียนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ อาจารย์ของนางคนนี้บ้า ๆ บอ ๆ เช่นนี้เสมอเลย

“เราไปก่อนนะคะ” เวินเหยียนลากเสิ่นเหอออกไป

“ไม่เอาหรือ เจ้าเด็กน้อยพวกนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ กล้าใช้วิชาตัดวิญญาณเช่นนี้ เจ้าที่ท่าทีสามจิตสองใจ*อย่างนี้ ไม่โกงจะรอดได้อย่างไร”

“หนวกหูจะตายอยู่แล้ว!”

มีเสียงทะเลาะกันระหว่างอาจารย์และศิษย์ดังมาจากทางเดิน

สุดท้ายแล้วทุกคนก็ไปกันหมด ในห้องประชุมเหลือเพียงพวกลู่ผิงสี่คนกับฉู่หมิ่น ฉู่หมิ่นลุกขึ้นเดินไปข้างกายซีเฟิ๋นดูอาการบาดเจ็บของเขา

“เจ้าเชื่อมต่อได้สำเร็จแล้ว” นางกล่าว

“ครับ” ซีเฟิ๋นกล่าว

“ดีมาก” ฉู่หมิ่นพยักหน้าให้ ไม่ได้ชมเชยอะไรมากมาย

หนึ่งวัน

เมื่อวานหลังเที่ยงจนถึงตอนนี้หลังเที่ยงก็เชื่อมต่อได้สำเร็จ เวลาเดียวกัน ซีเฟิ๋นใช้เวลาเพียงหนึ่งวันเท่านั้น

สิ่งที่คนทั่วไปสามารถทนได้เจ็ดวัน เนื่องจากอาการบาดเจ็บจึงเหลือเพียงสามวัน ทั้งหมดนี้ไม่มีผลอะไรต่อเขา เพราะเขาใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน จะสามวันหรือเจ็ดวันก็กลายเป็นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง

ดีมาก ดีมากจริง ๆ ดีเกินคาด ประโยคนี้เป็นคำชมเชยอันสูงสุดแล้ว

“ซูถังล่ะครับ” ลู่ผิงถาม เขาคุ้นเคยกับซูถังมาก ตอนที่นางต่อสู้กับเต้าเหรินได้แสดงพลังที่เหนือกว่าเดิมออกมาอย่างชัดเจน

“ประเภทเสริมสร้าง” ฉู่หมิ่นกล่าว “นางหาทิศทางที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดเจอแล้ว การเชื่อมต่อสำเร็จ แต่รับพลังวิญญาณอื่นกลับมาได้ช้าไปหน่อยเท่านั้นเอง แบบนี้ก็มีประโยชน์กับพลังวิญญาณแห่งจิตนะ”

“เขาล่ะครับ” ลู่ผิงชี้นิ้วไปที่ม่อหลิน

“ไร้วี่แวว แต่สภาพของเขาก็ดีมากนะ” ฉู่หมิ่นกล่าว นี่มิได้ดีมากหรือ คิดว่าสถานการณ์ผิดปกติ ยังสามารถสงบจิตใจพยายามช่วยตัวเองอย่างระมัดระวังได้ มีคนสักกี่คนที่สามารถมีความหวังได้ถึงเพียงนี้ในตอนที่ไร้ประสาทสัมผัส

“ข้าก็จะต้องพยายามเป็นสองเท่า” ลู่ผิงกล่าว เมื่อเทียบกันแล้ว การพัฒนาของเขาดูน่าสมเพชมาก

ฉู่หมิ่นพยักหน้าโดยไม่กล่าวอันใด

หนึ่งวัน นี่เป็นเพียงหนึ่งวันเท่านั้น

คนหนึ่งฝึกฝนด้วยวิชาตัดวิญญาณจนสำเร็จแล้ว คนหนึ่งสำเร็จไปครึ่งหนึ่ง แล้วยังมีอีกคนที่มีท่าทีที่ดี

ไม่มีวิธีการฝึกฝนที่ถูกต้องหรือชั่วร้าย มีเพียงทางเลือกเท่านั้น

วิธีการของสถาบันอ้านเฮยไม่ดี เพราะว่าแทนที่จะให้นักเรียนเลือก กลับบังคับนักเรียนให้ใช้วิธีการฝึกฝนที่พวกเขาสั่งมา ตัดวิญญาณ ไม่เช่นนั้นก็...*

วิธีการของฉู่หมิ่นมีหลักการที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ฉู่หมิ่นให้นักเรียนเป็นคนเลือก

จุดนี้สำคัญมาก เพราะการเลือกถือเป็นขั้นตอนแรกในการฝึกฝน ระหว่างที่ตัดสินใจเลือก นักเรียนก็ต้องเริ่มวิเคราะห์ความเชื่อมั่นของตนเองแล้วและแสดงมันออกมา ซีเฟิ๋นถ้าเลือกที่จะรอให้บาดแผลหายดีก่อนค่อยฝึกฝน แบบนั้นฉู่หมิ่นก็จะปฏิเสธเขาทันที เพราะเขาขาดความมุ่งมั่น เขาไม่มีความเข้าใจและมุ่งมั่นที่เพียงพอ

ส่วนซุถัง การตัดสินใจรวดเร็วมาก ดูเหมือนจะไม่คิดให้รอบคอบ แต่นั่นมิได้หมายความว่านางไม่จริงจัง แต่เป็นเพราะนางตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นมาตั้งแต่ต้นแล้ว จะตัดวิญญาณหรือว่าวิธีการอะไรก็ไม่สำคัญอีกต่อไป ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใด นางก็กล้าที่จะพบกับอุปสรรคทั้งมวล เพราะนางมีความเชื่อมั่นที่หนักแน่นในหัวใจ

ส่วนม่อหลินดูไม่เหมือนคนอื่น แต่เขามีความกระตือรือร้น มองโลกในแง่ดี ไม่ว่าจะพบอุปสรรคอะไรก็ไม่ยอมแพ้ มีความเข้มแข็งและอดทนที่สุด เขาอาจมิใช่คนที่สำเร็จจากวิชาตัดวิญญาณได้รวดเร็วที่สุด แต่ถ้าให้ฉู่หมิ่นเลือกคนหนึ่งในหมู่คนทั้งสามที่นางคิดว่ามีความหวังที่จะสำเร็จได้มากที่สุด ฉู่หมิ่นจะเลือกม่อหลิน

วิชาตัดวิญญาณมิใช่เส้นทางที่ชั่วร้าย แต่เป็นเส้นทางที่อันตราย

เส้นทางอันตรายย่อมมีวิธีที่จะก้าวข้ามผ่านไปได้ ดังนั้นคนที่หนีไปแล้วยังเรียกว่าเป็นเส้นทางชั่วร้าย ฉู่หมิ่นจึงเหยียดหยามมาโดยตลอด

น่าเสียดายที่ในสถาบันทั่วไปวันนี้ คนที่คิดอย่างนางมีน้อยมากจริง ๆ

..............................................................

*ในจีนเขียนเป็นที่สาม คาดว่าพิมพ์ผิด เราก็แปลเป็นที่สี่ไปเลยนะคะ

 三心二意 สามจิตสองใจ ความจริงตรง ๆ น่าจะเป็นสามใจสองความคิดมากกว่า แต่อยากจะเขียนให้คล้ายสำนวนไทยสองจิตสองใจน่ะค่ะ แปลว่า ไม่ตั้งใจ คือเวินเหยียนนางไม่ตั้งใจฝึกฝนวิชาเลย 555

ไม่เช่นนั้นก็... อันนี้คือไม่รู้จะแปลยังไงดี มันเห็นสำนวนแบบที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ตรงกว่าแต่ไม่มีการใช้ในภาษาไทยค่ะ ถ้าเป็นอังกฤษจะได้ว่า or else เป็นคำข่มขู่อย่างแบบหนึ่ง ประมาณว่า do this or else ทำนี่สิไม่งั้นนะ (เจอดีแน่) คนไทยจะไม่ละเอาไว้ เราจะพูดไปเลยว่า ทำสิไม่งั้นเจอดีแน่/โดนดีแน่  แต่ฝรั่งเขาจะละไว้ในคำขู่ และดูเหมือนว่าคนจีนก็จะทำเหมือนกันค่ะ เราเลยปรับเป็นเติม ... เอา คิดว่าได้อารมณ์ที่ใกล้เคียงต้นฉบับมากกว่า  ความหมายโดยรวมน่าจะประมาณ “ตัดวิญญาณ ไม่งั้นก็ (ตายซะ)”

 

ตอนที่ 84 – ช่วงเวลาที่เกิดช่องว่าง

 

ตอนต่อไปอ่านคร่าว ๆ แล้วท่าทางจะแปลยากมากเลยค่ะ มันอธิบายพลังลู่ผิงอะ ศัพท์เฉพาะทางเทคนิคมาเต็มเลย รวมทั้งชื่อตอนนี้ด้วย




NEKOPOST.NET