Heaven Awakening Path ตอนที่ 74 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.74 - หน้าคนใจสัตว์


ตอนที่ 74 หน้าคนใจสัตว์

 

พื้นที่ว่างในดงไม้อยู่ห่างจากประตูใหญ่ของหอสมุดมากและพวกเขาก็ไม่มีเวลาจะพุ่งไปที่นั่นแล้ว แต่โชคยังดีที่ห้องของฉู่หมิ่นเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เสมอ เวินเหยียนไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไปทางนี้ เพียงไม่นานทุกคนก็เข้ามาในห้องผ่านทางหน้าต่างบานนั้น

เสียงสับสนนอกห้องเข้าใกล้มาเรื่อย ๆ พลังวิญญาณแห่งเสียงของเวินเหยียนไม่เลวเลย อยู่ที่ชั้นฟ้าที่ห้า นางได้ยินเสียงที่ดังเป็นพิเศษบางเสียงด้วย

“เร็วเข้า...”

“ทางนี้...”

“คนไปไหนแล้ว”

นางไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่ทำไม้ทำมือให้ลู่ผิงเงียบ ๆ แล้วตามนางไป การซ่อนตัวในห้องนี้ค่อนข้างเด่นชัด จากดงไม้ หน้าต่างบานนี้มันโดดเด่นมาก

แต่ตอนนั้นเองเวินเหยียนก็ได้ยินคำพูดนอกหน้าต่าง

“ลั่วถิง มาดูหน่อยสิ” นอกหน้าต่างมีคนกล่าวขึ้น

เขาก็มาด้วย...

เวินเหยียนมีสีหน้าผิดหวัง เพราะนางรู้ว่าด้วยความสามารถของคนผู้นี้จะหาร่องรอยของพวกเขาเจอแน่ ๆ

ลั่วถิง นักเรียนชั้นปีสี่ของสถาบันเทียนเจ้า ศิษย์ของเซี่ยปั๋วเจี่ยน ผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งกลิ่น เชี่ยวชาญความสามารถที่ชื่อว่า “ตามกลิ่น” จากการใช้กลิ่นติดตามจึงถูกนักเรียนบางคนเรียกว่า “สุนัขล่าเนื้อ” ลับหลัง

แต่ที่จริงทุกคนก็รู้ว่าความสามารถ “ตามกลิ่น” นั้นไม่ใช่ความสามารถประเภทเสริมสร้าง ไม่ได้เป็นการเพิ่มประสาทการรับกลิ่น แต่เป็นการรับรู้ที่เฉียบคมของข้อมูลที่ได้จากกลิ่น ในตอนที่ลั่วถิงไล่ตามกลิ่น เขาไม่จำเป็นต้องสูดจมูกเหมือนสุนัข แต่ตามจากข้อมูลที่เขาได้รับสม่ำเสมอเท่านั้น นั่นก็คือกลิ่น

มีกลิ่นหรือไม่

แน่นอน!

หลายคนเพิ่งจะรับประทานอาหาร ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงกลิ่นอาหารได้ สำหรับลั่วถิง นี่ไม่ต่างจากการมีป้ายบอกทางเลย ไม่มีผู้ใดเห็นว่าเขาทำอย่างไร แต่เขาก็ส่งสัญญาณบอกมาแล้ว

“ทางนั้น”

ลั่วถิงหมายถึงหน้าต่างที่พวกลู่ผิงเพิ่งจะเข้าไป

“ไปทางนั้นกันเถอะ!”

ผู้ที่นำหน้ายังคงเป็นเต้าเหริน เพียงเมื่อเช้านี้เอง แต่เขาก็ดูจะลืมเลือนเรื่องที่ถูกลู่ผิงบีบข้อมือจนต้องร้อง “โอ๊ยโอ๊ยโอ๊ย” ไปจนหมดสิ้นแล้ว สีหน้าของเขายิ่งดูยโสโอหังมากเดิมอีก เพราะว่าครั้งนี้เขาได้เชื้อเชิญผู้ช่วยที่แข็งแกร่งมาด้วย นักเรียนชั้นปีสี่ผู้เก่งกาจสามคน ซึ่งมิได้มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับเขามาก แต่ทุกคนเป็นศิษย์ของท่านลุงเซี่ยปั๋วเจี่ยนของเขา เต้าเหรินไม่ต้องเปลืองเรี่ยวแรงมากนักในการเชิญพวกเขามาช่วยเหลือ

แต่เต้าเหรินก็ยังคาดหวังที่จะทุบตีลู่ผิงด้วยตัวเองมากกว่า ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงนำอาวุธมาด้วย เป็นถุงมือคู่หนึ่งที่ดูเหมือนทำมาจากโลหะซึ่งตอนนี้สวมอยู่บนมือของเขา ถุงมืออิ้งกู่ (กระดูกแกร่ง) อาวุธระดับสอง

พลังวิญญาณแห่งกายเสริมสร้างสิบห้าเท่า “กายาแกร่ง” แล้วยังมีถุงมืออิ้งกู่ที่เพิ่มพลังวิญญาณแห่งกายอีกสามส่วน เต้าเหรินจึงมั่นใจอีกครั้ง ความยโส ความโอหัง มิได้มาจากผู้ช่วยเท่านั้น

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหลบหนีไปซ่อนเต้าเหรินก็ยิ่งยโสขึ้นไปอีก เขาเดินไปที่หน้าต่างและกระโดดเข้าไปในห้อง

ลั่วถิงหยุดอยู่ข้างหลังเขา ในตอนนั้นเขาก็ชี้ไปทางประตูห้อง ทั้งสองคนไม่พูดอะไรก็พุ่งไปทางนั้น ไล่ตามออกนอกประตูไป

ควับ!

ในทางเดินมืดสลัวของหอสมุดเหมือนจะมีแสงวูบขึ้นมา เต้าเหรินที่อยู่หน้าประตูจู่โจมจากบนลงล่าง

ถ้าเป็นปกติแล้ว แส้นี้คงจะสร้างปัญหาให้เต้าเหรินได้บ้าง แต่วันนี้เขาไม่ชะงักแม้แต่น้อย เพราะเขาก็มีอาวุธเช่นกัน มือขวาที่อยู่ในถุงมืออิ้งกู่ของเขาพุ่งไปข้างหน้า แล้วแสงนั้นก็ถูกเขากำไว้แน่น

“เจ้ามันแส่หาเรื่องจริง ๆ!” เต้าเหรินพูดอย่างดูหมิ่นและดึงมือกลับ กำลังกายของเวินเหยียนไหนเลยจะสู้กับเต้าเหรินได้ ยิ่งไปกว่านั้นอาการบาดเจ็บจากเมื่อเช้าของนางก็ยังไม่หายดี จึงได้ถูกดึงตัวไปด้วย

คำนวณพลาดไปแล้ว!

เวินเหยียนร่ำร้องในใจ นางอยากจะอาศัยอาวุธกักตัวคนพวกนี้ไว้ที่ทางเดินนี้ แต่ไม่คาดว่าเต้าเหรินกลับมีอาวุธนำมาจับแส้อ่อนของนางได้ แส้เทียนหลัวที่ทำมาจากเถาวัลย์เทียนหลัวของนางนั้นระดับเหนือกว่าถุงมืออิ้งกู่นั่นอีก เป็นอาวุธระดับสาม แต่เมื่อตกอยู่ในกำมือของอีกฝ่ายก็ไม่สามารถแสดงระดับที่เหนือกว่าได้แล้ว

“ไม่สั่งสอนเจ้าบ้างไม่ได้แล้ว” เต้าเหรินยกหมัดขึ้นมากะทันหัน กำลังจะโจมตีไปที่เวินเหยียนแล้ว แต่กลับถูกลั่วถิงที่อยู่ด้านหลังขัดขวาง เขาวางมือไปที่ข้อศอก หมัดนั้นจึงพลาดเป้า เวินเหยียนก็รีบปล่อยมือจากแส้แล้วรีบก้าวถอยหลัง

“ช่างเถอะ จะอย่างไรทั้งหมดก็อยู่สถาบันเดียวกัน รีบตามคนพวกนั้นไปดีกว่า!” ลั่วถิงกล่าวขึ้นคลี่คลายสถานการณ์ให้เวินเหยียน

“คราวหน้าจะให้เจ้าได้เห็นดีกันแน่ แส้นี่ก็ถือเป็นคำขอโทษของเจ้าแล้วกัน” แส้เทียนหลัวไม่ได้กลับไปในมือเวินเหยียน พวกเขามุ่งหน้าไปต่อ เวินเหยียนยืนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่กล่าวอะไร ลั่วถิงหยุดมองดูนางและประตูที่ปิดสนิทด้านหลังของนาง แต่หลังจากมองเห็นสีหน้าข่มขู่อย่างสิ้นหวังของเวินเหยียน เขาก็ยิ้ม ๆ แล้วไม่พูดอะไรแล้วเดินตามเต้าเหรินไป ต่อจากเขาอีกสองคนคือสือจงเทียนกับเฉียวเฉิงต่างก็เป็นนักเรียนชั้นปีสี่ ศิษย์ของเซี่ยปั๋วเจี่ยน กับเวินเหยียนก็เป็นคนรู้จักกัน เมื่อเดินผ่านนางก็ทำสีหน้าช่วยอะไรไม่ได้ใส่นาง จากนั้นก็รีบเดินตามไป

เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนก็ไม่กล้าทำอะไรมากนัก เพื่อรักษาหน้าของอาจารย์เซี่ยปั๋วเจี่ยนแล้วไม่มีทางปฏิเสธได้เลย ได้แต่ทำหน้าว่าตนเองช่างโชคร้ายเหลือเกินเท่านั้น ส่วนลั่วถิงนั้นดูจะพยายามมาก แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าเขาเก่งกาจเพียงใด มีอาหารที่เพิ่งกินเสร็จวางอยู่บนตอไม้ ถ้าเขาจะบอกว่าหาเป้าหมายไม่เจอก็ไม่ใส่ใจไปหน่อยแล้ว เต้าเหรินก็มิใช่คนโง่เขลา

แต่เมื่อครู่นี้ เขาหยุดชะงักลง จากนั้นก็มีบางสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมา

คนหลายคนยังคงไล่ติดตามไปบนทางเดิน หลังจากนั้นเป็นลูกน้องตัวเล็ก ๆ ของเต้าเหริน ต่อหน้าเวินเหยียนก็ยังไม่กล้าโอหังไป ต่างเดินตามลูกพี่ไปทีละคน จนกระทั่งคนสุดท้ายวิ่งไปแล้วเวินเหยียนถึงได้โล่งอก เปิดประตูที่อยู่ด้านหลัง ข้างในมีซีเฟิ๋นนอนอยู่

ซีเฟิ๋นผู้ไม่ได้รับประทานอะไรย่อมไม่มีกลิ่นอาหารติดตัว และเวินเหยียนก็เคยคิดว่าจะสามารถหลบเลี่ยง “ตามกลิ่น” ของลั่วถิงได้ แต่ดูท่าลั่วถิงก็ยังทราบอยู่ดี เพียงแต่สุดท้ายแล้วเขาไม่ได้พูดออกมาเท่านั้น

ซีเฟิ๋นหลบซ่อนอยู่ที่นี่

และนางก็เป็นนักเรียนเทียนเจ้า เต้าเหรินไม่สามารถทำอะไรนางได้มากนัก นี่เป็นการวิเคราะห์ของเวินเหยียน ดังนั้นนางจึงอยู่ที่นี่ช่วยถ่วงเวลาให้ลู่ผิงวิ่งไปให้ไกลอีกหน่อยเพื่อกำจัดความสามารถรับรู้ “ตามกลิ่น” ของลั่วถิง

ผลก็คือ นางถ่วงเวลาไม่สำเร็จ ที่ซ่อนของซีเฟิ๋นก็ถูกดูออก แต่โชคดีที่ลั่วถิงปิดบังเอาไว้ ต่อไปก็ได้แต่หวังว่าลู่ผิงจะเร็วพอที่จะสลัดการติดตามของคนพวกนี้ได้แล้ว แต่ตอนนี้ลู่ผิงต้องแบกคนถึงสองคน แม้จะไม่เป็นการถ่วงกำลังกายของเขาแต่ก็ยังส่งผลอยู่บ้าง

หนีได้หรือไม่

เวินเหยียนกังวลมาก นางอยากจะไปดู แต่จะให้ทิ้งซีเฟิ๋นไว้คนเดียวนางก็ไม่วางใจ

ในขณะที่กำลังกังวลอยู่นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าบนทางเดินขึ้นมา ก้าวมาทีละก้าวอย่างไม่รีบไม่ร้อน ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้วก็มาหยุดอยู่หน้าประตู

ใคร!

หัวใจของเวินเหยียนกระดอนขึ้นมาจุกคอหอย ประตูเปิดออกและนางก็พร้อมที่จะโจมตีได้ทุกเมื่อ แต่ผู้มากลับเป็นลั่วถิง

“เจ้าหรือ” เวินเหยียนประหลาดใจ “ทำไมเจ้าถึงกลับมา”

“ฮาฮา” ลั่วถิงหัวเราะขึ้นพลางก้าวเข้าไปในห้อง เขาเอื้อมมือไปด้านหลังปิดประตู “เพราะด้านนั้นไม่ต้องการข้าอีกแล้ว”

“ตามทันแล้วสินะ...” หัวใจเวินเหยียนตกลง แต่เมื่อเห็นลั่วถิงเอื้อมมือไปปิดประตู นางก็รู้สึกใจไม่ดีขึ้นมา จิตใจที่เพิ่งผ่อนคลายจึงกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง

“ใช่ ตามทันแล้ว” ลั่วถิงพยักหน้า

“เจ้ากลับมาบอกข้าหรือ” เวินเหยียนกล่าว

“ย่อมมิใช่” ลั่วถิงยิ้ม “แม้ว่าจะตามทันแล้ว แต่เจ้าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านางเคยช่วยเหลือเจ้ามาก่อน ดังนั้นข้าจึงกลับมาถามเจ้าว่าจะตอบแทนข้าอย่างไร”

รอยยิ้มของลั่วถิงยิ่งมายิ่ง**

“เจ้า!” เวินเหยียนตะลึงไป นางมิใช่เด็กน้อย จะไม่เข้าใจความหมายของลั่วถิงได้อย่างไร นางเพียงแต่ไม่คิดว่าลั่วถิงจะกล้าถึงเพียงนี้ กล้าข่มขู่** นางเช่นนี้

“จะให้ข้าทำอย่างไร ให้เรียกพวกนั้นมาอีกดีไหม แบบนี้เด็กน้อยที่อยู่บนพื้นนี่คงแย่แล้ว เจ้าเด็กนี่ดูแปลก ๆ นะ ฝึกอะไรอยู่น่ะ” ลั่วถิงกล่าวพลางสืบเท้าเข้ามา

“น่ารังเกียจ! ทุเรศ!” เวินเหยียนตะโกน นางเคยคิดว่าคนแบบเต้าเหรินนั้นน่ารังเกียจมากแล้ว แต่ตอนนี้ถึงพบว่ามีคนที่น่ารังเกียจกว่านั้นอีก

“เริ่มกันเลยดีไหม ยังบาดเจ็บอยู่หรือเปล่า แส้เทียนหลัวไม่อยู่ในมือ เจ้ายังคิดว่าตัวเองยังเป็นคู่มือของข้าได้อีกหรือ” ลั่วถิงกล่าวอย่างสบายอกสบายใจ

“ก็ลองดูสิ” เวินเหยียนไม่ถอยแต่กลับออกหมัดก่อน หมัดนี้ของนางเตรียมพร้อมมานานแล้ว เตรียมพร้อมมาตั้งแต่ตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้า เมื่อเห็นว่าเป็นลั่วถิง นางก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ตอนนี้กลับเสียใจยิ่งแล้ว เสียใจว่าทำไมถึงได้ผ่อนคลายลง คนผู้นี้กลับน่าขยะแขยงถึงเพียงนี้ อยู่สถาบันเดียวกันมาสี่ปีนางกลับไม่เคยสังเกตเห็นเลย วันนี้ฆ่าเขาลงที่นี่ นางจะไม่สำนึกเสียใจแม้แต่น้อย

การโจมตีของเวินเหยียนรวดเร็วมาก และหมัดนี้ก็สะสมพลังมาอย่างยาวนาน ในตอนนี้นางไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ในตอนนี้แม้ว่าเต้าเหรินจะกลับมา นางก็จะไม่รังเกียจเขาเท่าคนผู้นี้อีกแล้ว

“รู้อยู่แล้วว่าเจ้าคงไม่ยอมง่าย ๆ แน่!” ลั่วถิงยังคงยิ้ม แต่คำพูดของเขาก็บ่งบอกว่าเขาเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้ว เขาไม่แปลกใจกับการจู่โจมกะทันหันของเวินเหยียนเลย ความเคลื่อนไหวของเขาเองก็รวดเร็วมาก ร่างของเขาถอยไปข้างหลัง มือขวาของเขายื่นนิ้วออกมาสองนิ้วเคลื่อนไปข้างหน้า...

“กรี๊ด...” เวินเหยียนกรีดร้องออกมา นิ้วคู่นั้นไม่ได้โจมตีนาง แต่จี้ไปที่บาดแผลที่นางได้รับเมื่อเช้า นางรู้สึกเจ็บปวดที่บาดแผลนั้นขึ้นมาอย่างสาหัส พลังหมัดของนางสลายไปจนหมดสิ้น

“ฮาฮา...จุดนั้น กลิ่นแรงมากเลย เกิดอะไรขึ้นหรือ” ลั่วถิงหัวเราะขึ้นมา เขาย่อมทราบชัดว่าเกิดอะไรขึ้น และเนื่องจากมันเป็นบาดแผลที่สาหัสมาก ทำให้เขาจงใจใช้ “ตามกลิ่น” โจมตีล็อคเป้าตรงนั้นได้ เป็นวิธีที่โหดร้าย จะบอกว่าไร้เกียรติก็ว่าได้

เวินเหยียนกัดฟันแน่น นางจะไม่ยอมแพ้เช่นนี้แน่ แต่ลั่วถิงโหดร้ายกว่าที่นางคิดอีก  เขาสะบัดมือขึ้นอีกครั้ง บาดแผลของนางก็ปวดร้าวอย่างหนักอีกครั้ง

“อย่าโทษข้าเลยนะ...เจ้าก็รู้ การโจมตีนี้ของข้าต้องมีกลิ่นพิเศษเช่นนั้นถึงจะล็อคเป้าหมายได้” ลั่วถิงกล่าว หนึ่งนิ้ว สองนิ้ว สามนิ้ว... หลังจากผ่านไปอีกสามนิ้ว เวินเหยียนก็ปวดจนไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว ได้แต่อาศัยพลังใจยืนหยัดต่อไปโดยไม่ยอมล้มลง

“อึดจังนะ...ดูเหมือนข้าต้องลงมือตรง ๆ แล้ว!” ลั่วถิงกล่าวพลางก้าวไปข้างหน้า เขาเห็นชัดแล้วว่าเวินเหยียนไม่มีกำลังเหลืออยู่แล้ว ได้แต่รอคอยเขาเชือดเฉือนเท่านั้น

ตาย!

นี่เป็นเพียงความคิดเดียวที่อยู่ในใจของเวินเหยียน แต่ลั่วถิงช่างโหดร้ายจริง ๆ ใช้ความสามารถ “ตามกลิ่น” ของเขาจู่โจมบาดแผลของนางซ้ำ ๆ ในตอนนี้นางแม้แต่เรี่ยวแรงจะป้องกันตัวยังไม่มีเหลือ...

“ฮาฮาฮา...” ลั่วถิงสาวเท้ามาด้วยรอยยิ้ม เอื้อมมือออกไป ผลักเวินเหยียนนอนลงบนโต๊ะที่อยู่ข้างหลัง จากนั้นก็ได้ยินเสียงคนพูดขึ้นจากด้านข้าง

“เอ่อ ให้ข้าหลบออกไปก่อนดีไหม”

ซีเฟิ๋นที่นอนอยู่บนพื้น หันหน้าหนีออกไปด้านข้าง

.............................................................................

 

ซีเฟิ๋นตื่นแล้วค่า พระเอกสุด ๆ ไม่มีคนเดาถูกเลย 555

ส่วนลั่วถิง...ความเกลียดชังพุ่งปี๊ดสูงกว่าตระกูลเว่ย แล้ว ณ จุดนี้

ตอนนี้ขอประกาศยอมแพ้ที่จะหาคำมาแทนศัพท์อังกฤษแล้วค่ะ นึกไม่ได้จริง ๆ ว่าล็อคเป้าจะใช้คำแทนอะไรได้ ตอนแรกว่าจะใช้คำว่าระบุเป้า แต่มันก็เหมือนจะไม่ตรงความหมาย แต่ใครมีความคิดอะไรดี ๆ ก็ลองบอกมาได้นะคะ  แล้ว (สปอยล์) สกิลแบบนี้อีกหน่อยจะออกบ่อยด้วย ลู่ผิงเองมีอันหนึ่งเรียกว่าเป็นไม้ตายขั้นเทพได้เลย แต่จะล็อคจากอะไรก็ลองรอดูกันนะคะ ไม่ช้าไม่นาน อีกหลายร้อยตอนเอง...

 

ตอนที่ 75 – นี่มิใช่จุดอ่อนของข้า




NEKOPOST.NET