Heaven Awakening Path ตอนที่ 80 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.80 - การประชุมในหอสมุด


ตอนที่ 80 – การประชุมในหอสมุด

 

มีห้องประชุมอยู่ที่ชั้นบนสุดของหอสมุด เพราะว่าอยู่สูงขึ้นไปจึงมิได้มืดครึ้มเช่นชั้นสองชั้นแรก แต่แสงสว่างนั้นยังดูขาดวิ่น ผู้คนที่เข้าไปจะถูกใบไม้บังแสงบนใบหน้าเป็นรอยด่าง ๆ ดูตลกมาก การประชุมเป็นเรื่องจริงจัง แต่เงาไม้เป็นด่างดวงทำให้ดูเหมือนตัวตลก ไม่จริงจังเลย

แต่เรื่องนี้ไม่อาจจะไปสนใจได้ เรื่องราวในหอสมุด สุดท้ายแล้วทุกคนก็มาที่ห้องประชุมบนชั้นสูงสุดของหอสมุด แต่หลังจากเปิดประตูเข้าไปก็มีกลิ่นอับชื้นลอยออกมา เพราะไม่มีใครใช้ห้องนี้มานานแล้ว ห้องประชุมจึงถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองและหยากไย่ อวิ๋นชงกวาดตามองฉู่หมิ่น นางได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดูแลหอสมุด แม้ว่าห้องประชุมนี้จะไม่มีคนใช้ แต่ก็ยังสมควรจะต้องทำความสะอาดกันบ้าง แต่ดูไปแล้ว นี่คงไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นสิบปีแล้ว

ฉู่หมิ่นเดินเข้าไปเหมือนด้านข้างไม่มีคนอยู่ จากนั้นก็ยกมือขึ้น ดีดนิ้วในอากาศ จู่ ๆ ก็มีสายลมแรง ในห้องประชุมจะบอกว่ามีพายุฝุ่นก็ไม่เกินเลยไป แต่ตอนนี้พายุฝุ่นนี้อยู่ในการควบคุมของฉู่หมิ่น  สุดท้ายสายลมก็รวบรวมฝุ่นผง หยากไย่และกลิ่นอับทั้งหมดพัดไปทางหน้าต่างและพุ่งออกไป

เพียงพริบตาเดียว ห้องประชุมก็เหมือนกลายเป็นห้องใหม่ ฉู่หมิ่นก็ไม่พูดมาก แค่หาที่นั่งลงไปก่อน คนอื่นก็เข้าห้องตามมา ผู้อำนวยการอวิ๋นชง อาจารย์ท่านอื่น นักเรียนที่เกี่ยวข้อง ซีเฟิ๋น และเวินเหยียนที่บาดเจ็บสาหัสซึ่งเดิมทีท่านหมอต้องการจะพาไปรักษาที่อื่นแต่กลับถูกฉู่หมิ่นคว้าตัวมาที่ห้องประชุมด้วย มุมห้องกลายเป็นห้องพยาบาลชั่วคราว

โต๊ะประชุมตัวยาว ผู้อำนวยการอวิ๋นชงนั่งที่ตำแหน่งประธาน เซี่ยปั๋วเจี่ยนนั่งที่ด้านซ้ายมือของผู้อำนวยการ นี่เป็นตำแหน่งประจำของเขา

ฉู่หมิ่นนั่งตรงข้ามเขา แต่มิได้เผชิญหน้ากันตรง ๆ ฉู่หมิ่นเพียงนั่งมั่ว ๆ ไปในแถวนี้

อาจารย์ท่านอื่นก็นั่งอยู่ข้าง ๆ เซี่ยปั๋วเจี่ยน ในบรรดาพวกเขาก็มีศิษย์ของเซี่ยปั๋วเจี่ยนอยู่ด้วย หลังจากเห็นว่าสถานการณ์มีการเผชิญหน้ากัน ย่อมไม่อาจไม่นั่งด้านอาจารย์ของตน ส่วนอาจารย์ท่านอื่น ด้านหนึ่งเป็นรองผู้อำนวยการ ด้านหนึ่งเป็นสตรีขี้เมา ย่อมเลือกได้ไม่ยากเลย อย่างรวดเร็วต่างไปนั่งเรียงกันเป็นแถวทางด้านซ้ายมือของอวิ๋นชง  ด้านขวามือมีเพียงผู้เดียวที่นั่งตามสบาย แต่มองไปอีกครรั้ง นางก็รีบดึงขวดสุราออกมาจากอกเสื้อ เปิดจุกขวด อวิ๋นชงก็ทำอะไรไม่ได้ รู้ว่าพูดอะไรไปก็ไร้ค่า ได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็น

นักเรียนที่เข้าร่วมได้ย่อมต้องมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้ ตอนนี้ก็มิได้มีโต๊ะสำหรับพวกเขา ได้แต่ยืนเรียงกันริมกำแพงด้านหลังเซี่ยปั๋วเจี้ยน

แล้วลู่ผิงเล่า

ลู่ผิงตอนนี้กำลังวางตัวซูถังกับม่อหลิน ม่อหลินยังไม่ได้สติ เนื่องจากสื่อสารกันไม่ได้ ดังนั้นลู่ผิงจึงมิได้คิดที่จะปลุกเขาขึ้นมา เพียงให้เขานั่งฟุบโต๊ะ ซูถังแสดงสัญญาณว่าเชื่อมต่อพลังวิญญาณได้แล้ว แต่พลังวิญญาณอื่น ๆ ก็ยังไม่ฟื้นคืนมา นางกับม่อหลินต่างก็ไม่อาจสื่อสารด้วยได้ แต่ตราบใดที่รู้ว่าลู่ผิงอยู่ข้าง ๆ นางก็จะสงบนิ่งมาก

เมื่อวางตัวคนทั้งสองลงแล้ว ลู่ผิงเองก็นั่งลง ผู้ชมดูต่างก็เงียบกริบ

เขาไปที่โต๊ะ ไม่เพียงแต่เขา ยังมีซูถังและม่อหลินที่เขาวางลง เขานั่งอยู่ด้านซ้ายของฉู่หมิ่น ซูถังอยู่ด้านซ้ายของเขา ม่อหลินอยู่ด้านซ้ายของซูถัง

ตอนที่ฉู่หมิ่นเลือกที่นั่ง ถ้านับลำดับแล้วจะเป็นเก้าอี้ตัวที่สี่ ลู่ผิงจัดให้ทุกคนนั่งลง บนโต๊ะตอนนี้ม่อหลินกลายเป็นอยู่ทางขวาของผู้อำนวยการอวิ๋นชง และอยู่ตรงข้ามกับเซี่ยปั๋วเจี่ยนที่อยู่ด้านซ้ายมือของผู้อำนวยการ หมวกฟางตกลง แสดงขวัญบนศีรษะให้เซี่ยปั๋วเจี่ยนดู

เหล่านักเรียนเทียนเจ้าที่ยืนพิงผนังห้องตะลึงไป นี่มันพวกคนป่าคนดอยจริง ๆ ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์เอาเสียเลย เรื่องแบบนี้ดูเหมือนจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสถาบันเทียนเจ้า ไม่รู้ว่าอาจารย์กับผู้อำนวยการจะจัดการอย่างไร

ผลก็คือลู่ผิงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย นั่งลงด้วยท่าทีเหมือนกับฉู่หมิ่นที่นั่งดื่มอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นนักเรียนเทียนเจ้าที่ยืนเป็นแถวริมผนัง เขาก็ประหลาดใจขึ้นมา จากนั้นก็มองไปทางด้านขวาของฉู่หมิ่น แล้วกล่าวกับนักเรียนเหล่านั้น “มานั่งนี่สิ มีที่ว่างนะ”

ตูม!

อาจารย์เทียนเจ้าที่นั่งตรงกันข้ามกับลู่ผิงซึ่งเขาเองก็ไม่รู้จักตบโต๊ะดังลั่น

“สมแล้วที่มาจากป่าเขา กฎเกณฑ์สักเล็กน้อยก็ยังไม่เข้าใจ!” อาจารย์ท่านนั้นร้องขึ้น

“กฎอะไรครับ” ลู่ผิงถามทันที

“เหล่าอาจารย์มีเรื่องพูดคุย มีที่ให้นักเรียนนั่งได้หรือ” อาจารย์ท่านนี้ก็พูดอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเห็นว่าเด็กจากป่าเขานี่โง่เขลามิใช่น้อย เกรงว่าพูดให้ลึกซึ้งไปอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจ

ใครจะไปคิดว่าลู่ผิงกลับหันไปมองฉู่หมิ่น “ครูฉู่หมิ่นครับ เรานั่งได้หรือไม่”

“ได้” ฉู่หมิ่นกล่าว

ลู่ผิงผงกศีรษะ จากนั้นก็หันหน้าไปมองอาจารย์เทียนเจ้าท่านนั้นด้วยสีหน้า “ท่านได้ยินแล้วนะ” ความหมายนั้นชัดเจนมาก อาจารย์ข้าไม่คิดว่ากฎเกณฑ์นี้ต้องใช้ มันไม่จำเป็น ท่านเล่า ท่านเป็นใคร

นักเรียนทั้งแถวตะลึงอีกครั้ง ครูที่เป็นต้นเหตุเรื่องราวก็พูดไม่ออก! สองฝ่ายนี้ช่างสมน้ำสมเนื้อกันจริง ๆ! ท่าทางของด้านซ้ายและด้านขวาของโต๊ะประชุมนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

“พอแล้ว เริ่มประชุมเถอะ!” เซี่ยปั๋วเจี่ยนเองตอนนี้ก็กล่าวขึ้นอย่างไม่นำพา อาจารย์ท่านนั้นจึงระงับความโกรธเอาไว้ พูดถึงความโมโหเขาเองก็มองไปที่ตรงข้ามของโต๊ะ เขาเองก็โมโหเจ้าคนที่มาแสดงขวัญบนศีรษะให้เขาดูเช่นกัน แต่ไปท้าทายฉู่หมิ่นเช่นนี้ เกิดนางอยากสังหารอาจารย์ท่านนั้นขึ้นมาจะทำอย่างไร อาจารย์ท่านนั้นเป็นนักเรียนรุ่นแรก ๆ ของเขา เรียกว่าเซี่ยหลี* หลังจากจบการศึกษาจากสถาบันเทียนเจ้าไปหลายปี เมื่อกลับมาที่สถาบันก็กลายมาเป็นอาจารย์ เขามีอารมณ์ฉุนเฉียวมาโดยตลอด ถ้าฉู่หมิ่นพูดแบบนั้นอีกครั้งล่ะก็ จากนิสัยใจคอของเซี่ยหลีย่อมทนทานมิได้ ทนไม่ได้ ก็คงจะถูกสังหารแน่นอน แต่แม้จะไม่ถูกสังหาร ก็คงจะต้องอับอายมากนัก

เซี่ยหลีระงับอารมณ์ของตนลง สำหรับกับเขาอาจารย์เซี่ยปั๋วเจี่ยนยังสำคัญกว่าผู้อำนวยการอวิ๋นชงอีก

ผู้อำนวยการอวิ๋นชงก็เปิดปากขึ้นในตอนนั้น มิได้พูดเรื่องสำคัญรีบด่วน แต่เป็นความห่วงกังวลสภาพของซูถังและม่อหลิน

“ท่านใช้วิธีนั้น” อวิ๋นชงกล่าวกับฉู่หมิ่น

“อืม” ฉู่หมิ่นพยักหน้า

“วิธีการนี้ถูกห้ามใช้ในสถาบันนะ” เซี่ยปั๋วเจี่ยนกล่าวตามมาทันที ด้วยระดับของเขาและอวิ๋นชงไม่นานก็ดูออกแล้วว่าซูถังและม่อหลินอยู่ในสภาพใด วิธีฝึกฝนนี้เรียกว่า “ตัดวิญญาณ” ทั้งคู่ต่างก็รู้จัก แต่ “ตัดวิญญาณ” ไม่เคยได้รับการยอมรับเป็นวิธีการที่ถูกต้องในการฝึกฝนพลังวิญญาณ แต่กลับถูกคิดว่าเป็นวิธีการชั่วร้ายเพื่อผลสัมฤทธิ์อันรวดเร็ว วิธีการฝึกฝนที่อันตรายแบบนี้ ไม่มีสถาบันปกติใดที่ใช้กัน ไม่มีเลยไม่ว่าจะเมื่อใด มีแต่คนที่หลังชนฝาที่ถูกสถาบันปกติทอดทิ้ง “สถาบันอ้านเฮย” (มืดมิด) วิธีการนี้ถึงจะได้รับการบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษา

อย่างสถาบันเทียนเจ้าที่เป็นสถาบันชั้นนำของแผ่นดิน ถ้ามีผู้คนรับรู้ว่าใช้ “ตัดวิญญาณ” วิธีการฝึกฝนที่ไม่ใส่ใจชีวิตของเหล่านักเรียนล่ะก็คงจะกลายเป็นเรื่องเสื่อมเสียมาก สถาบันไม่ยินยอมให้ใช้วิธีการนี้ แล้วก็ไม่มีอาจารย์ท่านใดที่จะใช้วิธีการนี้ด้วย

“แต่ปัญหาก็คือ พวกเขามิใช่นักเรียนสถาบันเทียนเจ้า” ฉู่หมิ่นกล่าว

“พวกเขาไม่ใช่นักเรียนเราหรือครับ” เซี่ยปั๋วเจี่ยนมองอวิ๋นชงอย่างแปลกใจ

อวิ๋นชงยิ้มขื่น เขาเคยเชื้อเชิญนักเรียนพวกนี้มาเป็นนักเรียนขั้นสูงของสถาบันเทียนเจ้าจริง ๆ โชคร้ายที่ถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เรื่องนี้จะว่าไปพิสดารจนเหลือเชื่อ จะบอกว่าคนเขาเป็นเด็กบ้านนอกจากป่าดอย แต่เด็กบ้านนอกพวกนี้ต่างก็ไม่เห็นสถาบันเทียนเจ้าในสายตากันทุกคนเลย

“มิใช่นักเรียนสถาบันเทียนเจ้า เหตุใดจึงสามารถรับการสั่งสอนจากสถาบันเทียนเจ้าได้!” เซี่ยปั๋วเจี่ยนหาเรื่องที่จะโจมตีได้อีกแล้ว

“ด้วยความพอใจของข้า” ฉู่หมิ่นพูดทันทีอย่างไม่ใส่ใจ เซี่ยปั๋วเจี่ยนไม่ระงับความโกรธในครั้งนี้ ทุบโต๊ะเสียงดัง ความจริงเขาก็ทราบดีว่ากฎข้อนี้มิได้เข้มงวดมากนัก อาจารย์หลายคนก็สั่งสอนคนนอกสถาบันเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง แต่ดูท่าทีไม่ใส่ใจกฎเกณฑ์ของฉู่หมิ่นนี้แล้ว เซี่ยปั๋วเจี่ยนก็เชื่อเต็มหัวใจว่าแม้นี่จะเป็นกฎที่เข้มงวดมาก แต่ถ้าฉู่หมิ่นอยากจะสอน นางก็จะสอน สตรีนางนี้ช่างไร้เหตุผลนัก

“แต่ศิษย์ท่านสังหารศิษย์ข้า” เซี่ยปั๋วเจี่ยนกัดฟันพูด

“ข้าบอกแล้ว นั่นก็เพราะเขาสมควรตาย” ฉู่หมิ่นกล่าว

“ท่านไร้เหตุผลจริง ๆ” เซี่ยปั๋วเจี่ยนแทบจะบ้าตายแล้ว

“ใช้พลังวิญญาณสัมผัสดูให้ดีก่อน ค่อยมาพูดเรื่องเหตุผล” ฉู่หมิ่นกล่าว

เซี่ยปั๋วเจี่ยนอึ้งไป มีรายละเอียดใดที่เขาไม่ได้สังเกตหรือ

เซี่ยปั๋วเจี่ยนไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็เปิดประสาทสัมผัสของพลังวิญญาณอีกครั้ง ฉู่หมิ่นดูจะตั้งใจให้เขาไม่อาจมองข้ามไปได้ บอกคำใบ้อย่างชัดเจนไปเลย “ด้านขวาของเวินเหยียน”

เวินเหยียนหรือ

ตอนที่เซี่ยปั๋วเจี่ยนเหลือบดูครั้งแรก เวินเหยียนมีปัญหาอันใด เขามิได้สังเกตจริง ๆ แต่จากคำบอกใบ้ของฉู่หมิ่นนี้ ก็ลองดูซี่โครงด้านขวาของเวินเหยียน สีหน้าของเซี่ยปั๋วเจี่ยนค่อย ๆ ซีดลง

ไม่เพียงแต่เขา อาจารย์ที่มีประสาทสัมผัสพอ ๆ กัน ก็ต่างค้นพบบางสิ่งจากการสัมผัสครั้งนี้ ต่างก็ได้แต่เงียบงันไป

แต่ไม่มีผู้ใดชัดเจนไปกว่าเซี่ยปั๋วเจี่ยนอีกแล้ว แม้แต่ฉู่หมิ่นก็ไม่

ซี่โครงด้านขวาของเวินเหยียนซึ่งนางได้รับบาดเจ็บ ร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ในบาดแผลนี้เป็นพลังวิญญาณแห่งกลิ่นของลั่วถิง นักเรียนที่เขาภาคภูมิใจ หนึ่งครั้ง...อีกหนึ่งครั้ง...อีกหนึ่งครั้ง...

เซี่ยปั๋วเจี่ยนยังทราบแม้แต่ปริมาณพลังวิญญาณที่ใช้ในการโจมตีนี้ แต่วิธีการที่ลั่วถิงใช้ ทุกคนก็ดูออก

ตามกลิ่น มีแต่ตามกลิ่นจึงสามารถโจมตีที่จุดเดิมซ้ำ ๆ กันเช่นนี้ได้

วิธีการต่อสู้เช่นนี้ เซี่ยปั๋วเจี่ยนไม่คิดว่ามีปัญหาอะไร แต่ปัญหาก็คือ ทำไมถึงเป็นเวินเหยียน เป็นเวินเหยียนได้อย่างไร ลั่วถิงต้องการจะทำอะไรกันแน่ตอนที่โจมตีเวินเหยียนด้วยวิธีการเช่นนี้

และเมื่อมองลึกลงไปจากพลังวิญญาณแห่งกลิ่นของลั่วถิงที่โจมตีนี้ออก ก็เป็นสาเหตุของบาดแผลนี้ มีพลังวิญญาณหลงเหลืออยู่น้อยมาก เห็นได้ชัดว่าผ่านการรักษามาบ้างแล้ว แต่เซี่ยปั๋วเจี่ยนก็ยังรับรู้ได้ เพราะว่าร่องรอยพลังวิญญาณนี้เป็นที่คุ้นเคยของเขามาก เทียบกับลั่วถิงแล้วยังคุ้นเคยยิ่งกว่า

เต้าเหริน

เป็นหลานชายต่างแซ่ของเขา เต้าเหริน

เวินเหยียนกลับถูกเต้าเหรินทำร้ายไปก่อน จากนั้นลั่วถิงถึงโจมตีที่จุดนั้นซ้ำอีก

นี่เป็นความขัดแย้งของนักเรียน การต่อสู้มิใช่เรื่องใหญ่ แต่จะอย่างไรคำพูดของเซี่ยปั๋วเจี่ยนที่บอกว่าถูกสังหารเพราะต้องการปกป้องเวินเหยียนก็เป็นไปไม่ได้แล้ว บนร่างเวินเหยียนไม่มีร่องรอยโจมตีอื่นเลย จะบอกว่าซีเฟิ๋นเพื่อจะปกป้องเวินเหยียนจากน้ำมือของลั่วถิงยังดูจะเข้าใกล้ความจริงมากกว่า

เซี่ยปั๋วเจี่ยนยังไม่หมดกำลังใจ ลั่วถิงดูจะอยู่ฝ่ายไร้เหตุผลอยู่บ้าง แต่จะอย่างไรลั่วถิงก็เสียชีวิตแล้วเป็นความจริงแท้แน่นอน

“เรื่องนี้จะสังหารกันมันจะเกินไปหน่อยไหม โหดร้ายไปไหม ลั่วถิงโจมตี จู่โจมแต่มือขวาของคู่ต่อสู้ คือรู้จักประมาณกำลังมากแล้ว บาดแผลเก่าที่กลางหลังของคู่ต่อสู้มิได้เกิดจากลั่วถิงแต่มันมีอยู่ตั้งนานแล้ว เพราะความใจดีของเขา ผลก็คือเขาจึงต้องจ่ายราคาด้วยชีวิตของตน” เซี่ยปั๋วเจี่ยนกล่าว

.....................................................

*อาจารย์เซี่ยหลีกับเซี่ยปั๋วเจี่ยนเป็นคนละแซ่กันนะคะ ความจริงคำอ่านก็ต่างกันนิดหน่อยด้วย แต่พอเป็นลิ้นคนไทยแล้วมันจะเหมือนกันค่ะ (ต่อไปจะมีคนที่ชื่ออ่านเหมือนกันเป๊ะ ๆ อยู่ ยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงดี บอกเลยก็ได้ เป็นเว่ยจ้งค่ะ จะมีองครักษ์ชื่อเว่ยจ้งด้วย อ่านเหมือนกันเด๊ะเลย แต่ตัวจีนต่างกัน แล้วก็จะมีอีกคนชื่อเว่ยจง... อีกหลายตอนอยู่แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำไงดี)

 

ตอนที่ 81 – ฆ่าได้ดี




NEKOPOST.NET