Heaven Awakening Path ตอนที่ 76 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.76 - ชนหมัด (ต้น)


ตอนที่ 76 – ชนหมัด

 

“นี่ เจ้าเป็น...” เวินเหยียนร้องเสียงดัง แต่พูดไปได้ครึ่งทางก็จำได้แล้วว่า ซีเฟิ๋นบาดเจ็บมาโดยตลอด!

เนื่องจากอาการบาดเจ็บสาหัส เขาจึงไม่อาจเคลื่อนไหวได้ เขานั่งบนรถเข็นตั้งแต่วันแรกที่มาถึงสถาบันเทียนเจ้าแล้ว

เนื่องจากอาการบาดเจ็บสาหัส วิธีการเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งจิตอันแสนอันตรายนี้ ผู้อื่นสามารถทนได้เจ็ดวัน แต่ซีเฟิ๋นทนได้เพียงสามวันเท่านั้น

แต่สุดท้ายแล้วซีเฟิ๋นกลับใช้เวลาเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนก็สามารถทะลวงผ่านถึงระดับชั้นเชื่อมต่อได้สำเร็จ แต่วิธีการนี้ไม่มีผลต่อบาดแผลของเขา สังหารลั่วถิง เห็นได้ชัดว่าทำให้อาการบาดเจ็บที่ซีเฟิ๋นได้รับตอนต่อสู้กับพวกซิงหลัวทั้งสามคนกำเริบขึ้นมา หลังจากฆ่าลั่วถิงได้สำเร็จ ก็ร่วงลงพื้นทันที

“นี่ นี่!”

เวินเหยียนตอนนั้นเองถึงพบว่าอาการบาดเจ็บนั้นไม่เบาเลย พยายามยันร่างขึ้นจากโต๊ะอยากจะเดินไปดู สุดท้ายก็เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นเช่นกัน

ตอนนี้เองนางถึงได้เข้าใจว่าทำไมตอนที่ซีเฟิ๋นสังหารลั่วถิงถึงได้รีบร้อนนัก

เพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่น เขารู้ตัวว่าจะทนอยู่ได้ไม่นาน ไม่สังหาร นั่นก็คือได้แต่รอให้ลั่วถิงกลับมาสังหารพวกเขาทั้งสองคนแล้ว

ไม่เช่นนั้น ลั่วถิงถึงจะถูกสังหาร แต่ให้กฎหมายสังหารจะมีปัญหาอะไร ซีเฟิ๋นมิใช่ไม่เข้าใจ มิใช่ไม่ได้คิด เวินเหยียนเพียงพูดคุยกับเขาไม่กี่คำเท่านั้น แต่นางก็รู้สึกมาโดยตลอดว่าผู้ที่บาดเจ็บสาหัสนี้ให้ความรู้สึกที่มั่นคงและพึ่งพาได้

ฆ่า!

การกระทำที่เวินเหยียนคิดว่าบุ่มบ่ามนี้ความจริงแล้วกลับเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในสถานการณ์ตอนนั้น

นางผิดไปแล้ว!

คนผู้นี้เป็นอย่างที่รู้สึกจริง ๆ เป็นคนที่พึงพาได้จริง ๆ

แต่ตอนนี้...

“เจ้าเป็นอะไร ไม่มีปัญหาใช่ไหม เจ้า!!” เวินเหยียนที่นอนกองอยู่บนพื้นตะโกนขึ้นมา น้ำตาหลั่งไหลอีกครั้ง ตอนที่นางตกอยู่ในอันตราย นางไม่ได้ร่ำไห้เลย นางคิดมาตลอดว่าตนเองแข็งแกร่งและช่วยเหลือตนเองได้ แต่เมื่อนางมีผู้ช่วยเหลือแล้ว นางกลับร่ำไห้ เมื่อคนที่นางพึ่งพาล้มลงไปเช่นนี้ นางก็ร่ำไห้อีก

เวินเหยียนพยายามสุดความสามารถไปถึงข้างกายซีเฟิ๋น

“นี่!นี่!”

นางไม่กล้าเขย่าตัวซีเฟิ๋นที่จมอยู่ในกองโลหิต แต่ซีเฟิ๋นดูจะไม่มีสติสัมปชัญญะเลย เขาเพียงนอนตัวแข็งอยู่อย่างนั้น เหมือนกับตอนที่เขาฝึกฝนมาตลอดทั้งวัน

“มีใครอยู่ไหม มีใครอยู่ไหมคะ”

เวินเหยียนไม่สนใจว่าจะเป็นผู้ใด แค่อยากให้มีคนมาเท่านั้น จะใครก็ได้ แต่มันจะไปมีประโยชน์อันใด ในเวลานี้ มีคนน้อยมากที่จะมาที่หอสมุดแห่งนี้

ใจเย็น ๆ ต้องใจเย็น ๆ เวินเหยียนเตือนตัวเอง นางไม่มีแรงกายพอที่จะทำสิ่งใดได้ ตะโกนไปแบบนี้ก็ไร้ความหมาย

พลังวิญญาณแห่งเสียง!

ต้องใช้พลังวิญญาณแห่งเสียง แบบนี้ถึงจะส่งเสียงออกไปได้ไกลขึ้น

ตั้งสมาธิ อย่าวอกแวก ตั้งสมาธิให้ดี ใช้พลังวิญญาณแห่งเสียง

เวินเหยียนหลับตาลง พยายามจะรวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดที่มี ต่อต้านความเจ็บปวดของบาดแผล พยายามควบคุมพลังวิญญาณที่ปั่นป่วน ดึงพลังวิญญาณแห่งเสียงที่จำเป็นต้องใช้ออกมา

“มีใครอยู่ไหม....มานี่หน่อย!!!”

สุดท้าย เสียงกรีดร้องที่แฝงพลังวิญญาณแห่งเสียงก็กระจายออกไปนอกห้อง ผ่านดงไม้ พุ่งขึ้นเหนือยอดไม้ สะท้อนก้องบนท้องฟ้าเหนือสถาบัน

มีใครอยู่ไหม

ไม่ว่าจะเป็นใคร ใครก็ได้รีบมาด้วย...

เวินเหยียนร้องในใจอีกครั้ง ในที่สุดก็ใช้พลังไปจนหมดสิ้น และสลบลงไป

มีใครอยู่ไหม

ในสถาบันเทียนเจ้าย่อมต้องมีคน

แต่ลู่ผิงที่แบกซูถัง อุ้มม่อหลิน ในตอนที่เตรียมจะออกจากหอสมุด สิ่งที่เขาหวังคือไม่อยากเจอคน

เพราะว่าในกลุ่มคนพวกนั้น เวินเหยียนบอกว่ามีคนที่หาเป้าหมายจากกลิ่นได้ การซ่อนตัวจึงไร้ความหมาย ต้องใช้ความเร็วสลัดจากผู้ติดตามเท่านั้น ดังนั้นลู่ผิงจึงวิ่งออกจากหอสมุด สถานที่กว้างขวางเหมาะสมกับการใช้ความเร็วมากที่สุด แต่ตอนที่เขากำลังจะออกมาจากหอสมุดนั้นเอง เขาก็รู้สึกได้ถึงสายลมแรงที่พุ่งออกมาจากด้านหลัง เงาร่างหนึ่งเพียงพริบตาเดียวก็ทะยานมาถึงตรงหน้าเขาแล้ว ขวางทางของเขาเอาไว้

“โธ่ แย่จริง...” ตอนที่คนพูดขึ้นมาดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีความยินดีเลย แต่กลับมีสีหน้าบึ้งตึง

เดิมที่เขาจำใจต้องมา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นสถานการณ์ที่เขาต้องจัดการด้วยตนเอง ซึ่งผิดไปจากความตั้งใจจริงของเขามาก ดังนั้นเขาถึงต้องมาเผชิญหน้าอยู่แบบนี้

“ข้าชื่อเฉียวเฉิง* เป็นพี่ชายเฉียวอิ่ง ได้ยินเขาบอกว่าเจ้าเร็วมาก” เฉียวเฉิงที่หน้าบูดบึ้งพูดกับลู่ผิง

“เจ้าดูจะเร็วกว่านะ” ลู่ผิงกล่าว

“ถ้าเทียบกับเฉียวอิ่งก็เร็วกว่า แต่กับเจ้า...” เฉียวเฉิงยกมือขึ้นชี้นิ้ว “ถ้าไม่ได้แบกคนไว้ถึงสองคนก็ยากจะกล่าวแล้ว”

สองคน หนึ่งหลัง หนึ่งหน้า ถึงแม้จะไม่กินแรงลู่ผิง แต่เมื่อมีภาระเช่นนี้ก็มิอาจไม่ส่งผลต่อการวิ่ง คนทั่วไปยังไม่อาจจะไล่ตามเขาได้ทัน  แต่ต่อหน้าเขา พี่ชายของเฉียวอิ่งนักเรียนชั้นปีสามผู้เรียกตัวเองว่าความเร็วเสียง นักเรียนชั้นปีสี่ผู้เชี่ยวชาญด้านความเร็วเช่นกัน อย่างเฉียวเฉิง ความเร็วของเขาก็เหนือกว่าลู่ผิงขึ้นมา

หลบซ่อน มีความสามารถพลังวิญญาณแห่งกลิ่นที่หาพวกเขาเจอได้ หนี ก็มีคนที่ขึ้นชื่อด้านความเร็วเช่นนี้ เต้าเหรินหาผู้ช่วยมาต่อยตีก็มิใช่แค่หาใครก็ได้ เขาใคร่ครวญถึงสถานการณ์ที่เป็นไปได้ต่าง ๆ ล่วงหน้าแล้ว ผู้คนที่เขาหามามีความสามารถเฉพาะเจาะจงมาก และตอนนี้พวกเขาก็ได้แสดงศักยภาพที่มี เต้าเหรินมาถึงข้างหลังลู่ผิงอย่างยินดีปรีดา

“วิ่ง! เจ้าเด็กน้อยยังจะวิ่งอยู่อีก! แบกคนสองคนยังวิ่งได้เร็วขนาดนี้หรือ นับว่ามีความสามารถอยู่บ้าง ทำไมตอนนี้ไม่วิ่งแล้วล่ะ” เต้าเหรินไม่กระวนกระวายแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าลู่ผิงจะมีลูกไม้อะไรอีก เขาเตรียมที่จะหยอกล้อเป้าหมาย นี่จะทำให้ความอับอายที่เขาได้รับเมื่อเช้าหมดไป

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เต้าเหรินก็อดไม่ได้ที่จะเอามือซ้ายไปแตะข้อมือขวา เมื่อเช้ามันถูกลู่ผิงบีบแน่น ตอนที่กล้ามเนื้อถูกบีบจากทั้งสองด้าน เขาเคยสงสัยว่าข้อมือนี้จะใช้การไม่ได้อีกแล้ว แต่เมื่อรอไปสักพักกลับพบว่าอาการบาดเจ็บนั้นไม่ร้ายแรงเท่าใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีร่างกายแข็งแกร่งอย่างเขาด้วยแล้ว

ดังนั้นเขาจึงรีบหาผู้ช่วยที่เก่งกาจและกลับมา เขาไม่อยากรออีกหลายวันจนเหตุการณ์เมื่อเช้าเล่าลือกันไปทั่วสถาบัน นั่นจะทำร้ายชื่อเสียงของเขามาก เขาอยากจะเอาคืนเจ้าเด็กนี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่เต้าเหรินก็ไม่เกรงที่จะแสดงความใจกว้างของตนเอง เขาตัดสินใจที่จะให้โอกาสมันอีกครั้ง

“คุกเข่าลงรับผิดสิ ข้าอาจจะยกโทษให้เจ้าก็ได้” เต้าเหรินพูดขึ้นมา

“รับผิดหรือ ข้าทำผิดอะไร” ลู่ผิงมองหน้าเขา มองอย่างมึนงง มึนงงจนเต้าเหรินโมโห เขาคิดว่าลู่ผิงไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา คิดว่ากำลังหยอกล้อเขา

“เจ้าพูดเองนะ เจ้าหมดโอกาสที่จะขออภัยแล้ว!” เต้าเหรินขบฟันกล่าว เขาสาบานว่าจะทำให้คนผู้นี้สำนึกเสียใจให้ได้ เสียใจที่พลาดโอกาสจะยอมรับผิด

“ตายเสียเถอะเจ้า!!” เต้าเหรินคำรามแล้วชกออกไป

หนึ่งหมัด ไม่มีการออมแรง เสริมสร้างพลังสิบห้าเท่า อาวุธเวทระดับสองถุงมืออิ้งกู่เพิ่มพลังทำลายสามส่วน เมื่อหมัดนี้ชกออกมา แม้แต่คนที่ยืนอยู่ข้างหลังลู่ผิงอย่างเฉียวเฉิงที่มีลู่ผิงยืนกันอยู่ก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังอำนาจของพลังวิญญาณที่จู่โจมมา

เต้าเหรินก็มิใช่ชนชั้นสวะ พรสวรรค์เขามีไม่เลว ในหมู่นักเรียนเทียนเจ้านับว่ามีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับแนวหน้า เขาหาผู้ช่วย แต่ผู้ช่วยบางคนก็ไม่คิดว่าตนเองจะแข็งแกร่งกว่าเต้าเหริน โดยเฉพาะการเผชิญหน้าตรง ๆ แบบนี้ เฉียวเฉิงมิใช่คู่ต่อสู้แน่ ๆ สุดท้ายแล้วเขาก็ได้แต่ใช้ความเร็วหลบเลี่ยงเท่านั้น

ลู่ผิงที่อยู่ตรงหน้าเต้าเหรินก็มีดีที่ความเร็วเช่นกัน

เขาจะหลบได้หรือไม่

นี่คือสิ่งที่เฉียวเฉิงสงสัยในใจ เขาก้าวถอยหลังไปสองก้าว หนึ่งเพื่อหลบเลี่ยงพลังกดดันจากหมัดของเต้าเหริน และในเวลาเดียวกันก็ให้มีพื้นที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลู่ผิงได้มากขึ้น แม้จะไม่เต็มใจ แต่ในเมื่อมาถึงแล้วก็ได้แต่ช่วยเต้าเหรินให้ดีที่สุด

แต่ลู่ผิงมิได้หลบเลี่ยง เขาเพียงยกมือขึ้นโยนคนสองคนที่เขาแบกไว้ออกไป

“ช่วยข้าดูหน่อย” เขาร้องขึ้น

“เฮ้ย!” เฉียวเฉิงตะลึงงัน ไม่คิดว่าลู่ผิงจะโยนคนสองคนนั้นมาให้เขาจริง ๆ แต่ร่างกายของเขาก็เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ จับคนทั้งสองคนไว้แล้ว

“นี่มันอะไรกัน!” เฉียวเฉิงรีบวางทั้งคู่ลงกับพื้น เขางงมาก แม้ว่าเขาจะไม่ได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์มากนัก แต่สถานะของเขาก็ชัดเจนใช่ไหม คนผู้นี้กลับส่งสหายมาถึงมือของเขา คิดอะไรอยู่นะ แม้ว่า...แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำอะไรสหายทั้งสองคนนี้ของเขาจริง ๆ ก็เถอะ มารดามันเถอะ คิดแบบนี้แล้ว การตัดสินใจของคนผู้นี้ก็ถูกต้องจริง ๆ น่ะสิ

ตูม!

เฉียวเฉิงสติยังไม่กลับมาก็มีเสียงดังมาจากด้านหน้าแล้ว เสียงดังสะท้อนไปมาเป็นเวลานาน คนผู้หนึ่งพุ่งเข้าชนเขาเหมือนกระสุน

“นี่มันอะไรกัน!” เฉียวเฉิงร้องอย่างตกใจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเร็วเกินไป รุนแรงเกินไป เขาไม่กล้ายื่นมือไปรับ ด้วยฝีเท้าที่ว่องไวยิ่ง เขาก็หลบเลี่ยงไปด้านข้าง ด้านหลังเขามีเสียงกระแทกดังลั่น เฉียวเฉิงหันกลับไปดู เห็นลู่ผิงชนกับต้นไม้ เปลือกไม้แตกกระจาย บางส่วนฝังอยู่ในลำต้น ต้นไม้ใหญ่ที่ถูกชนก็ไหวเอนไปมา ใบไม้ร่วงหล่นลงมาเหมือนดั่งฤดูใบไม้ร่วง มือขวาของลู่ผิงมีโลหิตหลั่งริน ไหลไปที่ปลายนิ้ว หยดลงบนเศษใบไม้แห้งที่อยู่บนพื้น

“เจ้าเด็กน้อย ช่างกล้านัก ลุกขึ้นมาชนกับหมัดของบิดาตรง ๆ หรือ!” เต้าเหรินก้าวออกมาจากหอสมุด

เขากลับไปชนหมัดกับเต้าเหริน เจ้าเด็กคนนี้ บ้าแล้วหรือ

เฉียวเฉิงตะลึง กายาแกร่ง พลังวิญญาณแห่งกายเสริมสร้างสิบห้าเท่า แล้วยังมีอาวุธเวทระดับสองเพิ่มพลังทำลายสามส่วน โง่เขลาเพียงใดถึงเลือกที่จะชนกับพลังของเต้าเหรินตรง ๆ

ลู่ผิงผู้ล้มลงใต้ต้นไม้มีสีหน้าสับสน เห็นได้ชัดว่าเขาประหลาดใจมาก จู่ ๆ เต้าเหรินกลับมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าเมื่อเช้าอย่างมาก แต่ไม่ช้าเขาก็สังเกตเห็นถุงมือของเต้าเหริน

อาวุธเวทหรือ

ลู่ผิงมิใช่ไม่รู้จักคุณค่าของอาวุธเวท เพียงแต่เขาไม่ค่อยได้พบเห็นมันเท่านั้น ผลลัพธ์จึงเหมือนกับเวินเหยียน พ่ายแพ้อย่างไม่คาดคิด

“สีหน้าแบบนั้นคืออะไร อยากจะคุกเข่าแล้วหรือ ขอโทษทีนะ เจ้าหมดโอกาสนั้นแล้ว แต่เจ้าอยากจะลองก็ได้ บางทีถ้าทำให้ข้าประทับใจ ข้าคนนี้ก็ยังพูดง่ายอยู่นะ ฮาฮาฮาฮา” เต้าเหรินหัวเราะพลางสาวเท้าก้าวไปข้างหน้า แต่จากข้างกายของเฉียวเฉิง สายลมแรงจู่ ๆ ก็พุ่งผ่านข้างกายของเขาไป

เต้าเหรินหันไปดู กลับกลายเป็นว่าเด็กสาวผู้ที่ลู่ผิงต้องแบกไว้บนหลังชกเข้าใส่เขา

“หาที่ตาย” เต้าเหรินคิดไม่ถึงเลย ร่างกายสั่นไหว หมัดที่ไร้เมตตา หมัดของเด็กสาวชนเข้าเป้าแล้ว

.........................................

ถึงน้องจะยังตาบอดหูหนวก น้องก็บู๊ได้นะคะ

 

*ประมาณตอนสองตอนที่แล้วคนเขียนบอกว่าชื่อเวินเฉิง แต่ความจริงต้องเฉียวเฉิง กลับไปแก้ตอนก่อนแล้วด้วยค่ะ

 

ตอนที่ 77 – ชนหมัด (ปลาย)




NEKOPOST.NET