Heaven Awakening Path ตอนที่ 8 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.8 - แตกต่างอย่างใหญ่หลวง


ตอนที่ 8 – แตกต่างอย่างใหญ่หลวง

 

ม่อเซินตื่นตะลึงยิ่ง และก็ไม่ใช่ว่าเนื่องจากม่อหลินรู้มากกว่าเขา เขาทราบอยู่แล้วว่าหลานชายคนนี้มีความรู้เรื่องพืชสมุนไพรเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่เขาใส่ใจมันต่างจากคนสวน คุณสมบัติข้อนี้ของดอกบัวอัคคีซ่อนอยู่ในเรื่องที่เขาเชี่ยวชาญมากกว่า

ที่เขาตะลึงเป็นเพราะว่าดอกบัวอัคคีซ่อนกำลังจะบานแล้วตอนที่โดนลู่ผิงเหยียบ เป็นความบังเอิญหรือเปล่านะ หรือลู่ผิงรู้อยู่แล้วว่าการบานของดอกบัวอัคคีซ่อนจะก่อให้เกิดมหันตภัยขึ้น

เมื่อม่อเซินมองต้นไม้ดอกไม้รอบ ๆ บัวอัคคีซ่อน ต้นไม้ดอกไม้ที่เขารักนักหนา เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนั้น

ต้นไม้ที่โดนลู่ผิงทำร้ายไม่ใช่เล็กน้อย แล้วตอนที่เขาโมโหจนควันขึ้น ลู่ผิงก็จะพูดว่า “ข้าแค่เหยียบวัชพืช”

ตอนนั้น ม่อเซินไม่ได้ใส่ใจคำอธิบายพวกนั้นแม้แต่น้อย แต่มาตอนนี้เขาเริ่มคิด

เขาจำได้ไม่ทั้งหมด แต่ก็พอมีความทรงจำอยู่บ้าง

เถาวัลย์เหนี่ยวเถิง  ผลแทงใจ ไผ่ทงเทียน หญ้าเฟยซิน,,,,,

ชื่อเหล่านี้อยู่ในความทรงจำของม่อเซิน  ตอนที่ลู่ผิงเหยียบพวกมัน ม่อเซินมีแต่ความรู้สึกเสียดายและโกรธกริ้ว แต่ตอนนี้เมื่อเขามาคิดอีกครั้ง แม้ว่าการบอกว่าต้นไม้เหล่านี้เป็นวัชพืชจะเกินจริงไป แต่การมีอยู่ของพวกมันก็รบกวนการเจริญเติบโตของต้นไม้อื่นอยู่บ้างจริง ๆ พวกมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เข้ากับสิ่งอื่นได้สักเท่าไหร่

เถาวัลย์เหนี่ยวเถิงปีนขึ้นบนลำต้นของต้นไม้อื่น มันสามารถกดทับต้นไม้อื่นจนตายได้

ผลจากต้นผลแทงใจแหลมคมมาก การจับมันมาไว้ในสวนดอกไม้อาจจะทำให้มันแทงต้นไม้อื่นเป็นแผล

รากของไผ่ทงเทียนเติบโตได้ดีมาก มันอาจทำร้ายรากของต้นไม้อื่น

แล้วสำหรับหญ้าเฟยซินนั้น มันไม่ได้รบกวนพืชพรรณอื่น ๆ แต่หลังจากโตเต็มที่กิ่งก้านของมันจะลอยไปตามลมแล้วโตขึ้นมาเป็นหญ้าเฟยซินต้นใหม่ การงอกอย่างไม่มีการควบคุมนี้จะเกิดผลกระทบกับสวนทั้งสวน

ต้นไม้ที่กล่าวถึงค่อนข้างดีเมื่อดูจากความงดงามของพวกมัน แต่การเจริญเติบโตของพวกมันต้องได้รับการควบคุมอย่างระมัดระวัง เป็นไปได้ไหมว่าการกระทำป่าเถื่อนของลู่ผิงเพียงเพื่อดูแลการเจริญเติบโตของพวกมัน

ม่อเซินที่ยืนอยู่ในสวนดอกไม้สมองว่างเปล่า สวนดอกไม้ที่เขารักที่สุดของเขาสวนนี้ ที่มีพลังชีวิตอย่างพิเศษ เป็นไปได้ไหมว่ามันเกิดจากความช่วยเหลือของลู่ผิงจากเงามืด

การจะยอมรับเรื่องนี้ในทันทีเป็นเรื่องยากสำหรับม่อเซิน  เขาไม่สามารถรวมลู่ผิงที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในความคิดของเขาเข้ากับลู่ผิงที่เป็นมาก่อนหน้านี้ได้เลย  ณ เวลานี้ความตกตะลึงและวุ่นวายใจของเขามากกว่าที่เขาเคยรู้สึกเมื่อคืนตอนม่อหลินนำข่าวมาบอกอย่างมาก

ม่อหลิน!

สติของม่อเซินกลับเข้าร่างอย่างปัจจุบันทันด่วน แต่ม่อหลินไม่รู้หายไปทางไหนแล้ว

“เจ้าเด็กคนนี้นี่!” ม่อเซินรู้สึกกระวนกระวายมาก ถ้าความคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นของเขาถูกต้อง การเล็งเป้าไปทางลู่ผิงก็เป็นเรื่องที่ผิดมาก เกรงว่าเด็กคนนั้นต่างจากที่ทุกคนคิดโดยสิ้นเชิง

เขาหนีไปไหนแล้วนะ

ม่อเซินเริ่มตามหา เขาถามกับผู้คนไปทั่ว คนที่รู้จักลู่ผิงมีไม่น้อย ไม่นานเขาก็พบลู่ผิงกับซูถังที่โรงอาหารของสถาบันไจเฟิง แต่ม่อหลินเล่าอยู่ที่ไหน

เขากวาดสายตาไปทั่วและมองเห็นม่อหลินที่มุมห้องธรรมดา ๆ มุมหนึ่ง เขาถือแผ่นแป้งปิ้งในมือ ค่อย ๆ ฉีกกินทีละนิดทีละหน่อย แต่สายตาของเขาจับจ้องไปที่ทิศทางหนึ่ง ทิศทางที่ลู่ผิงกับซูถังกำลังรับประทานอาหารเช้าและคุยกันอยู่

ม่อเซินรีบเดินไปอยู่ต่อหน้าม่อหลิน  แต่สายตาม่อหลินก็ยังมองตรงไป

“เจ้าทำอะไรลงไป”  ม่อเซินรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ

“ข้าวางยาพิษที่โจ๊กของเขา” ม่อหลินกล่าว

“ข้าบอกให้เจ้าพอแล้วมิใช่หรือ” ม่อเซินกังวล เขาเกือบจะพุ่งออกไปแล้ว

“อย่ากังวลเลย” ม่อหลินลากเขากลับมา “ปริมาณไม่มากนักหรอก แถมข้ายังเตรียมยาแก้พิษไว้เรียบร้อยแล้วด้วย แต่ดูเหมือนไม่มีประโยชน์”

“ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้น”

“เขากินเสร็จแล้ว แต่ไม่เห็นมีอาการอะไรเลย” ในตอนที่ม่อหลินพูด สายตาเขาไม่ได้ละไปจากร่างของลู่ผิงแม้แต่น้อย

“เจ้าใช้พิษอะไร”

“หมามู่”

แม้ว่าม่อเซินจะไม่ได้ร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มากนัก แต่เขาก็ยังมีความรู้เรื่องพืชค่อนข้างเยอะ หมามู่ถือเป็นหญ้าพิษที่หาได้ทั่วไป พิษก็ไม่รุนแรง ส่วนยาแก้พิษนั้นแม้แต่เขาก็ผสมได้ อีกทั้งม่อหลินก็ควบคุมปริมาณไว้แล้ว ทำให้เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก

แต่ถัดจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงม่อหลินพึมพำกับตัวเอง “ถึงจะลดปริมาณลง แต่ก็ยังมากพอจะสังหารคนได้ถึงสามคนเชียวนะ ทำไมเขาไม่มีอาการอะไรเลย”

“นี่เจ้าควบคุมปริมาณยาเช่นนี้หรือ!” ม่อเซินแทบจะกระโดด แต่เมื่อเขาหันศีรษะไปมองอีกครั้ง สายตาลู่ผิงก็หันมาหาเขาพอดี

ทั้งม่อเซินและม่อหลินต่างก็ทำอะไรไม่ถูก แต่ลู่ผิงก็เพียงแค่ยิ้มแล้วชี้นิ้วไปที่ชามโจ๊กที่เพิ่งว่างเปล่า จากนั้นเขาก็จากไปพร้อมกับซูถัง

“แปลว่าอะไรล่ะนั่น” ม่อเซินยังงงอยู่ แต่ม่อหลินพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบแล้ว ม่อเซินดึงสติตัวเองแล้วตามไปทันที

ม่อหลินไม่ได้เดินไปหาลู่ผิง เขาไปอยู่ตรงจุดที่ลู่ผิงกับซูถังเพิ่งนั่งอยู่เมื่อครู่ เขายกชามเปล่าใบนั้นและมองดูเศษโจ๊กที่อยู่ติดก้นชาม

สีหน้าของม่อหลินเปลี่ยนไป หลังจากคิดนิดหน่อย เขาก็หยิบหลอดวัดปริมาณมาจากถุงหนังที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อด้านขวา

โจ๊กที่เหลืออยู่ทั้งหมดถูกดูดเข้าไปในหลอดอย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาก็สังเกตปริมาตรที่หน่วยวัดซึ่งแสดงอยู่ที่ 0.6 มล. พอดี ใบหน้าม่อหลินจริงจังขึ้นมาอย่างที่สุด เขาหยิบขวดยาแก้พิษที่เตรียมไว้ให้ลู่ผิงขึ้นมาและหยดยาเข้าไปในปากตนเองหนึ่งหยดอย่างจริงจัง จากนั้นเขาก็บีบของเหลวปริมาตร 0.6 มล. ทั้งหมดนั้นเข้าปากตัวเอง

ไม่นานต่อจากนั้น ใบหน้าของเขาก็ปรากฏอาการเจ็บปวด เหงื่อเป็นเม็ด ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า ความเจ็บปวดรุนแรงจนเขาไม่สามารถยืนตัวตรงได้ แต่แม้จะอยู่ในอาการเจ็บปวด ใบหน้าของม่อหลินก็ยังแสดงถึงความจริงจัง เขาสำรวจความรู้สึกนี้อย่างระมัดระวัง ยาแก้พิษที่เขาทานไปก่อนหน้าเริ่มจะส่งผล มันต่อสู้กับพิษจนสุดท้ายความเจ็บปวดทั้งหมดก็หายไป

แต่หน้าของม่อหลินก็ไม่ได้กลับมาสงบดังเดิม

หลังจากคำนวณปริมาณของเหลวจากเครื่องวัดและทดสอบกับตัวเอง ม่อหลินก็มั่นใจแล้วว่าพิษทั้งหมดที่เขาผสมลงไปในโจ๊กต่างตกตะกอนนอนอยู่ที่ก้นชาม มันถูกสกัดจนเหลือแต่พิษที่เข้มข้นที่สุด

ม่อเซินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ทราบแล้วว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น มองใบหน้าของม่อหลินเพียงครั้งเดียวเขาก็ไม่ต้องถามยืนยันแล้ว

“นี่เป็นไปได้อย่างไร เขาทำอะไรน่ะ” ม่อเซินกล่าว

“ข้าไม่เห็นเขาทำอะไรเลย... “ ม่อหลินพูด จากตอนที่ลู่ผิงยกชามขึ้น สายตาของเขาก็ไม่ได้คลาดเคลื่อนไปจากร่างของลู่ผิงเลยแม้แต่วินาทีเดียวเขามองดูทุกคำที่ลู่ผิงรับประทาน มันเหมือนกับลู่ผิงจับอะไรไม่ได้เลย ที่สำคัญกว่าก็คือลู่ผิงไม่ได้ใช้วิชาใด ๆ ในการถอนพิษ

แต่สุดท้ายพิษกลับนอนอยู่ที่ก้นชาม

“ไม่น่าเชื่อ” ในสายตาม่อเซิน ลู่ผิงยิ่งเหมือนคนที่เขาไม่รู้จักเข้าไปทุกที

“หากเป็นเรื่องจริง ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวก็คือความสามารถจากการเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งรส จะต้องเป็นความสามารถขั้นที่ 4 หรือสูงกว่า” ม่อหลินกล่าว เขามีพลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หก ถือได้ว่าเขาศึกษาพลังวิญญาณประเภทนี้มามากแล้ว แต่ระดับชั้นของผู้สัมผัสพลังวิญญาณกับผู้เชื่อมต่อเป็นระดับชั้นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ลู่ผิงทำ แม้แต่ผู้มีสัมผัสพลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หกก็ไม่สามารถทำได้ ทำได้แต่ผู้ที่เชื่อมต่อพลังวิญญาณแล้วเท่านั้น

และไม่ใช่เพียงแค่ผู้เชื่อมต่อ แต่ต้องเป็นผู้เชื่อมต่อที่มีความสามารถขั้นที่ 4 ขึ้นไปด้วย สีหน้าของม่อเซินยิ่งแปลกใจขึ้นไปอีก เพราะนี่เป็นการสื่อว่าลู่ผิงนั้นแข็งแกร่งกว่าเขา...

“เหลือเชื่อ ข้าต้องทำให้กระจ่างหน่อยแล้ว” ม่อหลินพูด

“เจ้าจะทำอะไรอีก” ม่อเซินถาม มาถึงตอนนี้เขาไม่ห่วงลู่ผิงแล้ว เขาห่วงหลานชายมากกว่า

“ข้าจะเข้าร่วมสถาบันไจเฟิงแล้วสังเกตการณ์ลู่ผิงอย่างละเอียด” ม่อหลินพูด

“พูดเล่นใช่ไหม!” ม่อเซินร้อง ในวันสั้น ๆ เพียงวันเดียว ลู่ผิงในความคิดของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย จากสวะเป็นไม่ธรรมดา เป็นไม่น่าเชื่อ เป็นหยั่งไม่ถึง และตอนนี้ก็กลายเป็นความลึกลับ เป็นตัวอันตราย!

“แน่นอนสิ ข้าจะไม่ใช้วิธีพวกนี้อีกแล้ว” ม่อหลินกล่าว สองครั้งหรือสามครา วิธีการที่เขาคิดว่าสุดยอด วิธีที่ไม่มีวันผิดพลาด ทั้งหมดอีกฝ่ายทำให้หมดฤทธิ์ไปได้อย่างง่ายดาย

เข็มพิษหรือ ตอนนี้อยู่ที่ไหนม่อหลินก็ไม่ทราบ

บ่อโคลนดูดที่สร้างขึ้นจากหญ้าไส้เดือนดิน คนเขาแค่ยกขาขึ้นแล้วก้าวออกไป

หมามู่ พูดอย่างเบา ๆ มันมีปริมาณมากพอที่จะสังหารคนได้ถึงสามคน แล้วคนเขาก็กินมันหมดอย่างไร้ปัญหา แต่พิษทั้งหมดกลับนอนอยู่ก้นชาม

 ว่าง่าย ๆ ม่อหลินรู้สึกว่าเขาเอาทองมาทาหน้าตัวเองมากไปแล้ว  สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นการรุกฆาต สำหรับอีกฝ่ายไม่มีค่าแม้แต่จะโต้ตอบด้วยซ้ำ ถ้ายังไม่รับรู้ถึงความแตกต่างของฝีมือ เขาก็คงโง่เขลาเต็มทีแล้ว

สุดท้ายแล้วลู่ผิงแข็งแกร่งขนาดไหน เขาแข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไร ม่อหลินสนใจปริศนาข้อนี้มาก

 

อาคารสถาบันไจเฟิง ชั้นที่หก

ในห้องของผู้อำนวยการ ที่ซึ่งสามารถจะมองเห็นพื้นที่สถาบันทั้งหมดได้ ผู้อำนวยการกัวโหย่วเต้ามองคนแปลก ๆ ที่ใส่หมวกฟาง

“เจ้าอยากเข้าร่วมสถาบันเราหรือ” ตอนนี้มิใช่เวลารับนักเรียนใหม่ ถ้าเป็นนักเรียนทั่วไปก็คงถูกส่งออกไปแล้ว ทำไมผู้อำนวยการต้องจัดการเองด้วย แต่เจ้าคนที่อยู่ตรงหน้าผู้อำนวยการนี้ เขามีพลังวิญญาณอยู่ในชั้นฟ้าที่สิบสี่แล้ว โดยมีพลังวิญญาณแห่งรสอยู่ถึงชั้นฟ้าที่หก ระดับนี้มันเก่งกว่านักเรียนที่จบแล้วของสถาบันไจเฟิงอีกหลายคนอย่างมาก แต่ตอนนี้คนผู้นี้กลับบอกว่าเขาอยากจะมาเป็นสมาชิกของสถาบันไจเฟิง

“ใช่ครับ!” ม่อหลินพูดยืนยัน ความกระหายในดวงตาของเขาดูจะจริงใจมาก

“เพื่ออะไร” กัวโหย่วเต้าคิดว่าคนคนนี้คงมีเหตุผลพิเศษ

“เพื่อศึกษา!” เป็นคำตอบของม่อหลิน

เงียบกริบ

นักเรียนโดดเด่นคนหนึ่งย่อมได้รับการต้อนรับจากสถาบัน แต่ความเก่งกาจของม่อหลินมันมากกว่าที่สถาบันจะสั่งสอนได้แล้ว มันก็เหมือนกับมีนักเรียนจากสี่สถาบันหลักมาที่สถาบันไจเฟิงเพื่อเรียนรู้ขั้นสูง ความแตกต่างมีเพียงมันมิได้เกินจริงถึงเพียงนั้น

“เจ้าอยากติดตามอาจารย์คนไหน” กัวโหย่วเต้าถาม

สถานการณ์ของม่อหลิน กัวโหย่วเต้าคิดได้เพียงอย่างเดียว นั่นคือม่อหลินอยากเรียนรู้ความสามารถบางอย่างที่บังเอิญอยู่ในความครอบครองของครูของสถาบันไจเฟิงสักคน

“อาจารย์หรือครับ” ม่อหลินแปลกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งตัวได้และตอบชื่อหนึ่งโดยไม่ลังเล “ม่อเซิน”

ม่อเซินรึ พลังวิญญาณแห่งรูปน่ะนะ

กัวโหย่วเต้าประหลาดใจ เดิมที่เขาคาดว่าม่อหลินต้องอยากเรียนความสามารถจากครูที่เชี่ยวชาญพลังวิญญาณแห่งรสแน่ ๆ ใครจะไปคาดว่าเขาอยากเรียนความสามารถของม่อเซิน ผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งรูป ตอนนี้พลังวิญญาณแห่งรูปของเจ้าเด็กนี่เพิ่งอยู่ในชั้นฟ้าที่สองเองนะ มันต่างกันเกินไปแล้ว

แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร สาเหตุไม่แน่ชัดมิใช่เหตุผลที่จะปฏิเสธนักเรียนที่แกร่งกล้าเช่นนี้อยู่แล้ว นักเรียนเช่นนี้สามารถรับได้ไม่ว่าจะเวลาใดก็ตาม กฎเกณฑ์ของสถาบันไจเฟิงผ่อนผันมากอยู่แล้ว

“ข้ายอมรับการสมัครของเจ้า จงติดตามครูม่อเซิน จงเรียนรู้จากเขา” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“ขอบคุณครับ ข้าสามารถเข้าห้องเรียนอื่น ๆ ได้หรือไม่”

“แน่นอนสิ แต่ว่า มันสำคัญกับเจ้ามากหรือ”

“ในความคิดของข้า มีดีกว่าไม่มี” ม่อหลินตอบอย่างจริงจัง

.....................................................................................

(ในที่สุดก็ได้อธิบายสิ่งนี้ ครู – อาจารย์

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเราใช้คำว่าครูมาตลอด ไม่เหมือนนิยายกำลังภายในเรื่องอื่นที่เขาใช้คำว่าอาจารย์กัน เหตุผลอยู่ตรงนี้นี่แหละค่ะ ภาษาจีนมีคำที่แสดงความเป็นครูอยู่หลายคำ ในเรื่องนี้ก็มี 2 คำ คือ เหล่าซือ (老师) กับ เต่าซือ (导师)

เหล่าซือคือครูโดยทั่วไปที่สอนนักเรียนเป็นห้อง ๆ ส่วนเต่าซือคือครูที่รับเด็กมาเป็นศิษย์ส่วนตัวเหมือนนิยายกำลังภายในทั่วไป ดังนั้นเราเลยต้องมีคำสองคำที่จะใช้แทนด้วย ตอนแรกก็จะใช้อาจารย์แทนเหล่าซือแล้วหาคำอื่นแทนเต่าซือเช่น ท่านอาจารย์ ปรมาจารย์ ศาสดาจารย์ ฯลฯ แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ค่อยเหมาะ ท่านอาจารย์ก็ใกล้กับอาจารย์เกินไป ปรมาจารย์หรือศาสดาจารย์ก็ฟังดูเวิ่นเว้อ สุดท้ายเลยมาจบที่ครู-อาจารย์แบบนี้แหละค่ะ ต่อไปก็ไม่รู้จะมีชื่อเรียกครูแบบอื่นอีกไหม ถึงเวลานั้นคงต้องมาปวดหัวใหม่)

หลังจากแปลตอน 9 ปรากฏว่าทั้งสองคำเหมือนใช้ผสมกันค่ะมันออกมาทั้งคู่เลย ตอนนี้เลยไม่รู้แล้วว่ามันต่างกันไหมก็จะแปลให้ต่างกันตามจีนไปนะคะ เหล่าซือ (老师) = ครู  เต่าซือ (导师) = อาจารย์

 

ชื่อต้นไม้ในตอนนี้ทั้งหมดนอกจากไผ่ทงเทียนไม่มีอยู่จริงนะคะ อย่างน้อยคือเรากูเกิ้ลหาไม่เจอ เราเลยใช้ชื่อพินอินทั้งหมด ยกเว้นผลแทงใจ (穿心果) ที่แปลมา เพราะเราคิดว่าชื่อมันค่อนข้างตรงตัว

อีกอย่างคือเถาวัลย์เหนี่ยวเถิง (茑藤) ความจริงคำว่าเถิงมันแปลว่าเถาวัลย์อยู่แล้วแต่จะให้เขียนว่าเถาวัลย์เหนี่ยวเราว่ามันประหลาด ๆ ยังไงไม่รู้ เลยใส่เป็นเถาวัลย์เหนี่ยวเถิง แต่ไผ่ทงเทียน (通天竹) กับหญ้าเฟยซิน (飞信草) เราตัดตัว จู๋ กับ เฉ่า ที่แปลว่าไผ่กับหญ้าไปค่ะ

อ้อ บัวอัคคีซ่อนกับหญ้าไส้เดือนดินก็ไม่มีจริงนะคะ เราแปลทั้งสองชื่อเพราะคิดว่าชื่อมันค่อนข้างสื่อ

สำหรับคนอยากรู้

เถาวัลย์เหนี่ยวเถิง (茑藤) -茑 เป็นส่วนประกอบของชื่อพืชตระกูลมิสโทเทิล  藤 แปลว่าเถาวัลย์

ผลแทงใจ (穿心果) – ตรงตัวเลยคือ 穿 = แทง  心  = ใจ  果 = ผล

ไผ่ทงเทียน (通天竹) - 竹 คือไผ่ 通 แปลว่าผ่าน 天 แปลได้หลายแบบ คือสวรรค์ ฟ้า หรือวันก็ได้  

*ชั้นฟ้าที่เป็นระดับของพลังวิญญาณก็ใช้ตัวนี้นะคะ เราคิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะใช้คำไหนดีเพราะอังกฤษแปลเป็น  heavenly ที่เป็นสวรรค์ แต่จะเขียนชั้นสวรรค์/ขั้นสวรรค์เราว่ามันประหลาด เลยใช้คำว่าชั้นฟ้าอะ

หญ้าเฟยซิน (飞信草) -飞 คือบิน 信 แปลได้ว่าจดหมาย  草 คือหญ้า

หมามู่ (麻木) –麻 เป็นชื่อพืชตระกูล ปอ/ป่าน/กัญชา/กัญชง 木 แปลว่าไม้ อันนี้ก็ลังเลเหมือนกันไม่รู้ว่าคนเขียนหมายถึงไม้ของต้นปอหรือเป็นพืชที่ชื่อหมามู่เลย แต่ก็พินอินไปดูจะเซฟกว่า (ตอนแรกพิมพ์ไม้ปอไปนะคะมาแก้ทีหลัง ไม่ค่อยชอบชื่อจีน มันฟังคล้ายหมาหมู่อะ) ถ้าเอาทั้งคำไปกูเกิ้ลจะได้ว่ามันแปลรวม ๆ เป็น “อาการชา” และเป็นชื่อเพลงจีนเพลงหนึ่งอีกด้วยค่ะ

 

ยาวมาก สุดท้ายนี้ถ้าใครคิดว่าคำที่เราใช้ไม่เหมาะสมหรือจะช่วยคิดคำใหม่อะไรก็บอกโลดเลยนะคะ

แปลช้าเพราะมัวหาข้อมูลนี่แหละ ไม่อยากแปลมั่ว ๆ ดอกยี่โถกับลำโพงขาวตอนก่อนเราก็กูเกิ้ลชื่อจีนมันนะคะว่ามีจริงไหมก่อนจะแปล (ชื่ออังกฤษช่วยอะไรไม่ได้เลย 555) ส่วนชื่อคนชื่อสถานที่ก็ถอดจากตารางพินอินทั้งหมดค่ะ




NEKOPOST.NET