Heaven Awakening Path ตอนที่ 81 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.81 - ฆ่าได้ดี


ตอนที่ 81 ฆ่าได้ดี

 

เซี่ยปั๋วเจี่ยนมีสีหน้าเสียใจ นี่เป็นความจริงมิใช่เสแสร้ง ลั่วถิง ศิษย์ที่เขาภาคภูมิใจตายไปเช่นนี้ นอกจากจะโกรธมากก็ย่อมต้องมีความเสียใจมาก มีเพียงตอนนี้ที่เขาพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

“ใช่ โหดเกินไปแล้ว!”

“ลั่วถิง เด็กคนนี้ ใจอ่อนไปแล้ว”

“อืมอืมอืม...”

อาจารย์ที่เหลือพูดคุยกัน โดยเฉพาะศิษย์ของเซี่ยปั๋วเจี่ยนยิ่งพูดเสียงดังที่สุด แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องสนับสนุนอาจารย์ของตนเอง จากนั้นก็พากันหันไปมองฉู่หมิ่น แต่ไม่มีใครคาดว่าคราวนี้ฉู่หมิ่นกลับไม่ได้กล่าวอะไร คนที่พูดกลับเป็นลู่ผิง

“ซีเฟิ๋นในสถาบันของเราเป็นหัวหน้าสารวัตรนักเรียน จริงจังมาก รับผิดชอบมาก ถ้าเขาต้องการสังหารผู้ใด คนผู้นั้นคงต้องสมควรตายจริง ๆ” ลู่ผิงกล่าว

“นี่เป็นเวลาที่เจ้าจะพูดมากได้หรือ” เซี่ยหลีที่อยู่ตรงข้ามลู่ผิงทุบโต๊ะอีกครั้ง ลู่ผิงยังไม่รู้เหตุผล แต่หันไปมองฉู่หมิ่น

“พูดได้ดีมาก” ฉู่หมิ่นพยักหน้า

เซี่ยหลีอยากจะกล่าวโจมตีอีกครั้ง แต่เป็นเซี่ยปั๋วเจี่ยนที่ยกมือขึ้นหยุดเอาไว้ ตอนนั้นเองอาจารย์อีกคนที่มิใช่ศิษย์ของเซี่ยปั๋วเจี่ยนก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “เด็กน้อยเพื่อจะปกป้องสหาย พูดอะไรบ้างก็ยังเข้าใจได้!”

นี่ดูเหมือนจะเป็นการพูดแก้ต่างให้ลู่ผิง แต่ความหมายที่แท้จริงก็คือลู่ผิงนั้นเชื่อถือไม่ได้ เป็นเพียงการพูดแทนสหาย ช่วยเหลือสหายเท่านั้น

ใครจะคิดว่าลู่ผิงกลับรีบส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้ากับเขาไม่ได้เป็นสหายกัน”

นี่เป็นความจริงอย่างที่สุด ถ้าเป็นที่สถาบันไจเฟิง เขาไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำจุดนี้ด้วยซ้ำ ถึงเขาจะบอกว่าเขากับซีเฟิ๋นเป็นสหายก็ยังไม่มีผู้ใดเชื่อ ในสายตาของนักเรียนไจเฟิง สองคนนี้ คนหนึ่งเป็นนักเรียนผู้เก่งกาจที่สุดของสถาบัน ส่วนอีกคนเป็นสวะที่สุดของสถาบัน ซีเฟิ๋นเพื่อที่จะกำจัดสวะคนนี้ทำงานหนักมาก ทั้งสองคนมิใช่สหายกันแน่นอน ปีศาจจึงเชื่อว่าพวกเขาเป็นสหายกัน

แต่สำหรับอาจารย์และนักเรียนของสถาบันเทียนเจ้าแล้ว พวกเขากลับเชื่อเช่นนั้น เซี่ยหลีมีท่าทีแน่วแน่ สีหน้าไม่ดูหมิ่น ทำเหมือนเห็นด้วยกับความหมายแฝงของอาจารย์ท่านนั้นที่พูดขึ้น ทุกคนมีสีหน้าให้อภัย ดูเหมือนผู้ใหญ่ที่มองคำโกหกของเด็กน้อยออก แต่ก็ไม่อยากจะไปต่อล้อต่อเถียงกับเด็กน้อยให้มากไป

ลู่ผิงเองก็ไม่อธิบายให้มากความ สิ่งที่เขาต้องการจะพูดก็พูดหมดแล้ว

แต่ด้านหลังบรรดาอาจารย์คือเฉียวเฉิงที่ยืนพิงผนัง ตอนนี้ก็นึกอะไรได้ เขาคิดว่าเขาเข้าใจความคิดของลู่ผิงนิดหน่อยแล้ว

ลู่ผิงจะเชื่อถือหรือไม่เชื่อถือคนผู้หนึ่ง ไม่สำคัญว่าอีกฝ่ายเป็นสหายหรือไม่ นี่อธิบายได้ว่าเหตุใดเขาส่งตัวซูถังกับม่อหลินมาให้เฉียวเฉิงเหมือนกัน เฉียวเฉิงกับลู่ผิงมิใช่สหาย ในสถานการณ์นั้น ควรจะเป็นศัตรูกันด้วยซ้ำ

แต่ว่าลู่ผิงก็ยังทำเช่นนั้น

วิธีการนี้ดูเรียบง่ายมาก แต่เรียบง่ายเช่นนี้ก็แสดงถึงความเฉลียวฉลาด  เฉียวเฉิงตระหนักได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด

เหล่าอาจารย์ยังพูดคุยกันเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่าการชื่นชมลั่วถิง เสียดายการตายของลั่วถิง แต่ตอนที่ลั่วถิงยังไม่ตายก็ไม่เห็นพวกเขาจะชื่นชมลั่วถิงเช่นนี้เลย

“พอได้แล้ว” ตอนนั้นเองผู้อำนวยการอวิ๋นชงก็ขัดคอทุกคนอีกครั้ง เขาไม่เลือกที่จะฟังเสียงด้านซ้ายหรือด้านขวา ไม่แสดงความคิดเห็นหรือสรุปเหตุการณ์เอาเอง เพราะว่าการจะหาความจริงมันง่ายมาก การโต้เถียงกันเช่นนี้ช่างไร้ความหมาย

“พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง” นี่คือสิ่งที่อวิ๋นชงถามท่านหมอ

เมื่อซีเฟิ๋นกับเวินเหยียนฟื้นขึ้น เกิดเรื่องอะไรขึ้นทุกคนก็ย่อมจะรู้ได้ในทันที

“ไม่เป็นไรครับ” ท่านหมอตอบ

หมายความได้ว่าไม่ดีเกินไป และไม่เลวเกินไป

อาการบาดเจ็บของทั้งสองคนไม่ได้จะหายได้ในพริบตาเดียว ต่างต้องค่อย ๆ พักฟื้น ส่วนการสลบลงไปนั้น ซีเฟิ๋นเกิดจากอาการกำเริบของบาดแผลเก่า เสียโลหิตมากเกินไป ส่วนเวินเหยียนเกิดจากจิตใจเคร่งเครียดเกินไป สุดท้ายก็หมดพลังใจ มิใช่เรื่องใหญ่ หลังจากจัดการบาดแผลก็ถึงเวลาที่จะปลุกพวกเขาขึ้นมาได้แล้ว ไม่ได้มีปัญหามากมายอะไร

“ปลุกพวกเขาขึ้นมา” ดังนั้นอวิ๋นชงจึงเอ่ยขึ้น

“ครับ” ท่านหมอพยักหน้า มือของเขามีไฟลุกขึ้นมา เป็นพลังวิญญาณแห่งจิตสีขาวสะอาด วางลงไปบนหน้าผากของทั้งสองคน

“กรี๊ด!” เวินเหยียนกรีดร้องขึ้น ลุกขึ้นนั่งพรวดพราด จากนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดที่ซี่โครงด้านขวาล่าง เอามือไปกุมไว้ตามสัญชาตญาณ

แต่เมื่อเทียบกันแล้วการตื่นขึ้นของเวินเหยียนดูมีกำลังกว่าซีเฟิ๋นนัก นางยังลุกขึ้นนั่งได้ด้วย ซีเฟิ๋นเพียงแค่ลืมตาขึ้นมา

“นี่คือ...” เวินเหยียนจดจำท่านหมอประจำสถาบันได้ และรู้ว่าตนเองคงได้รับการช่วยชีวิตมาแล้ว แต่มองไปอีกครั้งก็เห็นท่านผู้อำนวยการ เซี่ยปั๋วเจี่ยน อาจารย์อีกหลายท่าน แล้วที่ตรงข้ามพวกเขาก็นั่งไว้ด้วยฉู่หมิ่น ซีเฟิ๋น...

ทุกคนมองดูนาง มองดูว่านางจะพูดอะไรเป็นอย่างแรก แต่เวินเหยียนก็ยังคงมองไปรอบ ๆ แล้ถามท่านหมอว่า “เขาเป็นอย่างไรบ้างคะ”

“ไม่เป็นไร” ซีเฟิ๋นตอบด้วยตนเอง

เวินเหยียนโล่งใจจนเกือบร่ำไห้ออกมา แต่ตอนนี้มีคนหลายคน นางไม่ใช้เด็กสาวที่อยากจะให้ผู้ใดเห็นนางร่ำไห้ รีบหันหน้าหนีไปเช็ดน้ำตา แล้วอดกลั้นเอาไว้

แต่คนที่อยู่ในห้องเป็นชนชั้นใดกัน

อวิ๋นชง เซี่ยปั๋วเจี่ยน ฉู่หมิ่น ยังมีอาจารย์ท่านอื่นต่างก็จ้องมองเวินเหยียน ลูกไม้ตื้น ๆ ของนางไหนเลยจะปิดบังจากสายตาของคนเหล่านี้ได้

เวินเหยียนกระทำเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าห่วงใยซีเฟิ๋น ส่วนลั่วถิงจะเป็นหรือตาย นางไม่ได้ถามไถ่สักคำ ด้านซ้ายมือของอวิ๋นชง พวกเซี่ยปั๋วเจี่ยนที่นั่งเรียงเป็นแถวต่างหัวใจตกลง

ดูเหมือนว่า จะไม่ค่อยดีแล้วกระมัง

แม้ว่าการที่เวินเหยียนห่วงใยซีเฟิ๋นจะไม่ได้อธิบายอะไร แต่ตอนนี้เซี่ยปั๋วเจี่ยนรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาแล้ว ดูเหมือนกำลังจะมีเรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้น

เพื่อไม่ให้เรื่องราวดำเนินไปแบบนั้น เริ่มจากเรื่องเบา ๆ ก่อนดีกว่า

อยู่ ๆ เซี่ยปั๋วเจี่ยนก็มีความคิดเช่นนั้นขึ้นมา แต่ก่อนที่เขาจะทันได้อ้าปากพูด เซี่ยหลี อาจารย์อารมณ์ร้อนก็รีบกล่าวขึ้นก่อนเขา

“นี่มันเรื่องอะไรกัน” เขาถาม ถามสิ่งที่ทุกคนต้องการจะทราบ

หัวใจเซี่ยปั๋วเจี่ยนแขวนอยู่กลางอากาศทันที ยิ่งไม่สบายใจเข้าไปใหญ่ แต่คำถามก็ได้กล่าวออกไปแล้ว อยากจะหยุดมันตอนนี้ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว

เรื่องอะไร

ทุกคนมองหน้าเวินเหยียน เวินเหยียนสีหน้าแปรเปลี่ยนไป เพราะว่าซีเฟิ๋นไม่เป็นไรทำให้นางโล่งใจ แต่คำถามข้อนี้ ทำให้นางจดจำอะไรขึ้นมาได้ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความโกรธ

“ลั่วถิง...” นางเอ่ยถึงชื่อนี้ขึ้นมา

“เป็นสัตว์เดรัจฉาน!” นางกล่าว

หัวใจทุกคนตกลง ด่ากันขนาดนี้ ย่อมมิใช่แค่การต่อสู้กันธรรมดาเป็นแน่ ลั่วถิงคนนี้ สุดท้ายแล้วทำอะไรลงไปกันแน่

“เขาคิด...เขาคิด...” เวินเหยียนที่กล่าวคำเดรัจฉานก็มีบางสิ่งที่ไม่สามารถเอ่ยออกมาจากปากได้

“พอได้แล้ว!” เซี่ยปั๋วเจี่ยนลุกขึ้น ใบหน้าของเขากลายเป็นสีเขียว เขาขัดคำพูดของเวินเหยียน ไม่ยอมให้เวินเหยียนกล่าวต่อ เพราะเขารู้แล้วว่า ไม่ว่าเวินเหยียนจะพูดสิ่งใดก็มีแต่จะทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียงเท่านั้น

ลั่วถิงเป็นศิษย์ของเขา ก่อนหน้านี้เขายังโกรธที่ลั่วถิงตายอยู่เลย ยังอาลัยอาวรณ์ แต่ถ้าลั่วถิงทำเรื่องเลวร้ายสมควรตายขึ้นมาจริง ๆ เขาก็จะกลายเป็นที่หัวเราะเยาะไปทั่ว ตอนนี้เขายังหันไปส่งสายตาข่มขู่เวินเหยียนอีกด้วย

แต่เวินเหยียนมิใช่คนไร้ความกล้า มีคนไม่อยากให้นางพูด นางยิ่งต้องพูด ตอนนี้นางเพียงแค้นที่ไม่อาจใช้ห้องกระจายเสียงป่าวประกาศให้คนรู้กันทั้งสถาบันไปเลย เซี่ยปั๋วเจี่ยนขัดคำพูดของนาง เซี่ยปั๋วเจี่ยนต้องการจะขู่นาง แต่กลับทำให้นางเกิดความคิดขัดขืนขึ้นมา ทั้งที่เดิมทีนางก็อับอายมาก

แต่มีบางคน ไม่เห็นการกระทำของเซี่ยปั๋วเจี่ยนในสายตา กับความอับอายของเวินเหยียนก็ไม่นำพา นางคิดอะไรได้ นางก็พูดออกมาเลย เทียบกับเวินเหยียนแล้วยังเร็วกว่า

“ดูไปแล้ว แปดส่วนคงเป็นคิดที่จะข่มขืน” ฉู่หมิ่นที่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดมานานแล้วพูดขึ้น

ทุกคนตกตะลึง ดูเหมือนมีคนไม่มากที่คิดถึงเรื่องนี้ บางคนยังคิดอยู่เลยว่าแม้ว่าลั่วถิงจะต้องการทำอะไรก็ยังไม่สมควรตายกระมัง แต่ถ้าเป็นแบบนี้...

“สมควรฆ่าจริง ๆ” ลู่ผิงกล่าว

“อืม ฆ่าได้ดีมาก” ฉู่หมิ่นก็ชมเชย

แม้ว่าจะมีหลายคนที่คิดเช่นนี้ แต่คนที่กล้าพูดก็มีเพียงสองคนนี้เท่านั้น พวกเขานั่งตรงข้ามกับทุกคน ตอนนี้คนหนึ่งพูดชมเชยขึ้นมาเหมือนจะหัวเราะเยาะทุกคน หัวเราะที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นใจลั่วถิง เสียใจที่ลู่ผิงพูดถูก

ปัง! มือของเซี่ยปั๋วเจี่ยนทุบลงบนโต๊ะ

“พวกเจ้าสองคนพอได้แล้ว!” เสียงของเซี่ยปั๋วเจี่ยนดังสะท้อนไปทั่วห้องประชุม ร่างของเขาเอนมาข้างหน้า เหมือนจะจู่โจมพวกเขาได้ทุกเมื่อ ฝ่ามือทั้งสองที่กระแทกโต๊ะกดลงไปในเนื้อไม้

ทุกคนตกใจ มีเพียงคนที่นั่งอยู่ในแถวตรงกันข้ามที่ไม่มีปฏิกิริยาใด

ไม่ ไม่ใช่ไม่มีปฏิกิริยา

แทบจะในวินาทีต่อมา ขวดสุราในมือฉู่หมิ่นก็พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเซี่ยปั๋วเจี่ยน นางโจมตีอย่างไร้ความลังเล เซี่ยปั๋วเจี่ยนแสดงความโกรธจนทำให้ทุกคนเกรงกลัว แต่นางกลับตอบโต้ไปอย่างรุนแรงยิ่งกว่า

เซี่ยปั๋วเจี่ยนเพียงแค่ตบโต๊ะ แต่นางหยิบขวดสุรามาโจมตีผู้คนแล้ว

เซี่ยปั๋วเจี่ยนรีบเอียงศีรษะหลบไปด้านข้าง ขวดสุราพุ่งเฉียดไป สุราในขวดสาดกระจายออกมา แต่ทุกคนค่อยโล่งอก ถ้าถูกขวดสุรานี้เข้าคงจะน่าอับอายนิดหน่อย

แต่จากนั้นก็ได้ยินเสียงแตกระเบิดดังลั่น

ขวดสุรากระทบผนังแตกกระจาย แต่เสียงที่ดังกว่ามาจากผนังห้อง จุดที่ขวดสุรากระแทกเกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้นบนผนังห้อง หลุมใหญ่ขนาดคนสองคน

ทุกคนตกตะลึง

โดนขวดสุรานี่ น่าอับอายนิดหน่อยหรือ

ไม่ใช่ นี่มันอยากสังหารผู้คนแล้ว!

แต่ครั้งนี้เซี่ยปั๋วเจี่ยนไม่คิดที่จะล่าถอย ในสายตาของเขา ฉู่หมิ่นก็เพียงจัดการยากเท่านั้น เขาเพียงไม่อยากจะยุ่งยากเกินไป ไม่ได้แปลว่าเขาจะเกรงกลัวนาง

แต่ครั้งนี้มีผู้อื่นตบโต๊ะขึ้นมาบ้างแล้ว

“พอได้แล้ว!!” ผู้อำนวยการอวิ๋นชงเองก็ลุกขึ้นยืน เขายังคงเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในสถานที่แห่งนี้ ผู้อำนวยการก็เป็นผู้อำนวยการอยู่ดี แม้ว่าลำดับศาสตราจารย์จะเป็นเพียงลำดับที่สาม แต่ในสถาบันเทียนเจ้า เขายังคงเป็นผู้ปกครองสูงสุด

มีอวิ๋นชงขัดขวางเช่นนี้ เซี่ยปั๋วเจี่ยนจะมากจะน้อยก็ต้องไว้หน้า จากนั้นอารมณ์ก็เย็นลง เขาไม่ได้มีอารมณ์ฉุนเฉียวแบบฉู่หมิ่นจริง ๆ

แต่เขาก็ยังคงชี้มือออกมา ชี้ไปที่ฉู่หมิ่น ชี้ไปที่ลู่ผิง ชี้ไปที่นักเรียนสถาบันไจเฟิงทั้งหลาย จากนั้นก็เดินจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใด

“ครูครับ!” คนกลุ่มหนึ่ง มีอาจารย์ มีนักเรียน รีบเร่งตามออกไป

....................................................

ตอนหน้าเราจะได้เจออาจารย์ของเวินเหยียนด้วยค่ะ ออกฉากเดียวแต่ประทับใจมาก

 

ตอนที่ 82 – อาจารย์ของเวินเหยียน




NEKOPOST.NET